http://www.duangden.com
สมจศ 528 พื้นฐานเชิงประจักษ์ทางจริยศาสตร์
[ SHES 528 Empirical Foundation of Ethics ]

ครั้งที่ 9 Phenomenonlogical Approach Toward The Moral Person (30 ธ.ค. 42)
 
 


***

ท่านภาสกรณ์ : หัวข้อที่รับมอบหมายอยู่ในบทแรกก็คือเรื่อง Phenomenological Approach Toward The Moral Person ซึ่งได้ให้ความหมายหรือแปลหัวข้อตรงนี้ว่า "ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ทำให้คนเรานั้นเป็นคนมีศีลธรรม, มีจริยธรรม"

พระมหาบุญศักดิ์ : ในข้อ 1. Phenomenological ตามความหมายของ William F. Kraft และมีการยกตัวอย่าง และคำศัพท์ต่าง ๆ ในทรรศนะของนักเขียนคนนี้

เริ่มตั้งแต่ความหมายของคำว่า Phenomenological ของ William F. Kraft พร้อมทั้งยกตัวอย่าง ในความหมายที่กล่าวไว้ในหนังสือนั้นก็เป็นการนำเสนอเกี่ยวกับด้านพัฒนาศีลธรรม ในการพัฒนาศีลธรรมนั้นมีส่วนประกอบหลายหัวข้อด้วยกัน เป็นการพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับพวกด้านความรู้สึกถึงด้านจิตใน ด้านสังคม การอยู่ร่วมด้วยกันเป็นหมู่คณะ หรืออาการที่ปรากฏของสัตว์ต่าง ๆ เช่นแสดงอาการชอบ / ไม่ชอบ อาการเกลียด และตลอดจนปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ปรากฏเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

สำหรับด้านมนุษย์นั้น ก็อาจจะใช้จิตวิเคราะห์ในการพินิจพิจารณาเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงนั้น ๆ สำหรับธรรมชาตินั้นก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นจริงตามธรรมชาติ เช่น ฝนตก ฟ้าร้อง แดดออก ฯลฯ ก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอันเป็นส่วนมีบทบาทในความคิด ความรู้สึกของมนุษย์ เพราะว่าบางครั้งอากาศนี้ก็สามารถทำให้ความรู้สึกของมนุษย์นั้นผิดไป แปลกไป เปลี่ยนไป เช่น อากาศในปัจจุบันนี้เป็นอากาศที่ค่อนข้างหนาว เมื่อค่อนข้างหนาวแล้วความรู้สึกของคนเราก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงว่าเมื่ออากาศหนาวเช่นนี้จะทำอย่างไรเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เมื่อได้รับสิ่งที่อบอุ่นแล้วก็เกิดความชอบใจ, ความยินดีในผลของคามรู้สึกหรือการกระทำ ถ้าไม่ได้แล้วก็เกิดอาการไม่ชอบใจ เกิดอาการหงุดหงิด หรือไม่สบอารมณ์ อย่างนี้เป็นต้น เป็นผลกระทบที่เกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทำให้ความรู้สึกของมนุษย์นี้เปลี่ยนแปรไป

ในหัวข้อที่ 2. ว่าด้วยการอธิบายคำที่ปรากฏตามปรากฏการณ์ ตามหัวข้อที่บรรยายนั้น

- Personhood (p.21) ว่าด้วย บุคลิกลักษณะของบุคคล ซึ่งบุคลิกลักษณะของบุคคลนั้นเป็นการเอาทฤษฎีที่เกี่ยวกับจิตวิทยาในช่วงชีวิตของบุคคลมาพินิจพิจารณา ซึ่งในบุคคลคนหนึ่งนั้นมีโครงสร้างของจิตแต่ละคนนั้น โดยมาแล้วก็มีโครงสร้างด้วยกัน 3 อย่างตามลักษณะของจิตวิเคราห์ของฟรอยด์ ก็คือ

Id เป็นลักษณะความรู้สึก หรือเรียกว่าสัชญชาตญาณที่ปรากฏเกิดขึ้นแก่เราทั่ว ๆ ไป หรือความต้องการด้านพื้นฐานของมนุษย์นั่นเอง ซึ่งมีความต้องการด้วยกันหลายอย่าง เช่น ความต้องการในด้านร่างกาย ความหิวกระหาย หรือความร้อนความเย็น ตลอดจนความพอใจ ความปรารถนาต่าง ๆ เหล่านี้เป็นความต้องการพื้นฐาน ตลอดจนสัญชาตญาณที่ปรากฏแก่ทั้งชายและหญิง คือสัญชาตญาณที่ปรากฏทางเพศ อันนี้ก็ถือว่าเป็นความต้องการด้านพื้นฐานซึ่งเป็นลักษณะของ id ซึ่งเป็นลักษณะที่ค่อนข้างเป็นความต้องการพื้นฐานที่คงที่ มีความเปลี่ยนแปลงน้องมาก จะเป็นลักษณะนี้ปรากฏตั้งแต่ช่วงวัยตั้งแต่เด็กจนถึงไปตลอดชีวิต

Ego เป็นลักษณะของการควบคุมความต้องการของ id ได้แก่ ความยอมรับ หรือการเชื่อถือทางสังคม สังคมก็คือการที่อยู่ร่วมด้วยกันก็จะทำอย่างไรให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ของหมู่ ของคณะได้ การกระทำหรือการประพฤติเช่นนี้เป็นที่ชอบใจ หรือเป็นที่ถูกใจของสังคมที่อยู่ร่วมกันหรือไม่ หรือไม่เป็นที่ชอบใจก็มีการปรับเข้ากับสังคมนั้น ๆ เพื่อให้สังคมนั้น ๆ อยู่กันอย่างมีความสุข อย่างนี้เป็นต้น ซึ่ง Ego นี้ก็ไปควบคุมอาการของ id อีกทีหนึ่ง ในความต้องการด้านพื้นฐานนั้น

Superego เป็นส่วนที่เป็นการควบคุมลักษณะที่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ปรากฏแก่บุคคลแต่ละคน ซึ่งปรากฏการณืหรือประสบการณ์อย่างนี้เป็นประสบการณ์ที่ได้กันมาตั้งแต่เด็ก เช่นว่าระบบกฎเกณฑ์ คำสอนของพ่อแม่ ของผู้มีอายุ หรือการศึกษาเล่าเรียนอันนี้ก็เป็นส่วนที่ Superego จะรับมาเกี่ยวกับประสบการณ์ ตลอดจนอุดมคติ ก็คือแนวคิดแนวทาง มโนคติ ความรู้สึกในด้านลึก ๆ ในส่วนนี้จะเป็นการคอกระตุ้นเตือน ย้ำเตือนเกี่ยวกัน id และ Ego อยู่ตลอดเวลา หรือถ้าเราจะเรียกง่าย ๆ ก็คือ

Id นั้นได้แก่ จิตรู้สำนึก

Ego ก็คือจิตที่อยู่ระหว่างจิตรู้สำนึกกับจิตไร้สำนึก

Superego ก็คือจิตไร้สำนึก หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปเป็นพลังงาน เรียกว่า พลังงานของจิตนั้น

ในส่วนทั้ง 3 นี้ ความรู้สึกของมนุษย์นั้นบางครั้งก็การขัดแย้งกัน เช่น บางคนมีความต้องการในด้านพื้นฐานแต่ด้านภายในก็คือความต้องการด้านจิตใจนั้นการจะเป็นที่ยอมรับทางสังคมนั้นก็สามารถเกิดอาการขัดกันได้ เช่นว่าเราต้องการที่จะมีสิ่งนี้ แต่ว่าในสิ่งนั้นไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม ก็ไม่สามารถที่จะกระทำในสิ่งนั้น ๆ ได้ อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยจิตวิทยาในช่วงชีวิตของคนในคำว่า Personhood

- SELF คือตัวเอง ตัวเองเป็นลักษณะของความรู้สึกของตนเองนั่นเอง ในพจนานุกรมในปรัชญานั้นให้คำจำกัดความไว้ว่า "สิ่งที่เป็นอยู่ คงอยู่อย่างเดิม ไม่ว่าลักษณะมันจะเปลี่ยนแปรอย่างไรก็ตาม แต่ความรู้สึกเช่นนั้นยังมีอยู่กับตัวเอง" หรือบางสำนักก็ให้ความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป แต่เมื่อว่าโดยรวมแล้วก็เป็นอาการความรู้สึกของคนที่มีตั้งแต่เกิดจนถึงวัยชราหรือวัยแก่เลย พวกตัวตนนี้จะมีอาการลักษณะคงที่ เช่น ความยึดมั่นของตนเอง เมื่อยึดมั่นแล้วโอกาสที่คนเราจะเปลี่ยนแปลงความคิดนั้นก็อาศัยการศึกษาเล่าเรียน หรือแม้บางคนจะศึกษาเล่าเรียนบางครั้งก็ไม่สามารถละในส่วนนั้นได้ก็มี เพราะฉะนั้น SELF คือตัวตน หรืออัตตา

- EGO ตามที่กล่าวมานั้นเป็นลักษณะของฟรอยด์ แต่ในลักษณะของพจนานุกรมนั้นได้อธิบายว่า "เป็นส่วนประกอบ หรือเป็นองค์หนึ่งของความรูสึกของมนุษย์ ซึ่งเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ถาวร มีหน้าที่รับรู้ความรู้สึก ตลอดจนอาการโต้ตอบต่าง ๆ ของแต่ละบุคคล" อาจเรียกว่าอัตตาก็ได้ในส่วนของตัวนี้

- Body เป็นส่วนของรูปธรรม (แต่ในส่วนที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นนามธรรม) เช่น ร่างกายของมนุษย์ ร่างกายของสัตว์ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นลักษณะที่มีรูปร่าง มีลักษณะตรงกันข้ามกับส่วนของ EGO หรือส่วนที่เรียกง่าย ๆ ว่าจิตก็ได้ ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะของนามธรรมเป็นสภาพรับรู้ความรู้สึก ส่วน Body นั้นเป็นร่างกาย

ที่นี้ข้ามไปในข้อที่ 3 ส่วนศัพท์ที่เหลือนั้นจะได้อธิบายต่อไปตามลำดับ ในข้อที่ 3. นั้น การอธิบายจุดมุ่งหมายของการพัฒนาด้านศีลธรรม จริยธรรม ซึ่งในส่วนตรงนี้ตามที่ William กล่าวไว้นั้น ก็เป็นลักษณะการพัฒนาด้านความรู้สึกนึกคิดของบุคคล และเป็นการวางโครงสร้างของจิต หรือเรียกว่าจิตวิเคราะห์ก็ได้ พวก ID, EGO, SUPEREGO นั่นเอง ในส่วนที่สามก็คือการพัฒนาในดานสังคมที่ใช้คุณธรรมมาประกอบ ส่วนมุ่งหมายที่สี่ก็คือด้านเกี่ยวกับมนุษยศาสตร์ก็คือการอยู่ร่วมของมวลมนุษย์ที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันก็จะทำให้การพัฒนาด้านศีลธรรม หรือจริยธรรมนั้นเป็นไปด้วยดี หรือนำไปสู่จุดมุ่งหมายของบุคคลนั้น ๆ

