http://www.duangden.com
สมจศ 528 พื้นฐานเชิงประจักษ์ทางจริยศาสตร์
[ SHES 528 Empirical Foundation of Ethics ]

ครั้งที่ 7 Problems of Ethics 1 (ธ.ค. 42)
 
 


***

ชลิคเป็นชาวเยอรมัน เขาเขียนเป็นภาษาเยอรมัน ไรนิ่งก็เลยแปลมา ก่อที่จะเข้าเนื้อหานั้นสิ่งที่ปรากฏเป็นภาษาไทยนี้คือสิ่งที่ผู้บรรยายสังเคราะห์สิ่งที่อ่านออกมาแล้ว เคยมีคนบอกว่าอยากเห็นภาษาไทยก็คงได้เห็นแล้วว่ารูปแบบการเขียนจะคล้าย ๆ แบบนี้


กรอบความคิดเรื่อง
Logical Positivism - Vienna Circle

- Meaningful Proposition (ประพจน์ที่มีความหมาย)

- Verification (ถ้าไปค้นคว้าเพิ่มจะพบคำนี้อีกใน Logical Positivism)

- ประพจน์ : เนื้อหาของประโยคที่สามารถกล่าวได้ว่ามีความจริง ความเท็จ หรืออีกนัยหนึ่งมีค่าความจริง (Truth Value)

- องค์ประกอบของประพจน์อย่างง่าย ๆ
ภาคประธาน                ภาคแสดง
นายแดง                      วิ่ง
นายเขียว                     ตีกอล์ฟ

- ประเภทของประพจน์ที่มีความหมาย
1. เชิงวิเคราะห์ เช่น "คนโสดคือคนที่ยังไม่แต่งงาน" Analytic a Priori
2. เชิงสังเคราะห์ เช่น "คนโสดมีอายุสั้นกว่าคนที่แต่งงานแล้ว" Synthetic a Posteriori

 

… ของ Taylor ก็จะทราบว่า Taylor บอกว่า Metaethics กับ Normative Ethics นั้นพึ่งมาถูกแบ่งแยกตอนศตวรรษที่ 20 คนที่แบ่ง Metaethics ออกมาจาก Normative Ethics ออกมาอย่างชัดเจนก็คือพวกนี้ Logical Positivism / ปฏิฐานนิยมทางตรรกะวิทยา พวกนี้เป็นกลุ่มแรก ที่จริงไม่ใช่กลุ่มแรกที่มีมาก่อนก็มีมาตังแต่ศตวรรษที่ 18 แล้ว คือพวกรัสเซล, พวกมอร์ และมาถึงจุดพีคที่สุด ตรง Logical Positivism พอมาถึงตรงนี้ ethics มันขาดออกไปเลย คือ Metaethics ขาดออกจาก Normative Ethics เลย

พวก VIERNA CIRCLE (เวียนนา เซอร์เคิล) อยู่ในยุคสงครามโลก คนส่วนใหญ่เป็นชาวเยอรมัน และเขาก็รวมตัวกันที่กรุงเวียนนา ตอนนั้นออสเตรีย หรือเวียนนายังเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมันอยู่ ยังไม่แยกออกมาเป็นอีกประเทศหนึ่ง เรียกพวกนี้ว่า "แวดวงเวียนนา" ใน VIERNA CIRCLE มีนักปรัชญาทางภาษาที่สำคัญหลายท่าน และคนที่เป็นแกนกลางก็คือ มอรริซ ชลิคนี่เอง ชลิคเป็นคนที่ดึงหลาย ๆ คนเข้ามา ตัวชลิคเองนี่ในตอนเริ่มต้นก็คือนักฟิสิกส์ และตอนหลังก็มาสนใจปรัชญาวิทยาศาสตร์ก็คือมาทางปรัชญานั่นเอง

ในแวดวงเวียนนามีคนสำคัญหลายคน เช่น มิลล์, คาแหน็บ, ชลิค, ไรเทนบัค ฯลฯ ที่จริงมีอีกหลายคนที่รู้จักกันดีคือคาแหน็บ เพราะอายุยืนกว่าคนอื่น แต่ชลิคถูกยิงตายซะก่อนตอนมาอยู่สหรัฐฯ ในตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นเป็นยุคที่มีความขัดแย้งทางความคิดคือเรื่องชาตินิยม, ความขัดแย้งทางศาสนากันมาก คือยุโรปความคิดที่ว่าสันติภาพคือทางออกพึ่งมามีตอนยุคเรา ในสมัยก่อนไม่คิดกันอย่างนี้ ความคิดที่ว่าสันติภาพคือทางออกเป็นความคิดที่แปลกมากในสมัยก่อน ในสมัยก่อนก็รบกันตลอด ศาสนาขัดกันก็รบ ชาตินิยม, ลัทธิอุดมการณ์ขัดกันก็รบกับ พวกเวียนนา-เซอร์เคิลก็เบื่อสิ่งเหล่านี้มาก เขาก็เลยมีแรงจูงใจว่าจะคิดระบบปรัชญาที่ทิ้งไปให้หมดพวกศาสนา, อุดมการณ์, ปรัชญา และเขาก็ได้ออกมาคือเป็น Logical Positivism

Positivism ก็คงเคยได้ยินมาแล้ว Positive ก็คือคล้าย ๆ กับ Empirical นั่นเอง ส่วน Logical ก็คือเป็นเรื่องของภาษา เป็นเรื่องของตรรกะวิทยาจะคล้าย ๆ กับ Empiricism แต่ไม่เหมือนกัน เพราะว่าเป็นการพัฒนาทีหลัง พวก Logical Positivism นี้จะมีเรื่องที่เป็นจุดสนใจอยู่เรื่องหนึ่ง คือเมื่อพูดถึงพวกนี้ก้อจะคิดถึงเรื่องนี้กันเลยทันที (อีกคำหนึ่งผู้บรรยายไม่ได้ใส่ไว้) คือจะพูดถึง การมีความหมายของประพจน์ / Meaning fullness of Proposition คือพวกนี้จะมานั่งสนใจว่า ประพจน์ประเภทไหนมีความหมาย, ประพจน์ประเภทไหนไม่มีความหมาย ซึ่งผลที่สุดก็คือเขาก็จัดว่า Metaphysic ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดเกี่ยวกับพระเจ้า มันไม่มีความหมาย ก็เลยให้ตัดทิ้งไปซะ หรือว่าเรื่องทางศาสนานี้ไม่มีความหมายก็ให้ตัดทิ้งไปซะ พวกเวียนนา-เซอร์เคิลก็พยายามอธิบายเสนอเกณฑ์ออกมาว่า อย่างไรจึงจะเป็นประพจน์ที่มีความหมาย คือถ้าไปเปิด……………….. จะมีความเกี่ยวโยงกับเรื่อง Verification คือประพจน์ที่มีความหมายเชิงประจักษ์จะสามารถ Verified หรือแสดงกรณีที่มันจะถูกได้นั่นเอง

ก่อนที่เข้าจะเข้าใจคำว่า "ประพจน์ที่มีความหมาย" เราจะต้องมาดูทีละจุด

อะไรคือความหมายของประพจน์ หรือ Proposition ---> ประพจน์คือเนื้อหาของประโยคที่สามารถกล่าวได้ว่ามีความจริงความเท็จ หรืออีกนัยหนึ่งมีค่าความจริงนั่นเอง ประพจน์เป็นเนื้อหาของประโยค ประพจน์ไม่ใช่ประโยค แต่เราไม่มีวันเห็นเนื้อหาหรือความหมายของประโคยได้ถ้ามันไม่ปรากฏเป็นประโยค เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้วคนมักจะแยกไม่ออกระหว่างประโยคกับประพจน์ แต่จะยกตัวอย่างเช่น ฝนตก นี่ก็ประโยค --- it's rain นี่ก็ประโยค --- อันนี้คนละประโยคกัน แต่มีประพจน์เดียวกัน อันนี้คือประพจน์ หรือเราเขียนคำว่า "ฝนตก" เต็มกระดานไป 10 ประโยค แต่ละประโยคก็มีประพจน์เดียวกันคือมีเนื้อหาเดียวกันว่า "ฝนตก" อันนี้คือเนื้อหาจะเห็นว่าจะมันต่างจากตัวประโยคที่ปรากฏจากการเขียนหรือพูดออกมา อันนี้เป็น Proposition เวลาเราบอกว่าประโยคนี้จริงหรือประโยคนี้เท็จก็คือการดูที่เนื้อหาของมันนั่นเอง การบอกว่า Proposition นี้จริงหรือ Proposition เท็จ เช่นบอกว่าประโยคที่ว่าฝนตกจริง ถ้าเราบอกว่าความจริงใช้เป็นเรื่องของประโยค เรื่องของคำว่า "ฝนตก" เราจะพูดไม่ได้ว่าถ้าฝนตกจริง it's rain ก็จริง เพราะ it's rain เป็นอีกประโยคหนึ่ง

สมมติอาจารย์พูดว่า "ฝนตกจริง" และคำว่า "จริง" นี้เป็นคุณสมบัติของประโยค ไม่ใช่คุณสมบัติของเนื้อหา เราจะพูดไม่ได้ว่า "ถ้าฝนตกจริง" แล้ว "it's rain" มันจะจริงด้วย เพราะ "it's rain" เป็นอีกประโยคหนึ่ง คือถ้าแยกระหว่างเนื้อหากับประโยค เอาแบบนี้สมมติว่า --- ประโยคเป็นถุง --- เนื้อหาเป็นฟองน้ำ --- สมมติเอาฟองน้ำใส่ถุงนี้ สมมติฟองน้ำสีเขียวก็ใส่ถุง 1 --- ฟองน้ำก็ยังสีเขียวอยู่ --- และเอาฟองน้ำออกมาใส่ถุงที่ 2 --- ฟองน้ำก็ยังสีเขียวอยู่ ---- ถ้าเราบอกว่าสีเขียวเป็นคุณสมบัติของฟองน้ำ ไม่ว่าเราจะย้ายฟองน้ำไปถุงไหน เราก็ยังบอกได้ว่าฟองน้ำนั้นเขียว --- แต่ถ้าเราบอกว่าสีเขียวเป็นคุณสมบัติของถุง --- สมมติถุงที่ 1 สีเขียว --- เราย้ายฟองน้ำไปถุงที่ 2 --- เราก็บอกไม่ได้ว่ามันจะสีเขียวหรือเปล่า เพราะมันถุงใหม่ --- อันนี้ก็เหมือนกัน ถ้าบอกว่าค่าความจริงเป็นคุณสมบัติของประโยค อันนี้ถ้ามีประโยคใหม่หรือเปลี่ยนประโยค เราก็บอกไม่ได้ว่าเนื้อหามันจะจริงเหมือนเดิม เช่นถ้าเราบอกว่ามันจริงที่ว่า "ฝนตก" แล้วฝนก็ตกลงมาจริง ๆ เราก็จะบอกไม่ได้ว่าจริง จริงในเวลาเดียวกันว่า it's rain แต่ว่าอันนี้ฟังดูแปลก คือถ้ามันจริงเช่นว่าฝนตก มันก็ต้องจริงที่ว่า it's rain แต่ฝนตกกับ it's rain เป็นคนละประโยค เขียนไม่เหมือนกันเลย

