***
จากครั้งที่แล้วมีปัญหาที่จะถามในวันนี้มั๊ย ??
- ศาสตร์เชิงบรรทัดฐานใช่จริยศาสตร์มั๊ย ??? ลองดูในหน้า 2
- ศาสตร์เชิงบรรทัดฐานกับจริยศาสตร์สัมพันธ์กันอย่างไรในทรรศนะของชลิค
- ศาสตร์เชิงบรรทัดฐานกับจริยศาสตร์เหมือนกันมั๊ย และมันสัมพันธ์กันอย่างไรในทรรศนะของชลิค
- ในทรรศนะของชลิคจริยศาสตร์กับศาสตร์ของบรรทัดฐานนั้นเป็นอันเดียวกันมั๊ย (ศาสตร์ของบรรทัดฐานนี้เป็นจริยศาสตร์หรือเปล่าในทรรศนะของชลิค)
- อะไรคือจริยศาสตร์ในทรรศนะของชลิค ในหน้า 1 บรรทัดฐานสูงสุด - ถามว่าจริยศาสตร์กับศาสตร์แห่งบรรทัดฐานมันอันเดียวกันหรือเปล่า
- ศาสตร์แห่งบรรทัดฐานเป็นจริยศาสตร์หรือเปล่าในทรรศนะของชลิค "ถ้าเป็น" จริยศาสตร์คืออะไร ทำไมมันถึงเป็นจริยศาสตร์ (หน้า 1) จริยศาสตร์มีลักษณะอย่างไร - เชิงเนื้อหา, เชิงรูปแบบ, (มีคนตอบว่าหาข้อเท็จจริง และหาข้อเท็จจริงเชิงรูปแบบเป็นอย่างไร) ที่จริงตรงนี้มันโยงเข้าปฏิฐานนิยมที่ผู้บรรยายบอกไปแล้ว
จริยศาสตร์มีทั้งส่วนที่เป็นปรัชญาและวิทยาศาสตร์ ถ้าบอกว่าศาสตร์ของบรรทัดฐานคือจริยศาสตร์ ก็แปลว่าศาสตร์ของบรรทัดฐานต้องมีส่วนของปรัชญาและส่วนของวิทยาศาสตร์นั้นจริงหรือเปล่า ???? จริงหรือไม่ว่าศาสตร์ของบรรทัดฐานมีทั้งสองส่วนนี้ - ถ้าจริงอันไหนเป็นวิทยาศาสตร์, ศาสตร์แห่งบรรทัดฐานส่วนไหน, กิจกรรมส่วนไหนที่ศาสตร์นี้ทำแล้วเป็นวิทยาศาสตร์ ????
วิทยาศาสตร์คืออะไรตามความหมายของชลิค ??? ถ้าอย่างนั้นศาสตร์เชิงบรรทัดฐานมีความเป็นวิทยาศาสตร์ตรงไหน (มีคนตอบว่าวิเคราะห์, พิสูจน์ได้ - เลขก็พิสูจน์ได้ 2+2 เป็น 4 งัย)
อันนี้มันปนระหว่างวิทยาศาสตร์กับปรัชญาหรือเปล่าตามความหมายของชลิค - เมื่อกี๋มีคนตอบว่า "วิทยาศาสตร์คือระบบของความรู้" และระบบของความรู้คืออะไรและมันเกี่ยวกับศาสตร์ของบรรทัดฐานอย่างไร ??? มีคนตอบว่า "ประโยคเชิงวิเคราะห์" แต่อาจารย์อธิบายว่ามันไม่ใช่ข้อความวิเคราะห์อย่างแน่นอน อย่างที่บอกไปแล้วว่าข้อความเชิงวิเคราะห์นั้นสังเคราะห์ ความรู้แสดงเป็นข้อความเชิงสังเคราะห์นั่นแปลว่ามันเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในโลก เพราะนั้นศาสตร์เชิงบรรทัดฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร มีกิจกรรมไหนในศาสตร์บรรทัดฐานที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ? และศาสตร์บรรทัดฐานเป็นวิทยาศาสตร์อย่างไร ?
ตอนแรกท่านชินวุฒิบอกว่าศาสตร์บรรทัดฐานดูไม่เป็นจริยศาสตร์ ผู้บรรยายก็เลยถามว่าแล้วศาสตร์บรรทัดฐานกับจริยศาสตร์เป็นอันเดียวกันหรือเปล่า ก็ไม่มีคนตอบ ผู้บรรยายเลยถามต่อไปว่าศาสตร์เชิงบรรทัดฐานมีทั้งส่วนที่เป็นทั้งปรัชญาและวิทยาศาตร์หรือเปล่า ก็มีคนตอบว่ามีทั้งสองส่วน ทีนี้ผู้บรรยายเลยถามทีละส่วนว่าที่บอกว่ามีทั้งสองส่วนนั้นมีอย่างไร ส่วนของวิทยาศาสตร์นั้นมีอย่างไร คือถ้าตอบอันนี้เสร็จผู้บรรยายก็จะไปถามว่าที่ส่วนของปรัชญามีอย่างไร ให้ตอบตรงนี้ก่อนอย่าพึ่งออกนอกประเด็น
ที่บอกว่าส่วนของวิทยาศาสตร์ของศาสตร์เชิงบรรทัดฐานอยู่ตรงไหน ในเมื่อวิทยาศาสตร์หมายถึงการหาข้อความเชิงประจักษ์ หรือข้อความเชิงสังเคราะห์ซึ่งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในโลก แล้วเป็นอย่างไรมันเกี่ยวกับศาสตร์บรรทัดฐานตรงไหน ??? เมื่อกี๋ท่านชินวุฒิบอกว่าอะไรคือศาสตร์เชิงบรรทัดฐาน แต่อีกท่านบอกว่าศาสตร์เชิงบรรทัดฐานทำอย่างไร และสิ่งที่ทำเป็นวิทยาศาสตร์อย่างไร ??? หรือท่านไม่เห็นด้วยว่ามีส่วนที่เป็นวิทยาศาสตร์ ???
นักศึกษา ไม่เห็นด้วย ไม่เป็นวิทยาศาสตร์
อาจารย์ ศาสตร์เชิงบรรทัดฐาน แล้วทำไมเขาจึงเรียกว่าเป็นศาสตร์ Normative Science
นักศึกษา ดูเหมือนคล้าย ๆ ว่าเป็นจริยศาสตร์ที่ต้องใช้เงื่อนไขเชิงประจักษ์
อาจารย์ แล้วทำไมใช้เงื่อนไขเชิงประจักษ์แล้วไม่เป็นวิทยาศาสตร์
นักศึกษา จริง ๆ แล้วเราไม่ให้เหตุผลสนับสนุนข้อเท็จจริงทางจริยศาสตร์
อาจารย์ ถ้าจริยศาสตร์ศึกษาข้อเท็จจริงเชิงจริยธรรมแล้ส่วนที่เป็นปรัชญามันหายไปไหน แล้วอีกอันหนึ่งคือถ้ามันถึงคำตอบที่มันได้คือ Justification คือไม่ใช่ Explanation จำเป็นตลอดหรือไม่ว่าผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ต้องให้ Explanation เสมอ เป็นไปได้มั๊ยว่าผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นต้องให้กฎสากล
นักศึกษา เป็นไปได้
อาจารย์ งั้นทำไมอันนี้ไม่ให้กฎสากลและมันไม่เป็นวิทย์ ในเมื่อถ้าไม่ให้กฎสากลอาจจะเป็นหรือไม่เป็นก็ได้
นักศึกษา ไม่ได้ยินจ๊ะะะ
อาจารย์ หมายถึงศาสตร์เชิงบรรทัดฐานมีส่วนที่เป็นวิทยาศาสตร์ ??? ที่จริงมันก็มีส่วนที่เป็นหล่ะ และส่วนที่เป็นนั้นคืออะไร ??? มันคือส่วนไหน ปรากฏอยู่ในกิจกรรมอย่างไร เมื่สักครู่ท่านบุญศักดิ์ก็พูดท่านลองเชื่อมดูที่ท่านพูดเชื่อมเข้ามาวิทยาศาสตร์
รู้มั๊ยว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน ตอนแรกท่านถามว่า ทำไมศาสตร์เชิงบรรทัดฐานจึงดูไม่เหมือนจริยศาสตร์เลย ผู้บรรยายเลยถามว่าแล้วสองอันนี้เป็นอันเดียวกันหรือเปล่า ก็ยังไม่มีใครตอบ ผู้บรรยายเลยบอกว่าจริยศาสตร์ถ้าอ่านหน้าแรกมันประกอบด้วยส่วนที่เป็นปรัชญาและวิทยาศาสตร์ ผู้บรรยายก็เลยถามกลับว่าแล้วศาสตร์เชิงบรรทัดฐานนั้นมีสองส่วนนี้มั๊ย ซึ่งนักศึกษาตอบว่ามีทั้งสองส่วนนี้ และก็ไม่มีคนแย้ง ผู้บรรยายเลยถามไปทีละส่วนว่าส่วนที่เป็นวิทยาศาสตร์อยู่ตรงไหน และเดี๋ยวผู้บรรยายก็จะถามต่อว่าส่วนที่เป็นปรัชญาอยู่ตรงไหน ตอนนี้เราติดอยู่ตรงนี้ส่วนที่เป็นวิทยาศาสตร์ของศาสตร์เชิงบรรทัดฐานอยู่ตรงไหน หรือเริ่มคิดได้แล้วว่ามันเป็นอันเดียวกันหรือเปล่าจริยศาสตร์กับศาสตร์เชิงบรรทัดฐาน มันเป็นอันเดียวกันหรือเปล่า คือถ้าตอบว่าศาสตร์เชิงบรรทัดฐานมีทั้งส่วนที่เป็นปรัชญาและส่วนที่เป็นวิทยาศาสตร์ เราก็อนุมานได้ว่ามันเหมือนจริยศาสตร์ ในบริบทความหมายที่ชลิคให้ไว้
ตกลงว่าวิทยาศาสตร์ชลิคว่าหมายถึงอะไร ??? - คือถ้าอยากรู้ว่าศาสตร์เชิงบรรทัดฐานมีส่วนที่เป็นวิทยาศาสตร์อยู่ตรงไหนก็ไปดูว่าวิทยาสตร์มันคืออะไรในความหมายของชลิค และไปดูที่ศาสตร์เชิงบรรทัดฐานทำมันเป็นอย่างนั้นหรือไม่ มันก็จบเลย
ศาสตร์เชิงบรรทัดฐานทำอะไร ??? - หาอะไรร่วม - ตอนแรกเอาอะไรมาก่อน - ข้อมูล - ข้อมูลนี้เป็นข้อเท็จจริงมั๊ย - ต้องเป็นข้อเท็จจริง - เริ่มจะเห็นหรือยังว่ามันเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ - มันเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เพราะมันไปจัดระบบข้อเท็จจริงให้เป็นระบบความรู้ อันนี้คือส่วนที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่การจัดระบบของมันเอามาเทียบ ๆ หาตัวร่วม และส่วนที่เป็นปรัชญามีมั๊ยศาสตร์ที่เป็นบรรทัดฐานนี้
นักศึกษา คิดว่ามี คือให้ความกระจ่างจากความหมายของข้อความทางวิทยาศาสตร์
อาจารย์ ให้ความกระจ่างแก่ความหมายของข้อความเชิงวิทยาศาสตร์ อะไรคือข้อความเชิงวิทยาศาสตร์ที่ปรากฏในศาสตร์บรรทัดฐาน ลองยกตัวอย่าง อะไรคือตัวอย่างข้อความเชิงวิทยาศาสตร์ที่ปรากฏในศาสตร์ของบรรทัดฐาน สมมติมี 2 กลุ่มการกระทำ ที่อันหนึ่งก็ทำร้ายกัน - จัดขมวดแล้วได้ข้อความอะไร - บรรทัดฐานที่ 1 บรรยายด้วยข้อความที่ว่า "การทำร้ายกันเป็นสิ่งที่ไม่ดี" สมมติเอาแค่ข้อความนี้ว่า "การทำร้ายกันเป็นสิ่งที่ไม่ดี" ศาสตร์เชิงบรรทัดฐานไปให้ความกระจ่างแก่ความหมายของคำหรือข้อความนี้มั๊ย "การทำร้ายกันเป็นสิ่งที่ไม่ดี" หรือ "ห้ามทำร้ายกัน" - ให้หรือไม่ให้
นักศึกษา ให้