ในข้อที่ 4. แนวศึกษาปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับบุคลิกลักษณะ - บุคลิกลักษณะนั้นเป็นการศึกษาปรากฏการณที่เกิดขึ้นว่ามนุษย์นั้นมีปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น มีลักษณะปฏิกริยาโต้ตอบต่อการกระทำของบุคคลตามที่ปรากฏระหว่างบุคคลก็ดี หรือระหว่างคนที่อยู่ร่วมกันก็ดี เป็นปฏิกิริยายาที่ปรากฏชัดเจนมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ลักษณะที่เด่นชัดก็คือ

1. รู้จักเหตุผล

2. รู้จักการใช้เหตุผลในการกระทำสิ่งต่าง ๆ ตลอดจนมีประสบการณ์ในการที่ใช้เหตุผลนั้นมาร่วมประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ตอนเด็กจนถึงวัยชรา หรือวาระสุดท้ายคือตอนสิ้นชีวิต จะมีการสอดคล้องกันโดยอาศัยครั้งแรกว่าตนเองไม่มีเหตุผล ในช่วงหลังเมื่อมีประสบการณ์แล้วก็ใช้เหตุผลมาพินิจพิจารณาอีกทีหนึ่ง

ในส่วนตรงนี้ก็มีนักวิเคราห์หลายท่านได้ให้ความหมายเกี่ยวกับในส่วนของบุคลิกบุคคลนี้ว่า …ได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของมนุษย์ของคนเรานั้นมีความเกี่ยวข้องในด้านอารมณ์ การโต้ตอบในด้านอารมณ์ซึ่งกันและกัน ตลอดจนความคิดเห็น ส่วนนาย Kaputo อธิบายในด้านความรู้สึก ความตั้งใจและในด้านจิตใจด้านอารมณ์ว่า เมื่อมีการกะทำเกิดขึ้นแล้วผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้นเป็นเช่นไร อันนี้ก็เป็นกับข้อที่ 4. เกี่ยวกับบุคลิกลักษณะ

ในข้อที่ 5. อธิบายโครงสร้างช่วงชีวิตของมนุษย์ที่มีผลต่อการพัฒนาด้านศีลธรรม ในส่วนตรงนี้แบ่งช่วงชีวิตที่เราแบ่งโดยทั่ว ๆ ไปนั้นมีด้วยกัน 3 ช่วง

- ช่วงปฐมวัย : เป็นวัยที่ยังไม่ค่อยรู้เท่าไร แต่ว่าอาศัยจากบทเรียน หรือการเรียนการสอนจากพ่อแม่

- ช่วงมัชฌิมวัย : เป็นวันที่ศึกษาในทางโลกก็ดี หรือทางธรรมก็ดี แต่บางคนก็มีการศึกษาทำความเข้าใจอย่างเด่นชัด เช่นทางโลกนั้นด้วยวิธีการทางด้านวิชาชีพต่าง ๆ วิชาชีพต่าง ๆ นั้นเพื่อในการดำรงชีวิต เพื่อให้ตนเองหรือว่าครอบครัวนั้นอยู่ได้ ในด้านทางธรรมนั้นก็มีการศึกษาคุณภาพของชีวิตตัวเองก็คือ เกี่ยวกับใช้หลักของศีลธรรม จริยธรรมมาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติ, ในการดำเนินชีวิต เพื่อให้ชีวิตนั้นดำเนินไปด้วยความราบรื่น

- ช่วงปัจฉิมวัย : เป็นส่วนในวาระสุดท้าย ก็เป็นวัยที่ค่อนข้างมีประสบการณ์มากพอสมควรแล้ว ก็อาศัยประสบการณ์นั้น ก็อาศัยประสบการณ์ในการดำรงชีวิต ตลอดจนเข้าหาที่พึ่งทางใจ ที่พึ่งทางใจนั้นอาจจะเป็นการศึกษาธรรมะ หรือหาทางปฏิบตัให้ถูกตามทำนองครองธรรมที่ตรนเองจะสามารถประพฤติปฏิบัติได้ ตามกำลังสติปัญญาของตัวเองจะกระทำได้

อันนี้เป็นวัยที่กำหนดบางส่วนทางหลักพุทธศาสนาโดยประเภทใหญ่ ๆ คือปฐมวัย กำหนดตั้งแต่ประมาณแรกเกิดจนถึง 33 ปี, มัชฌิมวัยก็คือตั้งแต่ 34-67 ปี, ปัจฉิมวัยกำหนดตั้งแต่ 68-100 ปี อันนี้ก็มาในอริยสัจมรรค อันนี้เป็นการว่าด้วยวัยตามหลักศาสนา

ส่วนวัยที่กำหนดไว้ของ William นั้นไม่ได้ให้จำกัดความอะไรมาก เพราะว่าด้วยช่วงชีวิตของคนที่เกี่ยวกับมูลพื้นฐาน ตลอดจนความต้องการหรือความจำเป็นของตัวเองที่มีต่อความจริงที่เกิดขึ้นว่าตั้งแต่แรกเกิดเรามีความต้องการในด้านใด เช่นว่าทารก ก็ต้องการความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ จะทำอะไรก็ต้องอาศัยคนทำให้ เมื่อเจริญเติบโตขึ้นอีกหน่อยก็คือวัยศึกษาเล่าเรียน ก็ต้องการศึกษาหาความรู้ หาประสบการณ์เพิ่มเติมเพื่อเป็นหลัก เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอีกต่อไป ส่วนในวัยผู้ใหญ่ค่อนข้างที่จะมีประสบการณ์มากแล้ว ก็อาศัยประสบการณ์ การศึกษาเล่าเรียนนั้นไปประกอบในการดำรงชีวิตเพื่อพาชีวิตให้สู้เป้าหมายก็คือความสุข ความสบายในอนาคต และวัยสุดท้ายก็คือวัยผู้สูงอายุ วัยผู้สูงอายุเป็นวัยที่เห็นสภาพความจริงที่ปรากฏเกิดขึ้น เช่นว่ามีร่างกายแก่ อวัยวะเริ่มเหี่ยว เริ่มยาน ก็เห็นสภาพตามความเป็นจริง วัยนี้เป็นวัยนี้เป็นวัยที่ธรรมะปรากฏเกิดขึ้นว่า สภาพที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปตามไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาจริง ๆ ในนี้ก็เป็นการพัฒนาเช่นเดียวกัน

สำหรับความคิดเห็นของ William ก็เป็นลักษณะเช่นเดียวกันว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏชัดเจน ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏเกิดขึ้นนั้นสิ่งที่จะทำให้ความเปลี่ยนแปลงนั้นดำรงอยู่ได้ดี หรือดำรงอยู่ในสังคมได้นั้นก็อาศัยสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือความรัก ความเข้าใจ เพราะเมื่อวัยชราปรากฏเกิดขึ้นแก่บุคคลใดแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความรัก ความอบอุ่น สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องการมาก ในปัจจุบันนี้ตามที่ได้คุยกับผู้มีอายุประมาณ 70 ปีขึ้นไป ได้สอบถาม, สนทนากันก็พบว่าขาดความอบอุ่นเพราะว่าลูกหลานไม่ค่อยไปมาหาสู่, มา เยี่ยมก็เกิดอาการเหงา ความรู้สึกก็เกิดอาการที่ท้อแท้และไม่อยากจะมีชิวิตอยู่ต่อไปอีก ลักษณะนี้เป็นต้น เป็นวัยเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบทางด้านจิตใจ เพราะฉะนั้นความรักนี้จึงเป็นส่วนสำคัญในการที่จะทำให้การดำรงชีวิตเป็นไปด้วยความราบรื่นและมีความสุขได้

พระภาสกรณ์ : คำว่า SELF ในความหมายทั่ว ๆ ไปเราเข้าใจกันว่าคือตัวตน แต่ใช้ในความหมายในที่นี้หมายถึง "ตัวตน" อันนี้เป็นสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของเรา ไม่ใช่ว่าเนื้อ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นร่างกายของเรา คำว่า Personhood เป็นการพูดถึงระยะ หรือช่วงชีวิตของคน อย่างที่ได้แบ่งเป็นประถมวัน, มัชฌิมวัย, ปัจฉิมวัย ในทางพุทธศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งคัมภีร์วิสุทธิมรรคก็ได้แบ่งว่าจากอายุเท่าใดเป็นประถมวัน, มัชฌิมวัย, ปัจฉิมวัย แต่ในที่นี้เป็นการอธิบายช่วงชีวิตของคน อย่างเช่น เด็กเมื่อเกิดมาใหม่ ๆ ตอนแรกอาจจะยังไม่รู้จักการใช้เหตุผล อยากได้อะไรก็คิดว่าตัวเองจะต้องได้ เมื่อเกิดมาใหม่ ๆ เป็นทารกเมื่อหิวก็เรียกร้องความสนใจจากคนอื่นด้วยการร้องไห้ เมื่อร้องไหไปก็มีคนมาสนองความต้องการ เพราะฉะนั้นเด็กก็เลยจำไว้ว่าการร้องไห้เป็นวิธีการที่จะทำให้คนอื่นสนใจ เป็นวิธีการที่จะทำให้คนอื่นมาสนใจตัวเอง ในช่วงประถมวัย จนถึงอายุ 33 ปี

เรื่องประถมวัน, มัชฌิมวัย, ปัจฉิมวัยหลายคนอาจจะแบ่งไม่เหมือนกัน หลังจากที่เกิดขึ้นมาคนเราก็เริ่มที่จะสั่งสมประสบการณ์ทั้งประสบการณที่ดีและไม่ดี บางคนถ้ามีโอกาสจะเติบโตขึ้นมาในสังคมที่ดี อยู่ในแวดวงที่ดีมีศีลธรรม จริยธรรม เขาก็จะเป็นคนที่ดี

ทีนี้จะพูดโดยเปรียบเทียบกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนาว่า การที่คนเราเกิดมาในสังคมที่ดี หรือในสังคมที่ไม่ดีนั้นเป็นเพราะอะไร ในมงคลสูตรซึ่งเป็นหลักสูตรของประโยคสี่และประโยคห้าได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า การที่คนเราจะเกิดที่ใดก็ตาม เป็นการพูดถึง……………………………… หมายความว่า การได้อยู่ในสถานที่ทีสมควร ในสถานที่ ๆ มีกัลยาณมิตร ในสถานที่ ๆ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี อันนี้อาจจะออกนอกเรื่องแต่เป็นการเปรียบเทียบ ก็คืออย่างเช่น บางคนเกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่รักใคร่กลมเกลียวกันดี แต่บางคนเกิดมาพ่อแม่ไปทาง อาจจะอาศัยอยู่กับย่ายาย หรือบางคนอาจจะโชคร้ายมากกว่านั้นเกิดมากำพร้าพ่อแม่ เพราะฉะนั้นสิ่งแวดล้อมเหล่านี้จึงมีอิทธิพลต่อการพัฒนาทางด้านศีลธรรม คนเราเมื่อเติบโตมากขึ้น ๆ ก็จะสั่งสมสิ่งเหล่านี้ เมื่อเขามีอายุมากขึ้นเขาก็จะคำนึง, เห็นคุณค่าของชีวิตเกี่ยวกับการพัฒนาด้านจริยธรรม ด้านศีลธรรม

เมื่อกี๋ได้อธิบายถึงทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ของซิกมันต์ ฟรอยด์ คือในช่วงอายุของชีวิตคนนั้น ทฤษฎีของโคลเบิร์ก หรือทฤษฎีของซิกมันต์ ฟรอยด์ก็ดี เราสามารถนำมาประยุกต์และนำมาอธิบายพฤติกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาด้านจริยธรรมของมนุษย์ได้