แล้วทำไมประโยคที่เป็นคนละประโยคมันถึงมีค่าความจริงที่ไปด้วยกันเสมอ เช่น ถ้าฝนตกเท็จ it's rain ก็เท็จไปด้วย ทั้งนี้เพราว่ามันมี Proposition เดียวกันนั่นเอง คิดว่าตรงนี้แยกได้มั๊ยระหว่าง Proposition กับประโยค คือชาตินี้เราไม่มีวันมองเห็น Proposition ได้เพราะมันต้องปรากฏในประโยคเท่านั้น (เป็นความจริงของเนื้อหา แต่ไม่ใช่ความจริงของประโยค / เป็นความจริงของเนื้อหาของประโยค แต่ไม่ใช่ความจริงของตัวประโยคที่ปรากฏออกมาเอง)

ในชีวิตประจำวันก็คือการแปลนั่นเอง การแปลก็คือหา Proposition ให้ได้ ส่วนประโยคจะไป Paraphrase อย่างไรก็ได้ ภาษาไทยเดียวกันเราก็สามารถ Paraphrase ได้ใหม่โดย Proposition เหมือนเดิมตลอด คือแยกให้ออกระหว่าง Proposition กับประโยค ซึ่งมันไม่เหมือนกัน

ยกตัวอย่างเหรียญห้า เหรียญ 5 มันก็ 5 บาท สมมติให้ 5 คนในห้องเอากระเป๋าของตัวเองออกมาวาง เราเอาเหรียญ 5 ใส่ไว้ในกระเป๋าแรก เหรียญ 5 ก็ยัง 5 บาทอยู่ --- ใส่ในกระเป๋าที่สองมันก็ยัง 5 บาทอยู่ --- ใส่ในกระเป๋าที่สามมันก็ยัง 5 บาทอยู่ --- แต่ว่าตัวกระเป๋าที่ใส่ราคาอาจจะไม่เหมือนกัน เช่นในแรกราคา 20 บาท ใบที่สองราคา 200 บาท ใบที่สาม 5 บาท --- เพราะฉะนั้นค่าคำว่า 5 บาทเป็นคุณสมบัติของเหรียญ ไม่ใช่คุณสมบัติของกระเป๋า

เช่นเดียวกันสมมติเกิดเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น สมมติอาจารย์ปกรณ์เป็นพระเจ้า อาจารย์สามารถจัด Proposition ได้ และเมื่ออาจารย์จัดได้แล้ว Proposition คือฝนตก และมนุษย์คนหนึ่งก็ลุกขึ้นมาเขียนประโยค it's rain และอีกคนหนึ่งก็มาเขียนประโยค …(ภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า it's rain เหมือนกัน)… ปรากฏว่าสมมติว่าภาษาไทยไม่มีในโลกสมมติว่าภาษาไทยคือภาษาพระเจ้า --- ภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า it's rain กับ it's rain ว่ามี Proposition เดียวกันคือฝนตก it's rain เขียนด้วยหมึกแดง ภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า it's rain เขียนด้วยหมึกเขียว มันก็ไม่ทำให้ Proposition คือฝนตกต่างกันออกไป และถ้าฝนตกอยู่จริง ๆ --- it's rain มันก็ต้องจริง แต่การที่ it's rain จริงเพราะเนื้อหามันตรงกับโลกไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นประโยคว่า it's rain ที่เขียนตรงนั้น

Proposition จะเป็นมากกว่าคำ คือ "กิน" นี้ไม่มีวันจริงหรือเท็จ --- "กิน" นี่อยู่เฉย ๆ สมมติเราเดินไปแล้วบอกว่า "กิน" เดาไม่ได้ว่าท่านพูดถึงถูกหรือผิด แต่ถ้าเราบอกว่า "คนนี้กินอยู่" ก็บอกได้ก็คือดูว่าเขากินหรือเปล่า คือจะคล้าย ๆ กันคือกิน เสวย รับประทาน ก็ความหมายเดียวกันแต่เป็นคนละคำ แต่ในระดับคำเขาใช้คำอื่นเช่น Recicon แต่ในระดับประโยคใช้คำว่า Proposition คนละประโยคก็มี Proposition เดียวกันได้

เพราะฉะนั้นความจริงเป็นเรื่องของ Proposition ไม่ใช่เป็นเรื่องของประโยค แต่ว่า Proposition มันอยู่ในประโยคเสมอ เราเลยต้องบอกว่า Proposition หรือประพจน์ก็คือเนื้อหาของประโยคนั่นเอง แต่อย่าลืมว่าเนื้อหาของประโยคนั้นบางทีมันดูเหมือนว่ามีความหมาย แต่จริง ๆ แล้วมันมีความหมายหรือไม่ คือถ้าเนื้อหาของประโยคไม่มีความหมาย มันย่อมจริงไม่ได้ สิ่งที่ไม่มีความหมายย่อมจริงหรือเท็จไม่ได้ สิ่งที่จริงหรือเท็จได้มันต้องมีความหมาย ถ้าอยู่ดี ๆ แล้วใครร้องอะไรออกมา แล้วเราบอกว่าอันนี้จริงก็ไม่ได้ เพราะมันไม่มีความหมาย หรือจะบอกว่าอันนี้เท็จก็ไม่ได้เพราะมันไม่มีความหมาย มันเป็นเพียงแค่เสียงร้องเท่านั้นเอง อันนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องพูดว่า Meaning to Proposition

องค์ประกอบของประพจน์อย่างง่าย ๆ
ภาคประธาน
ภาคแสดง
นายแดง
วิ่ง
นายเขียว
ตีกอล์ฟ

ต่อไปเราจะลองดูองค์ประกอบของประพจน์อย่างง่าย ๆ อย่างเมื่อกี๋ที่บอกว่าประพจน์ต้องเป็นมากกว่าคำ อันนี้ก็คำ อันนี้ก็คำ ประพจน์แรก นายแดงวิ่ง มีอยู่ 3 คำ, ประพจน์ที่สอง นายเขียวตีกอล์ฟ มีอยู่ 4 คำ --- ประพจน์จะประกอบด้วยภาคประธานกับภาคแสดง --- ภาคประธานคือสิ่งที่ถูกประพจน์อ้างถึง เช่นประโยคแรก นายแดงวิ่ง สิ่งที่ถูกประพจน์อ้างถึงหรือถูก refer to ก็คือคน ๆ หนึ่งที่ชื่อว่านายแดง ประโคที่สอง นายเขียวตีกอล์ฟ ผู้ที่ถูกประพจน์อ้างถึงก็คือคน ๆ หนึ่งที่ชื่อว่านายเขียว --- ภาคประธานมีหน้าที่ในการอ้างถึง และภาคแสดงมีหน้าที่ในการบอกว่าสิ่งที่ถูกอ้างถึงหรือสิ่งที่ถูกพูดถึงมีลักษณะอย่างไร, มีกริยาอย่างไร เช่น นายแดงวิ่ง นายเขียวตีกอล์ฟ หรือเราอาจจะหาประพจน์อื่นก็ได้ เช่น นายดำเป็นคนดี นายขาวเป็นคนใจร้อน --- ใจร้อนก็เป็นภาคแสดง นายขาวก็เป็นภาคประธาน --- เวลาเราดูว่าจริงหรือไม่จริงก็ดูว่าสิ่งที่ถูกอ้างถึงนั้นมันมีคุณสมบัติ, มีลักษณะ หรือมีกริยาอย่างที่ภาคแสดงบอกหรือไม่ มันไม่มีก็ไม่จริง ถ้ามีก็จริง เช่นบอกว่านายแดงวิ่ง ถ้าหากไปเห็นเขานั่งอยู่ก็แปลว่าอันนี้ไม่จริง แต่ว่าถ้าบอกว่านายแดงวิ่งและเห็นเขาวิ่งจริง ๆ ประพจน์นี้ก็จริง จริงเป็นคุณสมบัติของประพจน์

ประเภทของประพจน์ที่มีความหมาย

1.> เชิงวิเคราะห์ เช่น "คนโสดคือคนที่ยังไม่แต่งงาน" Analytic A Priori

2.> เชิงสังเคราะห์ เช่น "คนโสดมีอายุสั้นกว่าคนที่แต่งงานแล้ว" Synthetic A Posteriori

ประเภทของประพจน์ที่มีความหมาย อย่างที่บอกว่าก่อนที่มันจริงหรือเท็จได้นั้น เราต้องตัดสินได้ว่ามันมีความหมายก่อน ในยุคนั้นคนก็เถียงว่าพระเจ้ามีจริงหรือเปล่า หรือไม่มีจริงก็เถียงกันอยู่นั่น แต่สิ่งที่เป็น อาร์-เซอร์-เคิล-มา-ทัม ก็คือบอกว่าที่พูดทั้งหมดนั้นไม่ต้องถามว่ามันจริง เพราะที่พูดมาดูเหมือนว่ามีความหมาย แต่จริง ๆ แล้วไม่มีความหมายเลย ---> ทำไมไม่มีความหมายก็ใช้เกณฑ์ของประเภทของประพจน์ที่มีความหมาย ประเภทของประพจน์ที่มีความหมายมีอยู่ 2 เกณฑ์ คือ เชิงวิเคราะห์กับเชิงสังเคราะห์

คำว่า "วิเคราะห์" หรือ "สังเคราะห์" นั้นเป็นลักษณะความสัมพันธ์ของภาคแสดงกับภาคประธาน (ที่จริงอันนี้เขียนไม่ครบ ที่จริงเชิงวิเคราะห์นั้นมีชื่อเต็มว่า Analytic a Priori แต่ผู้บรรยายไม่ได้เอา a Priori มา และไม่ได้เอาคำว่า a Posteriori มา)

คำว่า Analytic หรือวิเคราะห์เป็นความสัมพันธ์ระหว่างภาคประธานกับภาคแสดงในลักษณะที่ว่า ภาคแสดงสามารถวิเคราะห์ออกมาจากภาคประธานได้ นั่นก็หมายถึงว่าภาคแสดงนั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งของภาคประธาน เราจึงวิเคราะห์ออกมาได้ คือทำให้มันแตกและดึงออกมาได้ เช่น "คนโสดคือคนที่ยังไม่แต่งงาน" "คนที่ยังไม่แต่งงาน" เป็นความหมายที่วิเคราะห์ออกมาได้จากคำว่า "คนโสด" ซึ่งภาคประธาน ประโยคประเภทนี้ถือว่าเป็น A Priori หรือ prior ก็คือมาก่อน --- A Priori ก็คือมาก่อนประสบการณ์ นั่นก็คือการดูว่าประโยคนี้มันจริงหรือเท็จการ ก็คือการหาค่าความจริงของประพจน์นั้นไม่ต้องอาศัยประสบการณ์ นั่งอยู่ที่โต๊ะก็รู้ได้ว่าคนโสดคือคนที่ยังไม่ได้แต่งงาน

