http://www.duangden.com
สมจศ 528 พื้นฐานเชิงประจักษ์ทางจริยศาสตร์ 
[ SHES 528 Empirical Foundation of Ethics ]

ครั้งที่ 6 The Basis of Socialization (9 ธ.ค. 42)
 
 


***

THE BASIS OF SOCIALIZATION

SECTION ONE

Socialization แปลว่า การจัดระเบียบของสังคม การขัดเกลาทางสังคม การกล่อมเกลาทางสังคม สังคมประกฤต หรือสังคมปกรณ์

ในหนังสือที่ให้รายละเอียดแก่เราก็มีเนื้อหาที่กระชับ ก็คือเหมือนกับว่าเป็นการศึกษาในเรื่องของจริยธรรม เพราะว่าในแง่ของสังคมก็คือว่าจริยธรรมและศีลธรรม หรือว่าในเรื่องของคุณค่าเป็นส่วนหนึ่งที่สังคมได้หยิบยื่นและปลูกฝังให้แก่สมาชิกในสังคม

ทีนี้อาจารย์ก็จะพูดถึงเรื่องในเกี่ยวกับการอบรมจริยศาสตร์ให้แก่ทางสังคมนั้นทำไมจึงเกิดขึ้น อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้การอบรมหรือการจัดระเบียบทางสังคมนั้นเป็นไปได้โดยมนุษย์ เขาก็พูดถึงวัตถุประสงค์ของ Socialization ต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อมูลที่นำไปประกอบการศึกษาเรื่องที่เป็นพื้นฐานในเชิงประจักษ์ทางจริยศาสตร์

อย่างที่ทราบว่าอะไรก็ตามที่เป็นเรื่องประจักษ์นั้นเป็นเรื่องที่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งปรากฏอยู่ ซึ่งเราสามารถที่จะรับรู้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องของข้อมูลทางสังคม ซึ่งเป็นแง่มุมของหลักสูตรที่เราจะได้ทราบเอาไว้เป็นพื้นฐานประกอบกับการเรียนจริยศาสตร์ อย่างเช่น การหาความสอดคล้องในเรื่องของคำกล่าว หรือการพยายามหาตัวอย่างของข้อความในเรื่องที่เป็นของจริยธรรม ที่เป็นอีกแง่มุมหนึ่งของจริยศาสตร์ ที่อาจารย์ได้เกริ่นมาตั้งแต่ต้นแล้ว อย่างที่พูดถึงเรื่องของ "ลัทธิคอมมิวนิสต์ควรสอนในสถาบันการศึกษาหรือไม่" อย่างนี้เป็นต้น ก็มาดูว่า "สอน" หมายความว่าอย่างไร "ลัทธิคอมมิวนิสต์" หมายความว่าอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น นั่นก็คือการเรียนจริยศาสตร์ ก็เหมือนกับในเรื่องทางด้านสังคม แต่ว่าสังคมศาสตร์นั้นหรือว่าในพฤติกรรมศาสตร์นั้น ต้องการที่จะดูว่าพฤติกรรมส่วนหนึ่งของมนุษย์นั้นเราสามารถที่จะกำหนดความหมายและสามารถที่จะวัด ตรวจสอบได้ นี่เป็นเรื่องโดยทั่วไปที่เราจะได้เกิดประโยชน์ในกรอบความคิดของวิชาได้

ในแง่ของสังคมศาสตร์นั้น to be human is to be culture คือคนนั้นจะต้องมีวัฒนธรรมทั้งสิ้น ทั้งวัฒนธรรมในแง่สังคมศาสตร์นั้นเป็นแบบแผนของความประพฤติ ไม่มีสูงไม่มีต่ำ ไม่มีผู้ดี ไม่มีไพร่ เป็นเรื่องของแบบ, แผน เหตุที่เป็นเรื่องของแบบ ของแผน เพราะว่า……ของมนุษย์นั้นจึงออกในทำนองเดียวกันหรือว่าเหมือนกัน เพราะฉะนั้น แต่ว่าจริง ๆ แล้วในส่วนนั้นมันบ่งบอกถึงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการสร้างวัฒนธรรมอยู่ด้วย อย่างเช่น ความต้องการในเรื่องของความมั่นคง ความต้องการความปลอดภัย อย่างนี้เป็นต้น

- social heritage

- social legacy

- precipitate of history

- creation of man คำว่า desire หรือ creation นั้นก็คำละคำ แต่ความหมายในทำนองเดียวกัน

- a set of a techniques for adjusting both to the external environment and to other men เป็นเทคนิค, เป็นวิธีการในการที่มนุษย์ปรับเข้ากับสิ่งแวดล้อมภายนอก ก็คือสิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่คนกับคน สิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่คนก็เยอะ เพราะฉะนั้นในตัววัฒนธรรมเราจะเห็นว่า เรามีในเรื่องของการสร้างเครื่องไม้เครื่องมือ tool หรือว่า in toolment แล้วเรามีในเรื่องของการเรียกชื่ออย่างเช่น ชื่อของต้นไม้อันนี้เป็นต้น อันนี้เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม และในเรื่องของสังคมนั้นมีอยู่มากมาย

- total life way วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ครอบคลุมชีวิตในทุกด้าน คือชีวิตทุกด้านถูกชี้ทางด้วยวัฒนธรรม เพราะฉะนั้น ถ้าเทียบกับเสื้อผ้าก็ยังไม่พอที่จะให้ความหมายในแง่ที่ว่าวัฒนธรรมนั้นมันเป็นเรื่องของทุกส่วนของชีวิต เพราะว่ายังมีทรงผม ต่างหู รองเท้า ฯลฯ

- that which binds men together วัฒนธรรมก็คือสิ่งที่ผูกโยงมนุษย์เข้าด้วยกัน

- blue print คือพิมพ์เขียว พิมพ์เขียวเป็นตัวกำหนดรูปทรง สัณฐาน องค์ประกอบของบ้าน ก็เหมือนกับที่วัฒนธรรมเป็นตัวชี้นำ กำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ เป็น formula เป็นสูตร

- formular วัฒนธรรมเป็นสูตร อย่างเช่น เราจะกินอะไร วันละกี่มื้อ จะสวมเสื้อผ้าอะไร ในกาละเทศะอะไร มันเป็นแบบ เป็น formular เป็นสูตรอย่างนี้ ไม่ใช่สูตรเคมี หรือว่าไม่ใช่สูตรในลักษณะว่าเงื่อนไขว่าถ้าสิ่งนี้เกิดจะมีสิ่งนี้ตามมา แต่สูตรอันนี้ก็คือรูปแบบ แบบแผน

- regularity ความสม่ำเสมอ

- map เป็นแผนที่ เพราะฉะนั้นคนเกิดมาก็มีลักษณะที่คาดได้ว่าในตรงนี้เขาจะเป็นอย่างไร หรือเขาจะไปทางไหน

- abstraction เป็นตัวกำหนดที่อยู่เหนือตัวบุคคล เป็นนามธรรม

- theory เป็นกฎเกณฑ์ที่อยู่เหนือตัวบุคคล หรืออะไรต่าง ๆ ขึ้นมา

นี่คือเรื่องที่อาจารย์ขอทบทวน ใช้ในความหมายเดียวกัน map, pattern, formular, blue print คือตัวแบบ, แบบแผนของการดำเนินชีวิต ขอให้จับความให้ได้ ถ้าเราจับความได้แล้วเราจะอธิบายได้และภาษาที่เรานำมาใช้เรสามารถที่จะยืดหยุ่นใช้คำใด ๆ ได้ อาจารย์ยกตัวอย่างว่า ในวิถีชีวิตของพระ หรือฆราวาส ถึงแม้จะมีแบบที่แตกต่างกัน และก็แบบตัวนี้เป็นมรดกที่สิบทอดกันมา ไม่ใช่เป็นว่าคน ๆ หนึ่งมีแบบแผนนี้ และพอหายไปมันก็หมดไป ซึ่งไม่ใช่ แต่มันเป็นแบบที่วางอยู่ มันเหมือนกับเป็นสิ่งหนึ่งที่ ถ้าหากว่าคนเข้าไปอยู่ในแบบนั้นก็จะปรากฏออกมา แต่ตัวของแบบเองนั้นมันเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม มองไม่เห็น เราจะดูได้จากความสม่ำเสมอ เหมือนที่ว่าตื่นขึ้นมาเราก็เห็นว่ามีพระออกบิณฑบาตร อย่างนั้นเป็นต้น การบิณฑบาตรตรงนั้นมันเป็นสูตรในการดำเนินชีวิตสูตรหนึ่ง และก็ยังออกในรูปอื่น ๆ ในรูปของศิลปะ เวลาพูดถึงลายไทย มันก็จะมีลักษณะ, หลักเกณฑ์ในการผลิต และมีความเป็นเฉพาะในเรื่องของลายไทย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าใครไปเห็นต้องบอกได้ทันทีว่านี่คือลายไทย นี่คือมวยไทย นี่คือวัฒนธรรมในเชิงศิลปะของการประดับ และนี่คือศิลปะในเรื่องของการต่อสู้ นี่คือความเป็นแบบ เพราะฉะนั้นความเป็นแบบอันนี้ใครจะหมุนเวียนเข้ามา ถ้าหากว่าเป็นมวยไทยเขาก็ต้องเป็นแบบนี้ แบบถึงเป็นสูตร เป็นแบบเป็นแผน เป็นสิ่งที่สืบทอดกันมานี่คือความหมายของวัฒนธรรม

***

ประเด็นสำหรับอภิปราย
หัวข้อ The Basis of Socialization

1. อธิบายความหมายของ Socialization ในแง่
(ก.) บุคคล
(ข.) สังคม

พระบุญศักดิ์ : พูดถึงการจัดเกี่ยวกับระเบียบของสังคมเพื่อยู่กันในหมู่ชนอย่างมีความสุข เพราะกฎระเบียบนั้นก็มีแบบต่าง ๆ กันมากมายด้วยกัน ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่าสังคมประกฤติ หรือสังคมปกรณ์ ซึ่งในสังคมเหล่านี้ก็มีกฎ มีระเบียบ มีกฎเกณฑ์ในการที่จะกำหนดความเป็นอยู่ของสังคมอย่างหลากหลายด้วยกัน ตลอดจนมีระบบเกี่ยวกับการพัฒนาของหมู่ชนเหล่านั้นด้วย

พระภาสกรณ์ : คำว่า Socialization หมายความว่าเป็นกระบวนการขัดเกลาทางสังคม ทีนี้คำนี้แยกออกเป็นในสองลักษณะก็คือ

1. ในแง่ส่วนบุคคล หมายถึงเป็นกระบวนการที่จะเป็นการพัฒนาตัวเราเอง อย่างเช่นวิธีที่เราจะเข้ากับคนอื่นอย่างไร วิธีที่จะพัฒนาตัวเราเองอย่างไร และสามารุได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และ Socialization หรือขบวนการขัดเกลาทางสังคมนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อความเจริญร่งเรือง หรือว่าต่อความเจริญรุ่งเรืองของสังคมแต่ละสังคม

2. ทีนี้ถ้าเมื่อในแง่ของในทางสังคมแล้ว ก็หมายถึงว่า เป็นกระบวนการที่จะช่วยทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในสังคมดีขึ้น ให้ประเพณีวัฒนธรรมดีขึ้น อย่างเช่น เชื่อกันว่าคนเราเมื่อเกิดมาครั้งแรกนั้นยังไม่เป็นคนเต็มตัว แต่เมื่อเขาได้รับการสอนว่าสิ่งนี้ดี สิ่งนี้ไม่ดี สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ควรทำ เขาก็พัฒนาจากสัตว์ธรรมดา จากคนธรรมดามาเป็น "มนุษย์" ซึ่งหมายความว่าผู้มีจิตใจสูง อันนี้คือในแง่ของทางสังคม