ในส่วนต่อไปให้ดูในข้อที่ 6. ก็คือเป็นการอธิบายความหมายของบุคคล 3 ประเภท บุคคล 3 ประเภทนี้ไม่ใช่แบ่งว่าเป็นคนละคนละคนไป ในความหมายที่ผมเข้าใจไม่ใช่ว่าอันนี้เป็นคนหนึ่ง อันนี้เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่ คือลักษณะทั้ง 3 ประเภทนี้มีอยู่ในตัวตนของเราทุกคน อย่างเช่นอันแรก Three Rational Person ได้แก่ The Body บางคนถ้ามองเพียงผิวเผินอาจจะตีความไปในลักษณะที่ว่าเป็นคนที่ไม่รู้จักการใช้เหตุผล, ไม่มีการใช้เหตุผล บางคนอาจจะตีความไปในลักษณะนั้น ก็คือบุคคลประเภทแรก ซึ่งได้ให้ความหมายของ Body คือคนเราเมื่อเกิดมาแล้วตามหลักพุทธศาสนาหรือตามหลักที่เชื่อว่าร่างกายของคนเราประกอบด้วย 2 ส่วน ก็คือ คนเราเกิดมานั้นมีทั้งร่างกายซึ่งเรามองเห็น และจิตใจ ในพระพุทธศาสนารวมทั้งร่างกายและจิตใจเรียกว่าขันธ์ 5 แบ่งเป็นรูปขันธ์ ก็คือสิ่งที่เราสามารถมองเห็น และไม่สามารถมองเห็นที่มีอยู่ภายในตัวเรา

อันหนึ่งก็คือรูปขันธ์ ในพุทธศาสนาตรงกับคำว่า Body - Body ตามทรรศนะของ William ตรงกันก็คือ เมื่อคนเราเกิดขึ้นมาแล้ว Body ในที่นี้หมายถึงร่างกายที่เป็นเนื้องหนังมังสาที่เราสามารถมองเห็นได้ สิ่งนี้ถามว่ามันจำเป็นต้องมีการใช้เหตุผลมั๊ย ? - อย่างเช่น ยกตัวอย่างกรณีที่เราทำอะไรก็ตามที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา เดินไปทำงาน มาเรียนหนังสือ หรือเล่นกีฬา ถามว่าตอนนั้นเราการใช้เหตุผลมั๊ย ? - ถ้ามีลองแสดงมาว่าเป็นยังงัย ก็คือเราทำหน้าที่ไปตามปกติ อย่างเช่น สมมติว่าวันนี้เราตื่นขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน วันนี้วันพฤหัสบดีมีนัด มีชั่วโมงเรียนทั้งตอนเช้าและตอนบ่ายเราก็มา ถามว่าตอนนั้นเรามีการใช้เหตุผลหรือไม่ ก็คือในขณะที่เราทำหน้าที่ตามปกตินั้น หรืออีกตัวอย่างหนึ่งก็คือนักเปียโน (ยกตัวอย่างจากหนังสือเล่มนี้) เพื่ออธิบายถึงคำว่า Body นักเปียโนเขาใช้นิ้วมือเล่นดนตรี เขาไม่มีการไปวิเคราะห์ว่าจะเล่นทำไม หรืออย่างไรจึงจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีการใช้เหตุผล และอีกอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างเรื่องการขับรถ ในขณะที่เราขับรถ เราขับรถไปตามธรรมดา (ตัวอย่างจากหนังสือหน้า 24) ยกตัวอย่างทั้งนักเปียโนและคนขับรถ ในขณะที่เราขับรถมาเรียนก็ดี ในขณะที่เราขับรถไปที่ไหน ๆ ก็ดีเราใช่มือ ใช้เท่า ใช้สายตาในการขับรถ ถามว่าในตอนนั้นเราจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์, มีการใช้เหตุผลหรือไม่ ถ้ามีลองยกตัวอย่างขึ้นมา ---> พูดถึงเฉพาะร่างกาย พูดถึงเฉพาะสิ่งที่อยู่ในตัวตนของเรา แต่ยังไม่ได้พูดถึงจิตใจ ก็คือการขับรถอาจจะใช้ความชำนาญก้อได้ บางคนไม่ต้องคิดเลยว่าพอเข้าเกียร์หนึ่งแล้วจะต้องเข้าเกียร์สองต่อไป มันเป็นไปตามธรรมชาติ นี่เป็นการอธิบายตามความหมายนี้ คือการที่เราขับรถไป เราคิดว่าเราไม่สมควรว่าเราควรจะขับรถเร็วเกินไป อย่างเช่น ในจณะที่ขับรถไปเราสมควรที่จะคาดเข็มขัดนิรภัยเพื่อความปลอดภับของตัวเอง อันนั้นเป็นลักษณะของความคิดไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของร่างกาย และอีกกรณีหนึ่งได้ยกตัวอย่างของนักเล่นบาสเกตบอล หรือว่านักกีฬาสาขาอื่นก็ตาม จะเป็นนักฟุตบอล นักสนุ๊กเกอร์ก็ตาม

ยกตัวอย่างคนที่เล่นบาสเกตบอล คนที่ shoot แม่น ๆ (หน้า 24) เป็นคนที่มีทักษะ มีสัมผัส บางคนเรียนหนังสือก็ไม่เก่ง แต่เล่นการพนันเก่ง ท่านเคยแปลกใจมั๊ย ผมเคยแปลกใจว่าทำไมเรียนหนังสือก็เรียนสู้เราไม่ได้ แต่เล่นการพนันนั้นผมไม่ชอบและไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรทั้งนั้น และก็ไม่เคยเสียเพราะผมไม่เคยเล่น ไม่ว่าอะไรก็ตาม คนที่เล่นการพนันเก่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนที่หัวดี เหมือนกับคนที่ shoot แม่น อยู่ที่ว่าเขามีสัมผัสหรือว่ามีทักษะต่างหาก สัมผัสหรือทักษะนั้นเกิดมาจากอะไร !!!(มีคนแย้งเรื่องการพนันกับหัวดี…เอ้า!!!…เถียงกันเข้าไป)!!! ทีว่าหัวดีในที่นี้ก็คือเป็นคนฉลาด แต่ผมก็ไม่รู้เพราะผมไม่เคยเล่น หมายความว่าฉลาดนั้นเอง มีความฉลาด มีปัญญาเฉียบแหลม แต่บางคนฉลาดก็เล่นหมากรุกเก่ง ท่าที่เคยเล่นหมากรุกอาจจะรู้จัก คนที่เล่นหมากรุกได้, เก่ง คนนั้นจะต้องเป็นคนที่วางแผนดี ผมก็เล่น แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่ยุ่งเกี่ยวแล้ว อันนี้เป็นเรื่องของทักษะซึ่งเราสั่งสมมาตั้งแต่เกิด อย่างเช่นคนที่เกิดมาแล้ว อยู่ในสังคมสิ่งแวดล้อม อยู่ในแวดวงของนักกีฬา (นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…) ตอนนี้ยังอยู่ในบุคคลประเภทแรก คือคนที่ยังไม่ผ่านหรือยังไม่มีการใช้เหตุผล

BODY ในความหมายของ William ก็คือกายเนื้อของเรานี่เอง ไม่มีจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้องเลย !!!นอกเรื่องกันไปใหญ่แล้วเว้ย!!!

บุคคลประเภทต่อไปก็คือคนที่เริ่มมีการใช้เหตุผล อย่างที่อยู่ในข้อ 6. ตัวขยายก็คือ EGO ที่ท่านบุญศักดิ์ได้กล่าวไปแล้ว แต่พระภาสกรณ์จะพูดอีกทีว่า EGO นั้นเป็นสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของเรา อันนี้เป็นการพูดถึงนามธรรม เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของเรา เป็นสิ่งที่คอยควบคุมความต้องการ ความอยากได้อะไรต่าง ๆ ก็ตาม, สัญชาตญาณอะไรต่าง ๆ ก็ตาม อย่างเช่น เราเห็นคนหนึ่งสวมสร้อยคอทองคำมา เรามองดูแล้วก็คิดว่าสวยดี เมื่อคิดว่าสวยดีเราก็อยากจะได้มาเป็นเจ้าของ แต่การอยากได้นั้นมี 2 ประการคือ อยากได้โดยชอบธรรม และก็อยากได้โดยไม่ชอบธรรม แต่ตัว EGO นี้จะเป็นตัวควบคุมว่าสมติว่าเราอยากจะได้แล้สเราไปปล้นเขามามันไม่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ควบควบคุมความต้องการพื้นฐานของคนเรา อย่างเช่น เราอยากจะกินอาหาร ในขณะที่เข้าแถวรอกินอาหารอยู่นั้น เราก้อหิว แต่ถ้าคนที่ไม่มีการควบคุม EGO นั้นเมื่อหิวก็ต้องรีบหาอะไรใส่ปากทันทีโดยไม่มีการควบคุม เพราะฉะนั้นความวุ่นวายก็จะเกิดขึ้น แต่ตัว EGO นั้นจะเป็นตัวควบคุมให้คนเรานั้นรู้จักเหตุผล เพราะฉะนั้นตรงนี้เขาจึงให้คำจำกัดความว่าเป็นบุคคลที่มีการใช้เหตุผล

บุคคลประเภทต่อไป คือ The … Rational Person คือบุคคลที่รู้จักหรือว่ามีการใช้เหตุผลแล้ว อย่างเช่นเรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลาย ยกตัวอย่างกรณีที่เราไปซื้ออาหาร (อีกแล้ว) ในขณะที่เรารอคนอื่นถ้าเราคิดว่าคนอื่นก็หิว เราก็หิว ถ้าเราทำตามความต้องการของเราโดยการไปแซงคิวบ้าง ไปผลักคนอื่นบ้างความวุ่นวายก็จะเกิดขึ้น เริ่มคิดรู้จักเหตุรู้จักผล เริ่มคิดว่าผลที่จะตามมานั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือเป็นสิ่งที่ไม่ดี เมื่อถึงตรงนี้คนจะเกิดมีจริยธรรมขึ้นภายในจิตใจ ซึ่งเรียกว่า Moral Person ความหมายของคำนี้ก็หมายความว่า / คือคนที่ดี เราต้องลำดับความหมายว่า "ดี" นั้น ดีอย่างไร บางคนเป็นคนที่มีเหตุผล แต่เหตุผลนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นจริง แต่ความจริงจะต้องมีเหตุผล (ลึกซึ้งและคมจริง ๆ) คือคนที่เป็นคนดีนั้นจะต้องมีจิตสำนึกที่ดี จะต้องมีคุณธรรม คำว่าคุณธรรมก็บ่งชี้แล้วเป็นคุณธรรมที่แสดงออกถึงความเป็นคนดี เป็นคนที่เห็นอกเห็นใจของผู้อื่น คือเข้าใจความต้องการ, เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น คือเมื่อสามารถคิดด้วยเหตุด้วยผลได้จริยธรรมก็จะเกิดขึ้นอยู่ภายในจิตใจ อันนี้ก็คือบุคคลที่รู้จักการใช้เหตุผลแล้ว