อาจารย์ ให้อย่างไร ผู้บรรยายไม่ได้บอกว่าให้ เพียงแต่ถามต่อว่าให้อย่างไร ให้หรือไม่ให้ - ถ้าให้ - ให้อย่างไร - คือถ้ามันให้มันก็มีส่วนที่เป็นปรัชญา มันก็เป็นเดียวกับจริยศาสตร์ และถ้ามันไม่ให้ก็แปลว่ามันไม่ใช่จริยศาสตร์ เพราะมีส่วนที่เป็นวิทยาศาสตร์เท่านั้น ตอนนี้เป็นตอนตัดสินแล้วว่าศาสตร์เชิงบรรทัดฐานจะเป็นจริยศาสตร์หรือไม่ มีการให้ความกระจ่างแก่ความหมายของข้อความเชิงวิทยาศาสตร์มั๊ยในศาสตร์เชิงบรรทัดฐาน - กลับมาข้อความ พอบอกว่า ปรัชญาคือให้ความกระจ่างแก่ความหมายของข้อความทางจริยศาสตร์ จึงยกข้อความ "การทำร้ายกันเป็นสิ่งที่ไม่ดี" ได้ข้อความแล้วนะ ศาสตร์เชิงบรรทัดฐานมาทำอะไรกับอันนี้มั๊ย มาให้ความกระจ่างมันมั๊ย
นักศึกษา ให้
อาจารย์ ให้อย่างไร คำว่า "ดี", "ทำร้าย" กระจ่างขึ้นมั๊ย
นักศึกษา กระจ่างขึ้น
อาจารย์ และการให้ความกระจ่างแบบนี้กับการอธิบายด้วย Law of Motivation นี่มันเหมือนหรือต่างกัน ตกลงมันให้ความกระจ่างมั๊ย - การให้ความกระจ่างก็อยู่ในบรรทัดแรก "ให้เงื่อนไขเชิงประจักษ์กำหนดค่าความจริงของข้อความ" แล้วศาสตร์เชิงบรรทัดฐานให้อันนี้มั๊ย ให้กลับไปอ่านอีกครั้งในย่อหน้าที่ 3 หน้าที่ 2 "ศาสตร์แห่งบรรทัดฐานยังไม่ได้ทำหน้าที่ของจริยศาสตร์ที่ต้องการหาคำอธิบายที่แท้จริง มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ค่าจริยธรรมชัดเจนขึ้นเท่านั้น" - แล้วค่าเชิงจริยธรรมใช่ข้อความมั้ย - เช่นเราเอาเงินให้ขอทาน แล้วบอกว่ามีค่าเชิงจริยธรรมคือดี เราผลักคนข้างหน้ามีค่าเชิงจริยธรรมคือไม่ดี ให้ความกระจ่างกับการผลัก, การให้เงินนั้นเป็นการให้ความกระจ่างแก่ข้อความมั๊ย - เพราะฉะนั้น สังคมบรรทัดฐานไม่มีส่วนที่เป็นปรัชญา คือถ้ามีมันคงจบไปแล้ว และชีทของชลิคคงมีเพียงสองหน้า - ตั้งแต่ย่อหน้าสุดท้ายของหน้า 2 ไปคือการทำงานทางปรัชญา - เพราะฉะนั้นศาสตร์เชิงบรรทัดฐานกับจริยศาสตร์ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกัน - เพราะฉะนั้น ที่ถามว่าทำไมศาสตร์เชิงบรรทัดฐานแล้วดูไม่เหมือนจริยศาสตร์เลย ก็เพราะว่ามันไม่ใช่อันเดียวกัน มันก็เลยไม่เหมือน
ศาสตร์เชิงบรรทัดฐานทำอะไร ??? - บรรทัดฐาน คือเกณฑ์ที่ตัดสินเชิงคุณค่า แต่เกณฑ์ตัดสินเชิงคุณค่านี้แบ่งเป็นคุณค่าทางสุนทรีย์ก็ได้ คุณค่าเชิงจริยธรรมก็ได้ แต่ในที่นี้เราหมายถึงเกณฑ์ตัดสินคุณค่าเชิงจริยธรรม อาจจะไม่ใช่เกณฑ์ที่ไม่ได้ก็ได้ เราถกเถียงกันได้ว่าเกณฑ์นี้ดียังไม่ดี แต่ประเด็นก็คือตัวเกณฑ์เองมีไว้ทำอะไร - ไม้บรรทัดก็มีไว้วัด, ที่ตวงน้ำก็มีไว้ตวงน้ำวัดปริมาณของน้ำ บรรทัดฐานก็มีไว้ประเมินค่าการกระทำว่าดีหรือไม่ดี แต่ตัวประเมินค่าจะดีหรือไม่ก็เหมือนกับไม้บรรทัดมันตรงหรือหักไปแล้ว ที่ตวงน้ำมันมีรูรั่วหรือทำมาได้มาตรฐานหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่ถามความหมายของ NORM บรรทัดฐานก็คือตัวที่ใช้ตัดสินคุณค่าว่าอะไรดีหรือไม่ดี ซึ่งเราพบกันเมื่อครู่แล้วในข้อความที่ว่า "การทำร้ายกันเป็นสิ่งที่ไม่ดี" อันนี้ก็บรรทัดฐานหนึ่ง ตอนนี้ยังไม่เข้าจริยศาสตร์ เพราะเมื่อกี๋มีคนถามว่า "ศาสตร์ของบรรทัดฐานคืออะไร" ผู้บรรยายเห็นไม่มีคนตอบก็บอกว่า มันทำอะไร เพราะถ้ารู้ว่ามันทำอะไร เราก็จะรู้ว่ามันคืออะไร (ลึกซึ้งจิง ๆ) แล้วพอถามว่าแล้วมันทำอะไร ก็มีคนถามมาว่าอะไรคือ NORM และอะไรคือ Normative - ผู้บรรยายก็เลยบอกว่า Normative คือสิ่งที่ใช้วัดคุณค่าเชิงจริยธรรมของการกระทำ ตอนนี้เราคงรู้แล้วว่า Normative หรือ NORM คืออะไร - แล้ว Normative Science ทำอะไร - มันก็เอากรณีมารวม ๆ กันแล้วมันก็หาตัวร่วมแล้วก็แยกออกมา แต่อย่างที่บอกว่าศาสตร์เชิงบรรทัดฐานนั้นไม่ต้องไปหาที่อื่นเพราะชลิคได้แต่ของเขาเอง มันอาจจะไปเป็นจุดย่อยของสังคมวิทยา ของมนุษยวิทยาก็ได้ ซึ่งมันก็เป็นส่วนหนึ่งที่เรียนกันในวิชานี้ อันนี้เป็นเพียงจุดหนึ่งเท่านั้นที่ทำไม่ใช่ทั้งหมด
ปัจจุบันคงไม่มีใครมาทำตามขั้นตอนนี้เป๊ะว่าไปรวบรวมกรณีแล้วหาตัวร่วม ๆ เพราะส่วนใหญ่จะทำกันแล้ว ส่วนใหญ่จะมาถกเถียงกันว่าตัวร่วมที่หามันใช้ได้หรือยัง พูดง่าย ๆ มันก็คือ Descriptive Ethics นั่นเอง แต่ Descriptive Ethics นั้นมันแยกเป็นหลายส่วน จิตวิทยา สังคมวิทยา มานุษยวิทยา
Normative Science ตามความหมายของชลิค มีขั้นตอนการทำงานของ Normative Science ก็คือเก็บหาข้อเท็จจริง, หาคุณสมบัติร่วม และเอาคุณสมบัติร่วมที่หาได้ก็มาหาตัวร่วมอีกไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดสิ้นสุด - เมื่อรู้แล้วว่าทำอะไร แล้วรู้หรือยังว่าอะไรคือ Normative Science - พอรู้ว่ามันทำงานอย่างไร เลยรู้ว่าศาสตร์เชิงบรรทัดฐานคือศาสตร์ที่ศึกษาบรรทัดฐานจากข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำที่สังคมตัดสินว่าดีหรือเลย คือต้องบอกไปเลยว่าการกระทำที่สังคมตัดสินว่าดีหรือเลวเราจะได้รู้ว่ามันเกี่ยวกับสังคมเป็นข้อเท็จจริงที่มาจากสังคม
เพราะฉะนั้น "ศาสตร์เชิงบรรทัดฐาน" คือ (ถ้าเรารู้ว่ามันทำอะไร เราก็เลยรู้ว่ามันศึกษาอะไร) ศึกษาหาบรรทัดฐานจากข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการตัดสินว่าอะไรดีเลวของสังคม เหมือนกับธรณีวิทยาก็ศึกษาเกี่ยวกับธรณี เมื่อรู้แล้วว่าศาสตร์เชิงบรรทัดฐานคืออะไร แล้วมันใช่จริยศาสตร์หรือไม่ - ไม่ใช่เพราะไม่มีส่วนของปรัชญา มันก็เลยไม่ใช่จริยศาสตร์ (ศาสตร์เชิงบรรทัดฐานไม่ใช่ปรัชญาเพราะไม่มีส่วนของปรัชญา)
ถาม - เวลาจัดหมวดหมู่เอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ - ก็เอาสังคม, ข้อเท็จจริงทางสังคม ถ้าสังคมบอกว่าฆ่าทุบด่านั้นไม่ดี อย่างที่บอกว่าการเป็นข้อมูลเป็นเข่ง และข้อมูลที่มีอยู่ในสังคมก็เหมือนสิ่งที่มีอยู่ในสังคม และเราไปเก็บรวมมา คนบอกว่าการฆ่าไม่ดีเราก็เอามาใส่เข่ง, การโกหกไม่ดีก็เอามาใส่เข่ง, การทำร้ายกันไม่ดีก็เอาใส่เข่ง, การโกงกันไม่ดีก็เอาใส่เข่ง มันก็รวมกัน และที่รวมกันนั้นเราก็ต้องมาแยก ทีนี้ถ้าเราจัดว่าการฆ่าไม่ดี กับการโกงเอามาอยู่ด้วยกันอะไรคือตัวร่วมที่ทำให้มันอยู่ด้วยกัน เราต้องชี้ให้ได้ อย่างที่เราจัดการโกงกับการโกหกเอาไว้ด้วยกันเพราะเราหาตัวร่วมได้ ง่ายกว่าการหาตัวร่วมระหว่างโกงกับฆ่า แต่หาฆ่ากับทุบกันมันหาได้ง่ายกว่าการฆ่ากับการโกงกัน แต่ทั้งหมดนี้มันไม่ดีหมด เราก็หามาจากข้อเท็จจริงแล้วเอามาจัดหมวดหมู่ ปัญหาที่ว่าจะไม่จัดอย่างตัวอย่างได้หรือเปล่า - ก็ได้ แต่เราก็ต้องแสดงว่าทำไมเราจึงเอาฆ่ากับโกงมาอยู่ด้วยกัน แต่ขอเตือนว่าอย่าให้ความสำคัญกับศาสตร์เชิงบรรทัดฐานมาก เพราะในส่วนหนึ่งเท่านั้นก็จะเห็นได้ว่ามันมีแค่หน้าครึ่งเท่านั้นเอง ส่วนอื่นที่เป็นปรัชญานี้ควรให้ความสำคัญด้วย เพราะมันคือที่เหลือทั้งหมด อย่ามาติดอยู่เฉพาะส่วนนี้
Social Impulse หรือ Altruistic Impulse นั้นมีความสำคัญอย่างไรในทฤษฎีของชลิค - เพราะ Social Impulse มันเกี่ยวกับ Huxley แล้ว ผู้บรรยายเลยถามว่ามันสำคัญอย่างไร - ตรงนี้คราวที่แล้วของชลิคใช้กำกวมผู้บรรยายเลยอธิบายไปด้วยว่ามันแปลว่าอะไรและมันแยกเป็นอย่างไร
Impulse แปลว่าแรงกระตุ้น - แรงกระตุ้นทางสังคมเป็นอย่างไร - คือต้องการให้สังคมมีความสุข - ในสังคมคิดว่าต้องมี Social Impulse และ Social Impulse (จินตภาพเป็นส่วนหนึ่งของ Motive หรือ Impulse) ตกลงว่า Social Impulse คือแรงกระตุ้นที่ทำให้คนเห็นว่าความสุขของตนขึ้นกับผู้อื่น หรือทำให้คนเห็นว่าการที่เห็นผู้อื่นมีความสุขนั้นตัวเองจะมีความสุขไปด้วย นี่คือ Social Impulse ซึ่งในแง่หนึ่ง ชลิคใช้ในความหมายว่าเมตตา คือ Altruistic แต่ในแง่หนึ่งอย่างที่บอกไว้ว่ามันดูคล้าย ๆ เห็นแก่ตัวคือกลัวว่าคนอื่นแย่ไปแล้วตัวเองจะแย่ตาม ก็เลยอยากให้คนอื่นอยู่ดี ๆ ด้วย อันนี้เป็นแรงกระตุ้น - และมันสำคัญอย่างไร - คือแรงกระตุ้นมันเป็น Motive หรือ Impulse ที่เกิดของมันในตัวของเราอยู่แล้ว แต่ว่ามันมาเกี่ยวกับสังคมตรงที่สังคมอยากให้มันเกิด
Social Impulse มีความสำคัญอย่างไรในทฤษฎีของชลิค (ไม่ใช่สำคัญในสังคม)
นักศึกษา ตอบว่า "ก่อให้เกิดจริยธรรม"