อาจารย์ : ดูในตอนแรก คือถ้ามองในแง่ของสังคม Socialization ก็คือกระบวนการที่จับบุคคลเข้าไปสู่กรอบวิถีชีวิตของสังคม หรือมองอีกแง่หนึ่งก็คือการถ่ายทอดวัฒนธรรมนั่นเอง ซึ่งมองแล้วเป็นเรื่องของส่วนรวม เพราะฉะนั้นเขาจึงบอกว่า ในแง่ของสังคมนั้น Socialization ก็คือกระบวนการที่จับสมาชิกใหม่ของสังคมเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตที่โยงใยกัน และก็สอนให้บุคคลได้รู้จักกับวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีต่าง ๆ เพราะฉะนั้น Socialization ในแง่นี้ก็คือการเปลี่ยน Human Animal ก็คือคนดิบ ๆ เข้าไปเป็นมนุษย์ ก็คือเข้าไปเป็นสมาชิกของสังคม เพราะว่าในสังคมนั้น ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือว่าจะมีหลักมีเกณฑ์ มีวิธีของการดำรงชีวิต คือคน ๆ หนึ่งที่มีสถานะต่าง ๆนั้นจะทำอะไร จะใช้ชีวิตอย่างไร อย่างเช่น ในเรื่องของการพูด ในเรื่องของการใช้ภาษา ในเรื่องของการแต่งตัว ในเรื่องของอาหารการกิน ในเรื่องของการเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนอื่น แม้กระทั่งในเรื่องลึก ๆ ภายใน ว่าคนควรที่จะอยากได้อะไร หรือไม่ควรที่จะอยากได้หรือปรารถนาสิ่งใด ควรที่จะมีความใฝ่ฝันอย่างไรก็เป็นเรื่องที่สังคมกำหนดขึ้นมาทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้น ในแง่ของสังคมนั้นจึงเป็นเรื่องของการถ่ายทอกวัฒนธรรมก็คือพยามที่จะให้คนได้เข้ามายอมรับวิถีชีวิตของกลุ่ม นี่คือมองในแง่ของทางด้านสังคม

ถ้ามองในแง่ของส่วนบุคคล มันก็คือกระบวนการของการพัฒนา self หรือว่าตัวตน เพราะว่าในสังคมนั้นก็จะมีแบบอยู่แล้ว หมายความว่า คนแต่ละคนนั้นเขาคือใคร ซึ่งเป็นเรื่องทั้งตัวของบุคคล และคำว่าเขาคือใครนั้นมีคำตอบอยู่ในหลายขั้นตอน หรือว่าหลายแง่หลายมุม คน ๆ จึงอาจจะมีความเป้นไทยตั้งเยอะแยะไปหมด อย่างเช่น ในขณะนี้ถามว่าคุณเป็นใคร ---> เป็นนักศึกษา และถามว่าเป็นใครอีก ---> เป็นพระ อย่างนี้เป็นต้น หรือถ้ามองปลีกย่อยในเรื่องของเพศ ในเรื่องของวัย ผู้สอนก็เป็นอาจารย์ ในแง่หนึ่งก็เป็นคนไทย เป็นพลเมือง เป็นผู้เสียภาษี อย่างนี้เป็นต้น หรือเป็นข้าราชการสังกัดใด เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของสิ่งที่จะทำให้เรากำหนดรู้ว่า เราคือใคร เป็นเรื่องของ self เป็นเรื่องของตัวตนของเรา

เพราะฉะนั้นถ้าหากมองในแง่หนึ่ง กระบวนการถึงแม้เป็นเรื่องตัวเรา แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่สังคมกำหนดความเป็นเรา เพราะฉะนั้นมองในแง่ของสังคม มันจึงเป็นเรื่องถ่ายทอดวัฒนธรรม วัฒนธรรมนั้นเป็นแบบแผนร่วม อย่างที่เคยบอกมาทั้งหมด (เมื่อกี๋นี้) ก็คือถ้ามองในแง่ของ Clyde Kluckhohn ก็คือว่า Socialization ก็คือทำคนดิบ ๆ ให้เข้าไปตามพิมพ์เขียว คำว่าดิบๆ นี้ก็เหมือนกับว่า เรามีไม้ทั้งต้น แต่พิมพ์เขียวนั้นทำให้เราเป็นเฟอร์นิเจอร์ เป็นบ้าน เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี เป็นส่วนประกอบต่าง ๆ เพราะฉะนั้นจากไม้ดิบ ๆ ตรงนั้นก็กลายเป็นเก้าอี้ กลายเป็นโต๊ะ กลายเป็นตู้ แล้วก็กลายเป็นบ้านขึ้นมา จะเห็นว่าจากไม้ดิบ ๆ ก็เหมือนกับว่าคนเกิดมานั้น เขาใช้คำว่า Social Animal เป็น Human Animal คือคนที่ยังดิบ ๆ อยู่ ก็กลายเป็นอย่างที่สังคมกำหนด อันนี้เวลาสังคมกำหนดก็คือว่า กำหนดให้บุคคลเข้ามาอยู่ในกรอบความสัมพันธ์กับคนอื่นที่อยู่มในสังคมได้ ก็เท่ากับว่าจัดคนให้เหมาะลงในพิมพ์เขียว จัดคนให้เหมาะลงในแผนที่ ให้ลงในเบ้าหลอม ให้ลงในเสื้อเหมือนที่อาจารย์ว่า ที่สังคมได้ตระเตรียมไว้ให้แล้วก็สืบทอดกันมา อย่างนี้เป็นต้น

เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ามองในส่วนบุคคลมันเป็นเรื่องของตัวตนที่ถูกหล่อหลอม ก็เท่ากับว่าในแง่ของส่วนบุคคลนั้น Socialization ก็เป็นเรื่องของกระบวนการพัฒนา หรือการก่อเกิด self หรือว่าตัวตนขึ้นมานั่นเอง

Socialization เกิดขึ้นโดยกระบวนการเรียนรู้ ตรงนี้เองที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจาก Animal ที่ไม่มี Human นำหน้า

เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าวัฒนธรรมเหมือนกับแก้ว และ Socialization นั้นก็เหมือนกับว่าเอาคนที่เป็นตัวน้ำมาใส่ในแก้วเพื่อให้เป็นรูปทรง ที่นี้ถ้าหากว่ามองที่ตัวน้ำ ก็คือการพัฒนาหรือการทำให้น้ำนั้นได้กลายรูปไปตามทรงของแก้ว เพราะฉะนั้นถ้าพูดรวม ๆ ก็คือว่า Socialization นั้นเป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนน้ำภายในกรอบของแก้วนั่นเอง นี่คือกระบวนการ Socialization เพราะบอกว่า Social Society เมื่อ Lization ก็คือเอาสังคมเข้ามา เวลาเราพูดถึง Westerlization ก็คือทำให้เป็นแบบตะวันตก, Modernization คือทำให้เป็นแบบสมัยใหม่n Globalization คือทำคนให้กลมเป็นลูกโลก

Westerlization ขณะนี้ไปแรงมาก อย่างการออกเสียง "ใจ" ก็กลายเป็น "ไช" หรือการออกเสียง "ร" กลายเป็นตัว "R" ของไทยไม่มีการรัวลิ้นแต่ถ้าเป็นของอาหรับหรืออินเดียก็จะมีการรัวลิ้น เพราะฉะนั้นคนไทยเราขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นกันอย่างนี้ และเราก็ทำจมูกให้โด่ง เมื่อทำไม่ทันก็เอาลูกครึ่งเข้ามา ต่อไปอาจจะเป็นลูกทั้งตัวก็ได้ แต่เราก็ภูมิใจที่เราสามารถรักษาเอกราชเราได้ เรารักษาเอกราชในแง่ของทางการเมือง แต่ในแง่ของวัฒนธรรมแล้วน่าเป็นห่วง

อาจารย์เข้าร่วมโครงการ ประชาธิปไตย ฟอรุ่ม ว่าเมืองไทยต่อไปนี้จะมีทิศทางอะไรที่ไปไม่ถูกทาง ก็มีทางฝ่ายนักวิทยาศาสตร์ นักศาสนา นักสังคมศาสตร์ก็มาพูดกันว่าจะเอาอย่างไร ฟังแล้วก็คิดเหมือนกันว่าจะเอาอย่างไร แต่ว่าพูดยากในเวลาอันสั้น นี่คือเรื่องของ Socialization เข้าใจอย่างนี้ก่อน และก่อนจะมาลงรายละเอียด

 

2. เหตุใดสำหรับชาติพันธุ์มนุษย์ Homo Sapiens Socialization จงนับว่าเป็นสิ่งทั้งที่เป็นไปได้และจำเป็นต้องมี

คือบางอย่างมันจำเป็นต้องมี แต่มันจำเป็นต้องเป็นไม่พอ แต่มันเป็นไปได้โดยตัวของมันเองด้วย ในตัวของความเป็นมนุษย์ทำไมก็คือตอบคำถามว่าทำไมต้อง Socialization และมันมีได้อย่างไรนั่นเอง มันมีไปด้วยเหตุปัจจัยอะไร (ทำไมต้องมี และมีได้อย่างไร ก็คือตัวเหตุปัจจัยที่ทำให้สิ่งที่จะเป็นต้องมีนี้มันเป็นไปได้ นี่คือคำถามในข้อที่ 2)

อาจารย์ : (ดู sheet : The Basis of Socialization หน้า 84) The species Homo sapiens is social by nature, เผ่าพันธุ์ที่เรียกว่าเป็น Homo sapiens คือที่ใช้เรียกมนุษย์คือมีธรรมชาติเป็นสิ่งที่อยู่กันเป็นสังคม and the capacity and need for group life have been built into the human animal through its long evolution (Pfeiffer, 1978) ความสามารถและความจำเป็นที่จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น เข้ามาอยู่คู้กับความเป็นมนุษย์นี้โดยผ่านวิวัฒนาการมายาวนาน

For Homo sapiens, socialization is both possible and necessary; สำหรับชาติพันธุ์สิ่งมีชีวิตนี้ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ (และจำเป็นที่จะต้องมี (เป็นไปได้และจำเป็นต้องมีด้วย คือจำเป็นต้องมีและเป็นไปได้) that is, นั่นคือ humans have an inborn need for social life มนุษย์มีความจำเป็นอยู่ในตัว ติดตัวมาที่จะต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคม and the capacities that make social life possible. และมีความสามารถหลายประการซึ่งทำให้การอยู่ร่วมกันเป็นสังคม การใช้ชีวิตร่วมกันเป็นสังคมนี้เป็นไปได้

ในคนแต่ละช่วงอายุ และคนแต่ละคนจะต้องเรียนรู้ที่จะเป็นสมาชิกของสังคมในระยะเวลาและในสถานที่อันหนึ่ง ในส่วนนี้เขาก็จะมาทบทวนถึงความสามารถของมนุษย์ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีเพื่อให้การ socialization เป็นไปได้ ส่วนในบทที่ถัดไปนั้นเขาจะพูดถึงเรื่องของกระบวนการต่าง ๆ คือรายละเอียด หรือว่ากลไกธรรมชาติของการ socialization คือพูดในรายละเอียด

เพราะฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่ามนุษย์มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมเป็นสังคม ความจำเป็นอันนี้ทำให้จำเป็นจะต้องมี socialization ก็คือสอนให้เขาสามารถจะอยู่ร่วมกันในสังคมได้ หรือว่าเป็นสังคมได้ ในขณะเดียวกัน มนุษย์ก็มีคุณสมบัติหลายประการที่ทำให้การอบรมให้รู้จักระเบียบของสังคมอันนั้นเกิดขึ้นได้หรือเป็นไปได้