ลำดับต่อไปก็คือว่า กระบวนการเหล่านี้จะทำให้บุคคลเป็นผู้มีศีลธรรมได้อย่างไร อันนี้เป็นประเด็นหลักที่เรากำลังพูดถึงอยู่ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำหนดเป็นหัวข้อคือ "ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะทำให้บุคคลเป็นผู้มีจริยธรรม" อย่างที่พระภาสกรณ์ และพระบุญศักดิ์ได้กล่าวไปแล้วว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นหรือสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรานั้นมีอิทธิพลและเป็นปัจจัยอันหนึ่งที่จะทำให้คนเรานั้นเป็นคนที่มีจริยธรรม หรือมีศีลธรรมหรือไม่ พอเมื่อเกิดมาแล้วบุคคลได้รับการสั่งสอน อบรมจากพ่อแม่ จากครูบาอาจารย์ หรือว่าจากโรงเรียนที่ดีหรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นต่าง ๆ ก็จะมีส่วนทำให้คนเรานั้นมีการพัฒนาทางด้านจริยธรรม แต่ถ้าคนบางคนขาดสิ่งเหล่านี้ เขาเกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีวึ๋งสิ่งแวดล้อมที่คือปรากฏการณ์ตามธรรมชาตินั้น เกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี แต่เขามีจิตสำนึกที่ดี บางคนอยู่ในสังคมของคนที่เสพยาเสพติด แต่เขาอาจจะไม่เคยแตะต้องยาเสพติดเลย นั่นก็คือว่าถึงแม้จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี แต่ถ้าคนมีจริยธรรม มีคุณธรรมในจิตใจ มีจิตสำนึกที่ดีการพัฒนาทางด้านจริยธรรมของเขขาก็เป็นไปได้ ก็คือสามารถบอกตัวเองได้ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับเรา สิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะทำให้เราไปพบกับความหายนะ อันนี้เป็นสิ่งที่เป็นกระบวนการที่ทำให้คนมีการพัฒนาทางด้านจริยธรรม

ต่อไปเป็นหัวข้อที่ 8. โดยพระมหาสมชาย : …การนำไปสู่ทฤษฎีความเชื่อของบุคคลผู้มีศีลธรรม …เงื่อนไขทางสังคมและการมีเหตุผล …การวางแผนระดับการพัฒนาจริยธรรมตลอดชีวิต

สำหรับรายละเอียดนั้น วิธีการนำไปสู่ทฤษฎี ความเชื่อของบุคคลที่มีจริยธรรม ในนี้เน้นถึงบุคคล ได้เล่าถึงตัวอย่างของบุคคลที่มีลูกมีภรรยา ได้ตกงานมาประมาณ 7-8 เดือน ต่อมาเขาได้พบกระเป๋ามีเงินอยู่ประมาณ 800-900 เหรียญ เงินตรงนี้เป็นเงินของเจ้านายเก่าของเขา ทีนี้เขาคิดว่าการจะนำเงินนี้มาเป็นของตัวเองหรือไม่ หรือจะนำเงินนี้ไปคืนเจ้าของเดิม ส่วนนี้เขามีจิตใจคิดไป 2 ทาง การที่จะนำเงินไปคืนเขานั้น จะถูกศีลธรรมหรือไม่ ทีนี้เขาได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษาภรรยาของเขาว่าจะนำเงินไปคืนดีหรือไม่ หรือว่าจะซื้ออาหารจะเอาไว้ใช้จ่ายเอง อันนี้ตามที่อ่านมามี 2 ตอนที่เล่า

ทีนี้ทฤษฎีคุณค่าเงื่อนไขของสังคม จะนำเสนอทฤษฎีของโคลเบิร์ก โคลเบิร์กได้เน้นการพัฒนาทางด้านจริยธรรมตั้งแต่วัยเด็กแรกเกิดขึ้นมาว่ามีการพัฒนาด้านจริยธรรมต่อ ๆ กันมาอย่างไร

การพัฒนาทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก ได้จัดระดับก่อนกฎเกณฑ์ตั้งแต่ขั้นที่ 1 อายุตั้งแต่ก่อน 7 ปี ขึ้นอยู่กับผลกระทบของร่างกายและความพอใจ อันนี้เขาเน้นถึง…ทางร่างกายและความพอใจเอา 1-7 ปีก่อนละกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษและทำตามคำสั่ง, ขั้นที่ 2 อายุ 7-11 ปี เพื่อให้ผู้อื่นพอใจเพื่อรับรางวัล จากการวิเคราะห์แล้วเด็กจะทำอะไรถ้าเราให้รางวัลไป ต่อ ๆ ไปเด็กก็จะไม่ทำงานเมื่อไม่ทำงาน แต่เป็นการทำงานเพื่อหวังรางวัล, ระดับขั้นที่ 3 อายุตั้งแต่ 11-13 ปี ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของบุคคล ของครอบครัวและสังคม ทำตามเพื่อนหรือบุคคลที่ในกลุ่มยอมรับ, ขั้นที่ 4 อายุตั้งแต่ 14-16 ปี ทำตามกฎเพื่อผลประโยชน์ของตน, ระดับ 3 … คือมีเหตุผลเป็นของตนเอง คืออายุตั้งแต่ 16-15 ปี … เข้าสู่ช่วงผู้ใหญ่ ทำตามกฎของสังคมเพื่อประโยชน์ของการอยู่ร่วมกันในสังคม, ขั้นที่ 6 อายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป กระทำสิ่งที่ถูกต้องโดยการกำหนดและตัดสินของมโนธรรมตนเอง คือทำดีเพื่อความดี อันนี้จึงเป็นลำดับขั้นตอนการพัฒนาทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก

ต่อไปเป็นหัวข้อของ "การวางแผนระดับการพัฒนาเชิงจริยธรรมตลอดวงชีวิต" การพัฒนาเชิงจริยธรรมตลอดวงจรชีวิต" นักจิตวิทยาท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ถึงขั้นตอนของการพัฒนาจริยธรรมวงจรชีวิต …ทฤษฎี…ของอิริคสัน ได้กล่าวลักษณะของการพัฒนาด้านจริยธรรมไว้หลายด้านด้วยกัน ตั้งแต่วัยแรกขวบปีถึงสูงอายุ นักทฤษฎีจิตสังคมได้กล่าวถึงการพัฒนาจริยธรรมของบุคคลตั้งแต่อายุแรกเกิด หรือว่าตั้งแต่ขวบปีจนถึงวัยสูงอายุ ได้วางลักษณะหลายขั้นตอนด้วยกัน คือลักษณะความขัดแย้งทางจิตใจและบุคคลที่ใกล้ชิดในสังคม ลักษณะเฉพาะของการพัฒนาการ ลักษณะพฤติกรรมที่เหมาะสมตั้งแต่วัยแรกเกิดถึง 1 ปี เด็กมีความไว้วางใจคนเลี้ยงหรือพ่อแม่ (อาจารย์ขอให้เก็บไว้เสริมในภาพรวมจะดีกว่า)

ขอสรุปเลยว่า การพัฒนาจริยธรรมเป็นวิถีทางนำไปสู่ทฤษฎีความเชื่อ …ของผู้มีศีลธรรม อันนี้ก็… เงื่อนไขทางสังคมและเหตุผล …ระดับความพัฒนาจริยธรรมตลอดชีวิต สำหรับภาพรวมที่จะบรรยายต่อไปยังมีอีกหลายหน้า แต่เวลามีน้อยก็ขอรวบรัดว่า ทฤษฎีของบุคคลผู้มีศีลธรรมหรือจริยธรรมนั้นต้องอาศัยการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้อง …ของสังคมและใช้เหตุผลที่สังคมยอมรับ หรือว่าสังคมใช้ในการตัดสินหรือว่าใช้เป็นหัวข้อปฏิบัติที่เป็นสากล (จบแล้ว)

พระมหาวีระชัย : หน้าที่ 39 ตรง Educational guide line แปลเป็นไทยได้ว่า แนวทางในการศึกษา ---> ศึกษาในสิ่งที่พูดไป คือศึกษาศีลธรรมซึ่งมีอยู่ 7 หัวข้อด้วยกัน คือ (ทั้งหมดนี้คือแนวทางในการศึกษาของ William)

1. การศึกษาศีลธรรม ---> ศึกษาอย่างไร ข้อที่ 1 คือศึกษาถึงความมีเหตุผล ความรู้ความเข้าใจ ทั้งความเข้าใจตนเองและเข้าใจผู้อื่น

2. ความเจริญทางศีลธรรม ---> เจริญได้อย่างไร มีทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ทฤษฎีก็คือกระบวนการที่ตั้งไว้และตัวปฏิบัติ ก็ปฏิบัติเกี่ยวโยงใยไปถึงตรรกะวิทยาว่าด้วยการคาดคะเนเพื่อที่จะเข้าถึงจริยธรรม ทั้งก่อนปฏิบัติ-ช่วงปฏิบัติ-และหลังปฏิบัติ

3. การวินิจฉัยตามทฤษฎี ---> เอาทฤษฎีนั้นมาวินิจฉัย เพื่อจะให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาจริยธรรม อย่างที่พระสมชายได้ให้รายละเอียดไปแล้วของโคลเบิร์ก

4. การรักษาศีลธรรม ---> มีทั้งก่อนใช้เหตุผล-การใช้เหตุผล-และหลังการใช้เหตุผล ในช่วงก่อนการใช้เหตุผลบางครั้งช่วงทารกไม่รู้เรื่องแต่เกิดจากความเคยชิน หรืออาจะเรียกว่าประสบการณ์ก็ได้

5. การอธิบายคุณค่าทางจริยธรรม ---> เราจะอธิบายช่วงทีไหนดี ช่วงที่อธิบายได้ดีที่สุดคือช่วงแก่หรือเด็กก็คงไม่ไหว แต่ช่วงหนุ่มสาวนั้นดีที่สุด อธิบายให้เข้าใจถึงคุณค่าทางจริยธรรม คือเราจะสามารถรับรู้ได้โดยอัตโนมัติ อย่างเราบอกว่าความดีคืออะไร เราก็รู้แล้วโดยอัตโนมัติไม่ต้องอธิบาย ความสวยคืออะไร ยอกตัวอย่างง่าย ๆ คือผมยาว หน้าขาว ความหล่อคืออะไร คือรู้ได้

6. การพัฒนาด้านจริยธรรม ---> กระบวนการในการดำเนินชีวิตของเราไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีช่วงที่สิ้นสุด เกิดต่อเนื่องเป็นวงจรชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ตายแล้วยังมีคนเอามาพูดอีก

7. จุดประสงค์ ---> คือจุดสูงสุดของการพัฒนาทางจริยธรรม เพื่อที่จะรักษาและส่งเสริมตลอดจนมีทัศนะวิสัยและเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อที่จะให้เกิดจริยธรรมอันดีงามในตัวบุคคล

ท่านวีระชัยได้สรุปรวบยอดตอนสุดท้ายของบท ๆ นี้ William ได้พยายามนำทฤษฎีของหลาย ๆ คน เช่น ของอิริคสัน, โคลเบิร์ก นำมาอธิบายการพัฒนาทางด้านจริยธรรมของคน อย่างที่เราได้รับทราบแล้ว (ต่อไปใครสงสัยก้อถามเลยเน้อ)