เชิงสังเคราะห์ก็คือ เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างภาคประธานและภาคแสดงในลักษณะที่ว่าภาคแสดงเป็นสิ่งที่เติมเข้าไปให้กับถาคประธาน (สังเคราะห์คือเติมหรือเพิ่ม) มันมากกว่าคุณสมบัติที่ภาคประธานมีอยู่ในตัวของมันเอง เช่น คนโสดมีอายุสั้นกว่าคนที่แต่งงานแล้ว คำว่า "มีอายุสั้นกว่าคนที่แต่งงานแล้ว" ไม่มีวันที่จะวิเคราห์ออกมาได้จากคำว่า "คนโสด" มันเป็นสิ่งที่เติมเข้าไป อันนี้คือความหมายของคำว่าสังเคราะห์

ส่วน A Posteriori ก็คือ Post ก็คือหลัง อย่าง Post-Modern เพราะฉะนั้น Post คือหลังก็คือต้องไปดูข้อเท็จจริงหรือไปมีประสบการณ์ในโลกก่อน หลังจากนั้นจึงตัดสินใจได้ว่าประพจน์นี้มีค่าความจริงที่จริงหรือเท็จ เช่นถ้าอยากจะรู้ว่าคนโสดมีอายุสั้นกว่าคนที่แต่งงานแล้วจริงหรือไม่ก็ต้องทำการวิจัย เช่นไปเก็บข้อมูลสถิติว่าคนที่ตายอายุเท่าไหร่ ในช่วงอายุนี้มีคนโสดหรือคนที่แต่งงานแล้วมากกว่ากัน ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องของข้อเท็จจริงของโลก อันนี้คือประเภทของประพจน์ที่มีความหมาย ถ้านอกเหนือไปจากนี้ถือว่าไม่มีความหมายหมด อย่างเช่น ประโยคที่ว่า "พระเจ้ามีอยู่" คือบางคนเสนอว่า พระเจ้ามีอยู่เพราะเราไม่สามารถคิดได้ว่าพระเจ้าไม่มีอยู่ พระเจ้ามีอยู่เพราะพระเจ้า perfect ถ้าสิ่งใด perfect ก็ต้องมีคุณสมบัติดี ๆ ทุกอย่าง การมีอยู่เป็นคุณสมบัติที่ดีคุณสมบัติหนึ่ง เพราะฉะนั้นนิรนัยออกมาได้ว่า "พระเจ้ามีอยู่" แต่ถ้าสมมติเป็นอย่างนี้นิรนัยคำว่า "มีอยู่" หรือภาคแสดงว่ามีอยู่ออกมาจากพระเจ้าประโยคจะเป็นเชิงสังเคราะห์ ถ้าเป็นเชิงสังเคราะห์คือไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในโลกมัน A Priori ก็แปลว่าไม่ได้บอกว่าในจักรวาลนี้มีพระเจ้า สมมติเรายอมรับว่าอนุมานถูก เราก็ไม่ต้องยอมรับว่าก่อนนอนต้องสวดหาพระเจ้า เพราะไม่ได้หมายความว่าในจักรวาลนี้มีพระเจ้า และประโยคที่ว่าพระเจ้ามีอยู่ก็เป็นเชิงสังเคราะห์ไม่ได้ เพราะเราเห็นพระเจ้าไม่ได้ ก็เลยไปหาประสบการณ์มายืนยันประโยคนี้ไม่ได้

เมื่อเป็นอย่างนี้เราจึงแบ่งได้เป็นอย่างนี้คือ ประโยควิเคราะห์นั้น ถ้ามีที่ใช้ในวิทยาศาสตร์ก็คือคณิตศาสตร์นั่นเอง เพราะว่าเป็นนิรนัยตลอด เพราะคณิตศาสตร์เป็นนิรนัยตลอด ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับโลกเลย เป็นนิรนัยโยงไปโยงมา ถ้าโยงผิดก็ invalid ถ้าโยงถูกก็ valid และก็จบ ถึงบอกว่าการประเมินในขั้นตอน validity บางทีมันยังไม่พอ คือบางทีผ่านแล้วมันก็ยังไม่จริง เพราะไม่เกี่ยวกับโลก ส่วนประโยคเชิงสังเคราะห์ก็คือพวกวิทยาศาสตร์นั่นเอง ทำไมต้องเอาไปวิจัย ต้องเก็บข้อมูล ทำไมต้องเก็บข้อเท็จจริง ก็คือมันเป็นประโยคเชิงสังเคราะห์นั่นเอง ส่วนที่เหลือเช่นอภิปรัชญาหรือศาสนาอยู่ในนี้ (ไม่ได้อยู่ในนี้ <ในไหนอ่ะ???> จึงไม่ได้มีความหมาย) ยกตัวอย่างเมื่อกี๋ที่เราบอกไม่ได้ว่าศาสนา เช่นพระเจ้ามีอยู่เป็นประโยคเชิงสังเคราะห์ เพราะว่ามันเกี่ยวกับเรื่อง verification ซึ่งไปไกลนิดนึงเพราะมัน verify ไม่ได้, ไม่มีวันที่จะ verify ได้ เพราะไม่มีวันที่มนุษย์จะเห็นพระเจ้าได้ แล้วจะ verify ได้ยังงัย แต่ว่าตอนนี้เราเอาแค่นี้ว่า เอาเชิง Synthetic กับ Analytic ไปก่อน อันนี้ก็คือความคิดเบื้องหลังภาษาไทยที่ให้อ่านอันนี้ (sheet ชลิค)

ประพจน์ที่ปรากฏในศาสนา, ในอภิปรัชญาจะไม่สามารถจัดเข้าประเภทวิเคราห์หรือสังเคราะห์ได้เลย ที่จัดเข้าวิเคราะห์ไม่ได้เพราะเจ้าของประพจน์คือศาสนาก็ไม่ยอม ถ้าบอกว่าพระเจ้ามีอยู่เป็นประพจน์เชิงวิเคราะห์เท่านั้น แปลว่าเขาไม่ได้พูดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในโลกหรือในจักรวาลนี้ แต่จริง ๆ แล้วเวลาคนเหล่านี้บอกว่าพระเจ้ามีจริง เขากำลังคิดว่ามีอยู่จริงข้างนอก เหมือนกับที่เราบอกว่าโต๊ะมีจริงนั่นเอง แต่จะเป็นสังเคราะห์ก็ไม่ได้ ในส่วนของสังเคราะห์นี้จะซับซ้อนหน่อยคือต้องเข้าเรื่อง verification คือ "พระเจ้ามีอยู่" ประพจน์นี้มัน verify ไม่ได้ เพราะไม่สามารถแสดงได้เลยว่าถ้ากรณีไหนบ้างที่ประโยคนี้จะจริง หรือเราไม่สามารถแสดงได้ว่ากรณีไหนบ้างที่ประโยคนี้จะเท็จ เอากรณีเท็จนี้จะง่ายดี เช่นบอกว่าแผ่นดินไหว มนุษย์ตายไปตั้งแยะ คนบริสุทธิ์ทั้งนั้น ประโยคนี้แสดงกรณีที่พระเจ้ามีอยู่จริงเท็จมั๊ย ชาวคริสต์ก็บอกว่าไม่ได้แสดง หรือว่าถ้ามีเด็กเกิดมาแล้วเป็นมะเร็งตายไปเลย ถ้าถามว่ากรณีนี้แสดงประพจน์ที่ว่าพระเจ้าทรงมีความเมตตาเท็จมั๊ย ชาวคริสต์ก็จะบอกว่าไม่ได้แสดง คืออะไร ๆ ก็ไม่ได้แสดงหมด มันก็ผิดไม่ได้ เช่นว่าเกิดอะไรที่เลวร้ายที่สุดขึ้นอย่างเช่นสิ่งที่เกิดกับชาวยิว ก็บอกไม่ได้กรณีนั้นแสดงว่าไม่จริงที่มีพระเจ้าอยู่ มันก็เลยแปลว่าประพจน์ที่ว่าพระเจ้ามีอยู่นั้น verify ไม่ได้ ประพจน์ที่ส่าพระเจ้ารักมนุษย์ verify ไม่ได้ มันจึงไม่ใช่ประพจน์จริงเท็จไม่ได้ ไม่มีความหมาย เป็นเพียงความสับสนเท่านั้นเอง

จะบอกว่าผู้ที่ให้ข้อสรุปอย่างนี้เป็นเวียนนาเซอร์เคิลทั้งหมดนั้นไม่ได้ เพราะคนที่ให้ข้อสรุปอย่างนี้มีมาก่อนก็มี แต่ว่าคนที่ใช้หลักเกณฑ์เรื่องการมีความหมายของข้อความเพื่อมาปฏิเสธศาสนาก็คือพวกเวียนนาเซอร์เคิลเป็นพวก …(ไม่ได้ยิน)… ถ้าคริสต์ถูกปฏิเสธมุสลิมก็โดยด้วยไปด้วยกันทั้งแผง แต่พุทธนี้เขาไม่ได้คิดถึงเพราะในสมัยนั้นยังไม่มี คือสมัยนั้นย่างที่ประเด็นธรรมกายนั่นเอง คนที่มาศึกษาพุทธก็ยังตีความพุทธไปแบบเทวะนิยมเลย คือในสมัยนั้นเป็นอย่างนี้ว่าฝรั่งทุกคนคิดว่าศาสนามันต้องมีเรื่งพระเจ้าแฝงอยู่ทุกครั้ง มันมีความคิดเรื่อง Natural Religion หรือศาสนาธรรมชาติ คือคิดว่าถึงไม่มีพระวิวรณ์หรือถึงพระเจ้าไม่เปิดเผยความจริงให้มนุษย์ มนุษย์เกิดมาปุ๊ป พอคิดถึงศาสนาปุ๊ปจะต้องคิดถึงว่ามีพระเจ้าทันทีโดยอัตโนมัติไม่ว่าเขาอยู่ส่วนไหนของโลก จะเห็นได้ว่าคนตะวันตกตอนนั้นเขาคิดอย่างนี้ ว่าถ้าเป็นศาสนามันต้องมีเรื่อง Super Natural มีสิ่งเหนือธรรมชาติ มีเรื่องพระเจ้า แต่ว่าแน่นอนการจะเอาความคิดเรื่องนี้มาประยุกต์ใช้กับพุทธบางทีมนัเจอทางตัน สมมติเรามานั่งตัดสิ่งที่เป็น Super Natural ในพุทธออกไปให้หมด พุทธก็ยังไม่ผิดอยู่ดีเพราะตัดไปได้เรื่อย ๆ เพราะอย่างในเรื่องจิตว่างก็คือการทำสมาธิแบบพุทธก็วัดได้เลย เช่นเอาพระมานั่งแล้ววัดคลื่นสมองได้เลย คือมัน verify ได้ มันช่วยไม่ได้…………………….…ปัญหาคือการดำเนินเพื่อไปถึงจุดหมายนั้น มันทำให้จริยศาสตร์ลักษณะของวิทยาศาสตร์ด้วย และทำให้จริยศาสตร์มีลักษณะของปรัชญาด้วย