อาจารย์ ขยายความซิว่า ก่อให้เกิดจริยธรรมอย่างไร ? Social Impulse เป็นแรงจูงใจเชิงจริยธรรม แล้วแรงจูงใจเชิงจริยธรรมมันสำคัญอย่างไรในทฤษฎีของชลิค
นักศึกษา ทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมต่างรู้สึกว่าประโยชน์สุขของตนนั้นขึ้นอยู่กับประโยชน์สุขของสมาชิกคนอื่น ๆ
อาจารย์ อันนั้นคือความหมายของ Social Impulse - แล้วยังงัย Social Impulse มีความหมายมั๊ยว่าความสุขมันกระตุ้นให้คนเห็นว่าคนอื่นมีความสุข ตัวเองจึงจะมีด้วย มันสำคัญอย่างไรในทฤษฎีของชลิค คือไม่ใช่ว่ามันสำคัญอย่างไรในสังคม - เพราะถ้ามันสำคัญในสังคมเราจะดูออกว่าถ้าคนในสังคมมีความเมตตา มีน้ำใจมันก็ดี แต่มันสำคัญอย่างไรในทฤษฎี - สมมติทฤษฎีของชลิค บังเอิญชลิคนึกตัวนี้ไม่ออก ถ้าเกิดคิดตัวนี้ไม่ออกมันจะเกิดอะไรขึ้น
นักศึกษา เราจะหาบรรทัดฐานก็ดูจากสิ่งที่สังคมเรียกร้อง
อาจารย์ อันนั้นอยู่ศาสตร์เชิงบรรทัดฐานซึ่งเราผ่านมาแล้ว เราผ่านมาหา Law of Motivation ผ่านมา Law of Assimilation แล้วก็มาเจอ Social Impulse ซึ่งตอนนี้เริ่มมาท้าย ๆ แล้ว
นักศึกษา ไม่ได้ยิน
อาจารย์ อันนี้คือ Social Impulse สังคมไปทำอะไรกับมัน ทำไมสังคมจึงเห็นว่ามันดี แต่ประเด็นก็คือ Social Impulse เมื่อซักครู่ท่านพูดคือในสังคม แต่ในทฤษฎีมันสำคัญอย่างไร ถ้าสมมติอยากรู้มันสำคัญอย่างไรคือเอาทฤษฎีของชลิคมา แล้วดึงตัวนี้ออกไป แล้วอะไรมันจะหายไปบ้างในทฤษฎีของเขา อะไรจะหายไปมั๊ยถ้าไม่มี Social Impulse แล้ว ทฤษฎีของชลิคอะไรจะหายไปมั๊ย
นักศึกษา กฎเกณฑ์
อาจารย์ แรงจูงใจเป็นกฎเกณฑ์ ??? คือกฎเกณฑ์มันมาจากแรงจูงใจนี้ แต่แรงจูงใจไม่ใช่กฎเกณฑ์ กฎของแรงจูงใจคือ Law of Motivation ซึ่งมี Social Impulse เป็น motive หนึ่งที่มันอธิบาย แต่มี motive อี่นอีกตั้งหลาย motive - กลับมาคำถามเดิม ถ้าไม่มี Social Impulse ทฤษฎีของชลิคจะเป็นอย่างไร อะไรจะเกิดขึ้น (ถ้าทฤษฎีของชลิคไม่มีอะไรจะเกิดขึ้นกับทฤษฎีของเขา) ลองดูข้อสรุปหน้า 8. ลองดูตรงที่มันเป็นข้อ ๆ 1-2-3-4 ดูแล้วลองพิจารณาว่ามันเกี่ยวกับ Social Impulse หรือเปล่า
1. เป็นสิ่งที่สังคมเรียกร้อง
2. คุณค่า
3. มีคุณค่าแท้จริง
4. มีคุณค่าสูงสุด
อาจารย์ เกี่ยวกับ Social Impulse มั๊ย
สมมติไม่มี Social Impulse แล้วข้อไหนจะหายไป (ถ้าข้อ 1 หายมันก็หายหมด และถ้าหายหมดสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับทฤษฎีเขาก็คือ ถ้าไม่ Social Impulse ก็ไม่มีจริยศาสตร์ และก็ไม่มีจริยธรรม) นี่คือความสำคัญของชลิคว่าตกลงว่าในที่สุดแล้วบนพื้นฐานของ Law of Motivation กับ Law of Assimilation นั้น Social Impulse เป็นตัวช่วยสรุปว่าทำไมถึงมีจริยธรรม เพราะ Law of Motivation มันบอกแค่ว่าชอบอะไรก็เลยเรียกว่าอันนั้นดี แต่มันไม่ได้บอกว่าชอบสิ่งที่จะทำให้สังคมสงบสุข ซึ่งอันนั้นมันเป็น Social Impulse
เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า Social Impulse สำหรับชลิคมันก็เป็นรากฐาน เป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ที่ทำให้จริยธรรมเป็นไปได้ อันนี้จึงทำให้เห็นว่าทำไมทฤษฎีจริยศาสตร์ของชลิคมีพื้นฐานเชิงประจักษ์ เพราะ Social Impulse มันอยู่ในคน และถ้าอ่านของ Julian มาแล้ว ก็จะเห็นในตอนท้ายว่ามันมาโยงกับชลิคอย่างไร ทฤษฎีจริยศาสตร์ที่กลับมาหาพื้นฐานเชิงประจักษ์หลัก ๆ นั้นมันมาสายเดียวกันทั้งหมด และสิ่งที่มาเสริมความแข็งแกร่งให้มันส่วนหนึ่งคือ Evaluation นั่นเอง ก็เป็น Evaluation Ethics และ
Evaluation Ethics นั้นเป็นหัวข้อที่กลับมาอีกครั้ง ที่จริงมันหายไปนานเหมือนกัน อย่างของจูเรี่ยนนี่ก็ปี 1943 ที่จริงมันหายไปนานเหมือนกันว่าทฤษฎีในฝ่ายอื่น เช่นเรื่องสิทธิมันแข็งขึ้น ยิ่งหลังสงครามโลกคนพูดถึงแต่สิทธิมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนาซีเอายิวไปทดลองเล่น คนเริ่มกลับมาพูดเรื่องสิทธิมาก แต่สิทธินั้นเป็นเหตุผลนิยม มี Ration Foundation ไม่ใช่ Empirical เพราะว่าเราไม่มีวันหาสิทธิได้ในโลกนี้นอกจากคิดเอาเองด้วยเหตุผล
แต่ว่า Evaluation Ethics กลับมาอีกครั้งหนึ่งในสายของจริยศาสตร์เชิงสิ่งแวดล้อม การตีความก็มีหลากหลาย อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง อิทธิพลส่วนหนึ่งก็มีอยู่ในชลิค และของจูเลี่ยน ฮักส์ลี่ย์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเห็นว่าเขาเอาเรื่องของวิทยาศาสตร์คือ Theory of Evaluation ทฤษฎีวิวัฒนาการมาใช้อย่างไร อันนี้ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับ Ethics ในแง่มุมหนึ่งนั่นเองคือเอา Fact เข้ามาปรากฏในชุดการอ้างเหตุผลเชิงจริยศาสตร์ สมมติว่าไปหลับตาเปิดหนังสือขึ้นมา 90% ถ้าเราไม่นับของเดวิด ฮูมเราจะเจอแต่พวกเหตุผลนิยม (rationalism) นาน ๆ ทีจะเจอพวกที่มี Empirical Foundation อันนี้ก็เป็นส่วนน้อย
Evaluation Ethics คืออะไร - ที่จริงเขาเรียกหลายคำ อย่างของ Thomas Henry Huxley เรียกว่า Ethics of Evaluation แต่ถ้าไปเจอในวารสารปัจจุบันจะเป็น Evolutionary Ethics เหมือนที่ Sir Julian Huxley พูดถึง
Evolutionary Ethics คือจริยศาสตร์เชิงวิวัฒนาการ มีความเกี่ยงเนื่องกับวิวัฒนาการ แน่นอนเรื่องวิวัฒนาการอิทธิพลมันแข็งขึ้นจากดาร์วินนั่นเอง แต่ว่าทำไมเป็นจริยศาสตร์เชิงวิวัฒนาการ
อะไรคือจริยศาสตร์เชิงวิวัฒนาการ ที่เราจะพูดต่อไปนี้อยู่ระหว่างตรงกลางเพราะ 2 คนนี้พูดเรื่องเดียวกัน ที่เราอ่านมานั้นจริยศาสตร์เชิงวิวัฒนาการคืออะไร - ถามความหมายกว้าง ๆ ว่าจริยศาสตร์เชิงวิวัฒนาการคืออะไร - รู้จักวิวัฒนาการมั๊ย ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย (ที่ตอนแรกท่านยกตัวอย่างใช้ความไถนาแล้วมาใช้รถนั้นจะถูก Thomas Henry Huxley ว่าเอาเพราะเขาไม่นับอันนั้นเป็นวิวัฒนาการ แต่จากลิงมาเป็นคนนั้นใช่วิวัฒนาการ)
ภาพกว้าง ๆ ของจริยศาสตร์เชิงวิวัฒนาการคืออะไร - ต้องอธิบายจริยศาสตร์ก่อนแล้วไปวิวัฒนาการ ถ้าวิวัฒนาการของจริยศาสตร์ก็อีกเรื่องหนึ่ง ต้องไปดูตั้งแต่เพลโต้ ก่อนเพลโต้มาว่ามันมีอย่างไรนี่มันคนละอันกัน พูดง่าย ๆ ถ้าจริยศาสตร์เชิงวิวัฒนาการอย่างที่บอกมีพื้นฐานเชิงประจักษ์คือเป็นคล้าย ๆ ชลิคมี Empirical Foundation - อะไรจะมาเป็น Empirical Foundation ให้ทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงวิวัฒนาการ - Social Impulse เป็น Empirical Foundation ให้ทฤษฎีของชลิค (Social Impulse นั้นคือเรื่องของจิตวิทยา - จิตวิทยาเป็น Empirical Foundation ของชลิค) และอะไรเป็น Empirical Foundation ของ Evolutionary Ethics
อาจารย์พิเชษฐ์ : ยกตัวอย่างการที่ การที่ดาร์วิน
เราก็เลยมองภาพรวมของโลกของสิ่งมีชีวิตว่ามันมีขั้นตอนต่าง ๆ นานาจากขั้นที่ยังหยาบอยู่หรือยังต่ำอยู่และวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ และมีความคิดอย่างเช่นในเรื่องที่ว่ามีการเลือกสรรอยู่ในนั้นอย่างเช่น มันมีการต่อสู้ดิ้นรน, ต่อสู้เพื่อความอยู่รอด, และตัวที่เหมาะสมที่สุดนั้นคือตัวที่อยู่รอด อย่างไรก็ตามในกระบวนการมันต้องมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเป็นทางชีววิทยาที่มีการเปลี่ยนรูปร่างหรือการเปลี่ยนอะไรต่าง ๆ ในเรื่องของสัตว์อะไรต่าง ๆ
. และมีการเอาทฤษฎีนี้ไปอธิบายสังคม อย่างเช่นของเฟรเซอร์ ของนักสังคมวิทยาในสมัยหลังส่วนมากเป็นชาวสายยุโรป, อังกฤษ เวลาไปศึกษาสังคมของคนสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นในเชิงศาสนาหรือสังคมที่เขาถือว่าเมื่อเทียบกับสังคมอังกฤษที่ได้พัฒนาในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาธิปไตยในระดับสูงแล้ว
.. มันถึงเท่ากับว่าเอาทฤษฎีแนวคิด
. ในเรื่องของทางด้านกายภาพ, ชีวภาพมาใช้เพื่อที่จะ
.