ถ้าพูดถึงลักษณะเรื่องอากาศ ซึ่งอากาศเป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นตามธรรมชาติ, ที่มีอยู่ในธรรมชาติ จะมีผลต่อปัญหาการพัฒนาทางด้านศีลธรรม, จริยธรรมหรือไม่ ? ---> ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือคนที่อยู่ภาคเหนือ กับคนที่อยู่ภาคใต้ คนภาคเหนือจะพูดช้า แต่คนภาคใต้จะพูดเร็ว ตรงนี้ก็คือภาคเหนือนั้นหนาว แต่ภาคใต้นั้นไม่มีอากาศหนาวและมีทะเลเป็นส่วนมาก คนภาคเหนือพูดช้าเพราะอากาศหนาว แต่คนภาคใต้พูดเร็วเพราะไม่มีเวลา นี่เป็นอุทาหรณ์ย่อ ๆ อากาศมีส่วนทำให้คนเรามีความแตกต่างกันทางด้านจริยธรรม (อาจารย์ - คำถามไม่ได้อยู่ในประเด็นและคำตอบก็ไม่ได้อยู่ในประเด็นด้วย)

ที่พูดถึงเรื่องการใช้เหตุผล อยากจะทราบว่าเอาแค่อายุเป็นตัววัดระหว่างคนที่มีเหตุผลกับคนที่ไม่มีเหตุผล ? ---> ที่แบ่งอายุเป็นลำดับการณ์ เด็กเกิดมาอย่างเช่นเกิดมาอายุประมาณ 1-2 ขวบ ตอนแรก ๆ เขาอยากได้อะไรก้อต้องได้อันนั้น แต่เมื่อเขาถูกจำกัดบางทีเขาไม่ได้ เขาอาจจะเข้าใจด้วยเหตุผลว่าทำไมเขาจึงไม่ได้ เด็กบางคนอาจจะเคยใช้เหตุผล, มีการใช้เหคุผล, รู้จักการใช้เหตุผลตั้งแต่เป็นเด็กก็ได้ เรื่องอายุไม่จำเป็นจะต้องไปแบ่งว่าคนที่มีอายุเท่านี้จึงจะใช้เหตุผลได้ ไม่จำเป็นเน้อ

จากคำถามของอาจารย์ที่ค้างไว้ว่า Moral Person หมายถึงบุคคลดีมีเหตุผล รู้จักการใช้เหตุผล หมายถึงเป็นคนที่มี Moral Person จะตั้งประเด็นว่าถ้าคนไม่ดี แต่รู้จักการใช้เหตุผล จัดอยู่ในประเภท Moral Person หรือไม่ ? ---> เรื่องของ Moral Person ที่ได้พูดไปแล้วหมายถึงคนที่มีศีลธรรม, มีจริยธรรม เราจะต้องตีความก่อนว่าคำว่าจริยธรรม, ศีลธรรมนั้นมีขอบเขตขนาดไหน ถ้าดูเพียงผิวเผินมันจะกว้าง ๆ แต่ถ้าเราบอกว่าศีลธรรมจริยธรรมก็คือสิ่งที่คนปฏิบัติตามแล้ว สิ่งที่คนในสังคมกำหนดขึ้นว่าเมื่อเราทำตามสิ่งนี้สังคมจะอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข คนเราเมื่อใช้เหตุผลของตัวเองถูกต้อง ไม่ทำร้ายตัวเองคือไม่เบียดเบียนตัวเอง และไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนสังคม คนนั้นได้ชื่อว่าเป็นคนที่มีจริยธรรม

Moral Person ที่อ่านมานั้นเป็นการพูดถึงเรื่องความรัก (อันนี้ลืมพูดไปในหัวข้อที่ 6,7) เขาบอกว่าถ้าคนเรารักตัวเองให้เท่ากับคนอื่น คือคิดว่าคนอื่นนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของโลก เป็นส่วนหนึ่งของคนที่อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน ถ้าคิดได้อย่างนี้คนนั้นก็จะไม่ทำร้ายซึ่งกันและกัน อันนี้เป็นการสรุปรวบยอดมาของ Moral Person

จากที่อธิบายความหมายของ William F. Kraft อยากให้สรุปว่า Phenomenological นี่มีความหมายว่าอย่างไรตามทรรศนะของ William เพราะท่านยังอธิบายไม่ชัดเจน และมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับการ approach toward the moral person ---> ตามทรรศนะของ William ได้ให้นิยาม Phenomenological approach toward the moral person ตามที่เข้าใจและเก็บความได้ก็คือ สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ อันนี้ผมก็ตีความหมายว่าสิ่งที่เกิดขึ้น, สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติก็คือสิ่งแวดล้อม, สภาวะสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา มีลักษณะอย่างไรจึงจะทำให้คนเรานั้นเป็นผู้มีศีลธรรมมีจริยธรรม นี่คือความหมายของคำ ๆ นี้

คำว่า existence, self, ego, body ได้พูดไปแล้วส่วน existence หมายความว่าความเป็นอยู่ ในทีนี้หมายถึงการมีชีวิตอยู่ (ในหน้า 30 คำว่า Holistic แปลได้ว่า "ความคิด" แต่อาจารย์บอกว่าแปลว่า "องค์รวม" ไม่ใช่ความคิดที่เป็นองค์รวม ตรงนี้คำว่า Phenomenological Holistic คือปัจจัยที่เป็นองค์รวมหรือองค์ประกอบที่เป็นองค์รวมที่จะนำให้บุคคลนั้นเป็นผู้มีจริยธรรม เช่นสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ)

พี่วิจิตรถามเรื่องคนเล่นกีฬา ---> คำว่า Pre Rational Person เป็นการพูดถึงเฉพาะตัว body, เป็นการพูดถึงเฉพาะปฏิกิริยาทางร่างกายของเรา อันนี้ตามที่เขาใจ แต่ถามว่าในขณะที่เขาตีกอล์ฟไป หรือเล่นกีฬา อย่างเช่น เล่นกีฬาแล้วมีน้ำใจนักกีฬา

***

อาจารย์พิเชษฐ์ : ช่วยมาเสริมในสิ่งที่นำเสนอไปของ Kraft เรื่องนี้เขากำลังพูดถึง Moral Person และเขาก็พยายามให้ความหมายของ Person ในภาพกว้างและพยายามอธิบายว่าคำว่า Person นั้นในฐานที่เป็นตัวที่แสดง หรือความมีความดีงามหรือจริยธรรมนั้นเป็นอย่างไร เขาสรุปไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าด้วยคำ ๆ เดียวคือ Moral Person is Loving Person. แต่ว่าเวลาเราอ่านกว่าที่เราจะเข้าใจคำนี้เขาอธิบายคำว่า Person อย่างยืดยาว และวิธีอธิบายคำว่า Person นั้นเป็นในลักษณะที่เป็นทางด้านปรัชญา แต่ว่าตัวเนื้อหาที่เขาเอามานิยามคำว่า Person นั้นเป็นในเรื่องของ Psychological ในทางจิตวิทยาเป็นหลัก

แต่ที่ท่านนำเสนอไปที่บอกว่าเป็น Pre Rational และในลักษณะที่ Rational และ …………… Rational คำว่า Rational หมายถึงถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือ (อย่าไปติดกับคำมาก) แปลว่ามีเหตุผล อันแรกที่บอกว่า Per Rational นั้นเขาก็สามารถจะเทียบว่าเป็นส่วนของ body, อันที่ Rational เป็นส่วนของ Ego, และอีกส่วนหนึ่งก็คือ …………… Rational เป็นส่วนของ Self

คำว่า Self ที่ได้นิยามมานั้นถูต้องแล้ว ที่นี้อย่าไปติดกับคำที่เราใช้กันอยู่โดยทั่วไป เพราะคำต่าง ๆ ทั้งหมดที่เขาใช้นั้นถ้าหากว่าไม่เข้าใจในความหมายของเขาแล้วจะเกิดความสับสน อย่างเช่นคำว่า Ego เราจะเจอมากในความคิดของฟรอยด์ แต่คำว่า Ego ตรงนี้ที่ท่านใช้ หรือว่าคำว่า Body, Self, Ego เป็นคำที่ผู้เขียนพยายามที่ประมวลความคิดต่าง ๆ มาจากนักคิด, ทฤษฎีที่หลากหลายมาก ๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นในทางจิตวิทยา อย่างเช่นอิริคสัน, โคลเบิร์ก หรือว่านัก Moral Education ทั้งหลายแต่ท่านไม่ได้บอกว่าคำเหล่านี้เป็นของคนใดคนหนึ่ง ท่านพยายามที่จะประมวลอะไรต่างๆ เข้ามาเพื่อจะให้เข้ามาในกรอบความคิดของท่าน ก็คือในเรื่องของ Personhood หรือว่าความเป็นบุคคล หรือเป็นคน บางทีในตอนแรกท่านใช้คำว่า Human Being ด้วยซ้ำไป แต่ตรงนี้ใช้คำว่า Person คำว่า Person นั้นจึงเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ แต่ว่าพยายามจะเอาสิ่งที่อยู่ในประสบการณ์ของเราในหลาย ๆ ด้านเขามา มาสรุปเป็นคำว่า Person มันก็เหมือนกับว่าเราไปเจออะไรบางอย่างในธรรมชาติ เราอาจจะมองไม่เห็นตัวตนของมัน แต่เรารู้ว่ามัน function ออกมาอย่างไร อย่างเช่นมีลักษณะที่ดูดเหล็ก หรือมีลักษณะที่ผลักเหล็กด้วยกัน หรือถ้ามีลักษณะที่ว่าเอาขดลวดเข้าไปหมุนภายในตัวนี้เราก็สามารถจะให้แสงสว่างได้ หรือแปรเป็นพลังงานอื่นได้ อย่างนี้เป็นต้น สิ่งนั้นเราเรียกว่าเป็น tructure หรือว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏอะไรบางอย่าง, เป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่บางอย่าง สิ่งนั้นเรียกว่าอะไร ---> เป็นสนามแม่เหล็กอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นไม่มีใครเห็นหรอกว่าสนามแม่เหล็กอยู่ตรงไหน เหมือนคำว่าอะตอม หรือคว๊าก หรือที่เล็กกว่านั้น หรือต่าง ๆ เหล่านั้น แต่ว่ามีบางสิ่งบางอย่างในธรรมชาติที่เราสามารถที่จะกำหนดรู้โดยประสาทสัมผัสได้ ทีนี้เมื่อเราเห็นว่าสิ่งนี้เป็นกลุ่มของคุณลักษณะบางอย่างเราจึงพยายามที่จะเรียกมันด้วยชื่อบางชื่อ เพราะฉะนั้นคำว่า Person ก็ในทำนองเดียวกัน