เพราะฉะนั้น socialization ที่จำเป็นจะต้องมีก็เพราะว่าในแง่หนึ่งแบบสั้น ๆ ก็คือ มนุษย์เป็นสิ่งที่จะต้องอยู่เป็นสังคม และสิ่งที่นับว่าทำให้การอบรมนี้เป็นไปได้ก็เพราะมนุษย์มีความสามารถบางอย่างซึ่งเราได้เรียนกันไป

ทีนี้ก่อนที่จะไปถึงประเด็นในแต่ละข้อนั้นขอให้มาดูข้อสรุปในสิ่งที่เขาพูดเป็นส่วน ๆ ไป ในย่อหน้าที่ว่า Human socialization is based on several inborn qualities. การอบรมให้รู้จักระเบียบของสังคมของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับคุณลักษณะหลายอย่างของมนุษย์

คุณสมบัติที่อยู่ติดตัวของมนุษย์ที่เป็นพื้นฐานของการอบรมให้รู้จักระเบียบของสังคมนั้นมีอยู่หลายอย่าง และเขาก็ได้ยกมาบางส่วน คือ

(1.) the absence of instincts,
การที่มนุษย์ขาดสัญชาตญาณ

(2.) a long period of childhood dependency,
การที่มนุษย์จะต้องพึ่งผู้อื่นอย่างยาวนานในวัยต้น

(3.) the ability to learn,
ความสามารถที่จะเรียนรู้

(4.) the capacity for language, and
ความสามารถในเชิงภาษา

(5.) the need for social contact.
ความจำเป็นที่จะต้องมีความสัมพันธ์กับคนอื่น, จะต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน

และเขาก็จะอธิบายในแต่ละประเด็นออกไป เป็นรายละเอียดให้เราได้ทราบ อันนี้คือตัวพื้นฐาน หรือปัจจัยของการอบรมให้รู้จักระเบียบของสังคม

(1.) the absence of instincts : การที่มนุษย์ขาดสัญชาตญาณ

ก่อนที่จะรู้ว่าขาดสัญชาตญาณเป็นอย่างไรนั้นเราต้องเข้าใจก่อนว่า เวลาพูดถึงคำว่าสัญชาตญาณนั้นหมายถึงอะไร

ในศตวรรษที่ 19 ความคิดในเรื่องสัญชาตญาณนั้น เป็นคำที่เขาใช้ร่วมกันในการอธิบายพฤติกรรมของคนว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เขาก็เอาคำว่าสัญชาตญาณมาอธิบาย อย่างเช่น ทำไมผู้หญิงจึงทำตัวเป็นผู้หญิง เพราะมีสัญชาตญาณความเป็นแม่ อย่างนี้เป็นต้น ทำไมคนถึงถือครองทรัพย์สินหรือจะต้องมีทรัพย์สินด้วย เพราะคนมีสัญชาตญาณในการสั่งสมทรัพย์ (acquisitive instinct ในการแสวงหา, ในการสั่งสมทรัพย์) สามารถจะอธิบายในเรื่องว่าคนมีสิ่งต่าง ๆ เป็นทรัพย์สมบัติ ทำไมถึงเกิดสงครามขึ้นมาในหมู่มนุษย์ด้วย ก็เพราะว่าคนมีสัญชาตญาณของการต่อสู้ (aggressive instinct : สัญชาตญาณความก้าวร้าว, การต่อสู่, การรุกราน) อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น หากจะถามว่าทำไมถึงมีสังคมมนุษย์ เพราะว่ามนุษย์มีสัญชาตญาณของการรวมกลุ่ม

ดู ๆ แล้วเหมือนกับว่าอธิบายสิ่งที่ปรากฏอยู่ในภาษาอีกแบบเท่านั้นเอง ซึ่งเหมือนกับที่บอกว่าทำไมนายคนนี้ กับนางคนนี้ถึงมาเป็นสามีภรรยากันหรือแต่งงานกัน, ครองคู่กัน เขาก็บอกว่าเพราะเนื้อคู่ อยู่ไป ๆ อยู่ไปพอจดทะเบียนหย่าแล้วก็แยกทางกัน ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เพราะไม่ใช่เนื้อคู่ ไม่มีอะไรมากไปกว่า แทนที่จะพูดอย่างเดียวว่าหย่า หรือไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว แต่ว่าอธิบายเหมือนกับว่าเป็นคำอธิบาย เหมือนกับว่ามีความหมายลึก คือไม่ใช่เนื้อคู่ พออยู่ด้วยกันได้เป็นเนื้อคู่กัน ตกลงว่าถ้าถามว่าเป็นเนื้อคู่กันดูตรงไหน ดูตรงอยู่ด้วยกันหรือ แต่ถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ไม่ใช่เนื้อคู่หรือ จริง ๆ มันน่าจะใช้คำเดียวก็พอแล้ว เพราะมันไม่ได้อธิบายอะไร เนื้อคู่กัน เหมือนกับออกว่าทำไมต้นไม้นี้จึงอยู่ตรงนี้ ธรรมชาติสร้าง แล้วต้นนี้มันเป็นธรรมชาติ มันสร้างตัวมันเอง ก็คือเขาถามตั้งแต่แรกแล้วว่ามันมาอย่างไร เพียงแต่ไปตอบว่า ธรรมชาติสร้าง คือไปบอกว่ามันเป็นอย่างนั้นเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้บอกอะไรเลย คือไม่ได้ตอบคำถามอะไรเลย เพราะฉะนั้น การอธิบายในลักษณะดังกล่าวมันฟังแล้วก็ดูดี คนฟัง ๆ แล้วก็ชื่นใจ แต่พอวิเคราะห์จริง ๆ ว่ามันหมายความว่าอะไร มันกลับไม่มีอะไร

เพื่อนอาจารย์เป็นกวี พูดถึงเรื่องคนที่พูดถึงเรื่องศีลธรรมต่าง ๆ แต่ว่ายังไม่มีความเจริญในเรื่องของความประพฤติ หรือความเป็นอยู่ บอกว่า "คำพูดที่พูดนั้นเหมือนคำพูดที่ว่างเปล่า ปลุกไก่ในเล้าให้ตื่น" แต่ว่าไม่มีความหมายอะไร ฟังแล้วกระตุ้น รู้สึกขึ้นมา แล้วก็เหมือนเดิม เหมือนได้ยินกริ่งนาฬิกาแล้วกด แล้วก็นอนต่อ

เพราะฉะนั้นเราจะต้องดูเวลาเขาอธิบายใหม่ ที่เขาบอกว่าไม่ใช่สัญชาติญาณนั้นมีอะไรมากนั้นที่เขามาอธิบายกันใหม่ในตอนหลัง หลังจากศตวรรษที่ 19 เพราะฉะนั้น เราต้องมาดูก่อนว่าสัญชาตญาณนั้น ที่เขาบอกว่ามาอธิบายมนุษย์ไม่ได้ ตัวสัญชาตญาณคืออะไร อะไรที่ว่าอธิบายมนุษย์ไม่ได้ ที่เรียกว่า instinct หรือว่าสัญชาตญาณ

สัญชาตญาณนั้นก็คือ แบบพฤติกรรมซับซ้อนซึ่งกำหนดมาทางชีววิทยาในสิ่งมีชีวิตบางอย่าง ติดตัวมา อย่างเช่น การสร้างรังของนกชนิดต่าง ๆ ถือว่าเป็นสัญชาตญาณ เพราะนกจะสร้างสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้ไปเข้าโรงเรียนหรือฟังครูสอนว่าต้องสร้างบ้านอย่างไร แต่นกรู้และเข้าใจมาเบ็ดเสร็จแล้ว เพราะฉะนั้นเข้าใจว่า ถ้านกตัวหนึ่งเป็นนกกระจิบแล้วแยกออกมากับฝูง แล้วมันต้องสร้างรังขึ้นมา มันก็จะสร้างได้ และก็แบบนั้นด้วย เพราะฉะนั้นเราจะไม่เห็นว่านกกระจิบนั้นมันอุตริที่จะไปทำรังแบบอื่น แต่ในขณะที่คน, มนุษย์เราเดี๋ยวก็สร้างแบบต่าง ๆ กันไป เพราะว่าไปเรียนรู้เข้ามา แต่ไม่ได้เป็นความรู้ที่ติดตัว เหมือนกับว่ามันมีแบบพิมพ์เขียวอยู่ในตัวของนกกระจิบมาแล้วเสร็จว่า เมื่อมีความต้องการที่จะสร้างรังตามฤดูกาล หรือด้วยแรงกระตุ้นอะไรก็ตาม รังมันต้องออกมาแบบนั้น รวมถึงในเรื่องอื่น ๆ ด้วย ในเรื่องของอาหารการกิน เราจะเห็นได้ว่ามันมีรูปแบบที่ตายตัวของนก ของสัตว์อื่น ๆ ตรงนี้เขาจึงบอกว่ามันเป็นแบบทางชีววิทยาที่ติดตัวมาเป็นโปรแกรม เป็นรายการติดตัวมาในสิ่งมีชีวิต เขาจึงยกตัวอย่างการสร้างรังของนก

ถ้ามองในตัวมนุษย์ มนุษย์จะไม่มีโปรแกรมสำเร็จรูปมาในตัว แต่ว่ามนุษย์มีสิ่งผลักดันในทางด้านชีววิทยา (biological drives) biological drives นั้นเราน่าจะเรียกว่าเป็นแรงกระตุ้นในทางชีวภาพมากกว่าที่จะเป็นสัญชาตญาณ

drives ตรงนี้อาทิเช่น ความหิว ความกระหาย ถือว่ามันเป็นภาวะของความกดดันในทางด้านร่างกายซึ่งเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วจะทำให้คนไม่มีความสุขสบาย มันก็จะแสวงหาทางออก กระหายต้องการที่จะดับ, ความหิวต้องการ ต้องการที่จะให้มีการทำให้อิ่มหรือดัวความหิว แต่ว่าตัวความหิวเอง หรือว่าความกระหายเอง ไม่ได้บอกว่าจะต้องเป็นข้าวเหนียวส้มตำ แฮมเบอร์เกอร์ ความหิวไม่ได้บอกมาล่วงหน้าเสร็จ ไม่เหมือนกับนก พอจะสร้างรัง บอกมาเสร็จเลยว่ารังจะต้องออกมาเป็นในรูปแบบไหน ซึ่งไม่เหมือนกับมนุษย์ หรือเราอยากจะแต่งงาน ไม่ได้บอกว่าในทางด้านชีววิทยาว่าจะแต่งกับใคร แต่ที่เหมือนกับเราเลือกนั้นจริง ๆ แล้วมีรุ่นก่อน ๆ เขาบอกกันมา รุ่นล่าสุดบ้าง รุ่นก่อน ๆ อาจจะบอก แต่รุ่นหลัง ๆ อาจจะบอกว่าที่บอกมานั้นมันเชยไป รุ่นนี้จะต้องยอมรับสายเดี่ยว

เพราะฉะนั้น แรงผลักดันนี้ไม่ได้นำไปสู่พฤติกรรม ไม่ได้นำไปสู่เป้าหมายที่กำหนดแบบใดแบบหนึ่ง หรือว่ามีสูตร มีโปรแกรมที่จะให้พฤติกรรมตามมาเพื่อสนองความต้องการหรือว่าความจำเป็นอันนั้น

เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าแรงผลักดันนั้นไม่ได้ถูกชี้นำ, ชี้ทางด้วยการเรียนรู้ แรงผลักดันอันนั้นก็จะมีแนวโน้มเพียงแต่ให้เกิดความไม่สะดวก ไม่สบาย และพฤติกรรมที่ไขว่คว้าแสวงหา พรุ่งพร่าน โมโหหิว อย่างนี้เป็นต้น มันได้แค่นั้นเอง มันไม่เหมือนกับสิ่งอื่น ที่ว่ามันนำไปสู่เป้าหมายว่าจะต้องเอาอะไรเข้ามาเพื่อที่จะลดความทุกข์ยากอันนี้