มันต้องเป็นวิทยาศาสตร์แน่นอนก็เป็น Empirical งั้นกลับมาหาดาร์วินแล้วกันว่าชื่อทฤษฎีของดาร์วินชื่ออะไร ที่จริงมันไม่ใช่ชื่อพิเศษ (ไม่ได้ยินแล้วจ๊ะ) เอาชื่อง่าย ๆ คือจริยศาสตร์ที่มีพื้นฐานอยู่บนทฤษฎีวิวัฒนาการ (Theory of Evaluation) แต่อย่าลืมว่าทฤษฎีนี้มันแตกไปหลายที่พอมันมาอยู่ในจริยศาสตร์ก็ถูกตีความอีก เดี๋ยวจะเห็นว่า Thomas Henry Huxley ก็ตีความอีกแบบหนึ่ง พอไป Sir Julian ก็ตีความอีกแบบหนึ่ง และถ้าไปอ่านในวารสารของ Environmental Ethics คือจริยศาสตร์สิ่งแวดล้อมก็ไปอีกแนวหนึ่ง แต่ว่ามันยังอยู่ในเรื่องของวิวัฒนาการ เพียงแต่เขาจะเน้นบางแง่มุมว่ามุมไหนเด่น ถ้าเป็นของจูเลี่ยนนั้นจะไปเน้นในเรื่องปัจเจกบุคคล แต่ถ้ามาสมัยนี้จะไม่เน้นอันนั้นแล้วเพราะเชื่อว่าปัเจกบุคคลทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมอย่างนี้เป็นต้น แต่ก็ยังอยู่ในกรอบทฤษฎีเดิม
Thomas Henry Huxley กับ Sir Julian Huxley เห็นแตกต่างกัน - Henry เห็นด้วยมั๊ยที่จะเอาทฤษฎีวิวัฒนาการมาเป็นพื้นฐานให้กับจริยศาสตร์ - Henry ไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีจริยศาสตร์เชิงวิวัฒนาการ (ไม่เห็นด้วยที่จะเอาทฤษฎีวิวัฒนาการมาเป็นพื้นฐานให้จริยศาสตร์) แต่ Julian เห็นด้วย - สาเหตุที่ Henry ไม่เห็นด้วยเพราะ
Thomas Henry Huxley เห็นด้วยมั๊ยว่าคำว่า ดีเลวสามารถอธิบายที่มาได้ด้วยทฤษฎีเชิงวิวัฒนาการ ? อีกนัยหนึ่งคือ Henry เห็นด้วยหรือเปล่าว่าเราสามารถอธิบายที่มาของความรู้สึกทางศีลธรรม รู้สึกว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ดี ทางศีลธรรม อธิบายสิ่งนี่ด้วยทฤษฎีทางวิวัฒนาการได้หรือเปล่า ? - อันนี้อยู่ในย่อหน้าแรก (เห็นด้วยมั๊ยว่าอธิบายที่มาของความรู้สึกผิดชอบชั่วดีด้วยทฤษฎีวิวัฒนการได้ I have little doubt, for my own part, that they are on the right track ; but as the immoral sentiments have no less been evolved, there is, so far as, as much natural sanction for the one as the other.
Henry เห็นด้วยหรือเปล่าที่จะเอาทฤษฎีวิวัฒนาการมาอธิบายหลักที่มาของความรู้สึกผิดชอบชั่วดี, ความรู้สึกทางศีลธรรม หรือความรู้สึกที่ว่าอันนี้ทำดี อันนี้ทำไม่ดี เขาเห็นด้วยหรือไม่ - เขาเห็นด้วย พิจารณาได้จาก I have little doubt, ก็ไม่สงสัยเลยว่าจะอธิบายได้ ก็คือเห็นด้วย แต่เมื่อเขาเห็นด้วยอย่างนี้แล้วทำไมเขาถึงไม่เห็นว่าจะเอา Evaluation Theory หรือ Theory of Evaluation มาเป็นพื้นฐานให้จริยศาสตร์ได้
Thomas Henry บอกว่าเป็นไปได้ที่เราจะอธิบายที่มาของความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจของเราด้วยทฤษฎีวิวัฒนาการ แต่อย่าลืมว่าทฤษฎีวิวัฒนาการก็อธิบายที่มาของความเลวของมนุษย์ด้วยเช่นกัน มันไม่ได้อธิบายเรื่องของมโนธรรม เรื่องของความดี, ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเท่านั้น เมื่อเป็นอย่างนี้คนที่จะเอาทฤษฎีวิวัฒนาการมาเป็นพื้นฐานให้จริยศาสตร์พูดได้อย่างไรว่า ก็ความดีมันพัฒนามาอย่างนี้ให้ทำดี เพราะว่าความชั่วมันก็พัฒนามาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นมันก็ต้องทำความชั่วได้ด้วย มันไม่มีพื้นอะไรให้เลือก อันนี้คือย่อหน้าแรกที่ Henry บอกนั่นเอง
สมมติเห็นลิงช่วยกัน ก็อธิบายได้ว่ามีสังคม และก็อธิบายย้อนไปตามวิวัฒนาการได้ และเห็นลิงทุบกัน, กัดกันด้วยทฤษฎีเดียวกันนี้ได้ ปัญหาก็คือถ้าเลวก็อธิบายได้ด้วยทฤษฎีนี้และถ้าดีก็สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีนี้ และจริยศาสตร์ที่จะมาชี้นำว่าต้องทำดี, ไม่ทำเลว หรือบอกว่าอะไรดี, อะไรเลว มันจะถูกสนับสนุนด้วยทฤษฎีนี้ได้อย่างไร ในเมื่อทฤษฎีนี้มันอธิบายทั้งดีและเลวหมด มันไม่ได้เลือกว่าดีอธิบายแต่ดี ส่วนเลวไม่อธิบาย อันนี้ถ้าย้อนไปมันคือ Naturalistic Folacy นั่นเอง เป็นการสรุป OUGHT จาก IS กล่าวคือเป็นการสรุปว่า "อะไรควรเป็นอะไร" จาก "อะไรเป็นอย่างไร" แต่การสรุปอันนี้มันลำบากหน่อยเพราะมันมี 2 IS - เพราะมันอธิบายดีก็ได้ ทำไมคนถึงทำดี ก็อธิบายได้ด้วยทฤษฎีวิวัฒนาการ ทำไมคนถึงทำเลว, แก่งแย่ง, พยายามหาอำนาจ ก็อธิบายได้ด้วยทฤษฎีวิวัฒนาการ แต่คนที่ใช้จริยศาสตร์เชิงวิวัฒนาการบอกว่าควรทำดี - ควรทำดีมันเกี่ยวอะไรกับการรู้ว่า ดีมาจากไหน, เลวมาจากไหน, ควรทำดี ไม่ควรทำเลว, คำว่า "ไม่ควรทำเลว" ไม่อยู่ในคำอธิบายที่มาของความเลวในตัวมนุษย์เลย และคำว่า "ควรทำดี" ก็ไม่อยู่ในคำอธิบายที่มาของความดีหรือมโนสำนึกในตัวมนุษย์เลย นี่คือข้อโต้แย้งแรกของเฮนรี่
สมมติเรายืนอยู่ชั้น 2 เราเห็นคนข้างล่างเดินมาแล้วเราผลักกระถางต้นไม้ตกใส่หัวเขา แล้วถามว่าทำไมกระถางตกใส่หัวเขา - ก็บอกว่าโลกมีแรงดึงดูด เวลาเราผลักกระถางแล้วกระถางมันก็จะตกลงไป แล้วพอดีคนนั้นเดินมาเวลาเดียวกับที่กระถางตกพอดีมันก็เลยโดนที่หัวเขา - อันนี้ตอบคำถามมั๊ยว่าทำไมไปผลักกระถางใส่หัวเขา - มันคนละเรื่องใช่มั๊ย - คือเราอธิบายได้ว่าทำไมกระถางหล่นใส่หัวเขา แต่เขาควรทำหรือไม่ เวลาเราถามว่าทำไมจึงทำอย่างนี้, ทำไปทำไม, มันไม่ควรทำ อธิบายไม่ได้ - มันมีแรงดึงดูดเลยตกไปใส่หัวคน - อันนี้ไม่ได้บอกว่าการที่ผลักกระถางลงไป และแรงดึงดูดของโลกทำให้กระถางตกลงไปใส่คนที่ผ่านมาพอดีมันผิดหรือถูก อธิบายไม่ได้ใช่มั๊ย,บอกไม่ได้ว่ามันผิดหรือถูก, ควรหรือไม่ควร นักจริยศาสตร์เชิงวิวัฒนาการก็ทำอย่างนี้ คืออธิบายเอามือผลักกระถางแล้วกระถางตกลงไปเพราะมีแรงดึงดูด
หัวคนไม่ดี แต่ไม่บอกว่าทำไม, มาจากไหน อันนี้มาจากทฤษฎีว่ามีแรงดึงดูด เอามือผลักกระถางได้อย่างไร ไม่มีใช่มั๊ย - และอันนี้ก็คือประเด็นหลักของฮักส์รี่ย์นั่นเอง
ต่อไปเขาก็จะมาแย้งว่า ลองมาดูจุดที่สอง อันนี้เป็นการแย้งที่ความหมายของคำแล้ว จุดที่สองคือ ถ้าทฤษฎีของดาร์วินบอกใครแข็งแรงที่สุดคือ (fitted) หรือใครดีที่สุดก็อยู่รอด ปัญหาก็คือว่าเฮนรี่บอกว่าต้องแยกกัน ดีเชิงกายภาพ กับดีเชิงศีลธรรมไม่เหมือนกัน ดีเชิงกายภาพคือพวกแข็งแรง, เห็นแก่ตัว, อยากได้อะไรก็เอา, และเอาเปรียบคนอื่น หรือดีเชิงกายภาพอันอื่นเช่น พออากาศหรืออุณหภูมิโลกลดจะมีสัตว์บางชนิดที่ไม่ดี ในความหมายคำพูด "ตายไป" "ที่ไม่ฟิตตายไป" และมีบางอย่างเติบโต หรือถ้าอุณหภูมิของโลกสูงขึ้นก็จะมีบางอย่างตายไป และอีกอย่างหนึ่งก็จะเติบโต แต่ว่าอันนี้มันดี หรือแข็งแรง หรือฟิตในแง่หนึ่ง, เหมาะสมในแง่หนึ่ง แต่เหมาะสมในแง่ของศีลธรรมนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเหมาะสมในการจะให้อยู่รอดเราเห็นว่า ถ้าเราเห็นแก้ตัวและใช้แรงเอาชนะคนอื่นได้เราอยู่รอดแน่ ๆ แต่ในสังคมไม่เป็นอย่างนั้น ในสังคมเราบอกว่าคนที่ดีคือคนที่ซื่อสัตย์ คือคนที่ช่วยเหลือคนอื่น เพราฉะนั้นจะเห็นว่าในปรากฏการณ์ทางสังคม คือถ้าปัญญาอ่อนเราก็ไม่ฆ่าทิ้ง ถ้าใครพิการก็ไม่ฆ่าทิ้งหรือไม่ปล่อยให้ตาย ถ้าสมมติสังคมทุกสังคมพอทารกเกิดมามีความพิการสักแง่หนึ่งและทิ้งให้ตาย ทุกสังคมอันนี้แปลว่าเป็นไปตามทฤษฎีวิวัฒนาการ แต่มันไม่ทุกสังคม เพราะยังมีบางสังคมที่ลูกพิการแล้วก็ยังเลี้ยงดูอยู่ อันนี้ก็เลยบอกว่ามันไม่เหมือนกัน fitted เหมาะสมที่สุดในโลกกายภาพ, ในโลกของสัตว์ก็เรื่องหนึ่ง แต่ fitted ในโลกของมนุษย์, ในสังคมโลกทางศีลธรรมก็อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าสมมตเราเก่งมาแต่เป็นคนเลวสังคมก็ไม่อยากเอาไว้ แต่ถ้าไม่เก่งแต่เป็นคนดีสังคมก็ให้เอาไว้ เพราะเราวัดคนว่า FIT หรือไม่ FIT ด้วยศีลธรรม เราไม่ได้วันคนว่า fit หรือไม่ fit เพราะเขาเก่ง, เขาเอาเปรียบคนอื่นได้ นี่ก็เลยเป็นประเด็นที่สองของเฮนรี่
อาจารย์พิเชษฐ์ : ถ้าเรามองว่าในที่สุดแล้วความดีทางสังคมนั้น เมื่อสืบสวนกันไปแล้วก็ทำเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น ยกตัวอย่างว่า
. คนแก่ คนพิการ ฯลฯ ที่นี้ถ้าหากมองไปแล้วว่าถ้าสังคม
. เข้ามาตัดสิน ในที่สุดแล้วอาจจะมีคนที่เห็นแก่ตัว, เอาตัวเองเป็นหลัก
. จริง ๆ แล้วสังคมต้องพึ่งพาอาศัยกัน เพราะฉะนั้น
. เพราะฉะนั้นการรักษาระเบียบสังคมก็คือความอยู่รอดของ
. แม้กระทั่งในเรื่องของการลักขโมย การโกหก การกดขี่ข่มเหง
. เพื่อรักษาให้กลุ่มอยู่รอดนั้นก็ต้องมีคุณธรรม, มีศีลธรรม ซึ่งถ้าหากว่ากลุ่มอยู่รอดก็หมายความว่าตนเองก็จะอยู่รอด เพราะมันมีแง่มุมของสังคมในลักษณะของแง่มุมของการพึ่งพาอาศัย
.