ส่วนต่าง ๆ ที่เป็นในลักษณะของ BODY หรือ Ego หรือ SELF ก็ดี จึงเป็นอาการของสิ่งเดียวไม่ใช่แยกส่วน แต่ที่นำเสนอมาอาจจะทำให้เข้าใจว่าเป็นการแยกส่วน ไม่ใช่ว่าที่บอกว่า BODY หรือที่เรียกว่าเป็น Ego หรือ SELF นั้นไม่ใช่เป็นคนระดับต่าง ๆ แต่ทุกอย่างนั้นเป็นอาการของสิ่งที่เรียกว่าเป็น Person อาการของสิ่งที่เป็น Person จริงอยู่ที่ว่าเวลาพูดว่าคนจะเป็น Moral Person หรือไม่, เป็นคนดีหรือไม่นั้น อาจจะเน้นหนักไปในลักษณะหนึ่งลักษณะใด แต่เราไม่สามารถที่จะแทนค่าทั้งหมดของบุคคลเท่ากับตัวนี้ได้ เหมทอนกับว่ารถนั้นจำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบซึ่งมาบอกลักษณะของรถ ถ้าไม่มีอย่างนั้นก็ไม่เป็นรถ เช่นจะต้องมีล้อ มีตัวถัง มีเครื่องยนต์ หรือมีคุณลักษณะของการขับเคลื่อนได้ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าหากไม่มีองค์ประกอบส่วนหนึ่งส่วนใดมันก็ไม่เป็นรถ แต่คำว่ารถไม่ได้เท่ากับล้อ รถไม่เท่ากับตัวถัง รถไม่เท่ากับเครื่องยนต์ แต่ว่าทั้งหมดนั้นเป็นส่วนประกอบของความเป็นรถ ก็เหมือนกันเวลาเราบอกว่าทุเรียน ทำไมเราจำแนกออกจากผลไม้อื่นได้ ทุเรียนจะมีลักษณะหรือกลิ่นเฉพาะของมัน แค่เราได้กลิ่นเราก็รู้ว่าทุเรียนแล้ว แต่ว่าเราไปกินกลิ่นไม่ได้ มันก็ไม่อิ่มอยู่ดีถ้าบอกว่ากลิ่นคือทุเรียน แต่ถ้าเป็นทุเรียนไม่มีกลิ่นหรือไปมีกลิ่นอย่างอื่นอาจจะไม่ใช่ทุเรียนแล้ว ใครไปเจออะไรลูก ๆ หนึ่งแล้วก็มีหนาม มีลักษณะเหมือนทุเรียนทุกอย่างแต่ได้กลิ่นออกมาเหมือนกับกลิ่นดอกกุหลาบ ผู้บรรยายเข้าใจว่าเราคงลังเลแล้วที่จะเรียกว่าเป็นทุเรียน เพราะฉะนั้นคำว่า "ทุเรียน" ตัวนี้ก็เหมือนกับคำว่า Person นั่นเอง มันเป็นเรื่องที่อยู่เหนือตัวปรากฏการณ์แต่เป็นเรื่องของวิธีคิดหรือว่าแนวคิดอันหนึ่งที่พยายามที่จะบอกว่ามีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Person อยู่ และ Person ตัวนี้มีลักษณะส่วนหนึ่งที่เป็นเรื่องของจริยธรรมหรือเป็น Moral Person แต่ทีนี้ Moral Person ของเขาตรงนี้ก็คือ Loving Person เพราะฉะนั้นพอพูดถึง Loving Person ตรงนี้เวลาพูดไปแล้วมันกลายเป็นเน้นหนักในส่วนที่เป็น SELF เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือความคิดสำคัญของเขา เขากำลังจะบอกว่า Moral Person ตรงนี้หมายความว่าอย่างไร เพราะฉะนั้นเมื่อเขาจะบอกว่า Moral Person, หรือคนดีนั้นเป็นอย่างไร เขาจะต้องอธิบายก่อนว่าคำว่า Person เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นคำว่า Person เป็นอย่างไรนั้นเขาก็ประมวลเอาความคิดหรือความรู้ต่าง ๆ ในทางความคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางจิตวิทยา เข้ามาเพื่อจำกำหนดหมายให้รู้ได้ว่าคำว่า Person นั้นมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ตอนนี้ในส่วนนี้อาจารย์ขอให้ดูในชีท ให้ดูว่าถ้าเราตามอยางนี้ได้ เราก็ต้องบอกให้ได้ว่าเวลาผู้บรรยายบอกว่ารถจะต้องมีตัวถัง มีเครื่องยนต์ และก็มีล้อ ตัวนี้เป็นตัวโครงสร้างแต่โครงสร้างเหล่านี้มัน dynamic คือมันทำให้องค์ประกอบทุกอย่างเมื่อมีความสัมพันธ์ไปมันก็ทำให้สามารถจะขับเคลื่อนได้ เหมือนบุคคลนั้นเป็นคนที่สมบูรณ์ได้ต่อเมื่อมีองค์ประกอบ และองค์ประกอบเหล่านี้เข้ามาทำงานด้วยกัน เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงคำว่ารถ เราก็รู้ว่าองค์ประกอบ แต่เวลาเราพูดถึงองค์ประกอบเราก็ต้องเข้าใจอีกว่าองค์ประกอบนั้นคืออะไร

เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ขอให้ดูตรงส่วนที่เขาบอกว่าเป็น Concluding Remark and definition ในหน้าที่ 29 เขาจะให้นิยามไว้เลย เค้าพูดมาเยอะยกคนโน้นคนนี้เข้ามา เนื้อหามันมากเราอาจจะจับภาพไม่ได้ แต่พอตรงนี้เค้าพยายามที่จะสรุปประเด็นออกมาให้ชัดเจนและกระชับด้วย ก็คืออย่างคำว่า Person เขาหมายถึงอะไร Person ตัวนี้เป็น Meta-phycological ก็เหมือนกับว่าเวลาเป็นเหมือนกับ Meta ก็คือปริออกมามองแล้ว ก็เหมือนกับที่เราเห็นหนาม ปอกกอมาแล้วก็เนื้อใน และก็กลิ่นนั้น นั่นก็คือปรากฏการณ์ แต่ถ้าเราไม่ไปติดกันใดอันหนึ่ง แยกออกมาดูภาพรวมแล้วก็บอกว่าทุเรียนซะ เพราะฉะนั้นคำว่า Person เป็น Meta-phycological เพราะว่าตัวเนื้อหาของมัน ที่เป็นเนื้อของมัน ที่เป็นองค์ประกอบของมันนั้นเป็นเรื่องของทางด้านจิตวิทยา เป็นสำคัญ ถึงแม่จะพูดพาดพิงถึงส่วนอื่น และกริยาส่วนนั้นไม่ใช่ pure ๆ มันมีรากฐานมาในทางด้านปรัชญาด้วย ที่เค้าบอกไว้แล้ว และก็หมายความว่ามันเป็นสิ่งที่รวมด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วนก็คือ ในเรื่องของ SELF ซึ่งอีกคำหนึ่งที่เขาใช้ก็คือเป็นเรื่องของ …Trans… Rational อีกส่วนหนึ่งก็คือ Ego Rational อีกส่วนหนึ่งก็คือ BODY เป็นในเรื่องของ Per Rational ก็คือ BODY ที่ท่านอธิบายไปแล้ว เพราะฉะนั้นทั้งส่วนนี้เขาจึงบอกว่ามาผูกรวมกันเป็น Phenomenological ………………… Psychology of Moral Development คือมาผูกรวมกัน อันนี้คือองค์ประกอบสามส่วน ตอนนี้เวลาเค้าพูดอีกส่วนหนึ่งก็คือในเรื่องของ SELF เวลาเรานิยามก็ดูยาก แต่เราจะต้องไปดูองค์ประกอบในส่วนย่อยและเราจะรู้ว่า SELF นั้นพูดด้วยเรื่องอะไรบ้าง

ก่อนที่จะบอกว่าเขาพูดเรื่องอะไรบ้าง เขาบอกไว้ในตอนต้นอย่างหนึ่งว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เราพูดไว้ในลักษณะอันนี้ The main proposal of this chapter is that human beings interact with reality in three distinct and interrelated ways: เพราะฉะนั้นเราจะเข้าใจสิ่งนี้ต่อเมื่อเราดูว่าสิ่งนี้มันไปกระทบกับความเป็นจริงอย่างไรบ้าง ความเป็นจริงที่เขาพูดส่วนใหญ่ ที่ผู้บรรยายบอกว่าไม่ค่อยจะอยู่ในเรื่องก็คือเรื่องสิ่งแวดล้อมเมื่อกี๋ ในเรื่องของธรรมชาติที่ไม่ค่อยอยู่ในเรื่อง สิ่งที่เขาพูดมากทีเป็น Reality ของเขาก็คือในเรื่องของ Inter Personal คือในเรื่องของสังคม เพราะว่า Love นั้นที่เขาพูดมาก, ที่ยกตัวอย่างมามากเป็นการแสดงออกในเชิงของสังคม แล้วมันสะท้อนไปจากตัว Person มากกว่าตัวสิ่งแวดล้อมอื่นมากำหนด Person แต่เขาก็ยอมรับว่า Person อันนั้นมันมีผลมาจากการเรียนรู้ต่าง ๆ ในสังคม เขาถึงเสนอในตอนหลังว่าโปรแกรมในการศึกษานั้นควรจะจัดอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้เขาจึงบอกว่า in three distinct and interrelated ways เพราะฉะนั้นเราจะรู้จัก function ตัวนี้ก็รู้ต่อเมื่อมันไปปฏิสัมพันธ์กับความเป็นจริง มันก็เหมือนกับว่าอยู่ ๆ เราไม่รู้สนามแม่เหล็กไฟฟ้า เราจะรู้ก็ต่อเมื่อเอาเหล็กเข้าไปแหย่ หรือว่าเราก็รู้ถึงแรงดึงดูด หรือว่าเราเอาขดลวดเข้าไปหมุนในสนามของมันมันถึงปรากฏเป็นแสงสว่าง อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นก็เหมือนกับคำว่า Person อันนี้ เราจะรู้ในลักษณะที่อาการแสดงที่บ่งบอกถึง Personhood หรือความเป็นบุคคล ก็ต่อเมื่อมันไปสัมผัสหรือว่าไปแตะ ไปทำการเกี่ยวข้องกับสิ่งอื่น คือถ้าพูดในตรงนี้เราจะเห็นได้ว่า ตัว consciousness หรือวิญญาณอันนี้ อย่าพึ่งเอามาเกี่ยวมากนัก แต่ผู้บรรยายยกตัวอย่างว่าในพระพุทธศาสนาได้พูดถึงในเรื่องของขันธ์ ขันธ์นั้นเป็นโครงสร้างนิ่ง ๆ ขององค์ประกอบ แต่ขันธ์นั้นดำเนินการไปในลักษณะที่เป็นเหตุปัจจัยเกี่ยวเนื่องกันที่เรียกว่าเป็น ปฏิจสมุปบาท และก็ตัวขันธ์ถ้าเรารู้ให้ลึกแล้วมันเป็นเรื่องของความเป็นคนที่มีชีวิตนั้นมันเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เรียกว่าเป็นอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก อายตนะภายในนั้นไม่ใช่หัวใจที่อยู่ภายใต้ซี่โครง แต่อายตนะภายในก็คือสิ่งที่อยู่กับตัวเรา ก็คือตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ส่วนภายนอกก็มี รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ ก็คือตัว idea หรือความคิดต่าง ๆ ถ้ามันอยู่เฉย ๆ ก็ไม่เป็นชีวิตขึ้นมา แต่ชีวิตตรงนี้มันก็ต่อเมื่อมีอายตนะภายนอกกับภายในมาสัมผัสกัน มันก็จะเกิดวิญญาณตัวนั้นขึ้นมา อย่างเช่น เวลา ตาซึ่งเป็นอายตนะภายในไปสัมผัสกับรูปซึ่งเป็นอายตนะภายนอก ก็เกิดเป็นจักขุวิญญาณขึ้นมา (จริงรึป่าว ???) มันต้องมีตัวอื่น, ตัวประกอบว่ามันแตะกันตรงนั้น มันก็เหมือนกับว่า Person นั้นมันแสดงอาการของ Person ต่อเมื่อไปสัมผัสหรือสัมพันธ์กับเหตุการณ์ หรือ reality ต่าง ๆ สิ่งที่เขายกมานั้น เขายกตัวอย่างคนที่ตกงานแล้วมีลูก 3 คนมีภรรยาอยู่ด้วย ตกงานมาหลายเดือนแล้วไปเจอกระเป๋าของเจ้าของบริษัทประมาณ 900 เหรียญ เขาจะทำอย่างไรดี เขาเอาเข้ากระเป๋าตัวเอง หรือว่าจะเอาไปคืนดี เขาก็เลยพยามจะชี้ให้เห็นว่า Person ของเขาตรงนี้สามารถที่จะแสดงอาการของ Personhood หรือความเป็นตัวเขาในลักษณะอะไรบ้าง ซึ่งถ้าหากมันแสดงถูกในลักษณะที่เป็น Moral Person มันก็ต้องแสดงออก, แสดงอาการในลักษณะของ SELF แต่ถ้าหากเป็นในระดับที่ขั้นต่ำมันก็อาจจะแสดงในลักษณะของ BODY เพราะอะไร ---> เพราะกำลังหิวอยู่ ต้องการเงิน ลูกกำลังโต หรืออย่างน้อยที่สุดความหิวนั้นมันชัดเจน บางอย่างมันไม่ชัดเจน การมองในลักษณะแบบนี้ก็คือมอง Person ในลักษณะที่รวม ๆ คือสามารถจะมองจากที่เดียวออกไปหลายจุดก็ได้ จุดนั้นเป็นอย่างนั้น จุดนั้นเป็นอย่างนี้เมื่อมีสถานการณ์เข้ามากระทบ