ถ้าหากว่ามนุษย์มีพฤติกรรมเป็นแบบเป็นแผนในทางชีววิทยาตายตัวเหมือนกันรังของนก ความสามารถที่จะเรียนรู้ของมนุษย์นั้นก็คงจะต้องถูกจำกัด และก็คงจะไม่ก่อให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องเปิดกว้างให้มีการอบรมให้รู้จักระเบียบของสังคม นี่คือวิธีอธิบาย เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า ในประเด็นนี้การขาดสัญชาตญาณนั้นดูแล้วก็คือเรื่องที่ว่า มันเกิดภาวะจำเป็นในแง่ที่ว่ามันเป็นการขาดภาวะจำเป็น มันเป็นภาวะจำเป็นที่ทำให้มนุษย์จะต้องมี socialization เพราะฉะนั้นถาถามว่าทำไมมนุษย์จะตองมี socialization ด้วย เพราะอันนี้เป็นตัวหนึ่งก็คือว่ามนุษย์ขาดสัญชาตญาณ ถ้ามนุษย์ไม่มี socialization แล้วมนุษย์จะอยู่ไม่รอด ไม่สามารถจะอยู่รอดได้ เพราะมนุษย์ไม่สามารถจะตอบสนองความอยู่รอดของตัวเองได้ เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ขึ้นมา อันนี้คือวิธีอธิบาย

(2.) childhood dependency :

ลูกคนนั้นเกิดมาไม่ช่วยตัวเองไม่ได้ (helpless) จะต้องให้คนอื่นเขาช่วย ลูกสัตว์ชนิดอื่นนั้นก็ช่วยตนเองไม่ได้เหมือนกัน แต่ว่ามนุษย์ช่วยตัวเองไม่ได้อยู่นานมาก เป็น childhood dependency จะต้องพึ่งคนอื่น และพึ่งอยู่ยาวนานมาก สัตว์บางชนิดแทบไม่ต้องพึ่งเลย ออกจากไข่แล้วก็ว่ายกันไปเองเลย ลูกเต่าก็ไม่กินนม แม่ไข่ไว้แล้วไม่ว่าแม่จะอยู่ไหน แต่ถ้าถึงเวลาออกก็คลานลงทะเลไป ซึ่งไม่เหมือนกับลูกคน นี่คือ childhood dependency ตามความหมายอันนี้ จะต้องมีคนเข้ามาดูแล มีคนเข้ามาช่วยเหลือ ประคับประคอง และเป็นการประคับประคองที่นานมาก ลองดูง่าย ๆ อาจจะมีบางคนในห้องนี้เรียนปริญญาโทแล้วยัง helpless ให้แม่ส่งตังให้

สรุปก็คือ โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ helpless ดูจากตอนเล็ก ๆ ถ้าถูกทิ้งไว้ก็ไม่สามารจะพึ่งตัวเองได้ เดินก็ไม่ได้ ไม่เหมือนกับลูกวัวเมื่อเกิดมาก็ยันเม้าลุกขึ้นวิ่งได้แล้ว

(3.) The ability to learn : ความสามารถในการเรียนรู้

ถึงว่าจะอ่อนแออย่างไรก็ตาม ปรากฏว่ามนุษย์แปลอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่ามีความสามารถที่จะเรียนรู้ ลิงพันธุ์ใหญ่ ๆ เกิดมาแล้วก็อาจจะพัฒนาทางด้านสมองนได้ว่ามนุ กับทางด้านพละกำลัง ทางด้านร่างกายขึ้นไปพร้อม ๆ เท่า ๆ กับลูกมนุษย์ แต่ว่าจะหยุดในช่วงเวลาอันสั้น 2 - 3 ปี แต่ว่าลูกมนุษย์นั้นทางด้านความสามารถในทางด้านสมองและร่างกายนั้นยังพัฒนาต่อไป ลูกสัตว์นั้นยังพัฒนาทางด้านร่างกายแล้วต่อไป แต่ว่าในด้านสติปัญญาในการเรียนรู้หยุดลงแค่นั้น แต่ว่าลูกมนุษย์นั้นพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าคนที่จบปริญญาเอกแล้วจะรู้อะไรมาก ยิ่งเรียนยิ่งรู้มาก ยิ่งลงลึกไปในสาขาต่าง ๆ แต่สาขาอื่นแทบจะไม่รู้กันแล้ว

(4.) The capacity for language : ความสามารถในทางภาษา

ซึ่งเราก็เรียนมามากหลายหนว่ามนุษยืนั้นมีความสามารถในการใช้สัญลักษณ์เป็นตัวสื่อความหมาย ภาษานั้นเป็นทางแสดงความรู้สึก แสดงคุณค่า แสดงทัศนคติออกมา ภาษานั้นทำให้มนุษย์สื่อสารกันได้ โดยเป็นอิสระจากส่องกีดขวางในทางด้านกายภาพ (It frees human interaction from physical limits.) หมายความว่าอย่างไร ยกตัวอย่างที่ว่า It frees human interaction from physical limits.
… ปลดเปลื้องมนุษย์ให้พ้นจากสิ่งกีดขวางในทางด้านกายภาพ ในการปฏิสัมพันธ์กัน หมายความว่าอย่างไรตรงนี้ ลองยกตัวอย่างดู - ภาษาเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความจริงในเชิงที่เป็นนามธรรม ที่ในลักษณะที่เราพูดเมื่อก่อนแล้ว ภาษาที่อย่างเช่น พูดว่า ปากกา หรือว่าบ้าน เรือน อย่างนี้เป็นต้น และภาษาบางอย่างจะบอกสิ่งที่เป็นนามธรรม บ้าน อย่างนี้เป็นต้น จะบอกอย่างไรก็ตาม ภาษาจะต้องมุ่งไปที่บางสิ่งบางอย่าง เมื่อเราใช้ภาษานั้น เราไม่ต้องไปยกสิ่งนั้นเข้ามาให้คนอื่นได้รู้ได้เห็น หรือว่าได้สัมผัส ได้ชิม อย่างเราบอกว่า ผลไม้ชนิดนี้ มะม่วงเปรี้ยว อย่างนี้เป็นต้น ถ้าหากว่าเราไม่มีสัญลักษณ์ตรงนี้ คำว่าเปรี้ยว คำว่ามะม่วง จะให้คนหนึ่งรู้เราก็จะต้องเดินไปเด็ดหรือถ้าหากว่าพ้นฤดูแล้วก็ต้องรอปีหน้า

เพราะฉะนั้นทางด้าน physical หรือทางด้าน time มันถูกตัดออกไป, ถูกปลดเปลื้องออกไป อย่างเพลง ช้าง ๆ ๆ ๆ น้องเคยเห็นช้างรึเปล่า ตอนหลังเราต้องเห็นช้าง เราใช้คำว่าช้าง พอพูดถึงช้างภาพช้างก็เกิดขึ้น แต่ถ้าราไม่ภาษา คำว่าช้างต่อไปนี้ เราต้องไปอุ้มช้างมาให้น้องดู คิดดูว่ามันลำบากแค่ไหน หรืออย่างที่สนามหลวงมีงานถวายพระพร ตัวเราอยู่ศาลายา ถ้าเรามีความเข้าใจอย่างนี้แวลาอธิบายเราก็ไม่ต้องเดินทางไปสนามหลวงหรือไปยกงานเขามา อย่างนี้เป็นต้น

เพราะฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่าภาษานั้นมันปลดเปลื้องมนุษย์จากสิ่งกีดขวางทางด้านกายภาพในเวลาที่มีการติดต่อ หรือสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้น The capacity for language เป็นลักษณะเฉพาะของมนุษย์อย่างที่เราเคยรู้ ลิงชิมแปนซีสามารถที่จะนึกภาพโยงได้ ก็คืออย่างถ้าสมมติว่าเอาอะไรแขวนเอาไว้ และก็มีสิ่งต่าง ๆ ลิงก็จะพอที่จะโยงหีบหรือลังนั้นกับมะม่วงได้ ก็สามารถที่จะเอามาและยืนบนนั้นได้ แต่ว่าเนื่องจากลิงมันไม่มีภาษามันก็จะหยุดตรงแค่นั้นในเรื่องของการพัฒนาต่าง ๆ เพราะฉะนั้นภาษาเป็นเรื่องใหญ่

เพราะฉะนั้น The capacity for language ตรงนี้ไม่ใช่ว่าเป็นตัวสาเหตุที่ว่ามนุษย์จำเป็นจะต้องมี socialization แต่เป็นตัวปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้ socialization นั้นเป็นไปได้ instinct เป็นตัวจำเป็นแล้ว เพราะมนุษย์ไม่มี instinct มนุษย์จึงจำเป็นจะต้องมี socialization แต่ว่า The capacity for language หรือความสามารถในเชิงภาษานั้นเป็นปัจจัยที่ให้สิ่งที่จำเป็นที่ว่านั้นมันเป็นไปได้ เพราะมนุษย์มีความสามรถที่จะเป็นไปได้

(5.) The need for Social contact :

ความจำเป็น อันนี้ก็เหมือนการขาดสัญชาตญาณ มนุษย์ขาดชีวิตทางสังคมไม่ได้ เขายกตัวอย่างเรื่องของเด็กหญิงที่ถูกแยกออกไปจากพ่อแม่ จากสังคม ปรากฏว่าเด็กไม่ใช่วย่าไม่มีความสามารถแต่เฉพาะในเรื่องของการสื่อสารอย่างเดียว แต่จะมีผลเสียทางเรื่องของจิตใจ และก็มีผลเสียแม้กระทั่งในเรื่องของการเคลื่อนไหว คือหมายความว่า เป็นเด็กที่ทุพพลภาพไป ไม่สามารถจะเดินเหินได้ แต่พอเอามาเลี่ยงในบ้านที่มีคนดูแลต่าง ๆ ขึ้นมาแล้ว ค่อย ๆ พัฒนา, ค่อย ๆ เรียนรู้ ไม่เหมือนกับเป็นอะไรสักอย่างที่รอวันตาย สมมติว่าเด็กคนนี้มาไม่กี่ปีก็ต้องเสียชีวิต แต่ก็ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์นั้นถ้าหากว่าขาดการติดต่อในทางสังคมแล้ว มนุษย์ก็จะเฉา แล้วมนุษย์ก็จะตายไปไม่สามารถที่จะอยู่ได้

เพราะฉะนั้น ตัวนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เขายกตัวอย่างว่าในบางเผ่า บางพวกนั้นเขาแยกเด็กออกมาในบางช่วงชีวิตเพื่อที่จะเกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องของผีต่าง ๆ จะมาทำไม่ดี ไม่มีการพูดจา แต่เมื่อถึงระยะหนึ่ง พอถึงวัยหนึ่งแล้วเขาก็มีการติดตัวเหมือนเดิม ปรากฏว่าการพัฒนาของเด็กในตรงนี้สามารถจะพัฒนาต่อไปได้ เป็นคนปกติได้ แต่เขาชี้ให้เห็นว่าถึงแม้ยังไม่ใช้ภาษาพูด แต่ให้รู้ว่ามีคนคอยดูแลอยู่นอกกระท่อมที่ไปแยกขังเดี่ยวเขาไว้ มีคนคอยดูแล, คอยให้อาหาร แต่ลักษณะของทางสังคมที่คงอยู่อันนั้นมันทำให้คนสามารถจะมีชีวิตอยู่รอด และพัฒนาได้ นี่คือความจำเป็นในเรื่องของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม

ความรู้รอบตัว : เกี่ยวกับการถือศีลอด

ทุกคนที่บรรลุศาสนภาวะ อยู่ในเงื่อนไขอย่างเช่น ผู้หญิงที่ไม่ได้มีเงื่อนไขที่อยู่ในภาวะที่มีรอบเดือน หรือคนที่ไม่ป่วยหนักที่จะต้องได้รับเลือกหรือให้รับสารต่าง ๆ เข้าสู่รางกาย หรือคนที่ไม่ใช่ชราภาพมาก หรือทำงานไม่ไหวจนถือศีลอดไม่ไหว ถ้าไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขดังกล่าวนี้ แล้วก็บรรลุศาสนภาวะ คือกฎหมายอิสลามคือเป็นผู้ใหญ่แล้วก็จะต้องถือศีลอด ก็คือการงดกิน งดดื่ม งดเพศสัมพันธ์ และก็มีการระมัดระวังในเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมทั้งหลายตั้งแต่เริ่มตั้งแต่แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้าในตอนเช้า ในช่วงนี้ก็ประมาณ 5 นาฬิกา 5 นาที ในช่วงเวลาประมาณนั้นเป็นเวลาที่แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้าแล้ว จนกระทั่งถึงดวงอาทิตย์ตกก็ประมาณ 6 โมงเย็น ช่วงนี้เป็นช่วงที่จะต้องงด

การถือศีลอดจะตรงกับช่วงใดนั้น - จะเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ เนื่องจากเป็นปีทางจันทรคติ จะมีอยู่ประมาณ 9 วันแล้วลดลงมาเรื่อย ๆ ในขณะนี้ก็รงกับต้นธันวาคม ต่อไปก็จะประมาณกลางธันวาคม และจะลดลงมาเรื่อย ๆ ตอนนี้การนับวันในทางจันทรคตินั้นผิดกับสุริยคติ เพราะสุริยคตินั้นนับวันใหม่เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้า แต่จันทรคตินั้นนับวันใหม่เมื่อดวงจันทร์ขึ้น เพราะฉะนั้นดวงจันทร์ขึ้นเราก็ดูตอนเย็น / ตอนกลางคืน

วิธีเดิมนั้นเมื่อเข้าสู่รามาดอล หรือเดือนนี้ก็ดูดวงจันทร์ แต่ในตอนหลังก็ใช้วิธีคำนวณเข้ามา แต่ทีนี้เมื่อดูดวงจันทร์แล้วอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง ตรงที่ว่าเห็นหรือไม่เห็นกันตรงไหน ทีนี้โดยหลักการก็คือว่าจะต้องมีคนเห็น, มีคนยืนยัน ตามหลักการเมื่อมีคนยืนยันแล้วซึ่งเป็นคนที่เชื่อถือได้ ก็ถือว่าเข้าสู่เดือน ทีนี้ในแง่ของสำนักจุฬาราชมนตรีนั้นก็ยังใช้วิธีดูดวงจันทร์อยู่ เขาจะมีกำหนดวันเมื่อจวนจะถึงวันเปลี่ยนแปลงเขาก็เริ่มที่จะดูแล้ว ตอนนี้ปรากฏว่ายังไม่เห็นก็เลยประกาศให้ทราบว่ายังไม่เห็น แต่เนื่องจากว่ารู้อยู่โดยระบบของมันแล้ว มีความแน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่มันจะพ้นไปแล้ว ก็เลยประกาศให้วันศุกร์ที่ 10 เป็นวันเริ่มเดือนรามาดอล แต่ถ้าดูการคำนวณก็ถือว่าปรากฏเดือนแล้ว คือเดือนใหม่นี่ปรากฏแล้ว หรือเดือนใหม่อาจจะมีแล้วแต่พระจันทร์ยังไม่ปรากฏ แต้จะเห็นพระจันทร์หรือไม่นั้นเป็นเรื่องความสามารถของมนุษย์ในด้านประจักษ์ แต่มาหรือไม่มาในแง่ของการคำนวณนั้นเป็นเรื่องของการใช้วิชาการที่มันลึกไปกว่านั้น

หลังจากพ้นถือศีลอดนั้นก็จะต้องไปทำละหมาดร่วมกัน ทำนมัสการร่วมกัน เรียกว่าเป็น นมัสการเนื่องในวันที่ไอดี้ทิคเตอรี่ (ไอดี้ คือการหมุนเวียน หรือวาระ, ทิคเตอรี่ คือธรรมชาติปกติ เพราะฉะนั้นก็คือกลับมาสู่ในสภาพปกติ) เพราะฉะนั้น ในวันนั้นเรื่องที่จะต้องทำคือเรื่องของการบริจาคทรัพย์สินที่จะต้องบริจาคให้แก่คนที่ลำบาก โดยมีวัตถประสงค์เพื่อให้เขามีความรื่นเริงหลังจากที่ได้อดกันมาเป็นเวลาหนึ่งเดือน มห้เขาได้สนุกสนานรื่นเริงบ้าง เพราะฉะนั้นการเตรียมจึงจะมีผลตรงนี้ คือเขาจะต้องเตรียมสะกาดคิคการ็อค (สะกาด คือบริจาค, คิคคาร็อค คือ เนื่องในวันหลังถือศีลอด)

ในการเตรียมอื่น ๆ ก็คือในเรื่องของการไปละมาดตามที่ต่าง ๆ หรือบางคนมันจะกลับไปละหมาดที่บ้าน คนถ้าหากว่าอยู่ต่างจังหวัดในวันนี้ก็อยากจะกลับบ้านไปพบปะญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง เยี่ยมเยียนกัน ส่วนในเรื่องของการเตรียมที่ยุ่งยากกว่านี้ไม่มีอะไรเท่าไหร่ แต่เขาก็จะต้องมีการเตรียม เพราะบางทีถ้าหากว่ามีการพบปะเยี่ยมเยียนต่าง ๆ ในทางต่างจังหวัดก็อาจจะมีขนมในท้องถิ่นที่จะทำขึ้นมา เพราะฉะนั้นอาจจะต้องเข้าป่า ถ้าทำข้าวต้ม ข้าวต้มนี้จะเป็นรูปสามเหลี่ยม ทำจากต้นปาล์ม ใบปาล์มชนิดหนึ่งเรียกว่าต้นท้อน ลำต้นมันประมาณช่วงแขน สูงประมาณ 2 วา ใบออกคล้าย ๆ ปาล์มชนิดหนึ่ง และเอายอดมาทำเป็นห่อ และในนั้นก็มีข้าวเหนียว ข้าวเหนียวเหมือนที่ใส่ในข้าวหลามอัดเข้าไป

ในทางใต้มุสลิม หรือชาวไทยพุทธทั่วไปเขาก็ทำข้าวต้มเหมือนกัน บางทีในงานศาสน์สำคัญ ๆ ข้าวต้มเหลือถ้าเป้นในวัดก็เอามาเสียบเหมือนปลาย่างที่จะย่างเป็นปลากรอบ เสียบแล้วก็จะย่างเอาไว้ ย่างจนกระทั่งแข็ง เพราะฉะนั้นการเตรียมตรงนี้ในแง่ของที่จะต้องทำตามหลักการเแล้วไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ถ้าตามท้องถิ่นก็อาจจะลำบาก หรืออีกอย่างก็คือว่าถ้าไม่มันใจว่าจะออกหรือไม่ออก เพื่อจะหุงข้าวที่จะต้องเตรียมทานให้เสร็จก่อนที่ดวงอาทิตย์ขึ้น, ก่อนที่จะมีแสงเงินแสงทองนั้น จะเตรียมดีหรือจะเอาอย่างไรกันแน่นั้น เพราะฉะนั้นในคืนก่อน คืนที่เขาดูดวงจันทร์ในช่วงที่จะพ้นเดือนถือศีลอดนั้นจะต้องนั่งเฝ้ากัน ส่วนมากสำนักจุฬาราชมนตรีเขาก็จะประกาศกันทางโทรทัศน์หรือวิทยุ ในช่วงที่ต้องรอรายงานมาจากทางนราธิวาส, ยะลา หรือเป็นจุดที่ดูเดือน, ดวงจันทร์ ออกจะต้องดึก เพราะฉะนั้นถ้าดึกไป ก็อาจจะกระทบต่อการเตรียมของบ้าง

การถือศีลอดนั้นในแง่หนึ่งก็ดี เพราะการอดทำให้คนเกิดความรู้สึกร่วม แต่ถ้าคนอิ่มความรู้สึกร่วมก็ไม่มี เพราะว่าคนฐานะต่างกัน

การถือศีลอด เป็นเหตุผลในเรื่องของการขัดเกลาตนเอง เพราะว่าอัลกุลอานได้บอกว่า "การถือศีลอดนั้นได้ถูกบัญญัติแก่สูเจ้า เหมือนเช่นที่ได้ถูกบัญญัติแก่บรรดาผู้ที่มาก่อนหน้าสูเจ้าแล้ว เพื่อว่าสูเจ้าจะได้สำรวมตนจากความชั่ว" หมายความว่า บรรดาผู้ศรัทธา การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติแก่สูเจ้าเหมือนเช่นที่เคยถูกบัญญัติให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปก่อนหน้าสูเจ้าแล้ว เพื่อว่าสูเจ้าจะได้สำรวมตนจากความชั่ว

เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าดูตรงนี้แล้ว การถือศีลอดมีจุดมุ่งหมายหลักในเรื่องของการพัฒนาในเรื่องของจิตวิญญาณ และศีลธรรม ถึงแม้ว่าตัวนี้จะเป็นตัวกลางที่จะนำไปสู่เรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของสังคม เรื่องของความสัมพันธ์ในระหว่างมนุษย์ที่จะต้องช่วยเหลือเกื้อกูล หรือแม้กระทั่งในเรื่องของสุขภาพก็ตีความในลักษณะนั้นว่าการถือศีลอดนั้นเป็นเวบาที่จะมีการสะสางระบบต่าง ๆ ข้างใน และก็มีผลต่อเรื่องของสุขภาพ ถึงแม้ว่าคนที่มีปัญหาสุขภาพจะได้รับการยกเว้นก็ตาม แต่มันก็มีผลในเรื่องของทางด้านสุขภาพ คือถ้าถือตามหลักจริง ๆ อันนี้ถ้าหากว่าไม่คำนึงถึงจุดนี้ ผู้บรรยายมองแล้วมันอาจจะเป็นข้อเสียได้ถ้าหากไม่อยู่ในหลักการก็คือว่า คนหิว เวลาหิวก็ดุมาก แล้วสิ่งที่จะทำให้น่าดื่มมากก็คือพวกของหวาน เพราะฉะนั้นผู้บรรยายจึงไม่มั่นใจในแง่ของ culture ของท้องถิ่นว่ามันจะเป็นผลดีจริงหรือไม่