ที่จริงประเด็นนี้ตอบได้ 2 อย่าง คือประเด็นแรกคือจูเรี่ยนเห็นประเด็นนี้และพยายามอุดอะไรบางอย่างในประเด็นนี้ คือที่เฮนรี่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะเฮนรี่เห็นว่าอย่างสังคมของสัตว์ของลิงศาลพระกาฬ มันอยู่รอด แต่เราก็จะเห็นได้ว่าตัวที่มันเป็นหัวหน้ามันมีสิทธิที่จะทำร้ายตัวอื่น หรือว่ามีสิทธิที่จะเอาเปรียบตัวอื่นได้โดยไม่มีคำว่าถูกหรือผิด ซึ่งเป็นอย่างนั้นก็อยู่รอด แต่สังคมของเราก็อยู่เป็นสังคมแต่เราไม่อยากอยู่รอดแบบนั้น มันมีสิ่งที่เกินอยู่ คือเราอยากมีความยุติธรรมด้วย เฮนรี่ก็เลยเห็นว่ามันมีสิ่งที่เกินออกมาจากว่าอะไรเป็นอะไรในข้อเท็จจริง คือข้อเท็จจริงคืออยากอยู่รอด แต่มันมีสิ่งทีเกินมาคือความยุติธรรม ลิงไม่เรียกความยุติธรรมแต่คนเรียก แต่ประเด็นก็คือว่าต่อไปจูเรี่ยนก็เลยมาดึงออกไปว่าแล้วจะเรียกออกไปทำไมความยุติธรรม คือดึงกลับไปที่บุคคลอีก พอดึงกลับไปที่บุคคลเขาก็บอกว่าบุคคลคนนี้เป็นผลมาจากวิวัฒนาการ ซึ่งเป็นเรื่องว่าอะไรเป็นอะไร, เป็นข้อเท็จจริงก็เลยเป็นการดึงกลับไปสู่ทฤษฎีวิวัฒนาการนั่นเอง
แต่ประเด็นที่อาจารย์พิเชษฐคือประเด็นที่จูเรี่ยนเอามาใช้ต่อไป, พัฒนา หรือเอามาแย้งเฮนรี่ต่อไป หรืออีกนัยหนึ่งเราบอกได้ว่า การที่เฮนรี่ตอบว่าสังคมลิงก็อยู่รอด, สังคมมนุษย์ก็อยู่รอด แต่มนุษย์ไม่อยากอยู่รอดเหมือนที่ลิงอยู่รอด เพราะมนุษย์อยากได้อย่างอื่น เช่นความยุติธรรม เราอาจจะถามต่อไปได้ว่าสิ่งเหล่านี้มันยุติธรรมไปทำไม ในที่สุดจูเลี่ยนจะลากกลับมาที่ความอยู่รอดหรือทฤษฎีวิวัฒนาการได้
เพราะฉะนั้น ทฤษฎีของเฮนรี่ก็คือ
1. มโนธรรมพัฒนามาอย่างไร, เป็นอย่างไร บอกไม่ได้ว่าแล้วมันควรหรือเปล่า
2. คำว่า "FIT" มันคนละความหมายสำหรับเฮนรี่ ที่นี้พอคำว่า "FIT" มันคนละความหมายกัน "FIT" ในความหมายของโลกกายภาพ กับ "FIT" ในความหมายของโลกของสังคมหรือโลกของมนุษย์หรือโลกทางศีลธรรมนั้นมันไปคนละทาง ตรงนี้ก็เลยเป็นจุดที่เฮนรี่มาขมวดปมว่า ในที่สุดแล้วไม่เพียงแต่ทฤษฎีวิวัฒนาการจะอธิบายเรื่องความดีไม่ได้ว่าทำไมควรทำอย่างนี้ถึงดี นอกจากอธิบายไม่ได้แล้วมันยังขัดกันด้วย มันขัดกันก็เพราะว่าถ้า "FIT" ในธรรมชาติ, ในทฤษฎีของ Evaluation มันทำอย่างหนึ่งเช่นต้องเห็นแก่ตัวมาก ๆ, ต้องเอาเปรียบ แต่ถ้า "FIT" ในโลกของมนุษย์คือต้องใจดี ต้องรักเพื่อนมนุษย์ ต้องช่วยคนอื่น มีคนบาดเจ็บก็ไม่ใช่ปล่อยให้ตายไปเหมือนในโลกธรรมชาติเราต้องช่วย จะเห็นว่ามันขัดกันเลย ดังนั้นมันจึงกลับมายังภาพที่เราคุ้นเคยแล้วคือศีลธรรมเป็นเรื่องที่คานสัญชาตญาณ ซึ่งสัญชาตญาณคือสิ่งที่รับมาจากโลกธรรมชาติ เช่น เห็นแก่ตัว แต่ศีลธรรมจะคานตัวนี้ไว้ เช่นห้ามเห็นแก่ตัว มีเมตตา รักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และจากจุดนี้เฮนรี่ก็สรุปไปสุดโต่งเลยว่า เราควรจะมาต่อสู้กับสัญชาตญาณนี้ คือสัญชาตญาณความเห็นแก่ตัว หรือการกำจัดผู้อื่นออกไปจากทางของตัวเองเพื่อให้คนเองถึงจุดหมาย ซึ่งเราต้องทำลายสิ่งนี้ออกไปให้หมด อันนี้คือท่วงทำนองความคิดของเฮนรี่นั่นเอง
ตอนแรกเฮนรี่บอกว่าทฤษฎีการวิวัฒนาการนั้นอธิบายควร, ไม่ควรไม่ได้ มันบอกได้ว่าความรู้สึกควร, ไม่ควรมาจากไหน แต่มันอธิบายควร, ไม่ควรไม่ได้ พอจากนั้นก็บอกว่าควรไม่ควรคือ FIT ในโลกมนุษย์กับที่บอกว่า FIT ในโลกของธรรมชาติเป็นคนละอันกัน หลังจากนั้นก็บอกว่าสอง FIT นี้มันขัดกันเอง เพราะฉะนั้น มันเหมือนเขาตอกตะปูหลายครั้งบนโลง ตะปูแรกคืออธิบายไม่ได้ คนที่คิดว่าอธิบายได้ คิดได้อย่างไร นั่นคือประเด็นแรก ประเด็นที่สองก็คือนอกจากอธิบายไม่ได้แล้วมันยังไปขัดกันเองด้วย ไปคนละทาง ไม่น่าจะเอามาอยู่ด้วยกันเลย อันนี้คือภาพใหญ่ ๆ ของเฮนรี่ (จำไว้ว่าเราอยากอยู่รอด สังคมของลิงก็อยากอยู่รอดแต่เราไม่อยากมีสภาพสังคมเหมือนลิง อันนั้นเดี๋ยวจะมาหาจูเลี่ยน ให้จำเอาไว้) ก่อนจะมาหาจูเลี่ยนนั้น คิดว่าเข้าใจเฮนรี่หรือยัง คือมันมีแค่นี้คือ 1-2 แล้วก็สรุปเลย
***
SIR JULIAN HUXLEY
จะเห็นได้ว่าเฮนรี้พอขึ้นมาก็แบ่งอะไรเป็นอะไรคือ IS, อะไรควรเป็นอย่างไร คือ OUGHT แบ่ง 2 ฟาก และจากนั้นก็แบ่ง FIT เป็นสองโลก FIT ในโลกธรรมชาติ กับ FIT ในโลกมนุษย์หรือในโลกศีลธรรม เขาแบ่งแล้วบอกว่ามันไม่ได้ไปด้วยกัน แต่ประเด็นก็คือจูเลี่ยนมาแย้งตรงนี้ คือมาแย้งการแบ่งว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้แบ่งเลย จริง ๆ แล้วมันไม่ได้แบ่งกัน อันนี้คือประเด็นของจูเลี่ยน
และทำไมมันไม่ได้แบ่งกัน ที่จริงของจูเลี่ยนนี้อาจจะยาวสักหน่อยแต่ประเด็นของเขามีประเด็นเดียวในการที่จะบอกว่า ทำไมแบ่งกันไม่ได้ นั่นก็คือว่าในนี้เขาจะเรียกว่า ที่ผู้บรรยายเรียกว่าโลกมนุษย์หรือโลกทางศีลธรรมในนี้เขาเรียกว่า Ethical Process หรือ Social Process และที่ผู้บรรยายเรียกว่าโลกธรรมชาตินั้นเขาเรียกว่า Cosmic Process แต่ให้ระวังคำว่า Cosmic สมัยนี้เขาไม่ใช้ในความหมายนี้แล้ว คือเขามักจะไม่ค่อยใช่ คือสมัยนี้ Cosmic จะนึกถึงจักรวาล แต่ให้เรียกว่าโลกธรรมชาติก็แล้วกัน
ที่เขาบอกว่ามันไม่ได้ต่างกันหรือมันไม่ได้แยกออกจากกันเพราะ โลกมนุษย์, สังคมมนุษย์ หรือโลกศีลธรรมนั้นเป็นผลมาจากวิวัฒนาการ และวิวัฒนาการคือการเปลี่ยนแปลงไปหาสิ่งที่ดีขึ้น, ละเอียดอ่อนขึ้นเสมอ หรืออีกนัยหนึ่งวิวัฒนาการคือกระบวนการของการทำให้ Perfect เป็น Perfection อันนี้ก็คือการเชื่อมสองอันนี้เข้าด้วยกันของจูเลี่ยน แต่ว่าประเด็นที่สำคัญก็คือเขาบอกว่าตรงที่เกิดมานั้น, สิ่งที่ทำให้มันสำคัญหรือน่าสนใจก็คือ ตอนแรกในกระบวนการวิวัฒนาการเราเป็นแค่สารเคมีเอง คล้าย ๆ ไวรัส แล้วมันก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็มีเซลล์เป็นสัตว์เซลล์เดียวและก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่ปรากฏการณ์ที่สำคัญคือการเกิดขึ้นของจิต หรือ Mind หรือการรู้สำนึกนั่นเอง ซึ่งอันนี้คงไม่แปลกใจนักถ้าเราจะบอกว่าเขาเชื่อว่าจิตที่พัฒนาสูงที่สุดในหมู่สัตว์แล้วคือจิตของมนุษย์ เพราะฉะนั้นจิตของมนุษย์ก็คือผลของการวิวัฒนาการที่สำคัญ แต่มันสำคัญในแง่ที่ว่า จิตของมนุษย์เป็นตัวเปลี่ยนถ่ายการควบคุมกระบวนการวิวัฒนาการจากเดิมที่มันเป็นไปเองตามธรรมชาติ ตามเหตุปัจจัยของมัน มันเปลี่ยนถ่ายจากเป็นไปเอง กลายมาเป็นกระบวนการที่มาอยู่ในความควบคุมของมนุษย์ แน่นอนไม่อยู่ทั้งหมด แต่เราพูดได้ว่าอยู่มากขึ้นพอที่เราจะกำหนดทิศทางได้ เมื่อเกิดจิตและเมื่อเกิดการที่ความเปลี่ยนแปลงมาอยู่ในกระบวนการการควบคุมของมนุษย์นั้น สิ่งหนึ่งที่พูดให้เป็นรูปธรรมได้ซึ่งจูเลี่ยนยกมาเป็นการเปรียบเปรย (ที่จริงมันไม่ใช่การเปรียบเปรยแต่ดูจะเป็นความจริงด้วย) ที่น่าสนใจคือจากเดิมที่วิวัฒนาการถูกกำหนดด้วยยีนในตัวเราเท่านั้น หรือกรรมพันธุ์เท่านั้น กลายมาถูกกำหนดด้วยภาษาด้วย และภาษานั้นจะเป็นตัวที่บันทึก (เหมือนยีน) ประสบการณ์ของเราเอาไว้ และก็ส่งต่อไปให้ลูกหลาน ในเมื่อตัวยีนเป็นตัวส่งต่อวิวัฒนาการในโลกกายภาพ หรือใน Cosmic Process ภาษาก็เป็นตัวส่งต่อการวิวัฒนาการในโลกขอมนุษย์ หรือโลกของสังคมซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็จริง แต่ก็เกิดจากกระบวนการทางวิวัฒนาการที่ทำให้เกิดจิตขึ้น ตอนนี้เราก็เลยเห็นภาพซ้อนว่า มันมีอะไรคล้าย ๆ วิวัฒนาการแต่ว่าสื่อคือ ภาษา วัฒนธรรม ระบบความคิดอะไรที่พัฒนาไป อันนี้ก็คือการเอา 2 อันนี้คือเรื่องเป็นอย่างไรกับควรเป็นอย่างไร มารวมเข้าด้วยกัน ที่มันรวมได้เพราะจิต ควรมันเป็นความคิดมันก็เลยมาอยู่ในจิต พอรวมเข้าด้วยกันได้อย่างนี้แล้ว ซึ่งอันนี้คือในส่วนแรก คือจูเลี่ยนดูเหมือนค่อนข้างกระโดดนิดนึง คือเขาก็มาพูดหลักของจริยศาสตร์เลย ก็พูดเลยอันนี้เขาเขียนเป็นข้อให้ ซึ่งมันจะดีมากตอนที่ไปอ่านทบทวนคือหน้า 408 ย่อหน้าที่ 2 นับจากหัวข้อที่ 6 ซึ่งหัวข้อที่ 6 คือ Evaluation and general ethical standards นับจากตรงนั้นลงมา 2 ย่อหน้า ย่อหน้านั้นขึ้นต้นด้วย In the broadest possible terms
ย่อหน้านี้คือหลังจากเขาพูดว่าสองอันนี้มันรวมกันได้แล้วเขาก็มาพูดถึงหลักทางจริยธรรมที่จะดึงออกมาได้
ในข้อแรกเขาบอกว่ามันถูกต้อง (it is right) ที่จะทำให้เกิดวิวัฒนาการ อันที่สองมันถูกต้องที่จะทำเคารพมนุษย์แต่ละบุคคล ซึ่งการเคารพมนุษย์แต่ละบุคคลคือการเปิดโอกาสให้เขาพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่ จะเห็นว่าพัฒนาวิวัฒนาการ แล้วก็มาพัฒนา และอันนี่สามก็คือ เราต้องสร้างสังคมที่ทำให้เกิดเงื่อนไขทั้งสองนี้ อันนี้ก็คือหลักจริยศาสตร์ ซึ่งความสำคัญของหลักจริยศาสตร์อันนี้จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เขาบอกว่าอะไรถูกหรือไม่ถูกนั้น เลียนแบบมาจากวิวัฒนาการที่เขาบอกว่ามันไปหาสิ่งที่ดีขึ้น ไปหาความ Perfect เขาเลยเอามาสรุปว่าอะไรควร/ไม่ควร
ประเด็นที่สำคัญก็คือ เขาบอกว่า อย่าลืมว่าปัจเจกบุคคลหรือจิตแต่ละดวงคือสิ่งที่มาก่อน ไม่ใช่สังคมมาก่อน (ที่จริงจูเลี่ยนไม่ได้พูดจิต แต่ผู้บรรยายพูดจิต เพื่อที่จะโยงไปส่วนแรก ที่จะคือแต่ละปัจเจกบุคคลมาก่อน แต่ปัจเจกบุคคลมันก็มีจิตคนละดวง ก็คือจิตแต่ละดวงมาก่อน) ที่จิตมาก่อนหรือบุคคลมาก่อนก็เพราะ สังคมมันจะเป็นอย่างไร คนที่รับผลก็ คือสังคมมันพูดไม่ได้ เพราะถ้าคนแยกออกไปสังคมก็หาย (อันนี้คือความคิดของจูเลี่ยน) คนเป็นหน่วยย่อยของสังคม คนเลยมาก่อนสังคม สิ่งที่สังคมควรทำก็คือทำให้ปัจเจกบุคคลในนั้นได้พัฒนาศัยภาพไปดีที่สุดนั่นเอง และการให้ปัจเจกพัฒนาศักยภาพไปดีในแง่หนึ่งก็เป็นการส่งเสริมการวิวัฒนาการของโลกมนุษย์หรือโลกทางสังคม ซึ่งมันไปด้วยกันทั้งหมด 3 ข้อนี้
ก่อนที่จะไปต่อขอกลับมายังประเด็นที่อาจารย์พิเชษฐ์ได้พูดไว้ เราจะเห็นได้ว่า พอกลับมาสู่ปัจเจกบุคคล แล้วบอกว่าปัจเจกบุคคลนั้นควรจะพัฒนาศักยภาพให้ได้เต็มที่ แล้วทำไมพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่ ก็เพราะมีแม่แบบมาจากทฤษฎีวิวัฒนาการซึ่งบอกว่าอะไรเป็นอะไร จะเห็นได้ว่ามันเหมือนเมื่อกี๋ที่บอกว่า สังคมลิงก็อยู่รอด, สังคมมนุษย์ก็อยู่รอก แต่มนุษย์ไม่อยากเป็นแบบลิง แล้วทำไมมนุษย์ไม่อยากเป็นแบบลิง, ทำไมมนุษย์ต้องการความยุติธรรม ท่านอาจารย์พิเชษฐ์บอกว่าก็เพราะอยากอยู่รอด นี่ก็จะเห็นว่ากลับมาที่เดิม คือที่ IS หรืออะไรเป็นอะไร อันนี้ก็เหมือนกันเพียงแต่วาจูเลี่ยนไม่ได้อธิบาย IS หรือว่าทฤษฎีวิวัฒนาการว่าจุดหมายคือการอยู่รอด แต่เขาอธิบายว่าจุดหมายของทฤษฎีวิวัฒนาการหรือการวิวัฒนาการก็คือการวิวัฒนาการไปเรื่อย ๆ, ไปให้ได้เต็มที่ เพราะฉะนั้นการที่กลับมาหาปัจเจกบุคคลก็คือการกลับมาหาทฤษฎีวิวัฒนาการที่บอกว่า ควรจะพัฒนาไปเรื่อย ๆ, ดีขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง ซึ่งอันนี้น่าจะเป็นจุดที่จูเลี่ยนเห็นว่ามันก็มาเป็นตัวที่เสริมให้เห็นความสำคัญของทฤษฎีวิวัฒนาการ ที่มีต่อจริยศาสตร์ คือไม่เพียงแต่เขาจะแสดงได้ว่า สังคมหรือโลกมนุษย์ซึ่งเป็นโลกแห่งศีลธรรมนั้นมันจะมาจากวิวัฒนาการจากโลกกายภาพเท่านั้น แต่ว่าจุดหมายของมันยังถูกกำหนดด้วยทฤษฎีวิวัฒนาการ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่อธิบายกระบวนการนี้ มันเลยเป็น 2 ต่อ ที่นี้ความสำคัญของทฤษฎีวิวัฒนาการในฐานะที่อธิบายโลกของศีลธรรมหรือโลกธรรมชาติ และเป็นตัวกำหนดหรือให้ความกระจ่างเป้าหมายโลกศีลธรรมนี้ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่จูเลี่ยนเห็นว่าเป็นจุดแข็ง
แต่เราจะเห็นมาจุดหนึ่งว่า ในการพูดถึงความสำคัญของแต่ละปัจเจกบุคคล ซึ่งนั่นก็คือพูดถึงความสำคัญของการทำให้ศักยภาพของแต่ละบุคคลเป็นจริงนั้น ไม่ได้ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าความเห็นแก่ตัวอย่างที่เฮนรี่เห็น เพราะปรากฏว่าพอเราบกว่าสังคมควรให้สมาชิกทุกคนได้พัฒนาศักยภาพของตน และสังคมก็คือปัจเจกบุคคล ก็แปลว่าปัจเจกบุคคลทุกคนต้องมีหน้าที่ในการร่วมมือให้ผู้อื่นพัฒนาศักยภาพของตนให้ดีด้วย ไม่ใช่เอาแต่เห็นแก่ตัวเอง อันนี้ก็คือหน้า 410 นั่นก็คือ คำว่า "ความรัก" นั่นเอง แต่ถ้ากลับมาหาชลิคก็คือ "Social Impulse" หรือ "Altruistic Impulse" นั่นเอง ตัวที่จะมาประนีประนอมระหว่าง "เราจะพัฒนาตัวเอง" กับตัวที่ประนีประนอมระหว่าง "การพัฒนาตัวเองแล้วไปขัดขวางผู้อื่นก็คือความรัก การเห็นใจเพื่อนมนุษย์ การรักเพื่อนมนุษย์นั่นเอง" และในที่สุดในนี้จะเห็นว่าเหมือนชลิคเลย คือเห็นว่าถ้าคนอื่นก็ทำได้ พัฒนาศักยภาพตัวเองได้ สังคมก็ดี พอสังคมดี ตัวเองก็พัฒนาได้ขึ้นอีก อันนี้จะเห็นว่าตัวคำว่า "ความรัก" หรือคำว่า Altruistic มันก็คือสิ่งที่ทำให้กระบวนการนี้เป็นไปได้
แต่ว่าในนี้จะขอพูดถึง Golden Rule อีกนิด - Golden Rule ของ Altruism / Altruistic หรือ Love นั้น Golden Rule คือเอาใจเขามาใส่ใจเรา แต่ตรงนี้ถ้าอ่านจูเลี่ยนจะบอกว่า Golden Rule เป็นไปไม่ได้ เพราะมันแน่นอนเราจะทำความต้องการตามความต้องการของคนอื่นทุกอย่างเป็นไปไม่ได้ แต่เขาบอกว่า Golden Rule ก็คือ Hyperbole คือมันฟังดูสูงไปหน่อยแต่ที่จริงมันมีพื้นฐานจริง ๆ คือเรื่องความรักนั่นเอง ความเห็นใจจากเพื่อนมนุษย์ การอยากให้คนอื่นได้พัฒนาตัวเองด้วย เราไม่ไปขัดขวางเขา อันนี้ก็คือทฤษฎีทั้งหมดของจูเลี่ยน ซึ่งก็น่าจะไปประเมินต่อว่าแล้วจูเลี่ยนตอบเฮนรี่ได้มั๊ย น่าพอใจหรือเปล่า แต่ถ้าไปอ่านเองขอบอกกว่าหลังจากหน้า 410 ตรงข้างล่างไปนั้นมันจะเป็นเรื่องที่ผู้บรรยายพูดรวมในตอนต้น คือบอกว่า แม้กระบวนการวิวัฒนาการมันจะมาอยู่ในมือมนุษย์แล้ว เพราะมนุษย์มีจิตส่งทอดการวิวัฒนาการด้วยภาษา ด้วยวัฒนธรรม ด้วยเหตุผล แต่ไม่ใช่ว่ากระบวนการพัฒนาการมันจะอยู่ในความควบคุมของเรา 100% เพราะว่าอย่างไรเราก็ควบคุมฝนตก น้ำท่วม แผ่นดินไหวไม่ได้ อันนี้คือหมายเหตุของจูเลี่ยนนั่นเอง
อาจารย์พิเชษฐ์ : ไม่ได้ยินเลยจ๊ะ !!!