ทำไมการดำเนินไปสู่จุดหมายนี้ทำให้จริยศาสตร์มีลักษณะของวิทยาศาสตร์ ---> เมื่อกี้บอกว่า จริยศาสตร์มีจุดมุ่งหมายที่จะอธิบายเงื่อนไขเชิงประจักษ์ที่ให้ค่าของความจริงของข้อความที่ว่า การกระทำที่ X เป็นการกระทำที่ดีเชิงจริยธรรม เงื่อนไขเชิงประจักษ์ทำให้มันเป็นวิทยาศาสตร์ อันนี้เขาให้นิยามว่าวิทยาศาสตร์เป็นระบบความรู้ แต่ความรู้ของเขา ๆ พูดในเชิง Logic ความรู้คือข้อความที่จริง อันนี้จะเป็นการโยงกลับไปเรื่องที่ว่าทำไมต้องมาพูดต้นชั่วโมงว่ามี ประพจน์เชิงวิเคราะห์, ประพจน์เชิงสังเคราะห์ ก็คือวิทยาศาสตร์เป็นระบบของข้อความเชิงสังเคราะห์นั่นเอง และข้อความที่สังเคราะห์คือข้อความที่จริงเท็จได้เชิงประจักษ์ การแสดงเงื่อนไขเชิงประจักษ์ของจริยศาสตร์ก็คือการแสดงข้อความเฃิงประจักษ์ ก็คือการแสดงข้อความเชิงสังเคราะห์ที่จริงเท็จเกี่ยวกับโลก ส่วนนี้เป็นส่วนที่ทำให้มันมีลักษณะของวิทยาศาสตร์ (ถ้าเอาสังเคราะห์มาจะชัดนะจ๊ะ)

และทำไมมันถึงมีลักษณะเป็นปรัชญาด้วย ---> ชลิค บอกว่าปรัชญาคืออะไร แล้วทำไมปรัชญาจึงเป็นประพจน์ที่มีความหมาย, ทำไมปรัชญาเป็นข้อความที่มีความหมาย ทำไมเราไม่บอกว่าปรัชญานั้น meaning less ในเมื่อสักครู่เล่าว่าเขามีจุดหมายที่จะทิ้งศาสนา ทิ้งปรัชญา ทิ้งอภิปรัชญาไป การให้ความกระจ่างแก่ความหมายนี่ แปลว่าปรัชญาใช้ประพจน์เชิงวิเคราะห์นั่นเอง เพราะฉะนั้นแปลว่าจริยศาสตร์ประกอบด้วยประพจน์ที่มีความหมาย 2 ประเภทเลย คือทั้งวิเคราะห์ และสังเคราะห์

- การที่มันประกอบด้วยประพจน์เชิงวิเคราะห์ และทำหน้าที่ในลักษณะนี้คือไปวิเคราะห์ความหมายของข้อความทางวิทยาศาสตร์ทำให้จริยศาสตร์มีความเป็นปรัชญา

- การที่มันประกอบด้วยประพจน์เชิงสังเคราะห์ และทำให้มันต้องไปหาค่าความจริงของประพจน์เชิงประจักษ์นั้น ทำให้มันมีลักษณะของวิทยาศาสตร์ ซึ่งอันนี้ต้องระวังเพราะปรัชญาเขาก็ใช้ในความหมายนี้ แต่ว่าไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับความหมายนี้ของปรัชญา และแน่นอนไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับความหมายนี้ของวิทยาศาสตร์

เมื่อรู้จักจริยศาสตร์แล้ว อันนี้จะเป็นกรอบต่อไปว่าต่อไปที่เขาทำมันอยู่อันไหน อยู่ข้อความเชิงวิเคราะห์, ข้อความเชิงสังเคราะห์ หรืออะไรอันนี้คือส่วนแรก

ต่อไปดูส่วนที่สอง พอจริยศาสตร์จะทำงาน ตอนนี้เรารู้แล้วว่าจริยศาสตร์มีจุดหมายอย่างไร และการไปถึงจุดหมายนั้นทำให้จริยศาสตรืมีลักษณะที่เป็นทั้งปรัชญาและวิทยาศาสตร์ ตอนนี้เราก็รู้แล้วมันคืออะไร ต่อไปจริยศาสตร์จะศึกษาจริยธรรมอย่างไร ---> คือเริ่มจาก ถ้าคำที่เราใช้คือ actual morality แล้วอย่างไร ---> สมมติว่าไปนั่งรวบรวมข้อมูลมาแล้วจริยศาสตร์ทำยังงัยต่อ ---> พอรวบรวมข้อมูลแปลว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลของข้อเท็จจริง แล้วข้อเท็จจริงมีตั้งเยอะ เราเอาข้อเท็จจริงประเภทไหน

สมมติข้อเท็จจริงเราก็หาจากในสังคม แล้วข้อเท็จจริงในสังคมก็มีตั้งเยอะเราเอาข้อเท็จจริงประเภทไหนมา เลือกอย่างไร หาข้อเท็จจริง, หาข้อมูล ข้อเท็จจริงมีตั้งเยอะหาในสังคม ข้อเท็จจริงในสังคมก็มีตั้งเยอะจะหาข้อเท็จจริงอะไร คือคำมันกำกวม คือข้อเท็จจริงมีค่าเชิงจริยธรรมไม่ได้ อย่างที่บอกว่า เราจะหลุด ought จาก is ไม่ได้ แต่ข้อเท็จจริงมีค่าเชิงจริยธรรมไม่ได้ แต่เกือบแล้วต้องเกลาอีกภาษาหน่อย เอาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำ คือเกี่ยวกับจริยศาสตร์ไม่ได้เพราะนี่คือสิ่งที่จริยศาสตร์ไปศึกษา ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำ เอาการกระทำตั้งหลายอย่าง คนเดิน ก็กระทำ, ควรหรือไม่ควรก็ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่ดีเชิงจริยธรรม แล้วก็ไปดูว่าคนในสังคมเวลาเขาบอกว่าอันนี้คือการกระทำที่ดีเชิงจริยธรรม มีอะไรบ้างก็เอามา list เลย พอเก็บข้อมูลได้มาแล้ว ก็ต้องวิเคราะห์หาลักษณะที่การกระทำที่คนในสังคมบอกว่าดีเชิงจริยธรรมมีร่วมกัน แล้ววิเคราะห์ลักษณะนี้ออกมาก่อนจากชุดของข้อมูลที่มี ลักษณะที่หาได้มีลักษณะคือ

- ลักษณะเชิงรูปแบบ เป็นอย่างไร คำว่า "รูปแบบ" (form) แปลว่า / คือโครงสร้างเหมือนกัน ลักษณะอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ ถ้าเป็น model ก็ต้องเป็น form แต่ถ้าเป็น form ก็ไม่ต้องเป็น Model เพราะ form มันกว้างกว่า model เพราะฉะนั้น ถ้าเป็น model ก็ต้องเป็น form แต่ถ้าเป็น form ก็ไม่ต้องเป็น Model เพราะว่าเป็น form อาจจะเป็นอันอื่นก็ได้

คำว่า form ไม่จำกัดแต่จริยศาสตร์ ใช้ได้ทั่วไป form คือโครงสร้างทั่วไป เหมือนกันก็เรียกว่า form เดียวกัน

อันนี้คืออีกขั้นหนึ่งแล้ว คือเราไปเก็บอันนั้นมาแล้ว และเราก็วิเคราะห์ วิเคราะห์ได้มา 2 ลักษณะ คือรูปแบบกับเนื้อหา เชิงรูปแบบก็คือ ถ้าอะไรเรียกว่าเป็นสิ่งที่ดีเชิงจริยธรรมมันจะต้องมีรูปแบบนี้หมด เหมือนกับบอกว่าถ้าใครเป็นพระ ก็รูปแบบเหมือนกันหมดคือ ห่มจีวร และโกนศีรษะ ก็รูปแบบเหมือนกันหมด แต่เนื้อหาอาจจะไม่เหมือนกัน ใครบอกเป็นตำรวจรูปแบบเหมือนกันหมด, เป็นพยาบาลรูปแบบจะเหมือนกันหมด แต่งตัวเหมือนกัน แต่เนื้อหาอาจจะไม่เหมือนกัน เช่น พยาบาลไปดูนางนาค แล้วเด็กเลยตาย นั่นคือเนื้อหาไม่เหมือน และรูปแบบที่สมมติเราเก็บข้อมูลมาเป็นเข่ง รูปแบบคือหลับตาหยิบข้อมูลในเข่งนั้น ไม่ว่าหยิบอันไหนออกมามันต้องเป็นอย่างนี้หมด เหมือนกับเราเป็นยักษ์แล้วจับนางพยาบาลมาไว้ในเข่ง หลับตาหยิบคนไหนขึ้นมาต้องใส่ form นี้หมด นี่คือรูปแบบนั่นเอง โครงสร้าง, ลักษณะทั่วไปเหมือนกัน

อะไรคือลักษณะทั่วไปของสิ่งที่ดีเชิงจริยธรรม ---> ลักษณะทั่วไปเลย สมมติมันอยู่ในเข่ง ที่จริงมันอยู่ไม่ได้ มันอยู่ในเข่งแล้วเราหลับตาหยิบขึ้นมา หยิบอันนี้ขึ้นมาเขย่า ๆ หยิบอันนี้ขึ้นมาเขย่า ๆ ต้องมีลักษณะนี้เสมอ ลักษณะนั้นคือ เป็นที่เรียกร้องหรือเป็นที่ต้องการให้ทำโดยสังคมนั่นเอง ถ้าอันไหนเป็นการกระทำที่ดีเชิงจริยธรรม หยิบขึ้นมาไม่ว่าอันไหนก็จะเป็นที่เรียกร้องเสมอ เหมือนกับใครเป็นพยาบาลหยิบขึ้นมาก็ใส่ชุดอย่างนี้เสมอ สมมติมี form เดียวก็ใส่ชุดนี้หมด นั่นคือลักษณะเชิงรูปแบบ