ในขณะนี้มีนักศึกษาที่คณะพยาบาลศาสตร์ที่ผู้บรรยายเป็นผู้เข้าไปสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์ เขากำลังจะทำวิจัยเรื่องของภาวะของคอเรสเตอรอลของผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจว่า ได้รับผลกระทบอย่างไรบ้างต่อระดับคอเลสเตอรอลในช่วงของการถือศีลอดอยู่ จากหลักฐานอะไรหลายอย่างก็ชื่อให้เห็นว่าในจังหวัดภาคใต้นี้ระดับคลอเลสเคอรอลนี้เป็นเรื่องที่สูง แต่ว่าถ้าเราคิดดูให้ดีแล้ว การถือศีลอดก็น่าจะช่วย แต่ว่าถ้าหากว่าการถือศีลอดนั้นไม่เป็นไปตามกรอบแบบแผนของการควบคุมการบริโภคแล้วผลอาจจะตรงกันข้าม ผู้บรรยายตั้งข้อสังเกตไว้อย่างนี้ เพราะคนธรรมดาเขสากินไม่ได้ไปกินอะไรมากเรื่องน้ำหวาน แต่เขาจะทานกันเรื่อย ๆ แล้วคนที่หิวจัดแล้วเวลาอาจจะทานกันมาและก็ดื่มน้ำตาลอะไรเข้าไปมาก แทนที่จะลดก็อาจจะเพิ่มก็ได้ นี่คือข้อเท็จจริงที่ผู้บรรยายสนใจอยู่ แต่ว่าถ้าไปดูแล้วเรื่องของวัฒนธรรมท้องถิ่นหรือว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเขาไม่เหมือนกัน คือมุสลิมในประเทศไทยก็ยังไปรับเอาวัฒนธรรมในเรื่องการกินขิงหลาย ๆ ประเทศเข้ามาที่มีปัญหา อย่างในเรื่องของอาหรับ ในเรื่องของอินเดียที่มีข้าวหมก ข้าวมัน แล้วใส่เนยแล้วก็ทานกันอยู่อย่างนั้น แล้วก็มีการทำบุญแล้วไปร่วมทานอะไรกัน เหมือนกับว่าไม่เข้าใจเต็มที่ว่าอะไรเป็นอย่างไร ไม่ได้ว่าสุดไปทางใดทางหนึ่ง แต่การถือศีลอดน่าจะมีผลอย่างนั้น ถ้าถามว่าวัตถุประสงค์จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องของการขัดเกลา ที่ผู้บรรยายได้กล่าวไปว่าเวลาหิวจะเกิดความรู้สึกร่วมกันดีไม่เหมือนเวลาอิ่ม พราะว่าถ้าหากว่าการถือศีลอดนั้นบัญญัติให้คนจะต้องอิ่มเหมือนกันแล้วผู้บรรยายคิดว่าลำบากมาก จะเอามาตรฐานอะไรนั้น แต่คนที่ต่ำกว่ามาตรฐานนั้นเยอะอย่างเช่นรายได้น้อย บางคนก็ยากจน อย่างนี้เป็นต้น เพราะคนที่ร่ำรวย คนที่เป็นเศรษฐีก็สบายไปถ้ามาตรฐานได้ แต่คนที่ลำบากนั้นถ้ามาตรฐานไม่ได้ เพราะฉะนั้นความรู้สึกอิ่มจึงไม่ใช่ความรู้สึกร่วม ไม่สามารถเป็นสากลได้ แต่พอให้หิวแล้วผู้บรรยายคิดว่าเป็นเอกภาพดี การถูกกำหนดให้หิวนั้นง่ายกว่าถูกกำหนดให้อิ่มเหมือนกัน ถ้าหิวเหมือนกันนั้นไม่ต้องกินอะไร ง่ายกว่าที่จะให้กินเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น การถือศีลอดนั้นผู้บรรยายคิดว่ามันเป็นเรื่องของการขัดเกลาที่ได้ผลอย่างมาก เพราะว่าการถือศีลอดนั้นมันเป็นมาตรการในการให้คนนั้นจะต้องรักษาคุณธรรมจริยธรรมในขณะที่ถูกกดดัน ยกตัวอย่างง่าย ๆ คนที่แข็งแรงนั้นเวลาไปทำความดีให้คนอื่น 10 หน่วย กับคนที่อ่อนแอไปทำความดีให้กับคนอื่นสัก 10 หน่วย หรือคุณจะต้องหิ้วน้ำ 10 กิโล ในระยะทางประมาณ 100 เมตร ให้คนที่แข็งแรงกับคนที่อ่อนแอทำตรงนี้ ผู้บรรยายคิดว่ามันยากที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์คุณธรรมจริยธรรมของคนสองคน เพราะเหมือนกันเลย แต่ปรากฏว่าศักยภาพของคนหนึ่งนั้นอ่อนมา คนที่ศักยภาพต่ำจะต้องทำอย่างเดียวก็คือว่าจะต้องเอาของ 10 กิโลในระยะทาง 10 เมตรไปช่วยเหลือคนอื่น ผู้บรรยายคิดว่าคุณธรรมของผู้ที่ลำบากกว่านั้นจะสูงกว่าคนที่สบาย ๆ อยู่ เพราะฉะนั้นคุณธรรมจริยธรรมอย่างนี้มันจะเหมือนกับเรื่องอื่นด้วย อย่างเช่นที่บอกว่า มนุษย์จะไม่บรรลุคุณธรรมจนกว่าจะบริจาควิ่งที่เขารัก เสื้อสักตัวหนึ่งที่เราไม่ชอบแล้วแต่จะทิ้งดีหรือไม่ทิ้ง แต่ไม่ใส่อยู่แล้ว อยู่ ๆ มีคนผ่านมาแล้วเราก็ให้เขาไป กับคนหนึ่งที่มีผ้าชุดดีมากแล้วก็หวงแหนมันกับอีกคนหนึ่งที่ลำบากมากจะให้เขา ผู้บรรยายคิดว่าคุณภาพในทางศีลธรรมนี้ต่างกันมาก การถือศีลอดนั้นเอาเรื่องของความหิวเข้ามาเป็นตัวหลักในเรื่องของแรงกดดัน ในขณะที่หิว โมโหก็ง่าย อย่างโน่นอยากนี่ไปหมดบางที ซึ่งถ้าหากว่าคนที่ถูกกดดันมาก ๆ บางทีความซื่อสัตย์ต่าง ๆ ก็จะลดลง แต่นี่ให้คนที่หิวด้วยแต่ไม่ไปแอบกินไม่ไปแอบดื่มกับต้องสำรวมในเรื่องของทางเพศด้วย สำรวมในเรื่องของอารมณ์โกรธต่าง ๆ ด้วย อย่างเช่นมีคำกล่าวว่า "หากว่ามีใครมายั่วยุในขณะที่ถือศีลอดก็อย่าไปตอบโต้ แต่ให้กล่าว่าฉันถือศีลอด" อย่างนี้เป็นต้น หรือคนที่ถือศีลอดแต่ไม่ละเว้นในเรื่องของความประพฤติที่เสื่อมเสียการถือศีลอดนั้นก็ถือว่าไร้ผลสำหรับเขา เดือนถือศีลอดนั้นเป็นเดือนที่ทำความดี และถือว่าเป็นเดือนที่ซาตานถูกล่ามโซ่ ใช้เป็นคำสัญลักษณ์คือ ซาตานถูกล่ามโซ่ แต่สำหรับสาตานนั้นในพุทธศาสนาอาจจะเรียกว่าเป็นแรงกระตุ้นในเรื่องของกิเลสตัณหา เพราะว่าความหิว ความอยากต่าง ๆ เป็นตัวพื้นฐาน ตอนนี้ถ้าหากให้คนที่กินอิ่มไปทำอย่างโน้นก็เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเวลาที่ถูกกดดันถ้าหากคุณสามารถที่จะรักษาความดีได้ก็หวังว่าทำสัก 30 วันแล้วก็ปล่อยไปสู่สังคมน่าจะมีการควบคุมตนเองได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นมาตรการของการถือศีลอดจึงเป็นมาตรการของการฝึกฝน เป็นมาตรการของการหล่อหลอม หรือว่าขัดเกลาในเรื่องของศีลธรรมเป็นเรื่องใหญ่ ถึงแม้ว่าจะมีผลอื่น ๆ ที่มีคนได้พูดถึงหรือวิเคราะห์กันมามากก็ตาม ถ้าตามหลักการแล้วจะเป็นอย่างนี้ ผู้บรรยายรู้สึกจะมุ่งไปสู่ตรงนี้ด้วย เพราะเวลาเดินผ่านอาหารมันก็อยากจะทาน แต่ว่าในขณะเดียวกันนี้ คนที่ถือศีลอดนี้ความคิดต่าง ๆ มันถูกบล็อคให้ไปคิดถึงเรื่องอื่นคือในเรื่องทางด้านจิตวิญญาณมากขึ้น เพราะฉะนั้นบางทีหลายคนบอกว่าอดไม่ไหว แต่พอถึงเดือนถือศีลอดก็สามารถอดได้อย่างสบาย ๆ ก็มี เพราะจิตใจถูกกำหนดให้ไปเพ่งหรือมีสมาธิอยู่กับเรื่องที่เป็นในเรื่องของทางจิต ในเรื่องของทางศาสนา ทางศีลธรรมมากกว่าที่จะไปมุ่งเรื่องอาหาร ถ้ามุ่งเรื่องอาหารบางทีเราไม่หิวเราก็อยาก ไม่หิวแต่กินด้วยความอยากก็มี ไม่ได้กินด้วยความหิว มันก็เป็นเรื่องของความรู้สึก เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงตรงนี้เป็นจุดที่มีผลต่อเรื่องของการขัดเกลา หรือพัฒนาทางด้านจิต ทางด้านศีลธรรมบางอย่างอย่างมาก ส่วนทางด้านร่างกายนั้นผู้บรรยายคิดว่ามันน่าจะมีผลถ้าหากว่าไม่มีการควบคุมให้ถูกต้อง อาจจะเป็นผลเสียแทนที่จะเกิดผลดีมากกว่าปกติ อย่างกรณีของคลอเรสเตอรอลต่าง ๆ

***

Modes of social Learning : แบบในการเรียนรู้ทางสังคม

Condition

แบบในการเรียนรู้ทางสังคมนั้นมีหลายอย่าง conditioning ก็คือการตั้งเงื่อนไข ก็คือคนเราถ้าหากว่ามีสิ่งเร้าต่าง ๆ ขึ้นมาก็จะมีปฏิกริยาตอบโต้ แล้วก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปได้ เหมือนกับว่าอาหารหับสุนัข เมื่อเอาอาหารมา แล้วน้ำลายสุนัขมันก็สอ เพราะมันอยาก แต่ตอนหลังเราเอาอาหารมาเมื่อใดก็ต้องมีเสียงระฆังมาพร้อม ๆ นั้นด้วย ตอนหลังแม้ไม่มีอาหารมีแต่เสียงระฆังมันก็ก่อให้เกิดปฏิกริยาขึ้นมาได้ มันก็ก่อให้เกิดการเรียนรู้ อันนี้ลักษณะก็คือ conditioning
conditioning ที่สำคัญในเรื่องของสังคมมนุษย์นั้นก็คือ conditioning ในลักษณะของการให้คุณและให้โทษ ถ้าหากว่าทำอย่างนี้แล้วสังคมลงโทษ แต่ถ้าทำอย่างนั้นแล้วสังคมให้คุณ ทำไป ๆ เมื่อไร ก็จะค่อยเปลี่ยนบุคลิก เปลี่ยนนิสัยให้เป็นไปตามกรอบที่สังคมต้องการ โดยที่ไม่ต้องมีการลงโทษ โดยไม่ต้องมีการให้รางวัล ทุกอย่างมันก็กลายเป็นตัวตน หรือเป็น self, เป็นความเป็นบุคคลขึ้นมา ที่มีบุคลิกภาพไปตามกรอบที่สังคมต้องการ ก็คือกระทำสิ่งที่ไม่ละเมิดต่อกฎเกณฑ์ หรือบรรทัดฐานของสังคม เพราะฉะนั้นส่วนนี้ก็เป็นลักษณะหนึ่งของ socialization ของการเรียนรู้ในทางสังคม หรือบางทีก็ identity taking

 

identity taking

identity taking ก็คือคนเราจะเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และก็พยายามที่จะสวมบทบาทคนอื่นขึ้นมา เขาบอกว่าเด็ก ๆ ก็จะเรียนรู้จากสังคม เริ่มตั้งแต่ในเรื่องของภาษา ในเรื่องของทักษะต่าง ๆ แม้กระทั่งการเข้าใจว่าตัวเองเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิง สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากสังคมทั้งสิ้น บางทีเขาก็ศึกษามาบอกว่าเด็ก ๆ ค่อย ๆ เรียนรู้ถึงเพศของตนเอง และก็จะยอมรับในลักษณะนั้นขึ้นมา เขาบอกว่าตอนอายุ 3 ขวบนั้นเด็กๆ ก็เริ่มที่จะบอกตัวเองถูก ว่าเป็นหญิงหรือผู้ชาย แล้วก็จะปฏิบัติไปตามฐานะอันนั้น

Modeling

Modeling ก็คือการมีแบบอย่างหรือแบบฉบับ ทุกคนนั้นก็จะมีคนที่เขาคิดว่าเป็นสิ่งที่เขาอยากจะเอาอย่าง อยากจะเลียนแบบ เพราะฉะนั้นการยึดถือแบบอย่างอขคนอื่นนั้นถือว่าเป็นลักษณะของ Socialization อย่างหนึ่งทีเกิดขึ้นในสังคม

 

Learning to cope

ก็คือการเผชิญกับวิกฤติ การเผชิญกับปัญหาแล้วทำให้คนได้เรียนรู้และมีการปรับตัว นี่คือในเรื่องของวิธีต่าง ๆ ของการอบรมให้รู้จักระเบียบของสังคม

 

SECTION TWO

THE GOALS OF SOCIALIZATION

Equipment for Social Life.