คือตรงนี้กลับมาประเด็นที่ว่าจูเลี่ยนบอกว่า (อย่างที่บอกว่ามันโยงชลิค) คือบอกว่า ถ้าคนอื่นดี สังคมก็ดี มันก็เป็นเงื่อนไขให้เราพัฒนาตัวเองต่อไปด้วย มันก็เป็นว่าถึงแม้ว่าปัจเจกบุคคลมาก่อน แต่ก็ทิ้งสังคมไม่ได้ ต้องกลับมาทำให้มีเงื่อนไขที่จะทำให้ปัจเจกบุคคลอื่น ๆ ได้พัฒนาตัวเองต่อไปขึ้นด้วย อันนี้เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งของจุดหมายทางจริยศาสตร์ที่จูเลี่ยนบอก
อาจารย์พิเชษฐ์ : ไม่ได้ยินเลยจ๊ะ !!!
ผู้บรรยายเห็นด้วยว่าอย่างที่เขาบอก PERFECT ดี, ดีขึ้น, ดี แต่เราไม่ได้นิยาม "ดี" คืออะไร พอนิยาม "ดี" ไม่ได้ จุดอื่นมันก็หลุดหมด เช่น ถ้าบอกรักสังคมดี Altruistic ดี ถ้าบอกว่าดี บอกลิงก็ยังมีเลย แต่ปรากฏว่าแล้ว Altruistic แบบไหนถึงจะเป็นแบบที่มนุษย์ชอบ ซึ่งแบบไหนเป็นแบบมนุษย์ชอบ แบบไหนดี ก็คือเหมือนกลับมาเมื่อสักครู่นี้ว่า Altruistic ทำให้สังคมรอด แต่รอดแบบลิงนั้นมนุษย์ไม่เอา มนุษย์ไม่อยากรอดแบบลิง มนุษย์อยากยุติธรรมด้วย อันนี้ก็จะเห็นได้ว่า ดี, ยุติธรรม และเรานิยามไม่ได้ใน PERFECT นั้นมันก็กลับมาปัญหาเดิมอีกว่า แล้วยุติธรรมไปทำไม อะไรคือยุติธรรม ซึ่งที่จริงประเด็นหนึ่งที่มันเด่นขึ้นมาที่อาจารย์พิเชษฐ์พูดก็คือในที่สุดแล้วจูเลี่ยนยังหนีออกไปไม่พ้นจากการสรุป OUGHT จาก IS นั่นเอง เพราะยังไม่รู้เลยว่า "ดี" คืออะไร ทำไมถึงบอกว่าพูดมาได้อย่างไรว่าพัฒนาการไปสู่ความ PERFECT ซึ่ง PERFECT มาจากเราแล้ว เรารู้ได้ยังงัยว่ามี PERFECT
เฮนรี่กับจูเลี่ยนเถียงกัน เพียงแต่เฮนรี่เกิดก่อนและเสียชีวิตไปก่อน แต่จูเลี่ยนร่าจะเป็นญาติกัน เพราะ Huxley เหมือนกัน แต่ผู้บรรยายไม่ทราบด้วยจ๊ะ
จูเลี่ยน คือพอถ้ายังไม่พูดถึงจริยศาสตร์สิ่งแวดล้อม พอพูดถึง Evaluation Ethics จะนึกถึงจูเลี่ยนกันเป็นส่วนใหญ่ คือจูเลี่ยนเป็นคนสำคัญ คล้าย ๆ กับชลิค ถ้าอ่าน Metaethics คนที่กลับมาหาเรื่องนี้อย่างเป็นน้ำเป็นเนื้อคือชลิค นอกนั้นจะเป็นอย่างอื่นเช่น ชลิคบอกว่า ดี คือและก็เท่ากับ คือดีเชิงศีลธรรม เท่ากับ Social Impulse ใช่มั๊ย แต่คนอื่นจะไปอย่างอื่นเช่น ดีเท่ากับไชโย แปลว่าจะไม่ลงเรื่อง Empirical Foundation มากนัก คือจะใช้ common sense เป็นหลัก
จูเลี่ยน บอก 2 ประเด็นใหญ่ ประเด็นแรกก็คือ การวิวัฒนาการของโลกกายภาพ (cosmic) กับโลกมนุษย์ หรือโลกทางศีลธรรม สองอันนี้มันไม่ได้แยกออกจากกัน และสิ่งที่เชื่อมกันคือจิต อันนี้คือประเด็นหลักแรก ประเด็นต่อไปคือเมื่อได้ภาพนี้มาแล้ว เราเอาอันนี้มาช่วยกำหนดกรอบจริยศาสตร์อย่างไร ก็คือสังคมซึ่งยังเป็นวิวัฒนาการอยู่อย่างนี้ ก็คือควรทำเหมือนเดิม คือทำให้เกิดการ PERFECT ขึ้น ให้มันวิวัฒนาการขึ้นในสังคมสู่สิ่งที่ดีขึ้น คือเราไม่รู้ว่าในที่สุดแล้วมันจะมีที่สุดหรือไม่ แต่ไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น แต่ประเด็นก็คือสิ่งที่ดีขึ้นให้ดูที่ไหน - ถ้ามันมาอยู่ในสังคม ก็ให้ดูที่ปัจเจก และดูตรงไหนปัจเจก - ก็ดูเขาได้พัฒนาศักยภาพ ก็แค่นี้เองที่เป็น 2 ประเด็นหลัก
เฮนรี่ คือถ้ามี 2 ประเด็นหลักก็ได้ แต่จริง ๆ มี 3 ประเด็น ประเด็นแรกคือ 2 อันข้างบนนั้นมันแยกกัน IS - OUGHT คือที่จริงประเด็นคือแยกกัน คือบอกว่าประเด็นแรกคือว่า จากทฤษฎีวิวัฒนาการสรุปว่าอะไรควรเป็นอะไรไม่ได้ ประเด็นที่ 2 คำว่า FITTEST ในโลกกายภาพ กับ FITEST ในโลกมนุษย์หรือโลกศีลธรรมไม่เหมือนกัน ประเด็นที่ 3 คือมันไม่เพียงไม่เหมือนกันแต่มันยังขัดกันด้วย ก็คือถ้า FIT ในโลกธรรมชาติ สมมติไปเป็นทาซาน ก็ต้องใช้ความรุนแรง เราต้องเห็นแก้ตัวเข้าไว้ แต่ถ้ามา FIT อยู่ในโลกศีลธรรมเราต้องมีน้ำใจ ต้องช่วยคนอื่น มันคนละเรื่องกัน อันนี้คือประเด็นของเฮนรี่
GOLDEN RULE ไม่ใช่วิวัฒนาการ แต่เป็นหลักจริยธรรมที่ยึดถือกันมานานแล้ว GOLDEN RULE ภาษาไทยคือเอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่างที่มีคนบอกว่าของค้านท์พัฒนามาจาก GOLDEN RULE / เอาใจเขามาใส่ใจเรา เพียงแต่ประเด็นที่เฮนรี่ยกก็คือ ถ้าพูดในความหมายจริง ๆ ตรง ๆ เลย เราเอาใจเขามาใส่ใจเราไม่ได้เพราะใจเราก็มีข้อจำกัดอยู่ เรายังต้องเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง แต่ประเด็นก็คือว่าเอาเป็นหลักทั่วไป คือเป็น Hyperbole คือตัวอธิบายขยายเกินจริงของหลักทั่วไปที่ควรจะนำมาใช้ในสังคม นั่นก็คือหลักว่าเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่เขาใช้คำแรงเหมือนกันคือใช้คำว่า LOVE หรือว่าถ้าจะยืมเอาคำชลิคมาใช้คือ Altruistic Impulse ก็ได้ คือให้เอาอันนี้เป็นหลัก เพียงแต่ว่าของชลิคนั้นพูดว่าเป็น Impulse เลย ซึ่งเป็นแนวหนึ่งในการตีความทฤษฎีวิวัฒนาการทางจริยศาสตร์ แต่ว่าของจูเลี่ยนไม่ได้พูดถึงขนาดนั้น เขาเพียงพูดว่ามันต้อง LOVE เพราะเพื่อพัฒนาเท่านั้นเอง เพื่อให้สังคมมีสภาพที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาศักยภาพของปัจเจกบุคคล LOVE จะไม่มีน้ำหนักเท่าชลิคเท่าไหร่ เพราะของชลิคมันติดตัว แต่ของจูเลี่ยนมันสัมพัทธ์ คือ Relative กับสภาวะที่เหมาะสมแก่การพัฒนาตัวเอง อันนี้คือ GOLDEN RULE
อย่างที่บอกว่าของชลิคนั้น Metaethics เฮนรี่กับจูเลี่ยนก็เป็น Metaethics ด้วย แต่จะเห็นได้ว่าของชลิคมันก็จะโยงมาหน่อยนึงลงมา Normative ใช่มั๊ย - อันนี้ก็เหมือนกันของจูเลี่ยนก็จะโยงมาอีกหน่อยนึง มา Normative Ethics ก็คือ GOLDEN RULE นั่นเอง แต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะ GOLDEN RULE มันมีปัญหาในตัวเองอยู่แล้ว คงอธิบายให้มันสมบูรณ์ในระดับ Normative บนพื้นฐานของบทความนี้หรืออาจจะความคิดทั้งหมดของเขาไม่ได้
หน้า 410 ย่อหน้าที่ขึ้นต้นด้วย And society will long be faced
ข้างบนเขาบอกใช้ GOLDEN RULE รักคนอื่น แต่เขาบอกว่าไม่ใช่หลักตายตัว คือก็ยังฆ่าคนอื่นได้ เช่น ทำสงครามได้ อย่างนี้เป็นต้น มันเป็นเพียงหลักศีลธรรมทั่วไปเท่านั้น คือ GOLDEN RULE / เอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือให้รักผู้อื่นเป็นหลักศีลธรรมทั่วไปเท่านั้น แต่บางที่มีกรณีเฉพาะหรือกรณีพิเศษที่เราจะละเมิดหลักนี้ได้ เช่น ต้องทำสงครามเพื่อปกป้องตัวเอง อันนี้กลับมาประเด็นเดิมที่ผู้บรรยายบอกว่า GOLDEN RULE ไม่ได้มีค่าในตัวเองเหมือนของชลิค คือ GOLDEN RULE นั้นมัน Relative กับสภาวะที่เหมาะสมแก่การพัฒนาปัจเจกบุคคลของสังคม เพราะฉะนั้นตอนไหนที่เราทิ้ง GOLDEN RULE ไปแล้วสังคมมันจะอยู่ในสภาวะนั้นเราทิ้งได้ เช่นกรณีที่มีสงคราม เราก็ทิ้งไปก่อนแล้วก็ไปฆ่าศัตรูเสียก่อน
คำถามซึ่งมีคำตอบอยู่แล้วคือใช้ GOLDEN RULE นี้แล้วมันไปขัดแย้งกับสภาวะสังคมที่ดี ก็แปลว่าใช้ผิด เพราะว่า GOLDEN RULE มันสัมพัทธ หรือ Relative สังคม มันไม่ใช่กฎที่ต้องใช้ตลอด คือถ้าใช้แล้วไม่ดีก็เลิกใช้