- ลักษณะเชิงเนื้อหา ถ้าเนื้อหาคือรูปแบบร่วมกันแล้วเราจะแยกเนื้อหากับรูปแบบทำไมหล่ะ ---> สมมตินี่คือข้อมูลแต่ละชิ้นที่เก็บมา พอเราเก็บมาเราทำกิจกรรมอย่างเดียวกับมันก็จะได้ลักษณะเชิงรูปแบบ แล้วเราทำกิจกรรมอย่างเดียวกับมันแต่จะได้ลักษณะเชิงเนื้อหา ตะกี๋เราทำอะไรเราจึงได้ลักษณะเชิงรูปแบบ (คือ formal) เรามีข้อมูลอย่างนี้แล้วเราไปทำอะไรกับมัน เราถึงรู้ว่ามันเป็นสิ่งสังคมต้องการ เราไปทำอะไรกับมัน ? อันนี้คือสิ่งที่สังคมบอกว่าดี เป็น fact สมมติเก็บ fact มาเข่งหนึ่งเราไปทำอะไรถึงได้ formal ไปทำอะไรถึงได้ material ทำกระบวนการเดียวกันแต่ผลผลิตมันคนละอย่าง เราไปทำอะไร ??? เราไปดู แล้วหาคุณสมบัติร่วมนั่นเรียกว่า Generalize หรือไป Abstract บางอย่างออกมา คือเราก็ไปหาว่าลักษณะที่มันมีร่วมกันก็ไปหา คือเราก็มองหาไปกว้าง ๆ หาลักษณะที่มีร่วมกัน ปรากฏว่าหาอย่างหนึ่งก็ได้เป็น formal มา และเราก็ไปทำกระบวนการเดิมอีกก็ไปหา แต่ผลที่ได้จะเป็น Material สิ่งที่หาลักษณะเชิง Material นี้เรียกว่า, เราเรียกชื่อสิ่งที่ทำอันนี้ว่าอะไร ? (Material คือเนื้อหานั่นเอง) และสิ่งที่มาทำกับตรงนี้เรียกว่า "ศาสตร์แห่งบรรทัดฐาน" ซึ่งอีกแล้วก็คนนี้ใช้คำนี้อยู่คนเดียว เพราะฉะนั้นต้องระวังเวลาจะเอาไปใช้


ทำไมเรียกว่า Science / ทำไมเรียกว่าศาสตร์ ---> เพราะมันศึกษาอะไรถึงเรียกว่า Science ---> ศึกษาข้อเท็จจริงจึงเรียกว่า Science เพราะฉะนั้นต่อไปจึงไม่มีใครตอบมาว่าจริยศาสตร์คือศาสตร์ที่ศึกษา เพราะว่าศาสตร์ปกติวงวิชาการแปลว่า Science ถ้าบอกว่าจริยศาสตร์คือศาสตร์ที่ศึกษาปุ๊ปมันก็ตัดความเป็นปรัชญาออกไปหมดเลยไม่มีเหลือ และสิ่งที่เราเรียนก็จะถูกตัดออกไป มันเป็น Science เป็น Normative Science

โดยทั่วไปโหราศาสตร์ก็ยังเรียกว่าศาสตร์ เอากว้าง ๆ ละกัน ตำว่า "ศาสตร์" ภาษาไทยจะถือว่าแปลมาจากคำว่า Science เพราะฉะนั้นใครไปเขียนภาษาไทยว่าศาสตร์ ต้องนึกว่ามันเข้ากับ Science หรือเปล่า เพราะคำว่าศาสตร์บางทีอย่างบางทีเขาวิจารณ์ว่าจริยศาสตร์แปลไม่ตรง เพราะมีคำว่าศาสตร์อยู่ และช่วงหลังศาสตร์ก็เอาไปแปลว่า Science หมด เพราะฉะนั้นอย่างเขียนว่าจริยศาสตร์คือศาสตร์ที่… ไม่งั้นมันก็เป็น Science หมด Political Science คือรัฐศาสตร์, Economic Science ก็คือเศรษฐศาสตร์ พอ Science ก็เป็นศาสตร์หมด

Normative Science ทำงานอย่างไร --->ก็ทำงานโดย Generalize นั่นเอง ---> Generalize หาอะไร ---> หาคุณสมบัติที่มันมีร่วมกันเช่นเมื่อกี๋นี้ สมมติทั้งในสังคมนี้มีอยู่แค่นี้ เราเก็บมาได้แค่นี้ (ให้พิจารณาศาสตร์แหงบรรทัดฐาน)

อันนี้เราเก็บกรณีทางจริยธรรมมาแล้ว แต่พอดีเรามองโลกในแง่ร้ายหน่อยเลยเก็บเรื่องร้าย ๆ มาแต่ไม่ได้เก็บเรื่องดี ๆ มา พอเราได้มาเราก็ Generalize คือจัดหมวด หาคุณสมบัติร่วมกันก็จัดว่า ฆ่า,ทุบ,ด่าอันหนึ่ง และก็โกหก, ผิดสัญญาอีกอันหนึ่ง อันนี้มันต้องอยู่ประเภทเดียวกัน (ด่ากับโกหกไม่น่าจะอยู่ด้วยกัน) เสร็จแล้วเราก็ทำอย่างเดิม เราก็จับในกลุ่มฆ่า, ทุบ, ด่าเราก็ Generalize ได้คุณสมบัติร่วมกันมาอันหนึ่ง ในกลุ่มโกหก, ผิดสัญญาเราก็ Generalize คือหาคุณสมบัติร่วมกันมาอีกอันหนึ่ง อันนี้ก็คือการทำงานของศาสตร์เชิงบรรทัดฐานว่าเริ่มจากข้อมูลแต่ละชิ้น ๆ ๆ มาย่อยจนได้บรรทัดฐานมา 2 อันถึงเป็นศาสตร์ของบรรทัดฐาน คือมันหาบรรทัดฐานว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไร ไม่ควรทำคือห้ามทำร้ายกัน และควรทำคือจงจริงใจต่อกัน เรียกอันแรกว่าบรรทัดฐานหนึ่ง และเรียกอันที่สองว่าบรรทัดฐานสอง

ต่อไปเราก็ทำคล้าย ๆ ของเดิม คือเราก็เอาบรรทัดฐานหนึ่งกับสองมา Abstract คุณสมบัติที่มันมีร่วมกันออกมา ก็จะได้บรรทัดฐานออกมาอีก ศัพท์ของบรรทัดฐานจะทำซ้ำกระบวนการนี้ไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดทำไม่ได้แล้วก็ถือว่าจบ

สมมติพอเสร็จแล้วมันก็อันนี้ คือก็เอาบรรทัดฐานหนึ่งกับสองที่ได้เมื่อสักครู่นี้แล้วก็มา Abstract สิ่งที่มีร่วมกันก็ได้ ตกลงได้บรรทัดฐานที่ใหญ่ที่สุดคืออย่างนี้ นี่คือตัวอย่าง ผลจริง ๆ อาจจะไม่ออกมาอย่างนี้ก็ได้ ที่จริงอันนี้ยังไม่จบเพราะชลิคเสนอว่าให้ทำแบบนี้ กับคำว่า "ดีทั่ว ๆ ไป" ไม่ใช่ดีเชิงจริยธรรมด้วย เช่น โต๊ะนี้ดี ต้นไม้นี้ดี และในที่สุดดีส่วนนั้นก็จะมาถึงตรงนี้ และก็เอาตรงนี้กับ "ดี" อันนั้นมาหาสิ่งที่มีร่วมกันอีก นี่คือศาสตร์แห่งบรรทัดฐาน แต่สมมติว่าอันนี้ทำเสร็จแล้วที่สุดแล้วก็ได้อย่างนี้ออกมานะจ๊ะ

คืออันนี้ก็เป็น Descriptive Ethics นั่นเอง (ทำเชิงปริมาณเป็น Descriptive Ethics) อันนี้มันเป็นปรัชญาภาพมันเลยเห็นชัดหรือง่ายกว่านี้ คืออันนี้ก็เป็น Descriptive Ethics แต่ว่าถ้าไปทำจริง ๆ มันจะซับซ้อนกว่านี้ เพราะเราไม่ได้เข้าไปในเผ่านี้เป็นครั้งแรก ส่วนมากเราทำกับสังคมที่คนเขาทำอย่างนี้กันมาแล้ว สิ่งที่เราทำมันเลยจะซับซ้อนกว่านี้ แต่ว่าถ้าเราจะทำตรง ๆ อย่างนี้ได้ก็เช่น เราอยู่ดี ๆ ไปเจอเผ่าผีตองเขียว เผ่าใหม่เราก็ไปเริ่มทำอย่างนี้ได้เลย แต่ถ้าทำวิทยานิพนธ์เราทำกับสังคมที่เขาทำมาแล้วมันก็จะซับซ้อนกว่า

ถ้าจรรยาบรรณวิชาชีพจะไม่ใช่ Descriptive Ethics แต่จะไปเป็นจริยธรรมเฉย ๆ เป็น code of ethics แต่ว่า Descriptive Ethics มันคล้าย ๆ อย่างนี้จะซับซ้อนเพราะเราพัฒนามามากแล้ว นอกจากไปเจอเผ่าใหม่เริ่มอย่างนี้ได้เลย อันนี้คือสิ่งที่ Normative Science ทำ ชลิคพอใจมั๊ยว่าสมมติทำเสร็จแล้ว ชลิคพอใจมั๊ยว่าให้ทำแค่นี้ ---> ไม่พอใจเพราะ, ทำไมชลิคเห็นว่าทำแค่นี้ไม่พอ ดูหน้า 2 ย่อหน้าที่ 3 ที่เค้าบอกว่าทำแต่นี้ไม่พอ --- เมื่อสักครู่จุดหมายทางจริยศาสตร์หรือจุดหมายที่จริยศาสตร์จะทำคืออธิบาย แต่ปรากฏว่าชลิคเห็นว่าสิ่งที่ Normative Science ทำนั้นเป็นเพียง Justified เท่านั้นยังไม่ถึง Explain ลองไปเปิดพจนานุกรมดูว่า Justified กับ Explain ต่างกันอย่างไร --- Justified คือยกเหตุผลมาสนับสนุน และ Explain คือบอกกฎทั่วไปและบอกว่าอันนี้มันอยู่ใต้กฎ (Justified คือให้เหตุผลสนับสนุน แน่นอนว่าเหตุผลสนับสนุนบางทีเป็นกฎทั่วไป แต่บางทีไม่ใช่กฎธรรมชาติ เดี๋ยวจะเห็นได้ว่ากฎธรรมชาติที่ชลิคหาได้นั้นมาจากจิตวิทยา)

