1. จากความรู้ที่ว่าด้วย CULTURAL DIVERSITY และ THE BASIS OF SOCIALIZATION กฎจริยธรรม หรือศีลธรรมของมนุษย์ในวัฒนธรรมต่าง ๆ อาจตรงกัน หรือมีความเป็นสากลโดยไม่ต้องมีการถ่ายทอดกันระหว่างวัฒนธรรมได้หรือไม่ และเพราะเหตุใด
จากความรู้ที่ว่าด้วย CULTURAL DIVERSITY และ THE BASIS OF SOCIALIZATION กฎจริยธรรม หรือศีลธรรมของมนุษย์ในวัฒนธรรมต่าง ๆ อาจตรงกัน หรือมีความเป็นสากลโดยไม่ต้องมีการถ่ายทอดกันระหว่างวัฒนธรรมได้
ความจริงที่ว่ามนุษย์มีลักษณะโครงสร้างทางชีวภาพที่เหมือนกัน แต่บางแง่มุมของชีวิตมนุษย์นั้นย่อมมีความแตกต่างทางด้านต่าง ๆ เป็นต้นว่าด้านจิตวิทยา ขนบธรรมเนียม ประเพณี และความเชื่อ อย่างไรก็ดีแม้ว่ามนุษย์จะมีความแตกต่างกันในด้านต่าง ๆ แต่ก็ย่อมมีวัฒนธรรมบางอย่างที่เป็นสากลร่วมกันที่แต่ละสังคมที่แตกต่างกันยึดถือทีความเชื่อเหมือน ๆ กัน
สืบเนื่องมาจากความหลากหลายทางวัฒนธรรม เมอร์ด๊อก (Murdock) ได้ยกตัวอย่างวัฒนธรรมบางประการที่มีลักษณะเป็นสากลที่หลายวัฒนธรรมมีความเชื่อเหมือน ๆ กัน จำนวน 73 ประการ อาทิเช่น การศึกษา, ความเข้าใจโลก, จริยธรรม, มารยาท, พิธีศพ, กฎหมาย, วิถีประชา, การปกครอง, การทักทาย, การก่อสร้างบ้านเรือน, การนับญาติ, การลงโทษ, การทำนายฝัน ฯลฯ
เหตุผลที่กฎจริยธรรม หรือศีลธรรมของมนุษย์ในวัฒนธรรมต่าง ๆ อาจตรงกัน หรือมีความเป็นสากลโดยไม่ต้องมีการถ่ายทอดกันระหว่างวัฒนธรรมได้ เพราะ สังคมแต่ละสังคมนั้นประกอบขึ้นด้วยความหลากหลายหรือความแตกต่างทางวัฒนธรรมภายในสังคมของตนเอง ทั้งนี้เพราะมนุษย์ในทุกวัฒนธรรมเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดจากชาติพันธุ์เดียวกัน และวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นล้วนแต่เป็นผลผลิตของมนุษย์ทั้งสิ้น
อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่ามนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่างกัน และมีความแตกต่างกันในทางวัฒนธรรมก็ตาม แต่มนุษย์อยู่ภายใต้เงื่อนไขบางประการที่มนุษย์มีเหมือนกัน อันก่อให้เกิดวัฒนธรรมที่เป็นสากล ได้แก่ปัจจัยทั้งสามทางนี้คือ
1. สภาพทางจิตที่มนุษย์มีอยู่ร่วมกัน กล่าวคือ จิตใจของมนุษย์ล้วนแต่มีอารมณ์, ต้องการมีความมั่นคง, ล้วนแล้วแต่ต้องการการตอบสนองเหมือน ๆ กัน และมีความสามารถในการใช้สัญลักษณ์
2. ความจำเป็นที่ต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม กล่าวคือ มนุษย์จำเป็นจะต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม จึงสามารถดำรงจะอยู่และพัฒนาไปได้ เพราะฉะนั้นการแลกเปลี่ยน, การตอบแทนซึ่งกันและกัน, การเป็นผู้นำ, การติดต่อสื่อสารกัน, และการแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของกลุ่มนั้น
3. ข้อจำกัดต่าง ๆ ในการที่จะหาทางออกในการแก้ปัญหา กล่าวคือ มนุษย์นั้นมีข้อจำกัดในการแก้ปัญหา ยิ่งมนุษย์มีทางทางเลือกจำกัดเท่าใด ทางออกหรือทางแก้ปัญหาของเขานั้นก็จะมีเหมือนกัน
2. คำต่อไปนี้ที่ Clyde Kluckohn ใช้เพื่ออธิบายคำว่า วัฒนธรรม (Culture) ที่ใช้กันในทางสังคมศาสตร์ หมายความว่าอย่างไร อภิปรายแต่ละคำพอสังเขป
1. total life way "วิถีชีวิตโดยรวม" วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ครอบคลุมชีวิตในทุกด้าน คือชีวิตทุกด้านถูกชี้ทางด้วยวัฒนธรรม เพราะฉะนั้น ถ้าเทียบกับเสื้อผ้าก็ยังไม่พอที่จะให้ความหมายในแง่ที่ว่าวัฒนธรรมนั้นมันเป็นเรื่องของทุกส่วนของชีวิต เช่น เรื่องของการแต่งกาย ในเรื่องของการบันเทิง หรือในเรื่องมรรยาทในทางสังคมต่าง ๆ เพราะว่ายังมีทรงผม ต่างหู รองเท้า ฯลฯ
2. formular "วัฒนธรรมเป็นสูตร" เป็น "สูตร" มันก็เหมือนกับวิธีดำเนินชีวิต อย่างเช่น เราจะกินอะไร วันละกี่มื้อ จะสวมเสื้อผ้าอะไร ในกาละเทศะอะไร มันเป็นแบบ เป็นสูตรอย่างนี้ หรือว่าไม่ใช่สูตรในลักษณะว่าเงื่อนไขว่าถ้าสิ่งนี้เกิดจะมีสิ่งนี้ตามมา
3. regularity ความสม่ำเสมอ
4. that which binds men together วัฒนธรรมก็คือสิ่งที่ผูก, เชื่อมโยงมนุษย์เข้าด้วยกัน
5. map "แผนที่" คนเกิดมาก็มีลักษณะที่คาดได้ว่าในตรงนี้เขาจะเป็นอย่างไร หรือเขาจะไปทางไหน
6. blue print "พิมพ์เขียว" พิมพ์เขียวเป็นตัวกำหนดรูปทรง สัณฐาน องค์ประกอบของบ้าน ก็เหมือนกับที่วัฒนธรรมเป็นตัวชี้นำ กำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ เป็น formula เป็นสูตร
7. creation of man คำว่า desire หรือ creation นั้นก็คำละคำ แต่ความหมายในทำนองเดียวกัน