แต่ว่าอีกอันหนึ่งที่เขามอง คือเขามองในลักษณะของพัฒนาการว่าในขั้นตอนต่าง ๆ ของพัฒนาการชีวิตของบุคคลนั้นอาจจะแสดง Person ในขั้นตอนต่าง ๆ โดยสามารถจะชี้ลำดับได้ พอชี้ลำดับได้เขาจึงไปเอาทฤษฎีของโคลเบิร์ก หรือทฤษฎีของใครที่เป็นทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการเข้ามาใช้ โดยที่ว่าเขาไม้ได้ให้รายละเอียดว่ามันมีอะไรบ้าง เขาพูดเหมือนกับเรารู้อยู่แล้ว นี่เขามองในลักษณะที่เป็นขั้นตอน แต่เมื่อกี๋ที่มองไปทีเดียวว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้าง และเขาวิเคราห์ดูว่านายคนนี้จะทำอย่างไร เพราะมันสะท้อนถึงอะไรบ้าง มีนเหมือนกับว่าเอาเหล็กไปแหย่แล้วจะเป็นอย่างไร, มีอาการเป็นอ่างไร เอาขดลวดเข้าไปจะมีอาการอย่างไร ซึ่ง Reality ตัวนี้ก็คือไปเจอกระเป๋าแล้วก็ดูว่าเขาจะจัดการอย่างไร และคนที่เกี่ยวข้องนั้นมีคำแนะนำอย่างไร และในที่สุดเขาตัดสินใจอย่างไร นี่เป็นเรื่องที่เขาพยายามจะอธิบายในลักษณะที่จำแนกแบบนี้ เพราะฉะนั้นเวลาเขาอธิบายมองไปทีเดียวเป็นภาพรวมดูทั้งองค์ประกอบทั้งหมด แล้วดูถึง Personhood ของเขาว่าแสดงออกในลักษณะอะไรนั้น ตรงนี่จึงเรียกว่าเป็น Holistic Approach แต่ว่าพอแยกส่วนออกมาเป็นขั้นเป็นตอนเขาก็เอาทฤษฎีของพัฒนาการทางด้านจิตวิทยาเข้ามาใช้ด้วย ซึ่งเขาก็บอกเหมือนที่ท่านบอกที่บอกว่า "ไม่จำเป็นที่วัยนี่จะต้องอยู่ในลักษณะพัฒนาการขั้นนี้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นไปได้เวลาที่เขาอภิปรายกันในสภา ถึงแม้ 70-75-80 อาจจะต้องตายทุกคนนักการเมือง แต่ในรัฐสภานั้นคนที่ลุกขึ้นอภิปรายนั้นบางทีอาจจะแสดงถึงพัฒนาการประถมวัยเมื่ออายุ 50 ก็มี 555 เป็นต้นว่า เสนอออกไปให้เบี้ยว IMF ในขณะที่ข่าวเผยแพร่ออกไปทั่วโลก

เพราะฉะนั้นเมื่อเรารู้องค์ประกอบแล้วเราจะต้องรู้ว่าส่วนประกอบว่าอย่างไร เวลาเราพูดถึงความเป็นรถมีองค์ประกอบอะไร เวลาพูดว่าต้องมีล้อ มนไม่มีหางเสือ แต่ถ้ามีเรือมันอาจจะมีหางเสือ หรือมันต้องมีกระดูกงู เป็นต้น แต่เวลาพูดถึงองค์ประกอบต่าง ๆ อย่างล้อเค้าก็อธิบายอีกว่าล้อเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้เราสามารถที่จะดูได้ ขอให้ดูเป็นตัวอย่าง อย่างในองค์ประกอบของ Person ที่เรียกว่าเป็น SELF หรือในส่วนที่เป็น Trans Rational มีอะไรบ้าง สิ่งที่อยู่เบื้องหลังที่บอกตรงนี้คือมี Compulsion / ความเมตตา ความสงสาร, faith / มีศรัทธา, hope / มีความหวัง, love / ความรัก และมีในเรื่องของพัฒนาการในทางต่าง ๆ คือบางทีคำอาจจะซ้ำ ๆ แต่ไม่เป็นไร เขาก็ยกนักจิตวิเคราะห์ นักจิตวิทยาต่าง ๆ เข้ามา คือเขาอาจจะประมวลความคิดที่ใกล้เคียงกับตรงนี้เข้ามา ก็มีของ William James, Horny, Adler, Franken, Maslow, Ericsson ฯลน และในส่วนที่เป็น EGO นั้นเราต้องดูเวลาที่พูดถึง EGO นั้นบางทีถ้าให้นิยามอาจจะให้เข้าใจยาก แต่เราต้องไปดูเนื้อของมัน ว่าเนื้อของ Ego นั้นเป็นอย่างไรบ้าง ในเรื่องของ EGO มี

- Thinking Reflectly เป็นการคิดแบบใคร่ครวญ, การคิดแบบแยกแยะ, แบบเชื่อมโยง, แบบเป็นเหตุเป็นผล

- Deciding Rationally การตัดสินใจโดยใช้เหตุผลเป็นเกณฑ์ ไม่ใช่เอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง

- Adapting Managing ในเรื่องของการปรับ, ในเรื่องของการจัดแจง, ในเรื่องของการจัดการ

- Sindicising ในเรื่องของการเอาภาพย่อยเข้ามาประมวลเป็นข้อสรุป

- Executing การจัดการดำเนินให้ไปสู้เป้าหมาย

- Ego dialectic to the motivation of relatively rational cognitive … นี่ก็คือเขาอ้างอิงถึงจิตวิทยาในลักษณะที่ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องทางด้านแรงจูงใจที่อาจจะเกี่ยวข้องกับในเรื่องของเหตุผล ในเรื่องของ cognitive ก็คือตัวรู้ ซึ่งตัวรู้ตรงนี้ผู้บรรยายเข้าใจว่าเป็นสัญญา เหมือนที่ว่ารู้เวทนา สัญญา (เวทนาในที่นี้ไม่ใช่ว่าเห็นแล้วนึกสงสาร แต่เวทนาที่นี้หมายถึง feeling เพราะฉะนั้นก็มีทั้งทุกขเวทนา และสุขเวทนาด้วย ถ้าใครไปบอกเป็นภาษาชาวบ้านว่าวันนี้อากาสดี รู้สึกเป็นสุขเวทนานั้นไม่ได้ แต่ถ้าเห็นขอทานที่เกลือกกลิ้งอยู่ข้างถนน เราอาจรู้สึกเวทนา)

อันนี้คือส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งคือ BODY ก็เป็นในเรื่องของ need, desire, emotion ของอารมณ์ ของแรงกระตุ้น แรงผลักดันของการยึดมั่น และ Modify Argession of Knowledge แล้วก็การแสดงออกของร่างกายที่บอกว่ามีความรู้อยู่ เพราะฉะนั้นที่บอกว่ามันมีความรู้อยู่ ที่พูด ที่ถกเถียงกันเมื่อกี๋ในเรื่องของคนขับรถนั้น ตรงนี้เองที่เขาให้คำตอบว่าเป็น Action of Knowledge เหมือนกัน เพราะฉะนั้นตัว Body ตรงนี้ที่หมายความว่ามันแสดงปฏิกริยาขึ้นมาในสถานการณ์หนึ่งของความเป็นจริงโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต่อคิดอะไรอีกแล้ว นี่เป็นลักษณะของ Expression of Knowledge แต่หมายความว่าเกิดความชำนาญจนกระทั่งแสดงออกในทางด้านร่างกาย ซึ่งบางทีมันอาจจะผิดก็ได้ เช่น ขับรถไปบนถนน แล้วแมววิ่งตัดหน้ารถ แล้วคนขับรถยกขาขึ้นเพื่อหลบแมว เพราะฉะนั้นบางทีอาจจะไม่ถูกก็ได้ พวกนี้ก็คือส่วนต่าง ๆ ของ Personhood

ส่วนที่จะเน้นอย่างมากที่สุดก็คือ Moral Person ของเขาก็คือ Loving Person ซึ่งก็คือคนที่มีตัวแสดงออกในเรื่องของ SELF ที่เป็นในเรื่องของ, เน้นในลักษณะที่ผู้บรรยายอยากจะใช้คำรวม ๆ ว่า Alterdinate ก็คือเน้นไปที่ประโยชน์สุขของคนอื่น แต่เวลาท่านพูดและท่านอ้างนักจิตวิทยาด้วย ตัว LOVE ซึ่งเป็นตัวพื้นฐานของตัวบุคคลทั้งหมดนี้ทำให้บุคคลนั้นพัฒนาอยางสมบูรณ์ในความหมายในเรื่องของจิตวิทยาด้วย ซึ่งท่านก็ยกหลายคนเข้ามาแต่ว่าท่านใช้คำนี้และท่าก็วิจารณ์เหมือนกับว่า การพัฒนาของโคลเบิร์ก หรือของคนอื่นอีกมากมายนั้นก็ยังไม่ได้หมายถึงการพัฒนาในขั้นสูงสุดของ Personhood ตรงนี้ และท่านบอกว่า Love หรือว่าความรักในลักษณะที่เน้นในเรื่องของ Other ของประโยชน์ของคนอื่นตรงนี้มันทำให้มีผลย้อนกลับมาถึงในเรื่องของทั้งหมด, ของเจ้าตัวด้วย, ของ Person ทั้งหมดของเจ้าตัวด้วย หมายความว่ามันกระทบกระเทือนไปถึงทั้งในเรื่องของ Pre Rational และ Rational และแน่นอนสิ่งนี้เป็น Trans Rational มันถึงมีความเกี่ยวข้องกัน ในตรงคำพูดตรงจุดนี้นั้นหมายความว่า ในแง่ของตรงกันข้ามถ้าหากว่าคนกระทำอะไรไปในลักษณะที่ตรงกันข้ามกับ LOVE ตรงนี้ ก็ถือว่ามันเป็น IMMORAL PERSON ในลักษณะนี้ซึ่งก็จะเห็นได้ชัดในส่วนนี้