………………..และหลังจากนั้นเราก็บอกว่าลักษณะของมันเป็นลักษณะอย่างไร ก็คือเป็นลักษณะของวิทยาศาสตร์และปรัชญา ซึ่งในการที่เราจะทำความเข้าใจลักษณะดังกล่าวเราก็อาศัยการแบ่งประเภทของประพจน์ที่มีความหมายเข้ามาช่วย และหลังจากนั้นเราก็ดูว่าจริยศาสตร์เวลาทำงานเริ่มจากอะไร เราก็จะเห็นได้ว่าเริ่มจากไปเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ดีเชิงจริยธรรมมา และหลังจากนั้นก็มาผ่านกระบวนการ Abstract หรือ Generalize ซึ่งผลที่ได้ออกมาเป็น 2 อย่างคือลักษณะลักษณะเชิงรูปแบบกับลักษณะเชิงเนื้อหา ลักษณะเชิงรูปแบบนั้นคล้าย ๆ ประพจน์เชิงวิเคราะห์ มันหาได้อยู่แล้วเพราะฉะนั้นเขาก็ไม่พูดถึงมาก และก็มาลักษณะเชิงเนื้อหาซึ่งสักซ้อนซักหน่อยเป็นเรื่องเชิงสังเคราะห์ ก็เลยเล่าถึงศาสตร์บรรทัดฐาน แต่อย่างที่ผู้บรรยายบอก ลักษณะแรกไม่ใช่ลักษณะเชิงวิเคราะห์ล้วน ๆ แต่ผู้บรรยายบอกว่าคล้าย ๆ แต่มันไม่ใช่เชิงวิเคราะห์ล้วน ๆ เพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้นมันจะทำให้ทฤษฎีของชลิคมีปัญหาซะเอง

หัวข้อคือ "ทฤษฎีจริยศาสตร์ของมอริส ชลิค" แต่ชื่อหนังสือของเขาคือ Problem of Ethics สาเหตุที่เขาตั้งชื่อหนังสือว่า "ปัญหาของจริยศาสตร์" เพราะเขขาเห็นว่านักจริยศาสตร์หลงทาง เขาเลยเล่าว่าทางที่ถูกมันทำอย่างไร ก็คือเป็นการเสนอทฤษฎีของตัวเอง เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วสิ่งที่เขาเขียนก็คือทฤษฎีของเขา

เช่นเขาบอกว่ามีพวกหลงทาง เช่นค้านท์หลงทาง หรือมันก็มีปัญหาอื่นเช่น ปัญหาเรื่องเจตจำนงเสรี ซึ่งผู้บรรยายไม่ได้พูดถึง ซึ่งเขาก็บอกว่าพวกที่คุยพวกนี้หลงทาง จริง ๆ มันต้องเป็นอย่างนี้ และเหตุผลที่มันเป็นอย่างนี้ก็ด้วยทฤษฎีที่เขียนมานี่เอง เพราะฉะนั้นเราจะไม่ได้ลงบริบทที่เขาไปวิจารณ์คนอื่น แต่เราลงทฤษฎีของเขาเลยเพราะเวลาเขาวิจารณ์เขาเอาทฤษฎีนี้ไปวิจารณ์ ซึ่งเราต้องใช้เวลาทำความเข้าใจทฤษฎีของเขาเสียก่อน รู้สึกบทส่วนใหญ่จะเป็นอันนี้ และเขาจะพอพูดทฤษฎีเขาได้ในแต่ละส่วนเขาก็จะว่าออกไปวิจารณ์คนอื่น เช่นวิจารณ์ค้านท์บ้างหรือวิจารณ์คนอื่นบ้าง

ชลิคอธิบายว่า "ศาสตร์แห่งบรรทัดฐาน" ใช้ไม่ได้เพราะเป็น Justification ไม่ได้เป็น Explanation เพราะฉะนั้นจะเป็น Explanation ต้องทำอย่างไร ก็เป็นเรื่องของจิตวิทยาแล้ว ก็คือเป็นเรื่องที่ว่าเราจะต้องไปหาว่าเวลาคนทำสิ่งทีดีนั้น อะไรมันอยู่เป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในตัวเขา อันนั้นก็เลยขึ้นเรื่องจิตวิทยามันก็เลยเป็นเรื่องของแรงจูงใจนั่นเอง ตรงนี้เขาก็ขึ้นเรื่อง Law of Motivation นั่นเอง

ตอนแรกเขาจะวิเคราะห์ก่อนว่าอะไรคือ "ดี" เขาก็เอา Law of Motivation มาวิเคราะห์ ซึ่ง Law of Motivation ก็คือว่าเวลาเราจะทำอย่างไร สมมติเราเป็นเด็กและมีเค้กมาให้เรากิน 2 ชิ้นให้เราเลือก และเราเลือกชิ้นหนึ่ง และสิ่งที่จะดูก็คือทำไมเราเลือกชิ้นนั้น อะไรเป็นกฎเกณฑ์ที่กำหนดแรงจูงใจให้เราไปเลือกเค้กชิ้นนั้น ๆ ซึ่งชลิคอธิบายว่าสิ่งที่กำหนดก็คือมี 2 อย่าง จินตภาพ (idea) กับความพึงพอใจ สมมติเราเป็นเด็กเราชอบกินเค้ก แต่ว่าพอเอาเค้กมา 2 ชิ้น ชิ้นหนึ่งใหญ่และอีกชิ้นหนึ่งเล็ก เราเลือกชิ้นเล็ก ทั้ง ๆ ที่น่าจะเลือกชิ้นใหญ่ก็ต้องเอากฎแห่งความจูงใจมาอธิบายว่า เรามีจินตภาพว่าถ้าเราเลือกชิ้นเล็กเราจะได้ความพึงพอใจมากกว่าการที่เราจะเลือกชิ้นใหญ่ แต่ความพึงพอใจนั้นจะมีในรูปแบบอื่นคือได้รับคำชมเชยว่าให้ชิ้นใหญ่กับน้อง นี่คือกฎของแรงจูงใจ มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแต่มันเป็นสิ่งที่เราคิด เวลาเราคิดเราก็มี idea คือจินตภาพ 2 อย่างที่เราจะต้องเลือก เวลาเราเลือกเราจะเลือกจินตภาพมันเป็นเรื่องของว่าจะทำอะไร, ทำแล้วจะได้อะไรซึ่งเป็นเรื่องจินตนาการทั้งหมดหรือเป็นเรื่องความคิดทั้งหมด เราจะเลือกจินตภาพที่เราคิดว่าถ้าทำไปแล้วจะได้ความพึงพอใจมากที่สุดหรือได้ความทุกข์น้อยที่สุดนั่นเอง ต่อไปเวลาพูดว่าได้ความพึงพอใจมากกว่านี้ก็จะหมายถึงว่า ได้ความพึงพอใจมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับอีกจินตภาพหนึ่ง หรือได้ความทุกข์น้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับอีกจินตภาพหนึ่ง อย่างที่บอกมันเป็นระดับความคิด เพราะว่าไม่แน่ว่าเราเลือกเค้กชิ้นเล็กแล้วเราคิดว่าจะได้คำชม แต่วันนั้นผู้ใหญ่อาจจะยุ่งเลยไม่ได้ชมก็ได้ อันนี้คือกฎแห่งแรงจูงใจ

สิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจนคือต้องแยกระหว่างจินตภาพ กับความรู้สึกให้ชัดเจน เพราะเราพูดว่าจินตภาพที่ให้ความรู้สึกพึงพอใจ นั่นคือพอเรานึกถึงอันนี้เรามีความพึงพอใจกับมัน ไม่ใช่จินตภาพของสิ่งที่น่าพึงพอใจหรือไม่น่าพึงพอใจ บางสิ่งนั้นไม่น่าพึงพอใจ เช่นสมมติอยู่ดี ๆ เราก็เอาแส่มาเฆี่ยนหลังตัวเอง การเฆี่ยนหลังตัวเองไม่น่าพึงพอใจ แต่พอดีเรามีจินตภาพที่เรารู้สึกพึงพอใจ คือพอเรานึกว่ากำลังเฆี่ยนหลังตัวเองจะรู้สึกพึงพอใจ เพราะเราเชื่อว่าเรากำลังไถ่บาปอยู่ อันนี้จะเห็นว่าจินตภาพที่น่าพึงพอใจกับจินตภาพเกี่ยวกับสิ่งที่น่าพึงพอมันคนละอันกัน การเฆี่ยนหลังไม่ใช่สิ่งที่น่าพึงพอใจ แต่พอเราคิดถึงการเฆี่ยนหลังทีไรเราก็รู้สึกพึงพอใจ, รู้สึกมีความสุข พวกซาดิสม์ก็เป็นอย่างนี้ เขาอาจจะไม่ได้คิดเรื่องพระเจ้า คือพวกมาโซคิส ไม่ใช่ซาดิสม์ พวกซาดิสม์ก็คือพวกที่ทำให้คนอื่นเจ็บแล้วตัวเองหัวเราะ แต่มาโซคิสก็คือต้องไปให้เขาทุบและเรารู้สึกพอใจ แต่พอใจลึก ๆ คือมันไม่ชอบแต่พอใจ มันก็อย่างนี้ว่าเราคิดอย่างไรกับจินตภาพ และจินตภาพนี้จะเป็น sacrifice คือบางทีเราคิดอยู่คนเดียว อย่างเห็นชาวฟิลิปปินส์เฆี่ยนหลังเราก็ไม่ได้คิดว่ามันจะดีด้วย และนอกจากนี้มันเป็น sacrifice เพราะเราคิดอยู่มันอาจจะไม่จริงก็ได้, ไม่รู้มันจะจริงหรือไม่จริง อันนี้คือลักษณะของ Law of Motivation ซึ่งสิ่งนี้อธิบายได้ว่าทำไมสิ่งหนึ่ง "ดี" คือทำไมเราไปเลือกทำสิ่งนั้น แต่มัน "ดี" เฉย ๆ ถ้าอธิบายแต่นี้ก็จะเจอปัญหาท่านภาสกรณ์เจอคือนั่งเคาะหน้าแข้งตัวเองก็ดี ปัญหาคือทำไมมันจึงดีเชิงจริยธรรม "ดี" เฉย ๆ ไม่พอต้องดีเชิงจริยธรรมด้วย