8. DESIGN FOR LIVING (p.75) : "สิ่งที่มนุษย์กำหนดแบบขึ้นมาสำหรับการดำรงชีวิต"
9. a set of a techniques for adjusting both to the external environment and to other men (p.79) : (เป็นเทคนิค เป็นวิธีการสำหรับปรับเข้ากับสิ่งแวดล้อมภายนอก หรือปรับเข้ากับมนุษย์คนอื่น) เป็นเทคนิค, เป็นวิธีการในการที่มนุษย์ปรับเข้ากับสิ่งแวดล้อมภายนอก ก็คือสิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่คนกับคน สิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่คนก็เยอะ เพราะฉะนั้นในตัววัฒนธรรมเราจะเห็นว่า เรามีในเรื่องของการสร้างเครื่องไม้เครื่องมือ tool หรือว่า in toolment แล้วเรามีในเรื่องของการเรียกชื่ออย่างเช่น ชื่อของต้นไม้อันนี้เป็นต้น อันนี้เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม และในเรื่องของสังคมนั้นมีอยู่มากมาย
10. SOCIAL HERITAGH (p.74,84) "มรดกทางสังคม" - สาเหตุที่เป็นมรดกทางสังคม เพราะว่าแบบแผนความประพฤตินั้นเป็นสิ่งที่ได้รับสืบทอดกันมา และสืบทอดต่อไป มันไม่ใช่สิ่งที่ว่าพอคนเกิดขึ้นมาแล้วก็จะมีวัฒนธรรมอยู่ในตัว แต่คนเกิดขึ้นมาในวัฒนธรรมซึ่งมีอยู่แล้ว และก็จะสืบทอดต่อไป แต่ไม่ได้หมายความว่าวัฒนธรรมจะเปลี่ยนไม่ได้ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะเปลี่ยนได้ทุกวัน เพราะถ้าวัฒนธรรมเปลี่ยนทุกวันสิ่งต่าง ๆ ในโลกและสังคมนี้คงสับสนอลหม่าน เพราะตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน
11. A PERCIPITATE OF HISTORY (p.80) : A PERCIPITATE คือสิ่งที่เป็นตะกอน, ตัวตะกอน คือสิ่งที่หลงเหลืออยู่ คือสิ่งที่ถูกกาลเวลาร่อนแล้วก็หลงเหลืออยู่ ถูกร่อนด้วยกาลเวลา และหลงเหลืออยู่ และสิ่งที่หลงเหลืออยู่นั้นมันก็คือสิ่งที่เก่า แต่สิ่งที่เหลืออยู่แสดงว่ามันมีบางอย่างที่หลุดออกไปบ้าง อาจจะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและเห็นถึงการเป็นมรดก ก็คือการสืบทอด และสิ่งที่สืบทอดนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ เพราะถ้าหากไม่มี A PERCIPITATE ก็คือขึ้นมาทั้งดุ้น ไม่มีการกรองเหลือเป็นตะกอน
12. SOCIAL LEGACY (p.74,79) : ความหมายเดียวกันกับ SOCIAL HERITAGH
13. theory ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างเหตุปัจจัยเงื่อนไข เป็นกฎเกณฑ์ที่อยู่เหนือตัวบุคคล หรืออะไรต่าง ๆ ขึ้นมา
14. abstraction เป็นตัวกำหนดที่อยู่เหนือตัวบุคคล เป็นนามธรรม
3. จากข้อสังเกตที่ว่านักปรัชญาเป็นจำนวนมากสันนิษฐานว่าจิต และความสำนึกในตัวของคนเราสามารถมีมาก่อนและเกิดขึ้นนอกสังคม แต่ Geroge Herbert Mead (1863-1931) เห็นว่าตัวตน (SELF) เป็ผลผลิตของสังคม ไม่ใช่ผู้สร้างสังคม ดังคำกล่าวที่ว่า "The self
is essentially a social structure, and it arise in social experiences
it is impossible to conceive of a self arising outside of social experience" ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับความคิดเช่นนี้ของ Mead และหากอธิบายตามแนวคิดดังกล่าวจริยธรรมของมนุษย์พัฒนาขึ้นในตัวมนุษย์อย่างไร
4. จากความรู้ในเรื่อง Socialization จริยธรรมในฐานะเป็นองค์ประกอบหนึ่งของชีวิต และสังคมจำเป็นต้องมีหรือไม่ เพราะเหตุใด และมีปัจจัยอะไรบ้างที่ช่วยให้การพัฒนาจริยธรรมในตัวมนุษย์เป็นไปได้
กระบวนการขัดเกลาทางสังคมนั้นก็คือกระบวนการที่จับบุคคลเข้าไปสู่กรอบวิถีชีวิตของสังคม หรือมองอีกแง่หนึ่งก็คือการถ่ายทอดวัฒนธรรมนั่นเอง เพื่อสอนให้บุคคลได้รู้จักกับวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีต่าง ๆ เพราะฉะนั้น กระบวนการขัดเกลาทางสังคมในแง่นี้ก็คือการพัฒนา "มนุษย์" ไปสู่ "ความเป็นมนุษย์" นั่นเอง ดังจะเห็นได้ว่ากระบวนการขัดเกลาทางสังคมจึงเป็นเรื่องของการถ่ายทอดวัฒนธรรม ก็คือพยามที่จะให้คนได้เข้ามายอมรับวิถีชีวิตของกลุ่ม
จริยธรรมในฐานะเป็นองค์ประกอบหนึ่งของชีวิต และสังคมเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี เพราะจริยธรรมเป็นผลิตผลหนึ่งของกระบวนการขัดเกลาทางสังคม ซึ่งกระบวนการขัดเกลาทางสังคมนั้นเกิดขึ้นโดยกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ ตรงนี้เองคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ทั่วไป
ปัจจัยที่ช่วยให้การพัฒนาจริยธรรมในตัวมนุษย์เป็นไปได้ นั่นก็คือกระบวนการอบรมให้มนุษย์รู้จักระเบียบของสังคม อันได้แก่