ก่อนจะยกตัวอย่างขอให้ดูในหน้า 30, 31ที่บอกว่า Love is considered primarily to be the willingness to foster the healthy (body, ego, and self) growth of the community. Thus, love is oriented neither merely to self nor only to other, but to both self and other. คือมุ่งไปตรงจุดนั้นแต่ว่ามีลักษณะของการเกิดผลประโยชน์โดยรวม และเขาก็ยกตัวอย่างของคนอื่น (Such concepts as)

Morally good persons foster and manifest qualities that are congruent with and orientation of love, such as hope, … เพราะฮะนั้นคำว่า LOVE ในความหมายของเขาเป็นความหมายที่กว้างมาก ซึ่งเหมือนกับเป็นแรงกระตุ้น หรือแรงผลักดันพื้นฐานที่คลุมเอาไว้หลายเรื่อง ก็มี love} as hope / ความหวัง, fidelity / ความศรัทธา, peace / ความสงบ, wisdom / ปัญญา, understanding compassion, patience and fortitude เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าคำว่า LOVE ในความหมายของเขานั้นกว้างกว่าความหมายที่เราเข้าใจโดยทั่วไป

The central, but not exclusive, motivating force in the life of good persons is the self. ปรงผลักดันของการเป็นคนที่เรียกว่าเป็นคนดีในทางศีลธรรมนั้น ซึ่งจะเรียกคำนั้นก็คือตัว SLEF

Form a moral perspective the body and ego are ultimately in service of love as the key motion force of the self and the fullest เพราะฉะนั้นตัวอื่น ๆ นั้นในที่สุดก็ถูกเหนี่ยวนำไปด้วยตัว SELF หรือที่มีตัว LOVE / ความรักเป็นแกนกลาง ในที่สุดเขาบอกว่า

The central dynamic of immorality is to reject or violate love. เพราะฉะนั้นในทางกลับกัน คนที่ถือว่าไม่ดี หรือไม่มีศีลธรรมก็คือ reject / ปฏิเสธหรือว่ากระทำการที่ล่วงละเมิดหรือตรงกันข้ามกับความรักนี้ นี่คือสิ่งที่เขาพยายามที่จะบอก

อาจารย์ปกรณ์ : เสริมในส่วนของคำว่า "ปรากฏการณ์วิทยา" คือ Phenomenological Approach คือตอนนี้เราอยู่ในสายของจิตวิทยา การจะอธิบายคำว่าปรากฏการณ์วิทยาจึงลำบากหน่อย โดยปกติเวลาพูดถึงปรากฏการณ์วิทยานั้น เขาจะพูดในระดับการบรรยายคือเขาจะแยกระหว่างบรรยายกับอธิบาย ถ้าเราทำงานในระดับปรากฏการณ์วิทยาเรากำลังบรรยายสิ่งหนึ่งว่ามันเป็นอย่างไร อย่างเช่น คนดีเป็นอย่างไรในฐานะที่เป็นคนดี ก็บรรยายแค่นั้น แล้วก็จะมีทฤษฎีทางจิตวิทยามาอธิบายทีหลังว่า คนดีอย่างนั้นทำไมเขาถึงดี อันนี้มันแยกกัน แต่ที่ว่าซับซ้อนเพราะว่าในการบรรยายว่าคนดีเป็นอย่างไร ก็ต้องออกทฤษฎี เช่นของ Kraft นี่ก็เป็นทฤษฎี แล้ในการอธิบายว่าอะไร, ทำไมเป็นอย่างนั้นก็ต้องใช้ทฤษฎี มันเลยดูเหมือนจะสับสน ผู้บรรยายเลยขอยกตัวอย่างเรื่อง เอาข้อมือคนมา แล้วมาผ่าออก แล้วก็บอกว่ามีเอ็น, กระดูก, กล้ามเนื้อ, เส้นเลือด นี่คือบรรยาย แต่ถ้าเราบอกว่าเราตัดกล้ามเนื้อไปแล้วบอกว่ามีโปรตีน, ตัดกระดูกไปแล้วบอกว่ามีแคลเซียม นี่เป็นการที่เราเริ่มอธิบายแล้ว หรือเราอาจจะไปไกลกว่านั้น เช่นเราบอกว่าแคลเซียมกับโปรตีนก็มาจากอะตอม สสาร ก็เป็นการอธิบายลึกลงไปอีก อันนี้คือเพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างปรากฏการณ์วิทยา กับวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นจุดหมายของ Kraft คือวิธีจะบรรยายว่าคนดีเป็นอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าเขาก็เอาทฤษฎีของเขามา ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน อย่างที่พิจารณากันไปแล้ว

จุดหมายสำคัญของ Kraft ที่เขาต้องมาออกทฤษฎีในระดับปรากฏการณ์วิทยา ก็เพื่อที่จะให้เกิดการ integrate เพื่อที่จะเอาทฤษฎีทางจิตวิทยาที่หลากหลายที่กำลังอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ให้มารวมกันอยู่ได้ สมมติเรากำลังอธิบายอยู่ว่ากล้ามเนื้อมีโปรตีนอยู่ หรือเราอธิบายต่อไปว่าโปรตีนนี้ประกอบด้วยโปรตอน, อิเล็กตรอนอย่างไร ไม่ว่าทฤษฎีหนึ่งคือทฤษฎีโปรตีน หรือทฤษฎีสองคือทฤษฎีอะตอมมันก็เอามารวมกันได้ที่เดียวกัน คือที่กล้ามเนื้อที่ปรากฏอยู่ที่แขนข้อมือของเราตอนผ่าออกมา อันนี้ก็เหมือนกันคือ บุคคลประกอบด้วย 3 ส่วน คือส่วนที่เรียนกว่า BODY, EGO, SELF นี่คือคนทั้งหมด เป็น Holistic Due คนทั้งหมดเป็นอย่างนี้ ถ้าเป็น Skinner เขาพูดตรงไหนบ้าง ? ฟรอยด์พูดตรงไหนบ้าง ? สกินเนอร์ก็ไม่พูดทั้งหมด ฟรอยด์ก็ไม่พูดทั้งหมด อย่างเช่น ถ้าบอกว่าฟรอยด์ก็พูดตรง BODY คือเรื่องของความต้องการ แน่นอนนั่นคือแรงขับทางเพศ และแรงขับทำลายล้าง และก็พูดในส่วนของ EGO คือการใช้เหตุผลมาจากแรงขับ แต่ฟรอยด์ไม่ได้พูดตรงส่วนของ SELF หรือดู Maslow ก็พูด SELF แล้วกระโดดมา BODY เลย

เพราะฉะนั้นจุดหมายหลักของ Kraft คือปูพื้นให้เห็นว่าทฤษฎีที่หลากหลาย และดูจะพูดคนละเรื่องกันนั้นมันมาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เลยเหมือนกับที่บอกไปแล้วว่าต้องเอาภาพรวมออกมาก่อน แล้วค่อยไปดึง คืออย่าพึ่งให้รายละเอียดว่าโคลเบิร์กว่าย่างนี้. อิริคสันว่าอย่างนี้ เพราะอันนั้นคือสิ่งที่มาทีหลัง สมมติตอนอ่านเราไม่รู้จักคนเหล่านี้เลย เราก็ต้องรู้ว่าทฤษฎีเหล่านี้เหมือนของที่จะมาตั้ง และสิ่งที่ Kraft ให้ก็คือโต๊ะเอาไว้ตั้งของเท่านั้นเอง และแน่นอนในเมื่อจุดหมายของ Kraft เพื่อให้จุดร่วมหรือพื้นร่วม อย่างนี้เราก็ไม่ต้องไปบอกว่ามันอยู่ในแง่ของสถิตคือตอนนี้ หรืออยู่ในแง่ของพลวัตร เช่นพัฒนาการเด็กเป็นผู้ใหญ่มันเป็นได้ทั้งตลอดเวลา ซึ่งจุดอ่อนอันหนึ่งในการนำเสนอคือมักไปเน้นในเรื่องการพัฒนาการ และไม่เน้น Holistic คือบุคคลคนหนึ่งจะเป็นได้ทั้ง 3 อันในเวลาเดียวกัน

และที่ตั้งข้อสังเกตก็คือ ท่านบอกถูกว่า SELF ก็ไม่ใช่เนื้อ ๆ อะไรอย่างนี้ แต่ขอให้แยกเหตุผลที่ Kraft แยกระหว่าง Pre Rational และ Body และแยก Rational และ EGO และก็แยก Trans Rational และ SELF และพอเรามาอ่านหน้า 29 ที่อาจารย์พิเชษฐ์บอกH

เช่นตรง SELF, EGO, BODY จะเห็นว่าถ้าดู SELF กับ Trans Rational ก็จะไม่เหมือนกันซะทีเดียว หรือว่า Pre Rational กับ BODY ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว ทั้งนี่เราต้องแยกให้ออกระหว่างพื้นฐานที่ทำให้สิ่งหนึ่ง หรือลักษณะหนึ่งเกิดได้ กับการเกิดขึ้นของลักษณะหนึ่ง ซึ่งในที่นี้เรียกว่า Most of Existence อันนี้เป็นการแบ่งของเขาซึ่งบางทีถ้าไม่ระวังจะสับสน เพราะบางทีเราอาจจะพูดในเชิงแข็ง ๆ / concrete ไปเลย พูดในเรื่องของการความต้องการ แต่ most of being ที่เกี่ยวกับความต้องการเป็นอย่างไร มันก็เป็นเรื่องในระดับเดียวกันคือ Rational หรือ BODY แต่มันต่างกันคนละแง่ เช่น ความหิวก็ติดตัวมาแล้ว แต่ most of being ที่แสดงออกมาเนื่องจากความหิวเป็นอย่างไร การแสดงออกมัน Pre Rational อย่างไร เช่นจะกินข้าวเราไม้ต้องนั่งคิดก่อนว่า หรือมีมือเป็นเรื่องของพื้นฐานที่ทำให้ most of being นี้เป็นไปได้ อันนี้อีกจุดหนึ่งที่อยากให้แยกให้ชัด

***

ก่อนจากอาจารย์ขอฝากคำถามไว้ 3 คำถามคือ
1. to be human is to be culture

อันนี้ปรากฏใน sheet : the concept of culture ของ Creet KlucKlone คือเกิดมาเป็นมนุษย์ย่อมจะมีวัฒนธรรม

2. คนตั้งใจซะอย่างก็ต้องมีหนทางประสบความสำเร็จได้ หรืออาจจะบอกว่า บุคคลย่อมล่วงทุกข์ด้วยความเพียร, ถ้าหากว่ามีความมุ่งไหนก็ย่อมมีหนทางที่นั่นเสมอ

3. มอบความไว้วางใจให้แก่พระผู้เป็นเจ้าแต่อย่าประมาท เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า แต่ว่าล่ามอูฐด้วย ไม่ใช่ว่าปล่อยอูฐเพราะถือว่าพระเจ้าดูแลอยู่, ดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท และด้วยการกำหนดจิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วย แต่ว่าไม่ประมาทด้วย

จากสามข้อความ / ประโยคนี้ข้อความใดปรากฏในชีทที่อาจารย์ให้อ่าน ตอบข้อ.........

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 8 October, 2006 6:35 PM