ทำไมมันถึงดีเชิงจริยธรรม เพราะสิ่งหนึ่งมันจะดีเชิงจริยธรรมเมื่อมันมีลักษณะเชิงรูปแบบของสิ่งที่ดีเชิงจริยธรรมด้วย เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งสมมติในกลุ่มของสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเกณฑ์ของ Law of Motivation มา สมมติมี 10 อย่าง ซึ่ง 5 ใน 10 นั้นอาจจะมีลักษณะเชิงรูปแบบของสิ่งที่ดีเชิงจริยธรรม นั่นคือเป็นสิ่งที่สังคมเรียกร้อง และ 5 อันนั้นเองก็คือสิ่งที่ดีเชิงจริยธรรม เพราะฉะนั้นในการอธิบายสิ่งที่ดีเชิงจริยธรรม อธิบายมันต้องมีเงื่อนไข 2 อัน เงื่อนไขแรกคือผ่าน Law of Motivation ก็คืออธิบายได้ด้วย Law of Motivation เงื่อนไขที่สองคือเป็นสิ่งที่สังคมเรียกร้องหรือต้องการ แต่จริง ๆ แล้วพอพื้นฐานที่สุดแล้ว สิ่งที่สังคมเรียกร้องหรือต้องการก็อธิบายได้ด้วย Law of Motivation ด้วย คือสังคมจะเห็นว่าหากสมาชิกคนอื่น ๆ มีความสุขตัวเองก็จะมีความสุขไปด้วย จินตภาพที่เห็นคนอื่นมีความสุขจึงเป็นจินตภาพที่น่าพึงพอใจ เพราะฉะนั้น การกระทำอะไรที่เขาเชื่อว่าจำนำมาซึ่งความสุขของผู้อื่น จึงเป็นการกระทำที่เขาจะเลือกหรือเรียกร้องหรือต้องการให้มีขึ้น เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าแม้แต่ลักษณะเชิงรูปแบบของสิ่งที่ดีเชิงจริยธรรมก็สามารถอธิบายด้วย Law of Motivation เพราะฉะนั้นถ้าเราสรุปจริง ๆ สิ่งที่อธิบายสิ่งที่ดีก็คือ Law of Motivation นั่นเอง ----- สิ่งที่ดีเชิงจริยธรรมก็คือ Law of Motivation นั่นเอง แต่ความซับซ้อนจะทำให้มันแยกได้สองทาง คือระหว่างสิ่งที่ดีเฉย ๆ กับสิ่งที่สังคมเรียกร้อง

ในตรงนี้จะมีเสริมนิดนึงเรื่องคือเวลาบอกว่ามีความซับซ้อน ความซับซ้อนหนึ่งก็คือเรื่อง Social Impulse คือเขาเชื่อว่ามันเป็นธรรมชาติของเราที่พอเห็นคนอื่นมีความสุขเราก็จะมีความสุขไปด้วย อันนี้คือความซับซ้อนที่มาอธิบายเพิ่มเติมกับ Law of Motivation ทำให้เกิดการเรียกร้องของสังคมขึ้นนั่นเอง แต่เวลาใช้แรงกระตุ้นทางสังคมให้ระวัง อย่างที่บอกไว้แล้วว่าความหมายมันคืออะไร มันไม่ใช่ Altruistic กับ Altruism เสมอ บางทีมันก็ฟังดูเห็นแก่ตัวก็มี เพราะคิดว่าตัวเองดีเมื่อคนอื่นดีก็เลยอยากให้คนอื่นดี อันนี้เห็นแก่ตัวหน่อย

สิ่งที่พูดทั้งหมดนี้คือทฤษฎีพื้นฐานที่สุดของชลิค สิ่งที่อยู่ช่วงหลังออกไปเป็นการอธิบายเพิ่มเติม ซึ่งก็ทำให้เห็นลักษณะหรือเห็นเงื่อนไขของสิ่งที่ดีเชิงจริยธรรมได้ชัดเจนขึ้น นั้นก็คือมีปัญหาว่าทำไมสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่ดีเชิงจริยธรรม หรือเป็นสิ่งที่สังคมเรียกร้องให้ทำ หรือสิ่งหนึ่งเป็นจินตภาพที่สังคมพึงพอใจ แล้วจึงกลายมาเป็นจินตภาพที่สมาชิกในสังคมแต่ละคนพึงพอใจได้ด้วย --- ในสังคมพึงพอใจจินตภาพที่ว่าคนไม่ฆ่ากัน และสมาชิกจึงมาพึงพอใจกับจินตภาพนี้ได้ด้วย ทั้ง ๆ ที่เราคิดได้เสมอว่าสมาชิกจะคิดไม่เหมือนกับสังคม สิ่งที่จะช่วยอธิบายก็คือ Law of Assimilation นั่นเอง

Law of Assimilation หรือกฎแห่งการปรับให้สอดคล้องกัน คือพูดง่าย ๆ ว่าบางกรณีนั้นสมาชิกเห็นไม่เหมือนสังคม สังคมก็มีวิธีแซงชั่น เช่นให้รางวัลหรือลงโทษ ถ้าสมาชิกเห็นว่าขโมยแล้วมันน่าพึงใจแล้วพอไปลงโทษ ก็แปลว่าการทำตามจินตภาพนี้จริง ๆ แล้วให้ผลที่ไม่น่าพึงพอใจเพราะถูกลงโทษ ก็จะถูกกฎแห่งการปรับให้สอดคล้องกันคือต่อไปก็ไม่ขโมย เราปรับความรู้สึกที่มีจินตภาพเรื่องการขโมยให้เป็นความไม่น่าพึงพอใจ ให้สอดคล้องกับผลของการขโมยคือการถูกลงโทษนั่นเอง อันนี่คือกฎของการปรับให้สอดคล้องซึ่งก็ตรงกับสามัญสำนึกของเรา แต่ความซับซ้อนนี้มันจะมีอยู่ตรงที่ว่า (หน้า 6 อันนี้จะขึ้นเรื่องความซับซ้อน) คือเราบอกว่ามันมีกฎของการรับให้สอดคล้องกัน คือถ้าจินตภาพคิดว่าน่าพึงพอใจ พอทำแล้วมันน่าพึงพอใจจริง ๆ มันก็จะคงอยู่ ถ้าจินตภาพคิดว่าน่าพึงพอใจพอไปทำแล้วมันไม่น่าพึงพอใจก็จะเปลี่ยนที่จินตภาพว่าไม่น่าพึงพอใจ ถ้าจินตภาพว่าไม่น่าพึงพอใจพอไปทำแล้วมันน่าพึงพอใจก็จะไปเปลี่ยนจินตภาพว่ามันน่าพึงพอใจ อันนี้คือ Law of Assimilation แต่ปัญหาก็คือว่า ถ้าเกิดว่าสังคมมันเพี้ยน พอใครไม่เอามีดแทงตัวเองก็จะถูกประณามหรือถูกลงโทษ เขาก็บอกว่าถ้าอย่างนี้ Law of Assimilation ก็จะไม่ทำงานเพราะว่าถูกด่าดีกว่าเอามีดแทงตัวเอง เพราะฉะนั้นศีลธรรมมันก็จะไม่ทำงาน เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความง่อนแง่น หรือ contingency ชลิคก็เลยกลับไปหาลักษณะของสิ่งที่ดีเชิงจริยธรรมให้มันเป็นพื้นฐานมากขึ้น เพื่อที่จะแสดงว่าถ้าสิ่งไหนเป็นจริยธรรมแล้วมันจะนำมาซึ่งความพึงพอใจเสมอ และเงื่อนไขเหล่านั้นก็คือว่าเขาเชื่อว่าสิ่งที่ทำให้สิ่งที่ดีเชิงจริยธรรมเป็นสิ่งที่ลาก Law of Assimilation ไปได้ และก็เป็นสิ่งที่คงอยู่ เป็นวัฏจักรที่ยืนยันตัวเองตลอดไป ไม่ใช่ว่าคิดว่าพึงพอใจพอทำแล้วไม่น่าพึงพอใจเลยเปลี่ยนที่จินตภาพ

ทำยังงัยทำให้จริยธรรมเป็นจินตภาพที่น่าพึงพอใจและเมื่อทำตามแล้วก็น่าพึงพอใจจริง ๆ ทำให้ทำอย่างนั้นต่อไป พื้นฐานที่ชลิคอธิบายก็คือ Social Impulse นั่นเอง พื้นฐานของจริยธรรมก็คือว่าคนมี Social Impulse คนจึงเห็นเรื่องจริยธรรมว่าเป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจ และเมื่อไปทำตาม Social Impulse ชลิคก็เห็นว่าก็จะได้รับความพึงพอใจจริง ๆ คือเมื่อคนอื่นมีความสุขเราก็จะมีความสุขไปด้วย หรือบางทีมันมีแต่อันนี้อาจจะแย้งว่า บางทีเราทำไปแต่ไม่สำเร็จเราก็ยังรู้สึกว่ามีความสุขว่าอย่างน้อยเราก็ได้ทำอะไรบางอย่าง อันนี้มันก็เลยจะไม่มีกรณีหรือว่าเป็นไปได้น้อยที่จะมีกรณีที่ว่าเราทำตาม Social Impulse แล้วนั้น มันจะเกิดสิ่งที่มาหักล้างมันตาม Law of Assimilation เพราะฉะนั้นจึงบอกได้ว่าจินตภาพที่น่าพึงพอใจที่มีพื้นฐานจาก Social Impulse นั้นเป็นจินตภาพที่มันดีจริง ๆ เพราะทำตามและก็น่าพึงพอใจ นอกจากนี้มันยังจะใช้คำว่ามัน "ดี", "มีคุณค่าสูงสุด" หรือมัน "ดีสูงสุด" ทั้งนี้เพราะว่าพอทำแล้วศักยภาพของเราจะไม่ถูกบั่นทอน สมมติเราบอกว่าเสพยาเสพติดมีคุณค่าเพราะว่ามันเป็นจินตภาพที่น่าพึงพอใจ เราก็เลยไปเสพ พอเสพแล้วมันก็คุณค่าจริง ๆ ด้วย คือน่าพึงพอใจจริง ๆ แต่ปรากฏว่ามันมีผลในการบั่นทอน คือพอครั้งต่อไปเสพมันชักจะแย่แล้ว ก็แปลว่ามันไม่ได้มีคุณค่าสูงสุด แต่ว่าสำหรับ Social Impulse หรือจริยธรรมที่มีพื้นฐานจาก Social Impulse นั้นมันดีมีคุณค่าเพราะพอคิดถึงก็พึงพอใจ และมันมีคุณค่าจริง ๆ เพราะพอทำตามแล้วก็ได้รับความพึงพอใจจริง ๆ และมันก็มีคุณค่าสูงสุดเพราะว่าพอทำตามไปแล้วศักยภาพจะไม่ถูกบั่นทอนลงไปเลย ในเมื่อเป็นเช่นนี้จึงสรุปได้ว่า จริยธรรมมีเงื่อนไขที่จะทำให้มันกลายเป็นจินตภาพที่น่าพึงพอใจส่วนบุคคล อันนี้ก็ทำให้ชลิครอดพ้นจาก contingency ดังกล่าวนั่นเอง อันนี้คือส่วนที่ Law of Assimilation มีบทบาท