คำวิจารณ์ GOLDEN RULE ในทางปรัชญา ก็คือเอาใจเขามาใส่ใจเราบางทีใจเราตรงกับกับบางคน และไม่ตรงกันกับบางคน มันก็เลยเกิดกรณีที่ว่า มันมีคนที่ไม่ทำอย่างที่เราคิดว่าเขาจะทำ อย่างเปรียบง่าย ๆ เช่นใช้ GOLDEN RULE กับการลอกข้อสอบ ลองคิดดูซิว่าถ้าคุณอ่านสอบมาแทบตายมาทำข้อสอบ แล้วมีคนไม่อ่านมาลอกเราข้างหลัง เราจะรู้สึกอย่างไร คือคนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเลยที่ถูกลอก พอเราเอาใจเขามาใส่ใจเราอย่างนี้แล้วเราก็ก็เลิกลอก แต่จะมีคนที่ว่าไม่เป็นไรก็ลอกไปซิ คือเราทำมาเหนื่อยแล้วขอให้เราสอบผ่านก็พอ และให้เพื่อนผ่านด้วยก็ดี พอดีใจตรงกับคนลอก เพราะฉะนั้น GOLDEN RULE เลยใช้ไม่ได้ เหมือนระบบอุปถัมภ์ ก็เป็นไปได้ แต่บางทีอุปถัมภ์แล้วเราไม่มี GOLDEN RULE ก็มี ปัญหาของ GOLDEN RULE ทำให้ค้านท์ต้องมาแก้และเขาก็เอาของเขาเอง ในที่สุด GOLDEN RULE ที่ค้านท์พัฒนานั้นมันไม่ได้ตัดสินว่าใจเรามันไปตรงกับใจใคร แต่ตัดสินด้วยกฎตรรกะวิทยาเลย นี่คือ GOLDEN RULE ใน Normative ethics
ชลิคไม่ได้เป็น Normative แต่เป็น Metaethics เพราะเป็นการบอกว่าคำว่า "ดี" ที่ปรากฏในภาษา หรือ Moral Discourse นั้นมันแปลว่าอะไร อย่างเมื่อเช้าทุกคนพูดตรงกันหมดว่า Metaethics คือการหาความหมายของคำ ซึ่งชลิคก็ทำอยู่ว่า "ดี" แปลว่าอะไร พอดีว่ามันแปลว่าอะไรนั้นเขาเอาจิตวิทยามาอธิบาย ส่วนจูเลี่ยนกับเฮนรี่นั้นพูดในเชิง Metaethics ซึ่งก็คล้าย ๆ กันว่า "ดี" แปลว่าอะไร เฮนรี่บอกว่าคำแปลของ "ดี" แปลมาเป็นทฤษฎีวิวัฒนาการไม่ได้ และเขาก็แสดงความแตกแยกจากกันว่าไปคนละทางเลย ส่วนจูเลี่ยนบอกว่าดีอธิบายได้ และเขาก็โยงซะยาวเลยเพื่ออธิบายว่า "ดี" มันเกี่ยวกับวิวัฒนาการอย่างไร
ของเฮนรี่ไม่ใช่ทฤษฎีแต่เป็นการโต้แย้ง ของจูเลี่ยนจะเริ่มด้วยการโต้แย้งแล้วจบด้วยทฤษฎี แต่แน่นอนการโต้แย้งของจูเลี่ยนที่เขาไปโต้แย้งเฮนรี่มีส่วนในการช่วยอธิบายทฤษฎี เพราะอันนี้เป็นเรื่องของการเขียนว่ามันโยงกัน ทฤษฎีของจูเลี่ยนก็แค่ว่าอะไรมันส่งเสริมให้ปัจเจกบุคคลได้พัฒนาศักยภาพตัวเองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมันก็ดี แต่ว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ซึ่งเขาก็อธิบายลงมา
เฮนรี่พูด 3 ประเด็น : ประเด็นแรกก็คือ สรุป OUGHT ว่าอะไรความเป็นอะไรจาก IS คือทฤษฎีเชิงวิวัฒนาการที่บอกว่ามโนธรรม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือการทำเลว สันดานดิบของมนุษย์มันพัฒนามาจากอะไร มีจุดต้นกำเนิดอะไรอะไรในเชิงวิวัฒนาการ เขาบอก 2 อันนี้มันไม่ไปด้วยกัน - ประเด็นที่สองก็คือ ในทฤษฎีวิวัฒนาการนั้นสิ่งที่แข็งแรงที่สุดคือสิ่งที่อยู่รอด มันฟังดูว่าสิ่งที่แข็งแรงที่สุดหรือ FITESS นั้นคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่ปรากฏว่า "ดี" ในโลกธรรมชาติกับดีในโลกมนุษย์ไม่เหมือนกัน เพราะดีในโลกธรรมชาตินั้นต้องเห็นแก่ตัว ต้องทำร้ายคนอื่น แต่ว่าดีในโลกมนุษย์นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องมีน้ำใจ - ประเด็นที่สามก็คือ สิ่งที่มนุษย์รับมาจากโลกธรรมชาติ กับสิ่งที่มนุษย์มีในโลกศีลธรรมมันขัดแย้งกันเอง นั่นก็คือ FIT ในสองความหมายมันขัดแย้งกันเอง เช่น มนุษย์อาจจะรับความเห็นแก่ตัวมา แต่เมื่อมาอยู่ในสังคมมนุษย์จะต้องทำสิ่งที่ขัดแย้งต่อความเห็นแก่ตัว เช่น รักผู้อื่น ช่วยเหลือคนอื่น เพราะฉะนั้นประเด็นของเฮนรี่เลยมีว่า นอกจากประเด็นของเฮนรี่หลัก ๆ จึงเป็นว่า นอกจากทฤษฎีวิวัฒนาการจะอธิบายจริยศาสตร์ไม่ได้แล้ว มันยังขัดกันด้วย
ถ้าเราจะนำไปประยุกต์ใช้นั้นโดยหลักการแล้วได้ แต่เราจะใช้อย่างไรต้ออธิบายมา เพราะไปใช้จริง ๆ แล้วเราอาจจะพบว่าไม่ได้ก็ได้ อย่างโลกธรรมชาติก็มาจากลิง แล้วลิงก็กัดกันเอง เพราะฉะนั้นสันดานดิบในที่ต่าง ๆ มันจะไม่เหมือนกัน อย่างสันดานดิบในศาสนาคริสต์เอาไปทำบาปมาตั้งแต่อดัม ในพุทธสันดานดิบก็มาจากอวิชชา มันคนละเรื่องกันแล้ว ไม่ได้มาจากลิง แต่ที่เราเรียนอยู่นี้มันมาจากลิง อย่างที่บอกว่ากรอบนี้มันกรอบคร่าว ๆ เช่น การต่อสู้ระหว่างสันดานดิบ กับความดี ศีลธรรมก็มีมาตลอด มีอยู่ในความคิดมาตลอด หรือสิ่งที่จูเลี่ยนใช้คือจิตมนุษย์มันพัฒนากว่าสัตว์อื่น ก็เป็นความคิดทั่วไป
ของจูเลี่ยนก็คือโลกธรรมชาติกับโลกศีลธรรมไม่ได้ขาดจากกันเพราะโลกศีลธรรมเป็นผลจากการวิวัฒนาการมาจากโลกธรรมชาติ จุดเปลี่ยนก็คือการเกิดขึ้นของจิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตมนุษย์ และเราก็เอาแม่แบบนี้มาว่า จริยธรรมก็ควรจะเป็นอย่างนี้ ก็คือมีจุดหมายที่จะให้ปัจเจกบุคคลพัฒนาขึ้นไปเหมือนที่กระบวนการวิวัฒนาการมันพัฒนาไปหาสิ่งที่ดีขึ้น คือถ้าเล่าของจูเลี่ยนจะสั้นกว่า แต่ถ้าอ่านมันจะยาวกว่า
เรื่องเหรียญบาทนั้นผู้บรรยายพูดในตอนประพจน์ (Proposition) ไม่ได้พูดในเรื่องศาสตร์ของบรรทัดฐาน และที่ถามว่ามันจะหาของทุกสังคมร่วมกันได้หรือไม่ ถ้าเอาศาสตร์เชิงบรรทัดฐานไปทำ - ถ้าจะตอบก็ตอบได้ 2 ประเด็นคือ 1. หาได้หรือไม่นั้นก็ไม่รู้ ก็ต้องไปหาดู เพราะมันเป็นคำถามเชิงประจักษ์ และคำตอบที่ 2. คือชลิคมีสมมติฐานว่าหาได้ - ได้หรือไม่นั้นอย่างที่บอกว่ามันเป็นคำถามเชิงประจักษ์ ก็ต้องไปทำดูว่าได้หรือเปล่า แต่ว่าได้หรือไม่, จริง ๆ แล้วได้หรือไม่ ใช้วิธีนี้ไปทำแล้วจะหาเจอหรือไม่ก็เรื่องหนึ่ง คือจะต้องไปทำจริง ๆ แต่ว่าจริยศาสตร์ ? ปรัชญาที่เป็นปรัชญาเหรอจ๊ะ ? ถ้าเป็นปรัชญาก็ไม่ให้คำตอบเชิงประจักษ์อยู่แล้ว ก็ไม่น่าไปนั่งหา แต่ว่าถ้าเป็นมนุษยวิทยาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ตอนนี้มันก็เป็นปัญหาในปรัชญาศาสนาว่า มีลัทธิหนึ่งคือพหุนิยมว่าร่วมกัน และที่อื่นก็บอกไม่ร่วมกัน คือถ้าปรัชญามันก็อีกเรื่องหนึ่ง - ความดีสูงสุดของพุทธเป็นนิพพาน, ความดีสูงสุดของคริสต์คือพระเจ้า ชื่อมันเหมือนกัน แต่จริง ๆ มันเหมือนกันหรือเปล่า อย่างนี้เดี๋ยวบอกว่าลิงมีมือคนก็มีมือ คนจึงเหมือนลิง แต่มือคนกับมือลิงไม่เหมือนกัน แม้จะได้ชื่อว่ามือเหมือนกัน แต่มนุษยวิทยาก็ถกเถียงประเด็นนี้ว่า ต่างวัฒนธรรมมีอะไรร่วมกันหรือเปล่า ถ้าบอกว่ามีก็มี อย่างที่บอก Normative Ethics ก็หากฎสากลให้ทุก ๆ Moral Agent อยู่แล้ว คำถามนี้ก็เลยไม่ต้องตอบ เพราะมันคือจุดหมายของ Normative Ethics อยู่แล้วที่หามาตรฐานทางศีลธรรมให้กับทุก Moral Agent อยู่แล้ว อย่างที่อ่านไปของ Taylor งัย คือไม่ว่าโลกเป็นอย่างไร โลกมันแยกจากกัน โลกมันมารวมกัน Normative Ethics ก็หาสิ่งที่ให้มนุษย์ทุกคนใช้อยู่แล้ว ไม่ว่าโลกจะเป็นอย่างไรก็เรื่องของมัน แต่ถ้าถามว่าถ้าโลกมารวมกันและจะมีมาตรฐานเดียวกันหรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง อันนั้นเป็นเรื่องทางสังคมวิทยาไป คือต้องแยกให้ออกระหว่างปรัชญากับสังคมวิทยา.
*** |