(1.) the absence of instincts : การที่มนุษย์ขาดสัญชาตญาณ
สัญชาตญาณคือ แบบพฤติกรรมซับซ้อนทางชีววิทยาในสิ่งมีชีวิตบางอย่าง เป็นสิ่งซึ่งติดตัวมาแต่กำเนิด แต่สำหรับมนุษย์นั้นไม่มีสัญชาตญาณ หากแต่มนุษย์มีแรงกระตุ้นทางชีวภาพมากกว่าที่จะเป็นสัญชาตญาณ
ถ้าหากว่ามนุษย์มีพฤติกรรมเป็นแบบแผนในทางชีววิทยาตายตัวเหมือนกันสัตว์อื่น ก็จะทำให้ความสามารถที่จะเรียนรู้ของมนุษย์นั้นก็คงจะต้องถูกจำกัด เพราะมนุษย์ไม่มีความจำเป็นต้องเปิดกว้างเพื่อให้มีการอบรมให้รู้จักระเบียบของสังคม แต่เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ขากสัญชาตญาณ เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงจะต้องมีกระบวนการขัดเกลาทางสังคม แต่ถ้ามนุษย์ไม่มีกระบวนการขัดเกลาทางสังคมแล้วมนุษย์ก็ไม่สามารถจะอยู่รอดได้ เพราะมนุษย์ไม่สามารถจะตอบสนองความอยู่รอดของตัวเองได้ เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้
(2.) childhood dependency : การที่มนุษย์จะต้องพึ่งผู้อื่นอย่างยาวนานในวัยต้น
โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ต้องการความช่วยเหลือเป็นเวลายาวนานในช่วงต้น ๆ ของชีวิต เพราะมนุษย์ไม่สามารถจะพึ่งตนเองได้ ดังนั้นมนุษย์จึงต้องการความช่วยเหลือจากคนอื่น จากการที่ได้รับความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดในช่วงระยะเวลาอันยาวนาน ทำให้มนุษย์ถูกปลูกฝังจริยธรรรมจากผู้ใกล้ชิดตั้งแต่ในช่วงต้นของชีวิตจนกระทั่งมนุษย์สามารถช่วยเหลือตนเองได้
(3.) The ability to learn : ความสามารถในการเรียนรู้
มนุษย์มีความสามารถที่จะพัฒนาทางด้านร่างกายไปพร้อม ๆ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาการทางด้านการเรียนรู้ ความสามารถในทางด้านสมองของมนุษย์นั้นยังคงพัฒนาต่อไป ไม่เหมือนกับสัตว์บางชนิดที่เกิดมาแล้วอาจจะพัฒนาทางด้านสมองนได้ว่ามนุ ด้านพละกำลัง และด้านร่างกายขึ้นพร้อม ๆ กับลูกมนุษย์ แต่ว่าจะหยุดในช่วงเวลาอันสั้น 2 - 3 ปี
(4.) The capacity for language : ความสามารถในทางภาษา
มนุษย์มีความสามารถในการใช้สัญลักษณ์เป็นตัวสื่อความหมาย เพราะภาษานั้นเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึก ทัศนคติออกมา ภาษานั้นทำให้มนุษย์สื่อสารกันได้ โดยเป็นอิสระจากส่องกีดขวางในทางด้านกายภาพ ทำให้มนุษย์เกิดปฏิสัมพันธ์ต่อกัน และภาษามีส่วนสำคัญในการสื่อสารเพื่อปลูกฝังจริยธรรมให้แก่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นวจนะภาษา (การพูด, การสอน) หรืออวัจนภาษา (การแสดงออก หรือการปฏิบัติให้เห็น)
(5.) The need for Social contact : ความจำเป็นที่จะต้องมีความสัมพันธ์กับคนอื่น
มนุษย์มีความจำเป็นในเรื่องของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม และมนุษย์ขาดชีวิตทางสังคมไม่ได้ ซึ่งลักษณะของการดำเนินชีวิตทางสังคมทำให้คนสามารถจะมีชีวิตอยู่รอด และพัฒนาได้ จากความจำเป็นที่มนุษย์จะต้องมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ทำให้มนุษย์เรียนรู้วิธีในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความสงบสุข นั่นคือการมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตากรุณา ฯลฯ
5. หากท่านได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายในที่ประชุมทางวิชาการ เรื่อง "ศาสนากับคุณธรรมสู่หนุ่มสาวยุคใหม่" ท่านอธิบายอย่างไรในประเด็นที่มีผู้ถามว่าคุณธรรมอะไรที่คนหนุ่มสาวยุคใหม่จำเป็นต้องมี เพราะเหตุใดจึงนับว่าจำเป็น และมีวิธีสร้างคุณธรรมดังกล่าวอย่างไร
หากข้าพเจ้าได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายในที่ประชุมทางวิชาการ เรื่อง "ศาสนากับคุณธรรมสู่หนุ่มสาวยุคใหม่" ข้าพเจ้าจะอธิบายในประเด็นที่มีผู้ถามว่าคุณธรรมอะไรที่คนหนุ่มสาวยุคใหม่จำเป็นต้องมีดังต่อไปนี้
1. ความกล้าหาญทางจริยธรรม
เหตุที่จำเป็นต้องมี เพราะความกล้าหาญทางจริยธรรมนั้นถือเป็นพื้นฐานอันสำคัญที่ก่อให้เกิดการปฏิบัติคุณธรรมในข้ออื่น ๆ เพราะหากคนหนุ่มสาวสามารถเรียนรู้และเข้าใจว่าคุณธรรมที่ถูกต้อง และตระหนักถึงความจำเป็นในการประพฤติปฏิบัติว่าคืออะไรแล้ว เข้าก็จะกล้าทำในสิ่งที่ควรทำ และละเว้นจากสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนา อีกนัยหนึ่งคือสามารถตระหนักรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว
วิธีสร้างคุณธรรมดังกล่าว คือ
- คนหนุ่มสาวควรกล้าคิดและกล้าพูดในสิ่งที่ตนเองคิดว่าถูกต้อง
- ผู้เกี่ยวข้องควรมีให้การสนับสนุนหรือให้กำลังใจต่อคนหนุ่มสาวที่กระทำในสิ่งที่ดีหรือถูกต้อง
- คนหนุ่มสาวควรรู้จักคิดค้านในการกระทำที่ไม่ถูกต้อง มิใช่เพิกเฉยเสีย
- กล้ารับผิดชอบในผลแห่งการกระทำของตน ไม่ว่าผลนั้นจะออกมาเป็นเช่นไรก็ตาม
2. ความซื่อสัตย์สุจริต
เหตุที่จำเป็นต้องมี เพราะความซื่อสัตย์สุจริตเป็นคุณธรรทที่สำคัญประการหนึ่งในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ กล่าวคือสังคมที่มีคนซื่อสัตย์สุจริตย่อมเป็นสังคมที่เปี่ยมไปด้วยความสงบสุข มีแต่ความไว้ใจซึ่งกันและกัน
วิธีสร้างคุณธรรมดังกล่าว คือ
- เริ่มต้นจากการสร้างความซื่อสัตย์สุจริตให้แก่ตน เป็นต้นว่า การไม่โกหก หรือหลอกตนเอง
- กระทำการต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมา
- ไม่คิดทรยศหรือหลอกลวงบุคคลอื่น ไม่ใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง
3. ความกตัญญูกตเวที
เหตุที่จำเป็นต้องมี เพราะความกตัญญูกตเวทีเป็นคุณธรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการให้ซึ่งกันและกันโดยมิได้หวังผลตอบแทน
วิธีสร้างคุณธรรมดังกล่าว คือ
- สำนึกในบุญคุณของผู้มีอุปการะคุณ และพยายามหาโอกาสในการทดแทนพระคุณ
- เอื้อเฟื้อและช่วยเหลือคนอื่น ๆ เมื่อเขาได้รับความเดือดร้อน
4. การรู้จักประมาณตนหรือความพอดี
เหตุที่จำเป็นต้องมี เพราะในสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบันที่มีความฝืดเคือง ดังนั้นการรู้จักประมาณตนจึงเป็นการปรฏิบัติตนตามแนวคำสอนทางพระพุทธศาสนา และเป็นการดำเนินชีวิตตามพระราชดำริของในหลวงที่ให้ประชาชอยู่อย่างพอเพียง เพราะการพึงพอใจในสภาพที่ตนเป็นอยู่จะทำให้คนเกิดความสบายใจ ไม่รู้สึกทุกข์ร้อนจนเกินเหตุ
วิธีสร้างคุณธรรมดังกล่าว คือ
- ลดความต้องการที่มากเกินกำลังความสามารถของตนเองให้อยู่ในระดับที่เป็นไปได้ เพราะถ้าหากคนมีความต้องการมากเพียงใดก็ย่อมมีอยากและพยายามที่จะดิ้นรนขวนขวายสิ่งต่าง ๆ มาสนองความต้องการแห่งตนให้มากที่สุด อันนำมาซึ่งพฤติกรรมไม่น่าพึงปรารถนา
- การประมาณตนให้อยู่ในระดับพอดี ๆ จะทำให้คนรู้จักพัฒนาความสามารถและศักยภาพของตนเองให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ
6. เท่าที่ท่านเอกสารต่าง ๆ มาทั้งหมด ความคิดเกี่ยวกับการใส่ใจความสุขทุกข์ของผู้อื่น (เช่น altruism, care, love หรือ social impulse) มีความสัมพันธ์กับศีลธรรมอย่างไร อภิปรายและยกตัวอย่างจากที่อ่านพบมาประกอบ
ความคิดเกี่ยวกับการใส่ใจความสุขทุกข์ของผู้อื่น เช่น altruism, care, love หรือ social impulse ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นแก่นของจริยธรรมทั้งหมด หรือที่เรียกว่า GOLDEN RULE ซึ่ง GOLDEN RULE เป็นหลักจริยธรรมที่ยึดถือกันมานานแล้ว ซึ่งความคิดดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ทำให้คนเห็นว่าความสุขของตนขึ้นกับผู้อื่น หรือทำให้คนเห็นว่าการที่เห็นผู้อื่นมีความสุขนั้นตัวเองจะมีความสุขไปด้วย ในแง่หนึ่งมันดูคล้าย ๆ เห็นแก่ตัวคือกลัวว่าคนอื่นแย่ไปแล้วตัวเองจะแย่ตาม ก็เลยอยากให้คนอื่นอยู่ดี ๆ ด้วย อย่างไรก็ดี GOLDEN RULE ภาษาไทยคือเอาใจเขามาใส่ใจเรา
จูเลี่ยนได้อธิบายว่า "สิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้องคือสิ่งที่ส่งเสริมการพัฒนา หรือสอดคล้องกับวิวัฒนาการ เพราะฉะนั้นเราจะไปขัดขวางการพัฒนาของคนอื่นก็ไม่ได้ด้วย เพราะการพัฒนาใด ๆ เป็นสิ่งที่ดี" แต่ถ้าเราพัฒนาตัวเองแล้วไปขัดขวางคนอื่นก็เท่ากับว่าเราทำสิ่งที่ไม่ดี ไม่ชอบธรรม, ไม่สุจริต เพราะฉะนั้นถ้าพัฒนาการเป็นสิ่งที่ดี เราต้องไม่ไปขัดขวางการพัฒนาของคนอื่นด้วย ในทางกลับกันเราต้องช่วยให้เขาพัฒนาด้วย เพราะฉะนั้นมันจึงกลับไปที่ Altruism การมีน้ำใจหรือการเห็นว่าความสุขของเราขึ้นกับความสุขของผู้อื่น ในที่สุดแล้วมันก็กลับมาตรงนี้ ตรงความมีน้ำใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานของจริยศาสตร์
Altruism การมีน้ำใจหรือการเห็นว่าความสุขของเราขึ้นกับความสุขของผู้อื่น ในที่สุดแล้วมันก็กลับมาตรงนี้ ตรงความมีน้ำใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานของจริยศาสตร์