ตอนนี้ถามว่าการอบรมให้รู้จักระเบียบของสังคมนั้นได้ให้หรือเกิดอะไรขึ้นมา หรืออะไรคือเป้าหมายของการเรียนรู้, ของการขัดเกลาทางสังคม เขาบอกว่าสาระของการอบรมให้รู้จักระเบียบของสังคมหรือ Socialization นั้น แตกต่างกันมากมาย เหมือนกับสังคมของมนุษย์ที่มีความแตกต่างกัน พวกเอสกิโมนั้นเรียนรู้ที่จะเผชิญกับความหนาวเย็นของคาบสมุทรอาร์คติค พวกเบอร์เบ้อจะต้องเรียนรู้ที่จะยืนหยัดอยู่ในทะเลทรายที่ร้อนแรง แต่ไม่ว่าจะอยู่ในบริบท หรืออยู่ในสถานะการณ์อย่างไรก็ตาม Socialization นั้นก็ยังมีเป้าหมายร่วมกันของมนุษย์อยู่ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ที่ไหน จะไปเจออะไรก็ตาม นั่นก็คือว่า การอบรมให้รู้จักระเบียบทางสังคมนั้นเป็นการที่มนุษย์มีเครื่องมือพื้นฐานสำหรับไปใช้ชีวิตในสังคม คือให้คนมีเครื่องมือที่จะเข้าไปอยู่ในสังคม คืออยู่ร่วมกับคนอื่น เครื่องมือที่ว่านั้นมี
          Disciplines : วินัย
          Aspirations : ความใฝ่ฝัน
          Identities : เอกลักษณ์
          Roles : บทบาท

คำว่า Disciplines ตรงนี้มีข้อที่น่าสังเกต คือเขาให้ความหมายเอาไว้ได้ดี คนที่มี Disciplines นั้น ก็คือคนที่สามารถที่จะรอตอบสนองผลในระยะยาว แทนการตอบสนองความต้องการในระยะสั้น อย่างเช่นในเรื่องของการแต่งงานนั้น ถ้าคนที่มีวินัยก็คือคนที่ไม่ชิงสุกก่อนห่าม สามารถที่จะรอได้ รอให้เรียนจบ, รอให้มีรายได้, รอให้มีความมั่นคง หรือแม้กระทั้งรอให้สังคมได้ยอมรับในเรื่องต่าง ๆ สามารถรอที่จะพิสูจน์ตัวเอง แต่ถ้าไม่มีระเบียบวินัยพอคบกันไปสักหน่อยก็ได้เสียกัน แทนที่จะรอ เป็นการตอบสนอง ไม่ยอมที่จะสับเปลี่ยนผลประโยชน์ในระยะยาวที่มันดีกว่า กับความต้องการเฉพาะหน้า นี่คือลักษณะที่แตกต่างกันระหว่างคนที่มีวินัยกับคนที่ไม่มีระเบียบวินัย

เพราะฉะนั้น ระเบียบวินัยนั้นเป็นเรื่องที่หนักหน่วง เพราะมันกดดันเหลือเกิน จนทนไม่ไหวอยู่แล้ว แต่งงานเลยดีกว่าพรุ่งนี้ เป็นต้น บางคนเจอกันแล้วก็เหมือนกับเป็ดกับไก่ แต่สัตว์พวกนั้นก็ยังดีกว่าเพราะมันยังมีเวลามีช่วง แต่ของคนไม่มี แต่ของคนนั้นไม่มี และยิ่งไม่มีก็จะเกิดความวุ่นวายความโกลาหน ต่าง ๆ ขึ้นมามาก เพราะฉะนั้น คนในสมัยก่อนจึงนิยมที่จะให้แต่งงานกับทิด หรือบัณฑิตก็คือคนที่เรียนมาแล้ว คนที่เรียนมาเป็นคนที่จะต้องมีระเบียบวินัยอย่างสูง ก็คือเป็นคนที่หวังผลเลิศในเรื่องของอรหันตผล มากกว่าที่จะหวังแบบที่ชาวโลกต้องการ เพราะฉะนั้น พระจะต้องไม่ต้องตอบสนองความต้องการที่จะแต่งชุดใด ๆ เหมือนชาวโลก แต่ต้องใส่จีวรสีเหลือและโกนผม ถึงแม้ท่านจะไปไม่ถึง แต่ท่านก็ฝึกมาเยอะแล้วในเรื่องที่ว่าจะต้องอดทน จะต้องอดกลั้น ไม่ใช่อยู่ ๆ จะเอารัดเอาเปรียบผู้หญิง หรือว่าเกี่ยง หรือว่าเอะอะก็จะโวยวายต่าง ๆ ทำให้ครอบครัวไม่เป็นสุข เพราะฉะนั้นท่านได้เครดิตตรงนี้ ท่านมีแง่มุม ท่านมีความบริสุทธิ์มาก แล้วค่อย ๆ เรียนรู้กันไป

เพราะว่าสังคมทุกวันนี้มีสิ่งที่ทำให้ คือสังคมโดยเฉพาะผู้หญิงกลายเป็นเหยื่อของคนที่ขาดระเบียบวินัยอย่างมาก และผู้หญิงเสียเปรียบ แม้กระทั่งความบริสุทธิ์ ทำไมผู้หญิงจะต้องแบกความบริสุทธิ์ไว้ ถ้าเสียความบริสุทธิ์ค่าจะตกมากกว่าผู้ชายที่เสียความบริสุทธิ์ ทำไมจึงไปสร้างเรื่องแบบนี้ขึ้นมาด้วย เพราะฉะนั้นผู้หญิงเสียเปรียบ เพราะฉะนั้นอย่าไปเชื่อน้องป๊อปออกทีวีแล้วบอกว่า คนที่จะแต่งงานกัน ควรที่จะทดลองใช้ชีวิตร่วมกันก่อน หนังสือเรื่องการแต่งงานในทรรศนะใหม่ออมาเยอะไปหมด ในตอนนี้ หรือแม้กระทั่งหนังสือแนะนำเทคนิค homosexuality มีเยอะไปหมดในสังคม เราไปรับของตะวันตกมา ผู้บรรยายคิดว่า ทางตะวันตกถ้าเขาไม่ต้องการอย่างอื่นที่มีความเรียบมาก แน่นอนมนุษย์ย่อมต้องมีความต้องการพื้นฐานทั้งนั้น คือชีววิทยากับในเรื่องของสังคม ถ้าไม่มีอะไรอื่นมากก็ต้องการชีววิทยาก่อน แล้วก็ต้องการจะดับความทุกข์ในแง่ที่เป็นทุกขตาก่อน ในเรื่องวิปริตนามะทุกข์ ในเรื่องสังขารทุกข์ ในเรื่องของทำอย่างไรจึงจะไม่เจ็บ ทำอย่างไรจึงจะไม่หิว ทำอะไรให้ไพเราะ, อ่อนหวาน อย่างนี้ก่อนถ้าเป็นสังคมปกติธรรมดถ้าไม่มีอย่างอื่นให้เลือกนักก็ต้องเป็นอย่างนี้

เพราะฉะนั้นที่สังคมเป็นสังคมบริโภคนิยม, วัตถุนิยมเพราะมาอย่างนี้ ทีนี้ไปติดความเชื่อในเรื่องของสังคมเปิด ในเรื่อง Free-sex ต่าง ๆ ขึ้นมาก็เลยหมายความว่าคนจะตอบสนองกันเมื่อใดก็ได้ สนองไปสนองมากฎเศรษฐศาสตร์ธรรมดาก็เกิดขึ้น คือ Law of Definishing Return เศรษฐศาสตร์เป็นอย่างนี้คือคำว่า demand แปลว่าความต้องการ ต้องการที่จะบริโภคอุปโภคและถ้าได้รับการตอบสนองก็จะเกิดความพอใจขึ้นมา

Definishing Return บอกว่าถ้าคนได้รับการตอบสนองนั้นแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า, Definishing Return ก็คือความพอใจก็จะลดลง ก็เหมือนกับอยากฉันขนมจีนน้ำยามากหิวจัดพอดีมีคนมาถวาย เมื่อประเคนเข้ามาก็ฉันเต็มที่พอถึงจานที่ 3-4-5 ก็จะฉันลดลง คือสังคมถ้าสังคมนั้นสุดโต่งสิ่งที่ต้องการนั้นก็จะหายไป เรื่องของผู้ชายกับผู้หญิงก็เหมือนกัน ถ้าหากว่าเปิดอะไรหมดมันก็หมดจินตนาการ คือในสมัยหนึ่งบริษัทคริสเตียน ดิออร์ เคยผลิตแฟชั่นที่เปิดมาก ๆ เสียจนขายไม่ได้เพราะคนเบื่อ เขาจึงพยายามให้ปิด แต่ปิดทีเดียวก็คงไม่ได้ก็เลยผ่าเอาไว้บ้าง คือมนุษย์นั้นต้องเหลือไว้ให้จินตนาการปิดทีเดียวไม่ได้ และก็เปิดทีเดียวก็ไม่ได้ มนุษย์ต้องการอะไรที่เป็นมัชฌิมามาปฏิปทา เลยตกลงกันไม่ได้ว่าตรงไหนกลาง หรือเรื่องคนที่ขี้เหร่มาก ๆ ก็มีอยู่ไม่กี่คน สวยเลอเลิศก็มีไม่กี่คน ส่วนมากก็คุ้มดีคุ้มร้าย ถ้าหากว่าสังคมไปให้ดูคนขี้เหร่มาก พวกคุ้มดีคุ้มร้ายจะยิ่งสวย แต่ถ้าไปดูพวกที่เดินประกวดมาก ๆ พวกคุ่มดีคุ้มร้ายก็แย่เหมือนกัน ลองคิดดูว่าคนส่วนใหญ่ที่จะแต่งงานกับผู้หญิงประเภทขี้เหร่มาก ๆ หรือนางงามมาก ๆ นั้นจะมีสักกี่คน ส่วนมากก็คุ้มดีคุ้มร้าย เพราะฉะนั้น สังคมไม่ควรที่จะทำลายผู้หญิงส่วนใหญ่ด้วยการประกวดต่าง ๆ

…(เรื่องขำขัน)… ในขณะที่ที่สงวนของเรากำลังลดเหลือน้อยลง เนื่องจากถูกสังคมบริโภคนิยม หรือนายทุนสัมปทานไปหมดแล้ว สัมปทานด้วยการออกแฟชั่นด้วยการเปิดให้มากขึ้น ที่ ๆ เหลืออยู่เป็นที่สงวนนั้นน้อย คำว่า "สงวน" ในสังคมสมัยก่อนนั้นเยอะ แต่ในสมัยนี้แทบจะไม่มีที่สงวนอีกแล้ว ของสงวนนั้นอะไรที่ปิดคนจะรู้สึกอยากดู แต่ถ้าดูไม่ได้ก็จะจินตนาการต่อ แล้วคนเรานั้นย่อมอยากได้ดีในตัวที่จินตนาการไปนั้นก็ไม่มีดำ ๆ ด่าง ๆ เพราะจินตนาการจะต้องให้เป็นที่พอใจ ทำให้ผู้หญิงที่คุ้มดีคุ้มร้าย หรือขี้เหร่เหมือน ๆ กัน และมีโอกาสที่จะถูกเลือกบ้าง ในขณะที่ทุกคนมองไปที่เดียวกันคือที่จอ มองไปมองมาก็เริ่มไม่พอใจคนที่บ้านจึงไปเที่ยวโสเภณี ยิ่งสังคมเสนอว่าให้ลองอยู่ด้วยกันก่อนมันจะมีปัญหาตามมาอีก