และพอมาถึงตอนหลังก็ได้ขึ้นเรื่อง Normative Ethics หน่อย คือการจะตัดสินใจว่าอะไรดีไม่ดีนั้นแน่นอนนั้นดูที่ความพึงพอใจ ดูที่ความผาสุขของสังคม และเรายังมีพื้นฐานเชิงประจักษ์ที่ทำให้สามารถตัดสินได้ว่าหลักเกณฑ์ทางจริยธรรมหนึ่ง ๆ มันใช่จริยธรรมจริงหรือไม่ เช่นถ้าสามีตายภรรยาต้องกระโดดเข้ากองไฟไปด้วย มีหลายคนเชื่อว่าเป็นจริยธรรม แต่เอาเกณฑ์ของชลิคมาตัดสินดูว่ามันใช่จริยธรรมจริงหรือไม่ก็ได้ มันเป็นจริยธรรมเพราะคนในสังคมพอนึกถึงภรรยาโดดเข้ากองไฟก็มีความพึงพอใจกันทุกคน แต่ประเด็นก็คือพอทำจริง ๆ แล้วมันน่าพึงพอใจจริงหรือไม่ นำมาซึ่งความผาสุขของสังคมจริงหรือไม่ อันนี้ก็คือประโยชน์ของชลิคที่เอาไปใช้ในเชิงประจักษ์ได้นั่นเอง นี่คือภาพคร่าว ๆ แต่ถ้าอ่านต่อไปของ Evolutionary and Ethics จะพบว่ามันมีความสัมพันธ์กับของชลิค คือจริยศาสตร์ที่มีพื้นฐานเชิงประจักษ์ หรือจริยศาสตร์ที่เป็นพวก Emparasis คือประสบการณ์นิยมมีน้อยมาก ส่วนใหญ่ถ้าเป็นจริยศาสตร์ก็เป็นเหตุผลนิยมเป็นส่วนใหญ่ ชลิคนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง และ Evolutionary and Ethics ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของ Empirisis นั่นเอง ที่จริงรู้สึกมันก็มีแค่นี้และก็ไม่มีแล้ว ถ้าต่อไปไปเรียนจริยศาสตร์สิ่งแวดล้อมอาจจะเจอมาหน่อยพวก Empirisis แต่ถ้าอันอื่นจริง ๆ แล้วไม่มี อย่างเช่นทฤษฎีสิทธิเป็นเหตุผลนิยม อย่างจอห์น ล็อค เขาบอกเป็นประสบการณ์นิยม พอเข้าศีลธรรมใช้ทฤษฎีสิทธิเป็นเหตุผลนิยมไปเลย มีฮูมคนเดียวที่ทฤษฎีความรู้ก็เป็นประสบการณ์นิยมและจริยธรรมก็เป็นประสบการณ์นิยม อย่างที่บอกว่าชลิคมาจากแวดวงเวียนนาก็เป็น Logical Positivism ซึ่ง Logical Positivism ก็มาจากวัสเซล, มอร์, ทีเก้นสไตน์ และวัสเซลกับมอร์ก็คือคนที่ปลุกให้เดวิด ฮูมซึ่งความคิดของเขาตายไปนานแล้วในอังกฤษฟื้นขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นก็มีความสัมพันธ์กับกับฮูม

ประสบการณ์นิยมเป็นญาณวิทยา --- ฌอง ปอล ซาร์ตในเชิงญาณวิทยาเป็นปรากฏการณ์วิทยา คือ Phenomenology เป็นอีกเรื่องหนึ่ง Phenomenology บางทีมันใกล้เคียงกับ Empiricism แต่ไม่เหมือนกัน ถ้า Empiricism แล้วจะไม่ใช่ใช้คำว่า Phenomenology แต่จะใช้คำที่คล้าย ๆ กันคือ Phenomenalism มันคล้าย ๆ แต่ไม่เหมือน เพราะฉะนั้น Phenomenology เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งค่อนข้างยาก

ปรัชญาแบ่งเป็น 2 สาย คือสายโลกพูดภาษาอังกฤษ กับสายทวีปยุโรปที่เราเรียนคือสายโลกที่พูดภาษาอังกฤษ แต่ซาร์ตเป็นสายทวีปยุโรป ซึ่งฝรั่งจะแยกกันอย่างนี้ เหมือนอาหารเช้า breakfast มีแบบอังกฤษและ breakfast แบบ continental แต่มันไม่แยกแค่ breakfast หรืออย่างวรรณคดีก็แยก, ปรัชญาก็แยก, ศาสนาก็แยก และพอรวมกันเข้าเป็น EU อังกฤษเลยมีปัญหาอยู่ประเทศเดียว เพราะนอกนั้นเป็น continental ทั้งหมด

อย่าลืมว่าอันนี้ของชลิคอย่าได้เอาไปปนกับของคนอื่น เพราะเดี๋ยวจะตีกัน ชลิคก็เป็นสายหนึ่ง อ่านดูราวเหมือนกับว่า แต่คงไม่เหมือนซะทีเดียว แต่ราวกับค้านท์, มิลล์คือคนละคนกัน อย่างของค้านท์รู้ได้อย่างไรว่าถูกหรือผิด ก็คือใช้เหตุผลไม่ใช่ใช้ประสบการณ์ และรู้ได้อย่างไรว่าใช้เหตุผลถูก ก็เพราะว่ามนุษย์มีเหตุผลเป็นสมรรถนะหนึ่ง คล้าย ๆ กับเรามีตาอีกตาหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อค้านท์ขึ้นไปบนฟ้าชิลคก็เลยมาด่าว่าค้านท์ถูกแง่หนึ่งคือถูกในเชิงลักษณะในเชิงรูปแบบ (formal characteristic) แต่ในเชิงเนื้อหาค้านท์ผิดเพราะค้านท์ขึ้นไปบนสวรรค์ ค้านท์ไม่ได้กลับมาหาลักษณะเชิงจิตวิทยาของมนุษย์ นี่คือปัญหา แต่ว่าจะรู้ตรงนั้นได้ต้องรู้ตรงนี้ก่อน คือไม่ต้องโยงเข้าปัญหา เรารู้อันนี้ก่อนถึงจะเข้าใจอันนั้นได้ เพราะฉะนั้นประเด็นคือเราต้องเข้าใจอันนี้ก่อนก็จบ

เขาออกทฤษฎีใหม่ มันเหมือนกันมิลล์ก็ออกทฤษฎีใหม่ของเขาเอง และเขาก็บอกว่าค้านท์ใช้ไม่ได้ และเราก็อ่านมิลล์ได้โดยไม่ต้องอ่านค้านท์ และเราก็สามารถอ่านชลิคได้โดยไม่ต้องผ่านคนอื่น แต่ที่จริงเรารู้แล้ว รู้ค้านท์ รู้มิลล์แล้ว อันนี้มันอาจจะไปได้ด้วยกันกับมิลล์ได้หรืออาจะไปไม่ได้ก็ต้องตัดสิน เพราะนี่มัน Metaethics อย่างที่บอก Metaethics มันศึกษามา ethics และมิลล์ก็อยู่ตรง Normative Ethics และมิลล์ก็ขึ้น Metaethics น้อยมาก แต่ก็ขึ้น และอีกประเด็นหนึ่งก็คือมิลล์มาก่อนในศตวรรษที่ 19 แต่อันนี้มันหลังศตวรรษที่ 19 มานั้นมันเริ่มแยกอย่างชัดเจนกับ Metaethics กับ Normative Ethics

เขาพิจารณาอภิจริยศาสตร์เพื่อที่จะออกทฤษฎี แต่ว่าเขาออกทฤษฎีน้อย เหมือนกับที่ถ่ายเอกสารไปบทที่ 2 ทำไมเป็น Relativism เลย ซึ่ง Relativism ก็เป็นอภิจริยศาสตร์คือพิจารณาก่อนและพอไปบทหลังก็เริ่มเข้า Normative Ethics มันเชิง Logic งัย --- ก่อนบ้านจะสีแดงได้บ้านต้องมีอยู่ เพราะฉะนั้นบ้านมาก่อนและสีแดงมาทีหลัง --- คืออย่างพึ่งคิดถึงปัญหา คิดว่าที่ทฤษฎีของเขาคืออะไร

ของค้านท์เป็น Normative และชลิคเป็น Metaethics ซึ่งเทียบกันลำบาก

ของชลิคนั้นเป็น Metaethics มากและเป็น normative นิดเดียวเอง แต่ของค้านท์นั้นเป็น normative มากมันเลยเทียบกันลำบากเพราะมันไม่เหมือนกัน ถ้าก่อนศตวรรษที่ 19 มักจะเป็นแบบนี้ แม้แต่ของมิลล์ก็เป็นแบบนี้ แต่หลังจากนั้นเป็นไปได้ที่จะแยกอย่างนี้ออกมา มันเลยเทียบกันลำบากระหว่างค้านท์กับชลิคแต่อย่างที่บอกว่าของชลิคพื้นฐานก็คือ Law of Motivation และขึ้นมาคือ Law of Assimilation และหลังจากนั้นก็จะได้ว่าดี ดีจริง ๆ และดีที่สุด ซึ่งมีแค่นี้แล้วก็จบ นี่คือของชลิค (ไม่ใช่ norm แต่เป็น principle ที่อธิบาย ethics แต่ว่าแน่นอนเราฟังอย่างนี้แล้วมันโยงไป norm ได้ แต่แน่นอนปัญหาของชลิคก็คือเป็นปัญหาของทุกคนที่มีทฤษฎีแบบ Empirisis ก็คือมี Naturalistic For Lacy หรือเปล่า ชลิคบอกว่ามันเป็นอย่างนี้ มันมี Law of Motivation แบบนี้ มี Law of Assimilation แบบนี้ ประเด็นก็คือแล้วมันควรจะเป็นแบบนี้หรือเปล่า ชลิคบอกคนมี Altruistic Impulse แต่ประเด็นคือแล้วควรจะมีหรือเปล่า นี่คือปัญหาของทฤษฎีทำนองนี้ซึ่งตามมาเสมอ คือทุกคนมีปัญหาหมด มิลล์ ค้านท์ ชลิค ให้เราลองคิดดูว่าจะเห็นด้วยกับเขาดีหรือเปล่า อย่างคนที่มาคล้ายๆ อันนี้แต่ที่จริงได้รับอิทธิพลจากเหตุผลนิยมคือโคลเบิร์ก ซึ่งเขาก็เห็นปัญหานี้และพยายามตอบปัญหานี้ แต่ไม่เหมือนเพราะโคลเบิร์กไปเหตุผลนิยมก่อน คล้าย ๆ กันตรงที่ว่าเขาบอกว่าอันนี้มันมีอยู่ มันเป็นอย่างนี้ และเขาสรุปเป็นอย่างนี้จากควรเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร แต่ว่าพวก Empirisis พวก Empirical Theory นั้นเจอปัญหานี้ทั้งนั้น

ตัวอย่างที่เขียนนี้เป็นลักษณะของการเขียนทางปรัชญาแบบหนึ่งในภาษาไทย จะเห็นได้ว่ามีแต่เนื้อไม่มีน้ำเลยมีปัญหาว่าต้องมานั่งอธิบายกัน

ในคราวหน้าจะเรียน Evolution Ethics ซึ่งมีพื้นฐานบนทฤษฎีของชาร์ล ดาร์วิน

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 4 February, 2007 9:09 PM