คำวิจารณ์ GOLDEN RULE ในทางปรัชญา ก็คือเอาใจเขามาใส่ใจเราบางทีใจเราตรงกับกับบางคน และไม่ตรงกันกับบางคน มันก็เลยเกิดกรณีที่ว่า มันมีคนที่ไม่ทำอย่างที่เราคิดว่าเขาจะทำ อย่างเปรียบง่าย ๆ เช่นใช้ GOLDEN RULE กับการลอกข้อสอบ ลองคิดดูซิว่าถ้าคุณอ่านสอบมาแทบตายมาทำข้อสอบ แล้วมีคนไม่อ่านมาลอกเราข้างหลัง เราจะรู้สึกอย่างไร คือคนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเลยที่ถูกลอก พอเราเอาใจเขามาใส่ใจเราอย่างนี้แล้วเราก็ก็เลิกลอก แต่จะมีคนที่ว่าไม่เป็นไรก็ลอกไปซิ คือเราทำมาเหนื่อยแล้วขอให้เราสอบผ่านก็พอ และให้เพื่อนผ่านด้วยก็ดี พอดีใจตรงกับคนลอก เพราะฉะนั้น GOLDEN RULE เลยใช้ไม่ได้ เหมือนระบบอุปถัมภ์ ก็เป็นไปได้ แต่บางทีอุปถัมภ์แล้วเราไม่มี GOLDEN RULE ก็มี
แต่เราจะเห็นมาจุดหนึ่งว่า ในการพูดถึงความสำคัญของแต่ละปัจเจกบุคคล ซึ่งนั่นก็คือพูดถึงความสำคัญของการทำให้ศักยภาพของแต่ละบุคคลเป็นจริงนั้น ไม่ได้ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าความเห็นแก่ตัวอย่างที่เฮนรี่เห็น เพราะปรากฏว่าพอเราบกว่าสังคมควรให้สมาชิกทุกคนได้พัฒนาศักยภาพของตน และสังคมก็คือปัจเจกบุคคล ก็แปลว่าปัจเจกบุคคลทุกคนต้องมีหน้าที่ในการร่วมมือให้ผู้อื่นพัฒนาศักยภาพของตนให้ดีด้วย ไม่ใช่เอาแต่เห็นแก่ตัวเอง อันนี้ก็คือหน้า 410 นั่นก็คือ คำว่า "ความรัก" นั่นเอง แต่ถ้ากลับมาหาชลิคก็คือ "Social Impulse" หรือ "Altruistic Impulse" นั่นเอง ตัวที่จะมาประนีประนอมระหว่าง "เราจะพัฒนาตัวเอง" กับตัวที่ประนีประนอมระหว่าง "การพัฒนาตัวเองแล้วไปขัดขวางผู้อื่นก็คือความรัก การเห็นใจเพื่อนมนุษย์ การรักเพื่อนมนุษย์นั่นเอง" และในที่สุดในนี้จะเห็นว่าเหมือนชลิคเลย คือเห็นว่าถ้าคนอื่นก็ทำได้ พัฒนาศักยภาพตัวเองได้ สังคมก็ดี พอสังคมดี ตัวเองก็พัฒนาได้ขึ้นอีก อันนี้จะเห็นว่าตัวคำว่า "ความรัก" หรือคำว่า Altruistic มันก็คือสิ่งที่ทำให้กระบวนการนี้เป็นไปได้
แต่ว่าในนี้จะขอพูดถึง Golden Rule อีกนิด - Golden Rule ของ Altruism / Altruistic หรือ Love นั้น Golden Rule คือเอาใจเขามาใส่ใจเรา แต่ตรงนี้ถ้าอ่านจูเลี่ยนจะบอกว่า Golden Rule เป็นไปไม่ได้ เพราะมันแน่นอนเราจะทำความต้องการตามความต้องการของคนอื่นทุกอย่างเป็นไปไม่ได้ แต่เขาบอกว่า Golden Rule ก็คือ Hyperbole คือมันฟังดูสูงไปหน่อยแต่ที่จริงมันมีพื้นฐานจริง ๆ คือเรื่องความรักนั่นเอง ความเห็นใจจากเพื่อนมนุษย์ การอยากให้คนอื่นได้พัฒนาตัวเองด้วย เราไม่ไปขัดขวางเขา อันนี้ก็คือทฤษฎีทั้งหมดของจูเลี่ยน ซึ่งก็น่าจะไปประเมินต่อว่าแล้วจูเลี่ยนตอบเฮนรี่ได้มั๊ย น่าพอใจหรือเปล่า แต่ถ้าไปอ่านเองขอบอกกว่าหลังจากหน้า 410 ตรงข้างล่างไปนั้นมันจะเป็นเรื่องที่ผู้บรรยายพูดรวมในตอนต้น คือบอกว่า แม้กระบวนการวิวัฒนาการมันจะมาอยู่ในมือมนุษย์แล้ว เพราะมนุษย์มีจิตส่งทอดการวิวัฒนาการด้วยภาษา ด้วยวัฒนธรรม ด้วยเหตุผล แต่ไม่ใช่ว่ากระบวนการพัฒนาการมันจะอยู่ในความควบคุมของเรา 100% เพราะว่าอย่างไรเราก็ควบคุมฝนตก น้ำท่วม แผ่นดินไหวไม่ได้ อันนี้คือหมายเหตุของจูเลี่ยนนั่นเอง
อย่างที่มีคนบอกว่าของค้านท์พัฒนามาจาก GOLDEN RULE / เอาใจเขามาใส่ใจเรา เพียงแต่ประเด็นที่เฮนรี่ยกก็คือ ถ้าพูดในความหมายจริง ๆ ตรง ๆ เลย เราเอาใจเขามาใส่ใจเราไม่ได้เพราะใจเราก็มีข้อจำกัดอยู่ เรายังต้องเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง แต่ประเด็นก็คือว่าเอาเป็นหลักทั่วไป คือเป็น Hyperbole คือตัวอธิบายขยายเกินจริงของหลักทั่วไปที่ควรจะนำมาใช้ในสังคม นั่นก็คือหลักว่าเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่เขาใช้คำแรงเหมือนกันคือใช้คำว่า LOVE หรือว่าถ้าจะยืมเอาคำชลิคมาใช้คือ Altruistic Impulse ก็ได้ คือให้เอาอันนี้เป็นหลัก เพียงแต่ว่าของชลิคนั้นพูดว่าเป็น Impulse เลย ซึ่งเป็นแนวหนึ่งในการตีความทฤษฎีวิวัฒนาการทางจริยศาสตร์ แต่ว่าของจูเลี่ยนไม่ได้พูดถึงขนาดนั้น LOVE จะไม่มีน้ำหนักเท่าชลิคเท่าไหร่ เพราะของชลิคมันติดตัว แต่ของจูเลี่ยนมันสัมพัทธ์ คือ Relative กับสภาวะที่เหมาะสมแก่การพัฒนาตัวเอง อันนี้คือ GOLDEN RULE
อย่างที่บอกว่าของชลิคนั้น Metaethics เฮนรี่กับจูเลี่ยนก็เป็น Metaethics ด้วย แต่จะเห็นได้ว่าของชลิคมันก็จะโยงมาหน่อยนึงลงมา Normative ใช่มั๊ย - อันนี้ก็เหมือนกันของจูเลี่ยนก็จะโยงมาอีกหน่อยนึง มา Normative Ethics ก็คือ GOLDEN RULE นั่นเอง แต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะ GOLDEN RULE มันมีปัญหาในตัวเองอยู่แล้ว คงอธิบายให้มันสมบูรณ์ในระดับ Normative บนพื้นฐานของบทความนี้หรืออาจจะความคิดทั้งหมดของเขาไม่ได้
หน้า 410 ย่อหน้าที่ขึ้นต้นด้วย And society will long be faced
ข้างบนเขาบอกใช้ GOLDEN RULE รักคนอื่น แต่เขาบอกว่าไม่ใช่หลักตายตัว คือก็ยังฆ่าคนอื่นได้ เช่น ทำสงครามได้ อย่างนี้เป็นต้น มันเป็นเพียงหลักศีลธรรมทั่วไปเท่านั้น คือ GOLDEN RULE / เอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือให้รักผู้อื่นเป็นหลักศีลธรรมทั่วไปเท่านั้น แต่บางที่มีกรณีเฉพาะหรือกรณีพิเศษที่เราจะละเมิดหลักนี้ได้ เช่น ต้องทำสงครามเพื่อปกป้องตัวเอง อันนี้กลับมาประเด็นเดิมที่ผู้บรรยายบอกว่า GOLDEN RULE ไม่ได้มีค่าในตัวเองเหมือนของชลิค คือ GOLDEN RULE นั้นมัน Relative กับสภาวะที่เหมาะสมแก่การพัฒนาปัจเจกบุคคลของสังคม เพราะฉะนั้นตอนไหนที่เราทิ้ง GOLDEN RULE ไปแล้วสังคมมันจะอยู่ในสภาวะนั้นเราทิ้งได้ เช่นกรณีที่มีสงคราม เราก็ทิ้งไปก่อนแล้วก็ไปฆ่าศัตรูเสียก่อน
คำถามซึ่งมีคำตอบอยู่แล้วคือใช้ GOLDEN RULE นี้แล้วมันไปขัดแย้งกับสภาวะสังคมที่ดี ก็แปลว่าใช้ผิด เพราะว่า GOLDEN RULE มันสัมพัทธ หรือ Relative สังคม มันไม่ใช่กฎที่ต้องใช้ตลอด คือถ้าใช้แล้วไม่ดีก็เลิกใช้
จูเลี่ยนบอกว่าดีอธิบายได้ และเขาก็โยงซะยาวเลยเพื่ออธิบายว่า "ดี" มันเกี่ยวกับวิวัฒนาการอย่างไร
ของเฮนรี่ไม่ใช่ทฤษฎีแต่เป็นการโต้แย้ง ของจูเลี่ยนจะเริ่มด้วยการโต้แย้งแล้วจบด้วยทฤษฎี แต่แน่นอนการโต้แย้งของจูเลี่ยนที่เขาไปโต้แย้งเฮนรี่มีส่วนในการช่วยอธิบายทฤษฎี เพราะอันนี้เป็นเรื่องของการเขียนว่ามันโยงกัน ทฤษฎีของจูเลี่ยนก็แค่ว่าอะไรมันส่งเสริมให้ปัจเจกบุคคลได้พัฒนาศักยภาพตัวเองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมันก็ดี แต่ว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ซึ่งเขาก็อธิบายลงมา
ถ้าเราจะนำไปประยุกต์ใช้นั้นโดยหลักการแล้วได้ แต่เราจะใช้อย่างไรต้ออธิบายมา เพราะไปใช้จริง ๆ แล้วเราอาจจะพบว่าไม่ได้ก็ได้ อย่างโลกธรรมชาติก็มาจากลิง แล้วลิงก็กัดกันเอง เพราะฉะนั้นสันดานดิบในที่ต่าง ๆ มันจะไม่เหมือนกัน อย่างสันดานดิบในศาสนาคริสต์เอาไปทำบาปมาตั้งแต่อดัม ในพุทธสันดานดิบก็มาจากอวิชชา มันคนละเรื่องกันแล้ว ไม่ได้มาจากลิง แต่ที่เราเรียนอยู่นี้มันมาจากลิง อย่างที่บอกว่ากรอบนี้มันกรอบคร่าว ๆ เช่น การต่อสู้ระหว่างสันดานดิบ กับความดี ศีลธรรมก็มีมาตลอด มีอยู่ในความคิดมาตลอด หรือสิ่งที่จูเลี่ยนใช้คือจิตมนุษย์มันพัฒนากว่าสัตว์อื่น ก็เป็นความคิดทั่วไป
ข้อที่ 6. เท่าที่อ่านเอกสารต่าง ๆ มาทั้งหมด ความคิดเกี่ยวกับการใส่ใจทุกข์สุขของผู้อื่น (เช่น altruism, care, love หรือ social impulse) มีความสัมพันธ์กับศีลธรรมอย่างไร อภิปรายและยกตัวอย่างจากที่อ่านพบมาประกอบ
Social Impulse หรือ Altruistic Impulse คือแรงกระตุ้นที่ทำให้คนเห็นว่าความสุขของตนขึ้นกับผู้อื่น หรือทำให้คนเห็นว่าการที่เห็นผู้อื่นมีความสุขนั้นตัวเองจะมีความสุขไปด้วย
มอริส ชลิค ทฤษฎีของเขาก็คือ เขาก็วิเคราะห์หรืออธิบายเงื่อนไขว่าความดีประกอบด้วยอะไรบ้าง ซึ่งเงื่อนไขสรุปไว้ให้ข้างหลังของชีท แต่ประเด็นคือเขาอธิบายด้วย 2 กฎเท่านั้นเอง คือ Law of Motivation กับ Law of Assimilation ในส่วนของรายละเอียดให้ลองไปดูเอง จุดสังเกตอันหนึ่งที่อยากให้สังเกตก็คือ Social Impulse / แรงกระตุ้นทางสังคม หรือบางทีเรียกเป็นอย่างอื่นคือ Altruism หรือ Love หรือ Care เหล่านี้จะเห็นได้ว่ามีตลอดเลย อย่างน้อยตั้งแต่ชลิคไปจนการเรียนครั้งที่สุดท้าย
ปรากฏว่าคนทั่วไปมักจะบอกว่าถ้าเป็นฝรั่ง จริยธรรมคือสิทธิอย่างเดียว แต่ถ้าอย่างนี้ก็จะเห็นว่าไม่ใช่ ฝรั่งเขาก็เป็นคนเหมือนเรา และส่วนจริยธรรมก็เป็นเรื่องของน้ำใจ ถ้าแปลเป็นภาษาไทย หรือบางที Social Impulse คือการกระตุ้นที่อยากให้ผู้อื่นมีความสุข หรือ Love /ความรัก หรือ Care / ความเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่น หรือ Altruism / การช่วยเหลือผู้อื่นหรือทำให้ผู้อื่นมีความสุข อันนี้คือแก่นของจริยธรรมทั้งหมด ซึ่งถ้าเราจับหลักนี้ได้ เวลาใครพูดเรื่องที่เป็นจริยธรรม เราเอาไปดูได้ว่ามันเข้าหรือไม่
***
จูเลี่ยน ฮักส์รี่ย์ บอกว่า "สิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้องคือสิ่งที่ส่งเสริมการพัฒนา หรือสอดคล้องกับวิวัฒนาการ เพราะฉะนั้นเราจะไปขัดขวางการพัฒนาของคนอื่นก็ไม่ได้ด้วย เพราะการพัฒนาใด ๆ เป็นสิ่งที่ดี" ถ้าเราพัฒนาตัวเองแล้วไปขัดขวางคนอื่นเราก็ทำสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ชอบธรรม, สุจริต หรือ Altruism เช่น เราต้องสร้างสังคมให้ดี ไม่ใช่ไปโกงจนเรารวยอยู่คนเดียว อย่างนี้เป็นต้น อันนี้ก็คือทั้งหมดของจูเลี่ยนนั่นเอง ในที่สุดก็กลับมาที่เดิม ก็คือความรักหรือการต้องการเห็นผู้อื่นเป็นผู้ที่มีความสุข หรือ Altruism นั่นเอง
***
Henry เห็นด้วยที่จะเอาทฤษฎีวิวัฒนาการมาอธิบายหลักที่มาของความรู้สึกผิดชอบชั่วดี, ความรู้สึกทางศีลธรรม พูด 3 ประเด็น : ประเด็นแรกก็คือ สรุป OUGHT ว่าอะไรความเป็นอะไรจาก IS คือทฤษฎีเชิงวิวัฒนาการที่บอกว่ามโนธรรม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือการทำเลว สันดานดิบของมนุษย์มันพัฒนามาจากอะไร มีจุดต้นกำเนิดอะไรอะไรในเชิงวิวัฒนาการ เขาบอก 2 อันนี้มันไม่ไปด้วยกัน - ประเด็นที่สองก็คือ ในทฤษฎีวิวัฒนาการนั้นสิ่งที่แข็งแรงที่สุดคือสิ่งที่อยู่รอด มันฟังดูว่าสิ่งที่แข็งแรงที่สุดหรือ FITESS นั้นคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่ปรากฏว่า "ดี" ในโลกธรรมชาติกับดีในโลกมนุษย์ไม่เหมือนกัน เพราะดีในโลกธรรมชาตินั้นต้องเห็นแก่ตัว ต้องทำร้ายคนอื่น แต่ว่าดีในโลกมนุษย์นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องมีน้ำใจ - ประเด็นที่สามก็คือ สิ่งที่มนุษย์รับมาจากโลกธรรมชาติ กับสิ่งที่มนุษย์มีในโลกศีลธรรมมันขัดแย้งกันเอง นั่นก็คือ FIT ในสองความหมายมันขัดแย้งกันเอง เช่น มนุษย์อาจจะรับความเห็นแก่ตัวมา แต่เมื่อมาอยู่ในสังคมมนุษย์จะต้องทำสิ่งที่ขัดแย้งต่อความเห็นแก่ตัว เช่น รักผู้อื่น ช่วยเหลือคนอื่น
7. Julian Huxley และ Henry มีความเห็นต่างกันอย่างไร ท่านเห็นด้วยกับใคร อภิปราย
จูเรี่ยน ฮักส์รี่อธิบายว่าโลกธรรมชาติกับโลกศีลธรรมไม่ได้ขาดจากกัน เพราะโลกศีลธรรมเป็นผลจากการวิวัฒนาการมาจากโลกธรรมชาติ จุดเปลี่ยนทางวิวัฒนาการที่สำคญก็คือการเกิดขึ้นของจิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตมนุษย์ เพราะฉะนั้นมนุษย์ก็ควรนำสิ่งนี้มาเป็นแม่แบบว่า จริยธรรมก็ควรจะเป็นอย่างนี้ก็คือมีจุดหมายที่จะให้ปัจเจกบุคคลพัฒนาขึ้นไปเหมือนที่กระบวนการวิวัฒนาการมันพัฒนาไปหาสิ่งที่ดีขึ้น
นอกจากนี้จูเลี่ยนได้อธิบายต่อไปอีกว่า "สิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้องคือสิ่งที่ส่งเสริมการพัฒนา หรือสอดคล้องกับวิวัฒนาการ เพราะฉะนั้นเราจะไปขัดขวางการพัฒนาของคนอื่นก็ไม่ได้ด้วย เพราะการพัฒนาใด ๆ เป็นสิ่งที่ดี"
ประเด็นที่สำคัญก็คือ ปัจเจกบุคคลหรือจิตแต่ละดวงคือสิ่งที่มาก่อน ไม่ใช่สังคมมาก่อน สาเหตุที่ปัจเจกบุคคลมาก่อนก็เพราะ คนเป็นหน่วยย่อยของสังคม ถ้าคนแยกออกไปสังคมก็หาย ดังนั้น สิ่งที่สังคมควรทำก็คือทำให้ปัจเจกบุคคลในนั้นได้พัฒนาศัยภาพไปดีที่สุดนั่นเอง และการให้ปัจเจกพัฒนาศักยภาพไปดีในแง่หนึ่งก็เป็นการส่งเสริมการวิวัฒนาการของโลกมนุษย์หรือโลกทางสังคม
***
ทฤษฎีของเฮนรี่ ฮักส์รี่ย์ ไม่เห็นด้วยที่จะเอาทฤษฎีวิวัฒนาการมาอธิบายหลักที่มาของมโนธรรม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี, ความรู้สึกทางศีลธรรม ซึ่งการโต้แย้งดังกล่าวเฮนรี่ได้กล่าวถึง 3 ประเด็น ดังต่อไปนี้ คือ
ประเด็นแรก ทฤษฎีเชิงวิวัฒนาการที่บอกว่ามโนธรรม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือการทำเลว สันดานดิบของมนุษย์มันพัฒนามาจากอะไร มีจุดต้นกำเนิดอะไรอะไรในเชิงวิวัฒนาการ แต่ไม่สามารถอธิบายว่า มโนธรรมเหล่านั้น "ควร" จะเป็นอย่างไร
ประเด็นที่สอง ในทฤษฎีวิวัฒนาการนั้นสิ่งที่แข็งแรงที่สุดคือสิ่งที่อยู่รอด มันฟังดูว่าสิ่งที่แข็งแรงที่สุดหรือ FITESS นั้นคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่ปรากฏว่า "ดี" ในโลกธรรมชาติกับดีในโลกมนุษย์ไม่เหมือนกัน เพราะดีในโลกธรรมชาตินั้นต้องเห็นแก่ตัว ต้องทำร้ายคนอื่น แต่ว่าดีในโลกมนุษย์นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องมีน้ำใจ
ประเด็นที่สาม สิ่งที่มนุษย์รับมาจากโลกธรรมชาติ กับสิ่งที่มนุษย์มีในโลกศีลธรรมมันขัดแย้งกันเอง นั่นก็คือ FIT ในสองความหมายมันขัดแย้งกันเอง กล่าวคือ ในโลกธรรมชาติมนุษย์อาจจะรับความเห็นแก่ตัวมา แต่เมื่อมาอยู่ในโลกศีลธรรมมนุษย์จะต้องทำสิ่งที่ขัดแย้งต่อความเห็นแก่ตัว เช่น รักผู้อื่น ช่วยเหลือคนอื่น
เพราะฉะนั้นประเด็นหลัก ๆ ของเฮนรี่จึงเป็นว่า นอกจากทฤษฤีวิวัฒนาการจะอธิบายจริยศาสตร์ไม่ได้แล้ว มันยังขัดกันด้วย
1. ในเมื่อเรารู้ว่ามโนธรรมพัฒนามาอย่างไร หรือคนมีจริยธรรมเพราะอะไร แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าจริยธรรมนั้น "ควร" จะเป็นอย่างไร พูดง่าย ๆ ก็คือเฮนรี่แย้งว่าพวกที่ยึดถือความคิดแบบจริยศาสตร์เชิงวิวัฒนาการว่ากำลังใช้เหตุผลวิบัติ ซึ่งเหตุผลวิบัติอันนี้ก็คือ สรุป "ควร" จาก "เป็น" เช่นบอกว่า ทำไมเป็นอย่างนี้ แล้วเราบอกว่าทุกคนเขาทำกัน แม้ความจริงที่ว่าคือทุกคนเป็นอย่างนี้ แต่มันควรเป็นอย่างนี้หรือเปล่า นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง (สรุป : ทฤษฎีวิวัฒนาการนั้นบอกได้ว่าความรู้สึกควร, ไม่ควรมาจากไหน แต่อธิบายควร, ไม่ควรไม่ได้)
2. คำว่า "เหมาะสม" (FIT) ในความหมายของโลกของสังคมหรือโลกมนุษย์หรือโลกทางศีลธรรม (Ethical Process หรือ Social Process) นั้นมันไปคนละทางกับโลกธรรมชาติ (Cosmic Process) ในที่สุดแล้วไม่เพียงแต่ทฤษฎีวิวัฒนาการจะอธิบายเรื่องความดีไม่ได้ว่า "ควร" ทำอย่างนี้ถึงดีและ "ไม่ควร" ทำเพราะไม่ดี
3. นอกจากทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงวิวัฒนาการจะอธิบายเรื่อง "ควร / ไม่ควร" ไม่ได้แล้ว ยังอธิบายไม่ได้แล้วยังขัดกันเองด้วย มันขัดกันก็เพราะว่าถ้า "เหมาะสม" ในธรรมชาติหรือในทฤษฎีวิวัฒนาการนั้นเป็นอย่างหนึ่ง เช่นต้องเห็นแก่ตัวมาก ๆ, ต้องเอาเปรียบเพื่อความอยู่รอดของตนเอง อย่างเช่น ลิงศาลพระกาฬที่แย่งกันหาอาหาร แต่ถ้า "เหมาะสม" ในโลกของมนุษย์คือต้องใจดี ต้องรักเพื่อนมนุษย์ ต้องช่วยคนอื่น มีคนบาดเจ็บก็ไม่ใช่ปล่อยให้ตายไปเหมือนในโลกธรรมชาติคนต้องช่วย (สรุป : FIT ในโลกมนุษย์กับ FIT ในโลกของธรรมชาติเป็นคนละอันกัน และสอง FIT นี้มันขัดกันเอง)
ในทรรศนะของข้าพเจ้าเห็นด้วยกับจูเลี่ยน เพราะทฤษฎีของจูเลี่ยนให้แง่คิดเกี่ยวกับการให้ความสำคัญและการให้ความเคารพในตัวมนุษย์แต่ละคน เพราะการที่เคารพคนอื่นก็เท่ากับเราเปิดโอกาสใแต่ละปัจเจกชนพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ
ในทรรศนะของข้าพเจ้าเชื่อว่าถ้าตนเองเป็นคนดีแล้ว สังคมก็ดีตามไปด้วย ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวนี้ทำให้เราพัฒนาตัวเองต่อไปด้วย กล่าวคือเป็นการตระหนักถึงความเป็นปัจเจกบุคคลมาก่อน แต่เราก็ละทิ้งสังคมไม่ได้ ดังนั้นเราจึงต้องกลับมาทำให้มีเงื่อนไขที่จะทำให้ปัจเจกบุคคลอื่น ๆ ได้พัฒนาตัวเองต่อไปขึ้นด้วย เพื่อให้สังคมมีสภาพที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาศักยภาพของปัจเจกบุคคล
8. "ใคร ๆ ก็โกรธกันได้ไม่ใช่เรื่องยาก
แต่การจะโกรธถูกคน โกรธไม่มาก ไม่น้อยเกินไป โกรธถูกเวลา โกรธด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง และโกรธถูกวิธีนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้กันทุกคน ไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย ดังนั้น ความดีจึ้งเป็นส่องที่มีน้อย และน่าสรรเสริญและสูงส่ง" (Psychological Foundations of Moral Education and Character Development, p.105) ข้อความที่คัดมาบอกอะไรเกี่ยวกับอารมณ์โกรธ และความสัมพันธ์องอารมณ์โกรธกับศีลธรรม เรื่องที่อ่านแนะว่าภาวะนี้จะมาได้อย่างไร และคำตอบที่ได้นี้ชี้อะไรแก่เราเกี่ยวกับอารมณ์ ความคิด และศีลธรรม
9. "การกระทำความดีหรือความชั่วไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ไม่เคยที่จะทิ้งผลที่เล็กน้อยไว้ให้แก่ผู้กระทำ จอมขี้เมาริปแฟน วิงเกิล มักจะกล่าวแก้ตัวเวลาผิดสัญญากับตัวเองที่จะไม่ดื่มเหล้าอีกว่า "ครั้งนี้ไม่รับนะ" เขาอาจจะไม่นับสวรรค์ที่เปี่ยมกรุณาก็อาจจะไม่นับ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็มีคนนับไปแล้ว ผู้ที่นับถือคือโมเลกุลในเซลประสาทมันจะบันทึกเอาไว้ และดึงออกมาให้ผลอีกเวลานายแฟน วิงเกิล เกิดรู้สึกอยากดื่มอีก" (Psychological Foundations of Moral Education and Character Development, p.132.) ข้อความที่คัดมาบอกอะไรเกี่ยวกับ self-determination สิ่งที่บอกนำมาชี้ข้ออ่อนของการใช้เฉพาะแง่คิดของการรู้ (cognitive aspect) มาอธิบายปรากฏการณ์ของการใช้เหตุผลทางศีลธรรมอย่างไร
10. อะไรคือความสำคัญของการเสนอความคิดเรื่อง "moral person" ของ Kraft และเสนอความคิดเรื่อง "acting person" (บนพื้นฐานของแผนภูมิแสดง moral action) ของ Knowles.