ต่อไปนี้ถ้าผู้บรรยายเห็นผู้หญิงแต่ละคนอาจจะเกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า นี่ไปลองมากี่รายแล้ว และผู้ชายยิ่งไม่ต้องสงสัยเลย ถ้าไม่บวชเรียนมาตั้งแต่เป็นสามเณรมานั้นใครจะคิดบ้างว่าไปซื้อบริการทางเพศมาเท่าไหร่ หรือไปลองกับใครมาแล้ว และไว้ใจได้หรือเปล่า รับผิดชอบหรือเปล่า และถ้าสังคมไม่ถือคุณค่าเรื่องอื่นเป็นสำคัญ แต่ถือเรื่องเพศเป็นเรื่องใหญ่ ถือว่าเหมือนตัวกำหนดความอยู่รอด หรืออยู่ไม่รอดของเรื่องชีวิตคู่แล้วก็จะไปกันใหญ่ มันก็ขัดแย้งในตัวของมันเองผู้บรรยายคิดอย่างนี้ ในเมื่อในตอบสนองได้ และไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ตอบสนองกันไปเรื่อย ๆ ต่อไปสังคมเวลาคนเดินผ่านมาผ่านไปคือเป็นที่รู้กันเลยว่าต่างคนก็ต่างทดลองกันมาแล้ว อาจจะทดลองกันกี่วัน, กี่ราย ในทีวีวันนั้นก็คงอยากจะมีคนถามขึ้นไปเหมือนกัน

เราต้องระมัดระวังให้ดี คือเราไม่ต้องอธิบายในลักษณะที่ว่าเราเอาค่านิยมของเราไปตัดสินก็ได้ แต่เอาค่านิยมของเขาไปตัดสินก็ได้ว่า ถ้าคุณมีเป้าหมายเพื่อความสุขทางเพศ ถามว่าการปล่อยให้บรรลุเสรีทางเพศทำให้บรรลุเป้าหมายหรือทำลายเป้าหมาย เพราะฉะนั้น ถ้าหากเรามองในแง่ของ Cultural relativism ในแง่นี้ ก็เป็นไปได้ตรงที่ว่าเอามาตรการความเป็นอยู่ในสังคมนั้นตัดสินเป้าหมายของสังคมนั้นเอง โดยไม่ต้องเอา aestheticism ว่าฉันเป็นสังคมไทยต้องรักนวลสงวนตัว หรือว่าพรหมจรรย์ต่าง ๆ เข้าไปตัดสินก็ได้ หรือเราจะตัดสินแบบนั้นก็ได้

เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้บรรยายเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าคิด โดยผู้บรรยายอาจจะไม่ได้มองว่าการต้องสำรวมต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อที่จะทำลายความรู้สึกต่าง ๆ ตามธรรมชาติออกไป แต่เราอาจจะมองได้อีกหลายแง่ ในแง่ที่ว่าให้การตอบสนองนั้นเป็นสิ่งที่มีค่า หรือว่ามีความสำคัญ เหมือนกับว่าเรากินอาหารอยู่ทุกวันแล้วก็เบื่อ แต่วันไหนที่หิวตาลายขึ้นมาอาหารนั้นก็มีค่าขึ้นมาสำหรับเราอีก อันนี้ก็เหมือนกัน แต่ว่าถ้าสังคมคิดแต่ว่าบริโภคอย่างเดียวโดยไม่มีการควบคุมเพราะเห็นว่าเป็นประเทศที่รำรวย ถึงแม้ว่าจะร่ำรวยด้วยการไปสูบทรัพยากรจากโลกที่ 3 หรือที่อื่นมา แล้วก็ทำอยู่อย่างนั้นผู้บรรยายคิดว่าในที่สุดมนุษย์ก็จะเป็นภัยต่อตัวเอง ผู้บรรยายไม่คิดว่าใครจะไปทำลายประเทศเหล่านี้โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงไปได้ แต่จะทำลายในเรื่องง่าย ๆ แบบว่าครอบครัวแตกแยก, children have children เมื่อประมาณหลายปีมาแล้วปัญหาอันดับหนึ่งไม่ใช่ AIDS แต่เป็น children have children คือเด็กมัธยมท้อง (เด็กมีเด็ก), ปัญหาการหย่าร้าง แล้วมนุษย์จะเอาอะไรมากมายไปกว่าสิ่งพื้น ๆ เหล่านี้ คิดดูให้ดี อย่างอื่นมันเป็นหัวโขนมากไป แต่ที่เดินแล้วเหยียบตะปูนั้นเป็นของจริง พวกตำแหน่งต่าง ๆ เป็นเพียงหัวโขนทั้งนั้น ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรกันนักหนา (วิจารณ์มาก ต้องวิจารณ์จึงจะเข้าจึงจะเข้าถึงว่าเขาพูดอะไรกันอยู่)

"วินัย" จะต้องให้คนควบคุมอยู่เรื่อยเพื่อผลในระยะยาว เป็นต้นว่า อยากไว้ทรงผมตามสมัยกับคนอื่นบ้างก็ไม่ได้, เพราะเพื่อนิพพาน หรือผู้หญิงจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็เครียดในเรื่องวินัย เพราะฉะนั้นมีสิ่งหนึ่งที่เข้ามาบรรเทาความเครียดในเรื่องที่จะต้องควบคุมตนเองก็คือ Aspirations เขาบอกว่าคุณจะต้องอ่านหนังสือ จะต้องอย่างนั้นอย่างนี้เพราะเดี๋ยวอาจารย์จะถามเพื่อเป็นการเช็ควินัย พอตอบไม่ได้ก็อายเพื่อและเครียด แต่ถ้าหากว่าจะคลายเครียดมนุษย์จะต้องมี Aspirations ก็คือ ความใฝ่ฝัน ตัวอย่างเช่น อยากจะได้เกรด 3.8 ขึ้นเพื่อจะได้ไปต่อปริญญาเอก จบไปแล้วก็จะได้ไปเป็นครู ไปสอนหนังสือ ไปประกอบอาชีพ ไปเลื่อนฐานะในหน่วยงานที่ได้ลามาจากต้นสังกัด อย่างนี้เป็นต้น พวกนี้เป็น Aspirations ซึ่งทำให้คนรู้สึกว่า "วินัย" นั้นเป็นเรื่องเล็ก สามารถจะควบคุมตนเองได้ จะเห็นได้ว่านักบอล, นักมวย, นักกีฬาที่มีชื่อเสียงนั้นเป็นคนที่ลำบากทั้งนั้นแต่ว่าเพื่อสิ่งที่เขาอยากจะได้นั้น เขารู้สึกว่าวินัยต่าง ๆ นั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่ลำบากที่จะต้องแบกรับ แต่เป็นสิ่งที่ยิ้มรับได้ เพราะฉะนั้น Aspirations นั้นสามารถที่จะช่วยให้คนรักษาวินัยได้อย่างดี

Identities: เอกลักษณ์ เป็นเรื่องที่สังคมกำหนดด้วยและเป็นสิ่งที่เรากำหนดด้วย เพราะฉะนั้นบางทีสิ่งที่เป็นสิ่งที่สังคมกำหนดนั้นเราไม่สามารถที่จะแปรเปลี่ยนได้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่แสดงตัวให้สมกับความเป็นตรงนั้นตรงนี้ของเรา ยกตัวอย่าง บางทีคนที่เป็นพวกรับใช้ หรือพวกข้าบริวารต่าง ๆ ที่เรียนรู้กับคุณสมบัติกับผู้ดีมานาน ๆ ก็สามารถที่จะทำนั้นทำนี้ได้สมบูรณ์ ผิดกับพวกเจ้าใหม่หรือพวกที่ยังไม่ได้เรียนรู้ แต่พวกนี้ก็ไม่ได้เป็นพวกเจ้าหรือไม่ได้เป็นผู้ดีไปได้ ก็ยังเป็นบ่าวไพร่อยู่ เพราะฉะนั้นเรื่องของ Identities นั้นเป็นเรื่องที่สังคมกำหนดด้วยและเป็นเรื่องที่เรารู้สึกต่าง ๆ ด้วย

ทีนี้ถ้าเราจะถามในเรื่องของเอกลักษณ์ คำถามก็ง่าย ๆ คือ "เราเป็นใคร ?" คือในเรื่องของเราเป็นใครนั้นก็เป็นเรื่องที่ว่า คนหนึ่งอาจจะมีคุณลักษณะต่าง ๆ หลาย ๆ อย่าง อย่างเช่น ผู้บรรยายเป็นคนอิสระ, เป็นคนอเมริกัน, เป็นคนสหรัฐ, เป็นวุฒิสมาชิก, เป็นชาวพรรคเดโมแครบ แล้วอยู่ในลักษณะแบบนั้น หรือว่าอาจจะเป็นในลักษณะอันอื่น เป็นหลาย ๆ อย่าง

ในเรื่องของบทบาท : Roles ก็เหมือนกัน สิ่งหนึ่งที่สังคมจะต้องให้คนได้เรียนรู้ก็คือ "บทบาท" จริง ๆ บาบาทนั้นเป็นเรื่องคู่กับตำแหน่งที่ติดตัวมาของแต่ละบุคคล เราจะเป็นใครนั้นเราก็ต้องมีบทบาทตรงนั้น ความเป็นพระ หรือตำแหน่งพระก็มีบทบาทของความเป็นพระ ตำแหน่งนักศึกษา ตำแหน่งพ่อ ตำแหน่งภรรยา ตำแหน่งแฟน สังคมก็กำหนดบทบาทไว้แล้ว แต่ตำแหน่งแฟนไม่รู้กำหนดกันอย่างไร แฟนก็คือคนที่ชอบกัน จะต้องมี communication อย่างสม่ำเสมอ, ไปไหนจะต้องบอก, จะต้องซื่อสัตย์, จะต้องเอาอกเอาใจ คือจะทางการหรือไม่เป็นทางการนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องของบทบาททั้งนั้นในแง่ตรงนี้ที่สังคมสอนมา แต่แฟนนี้ไม่รู้สอนกันอย่างไร มันอาจจะเปลี่ยนไปจากเดิมแล้วก็ได้ "แฟน" ในสมัยนี้กับ "ภรรยา" อาจจะมีส่วนที่ทับเส้นกันอยู่ สมัยก่อนก็คือยังไม่แต่งงานกัน สมัยนี้เวลาตัดชุดเจ้าสาวถามว่าชุดสำหรับท้องกี่เดือน จะดีเลวอย่างไรผู้บรรยายก็ไม่ไปตัดสิน

Roles คือสิ่งที่สังคมสอน เราเกิดมาในสังคมก็รับรู้สิ่งเหล่านี้เข้าไป เราอาจจะสวมบทบาท แต่ว่าจะถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็ขึ้นอยู่กับมาตรฐาน คนทุกคนย่อมมีมาตรฐานอยู่ จะเอามาตรฐานไหน บางทีถ้าเลือกอะไรยากก็ลดมาฐานลง ลดจนกระทั่งว่าไม่มีมาตรฐาน

สรุปแล้วสังคมได้สอนให้คนได้มีเครื่องมือที่จะไปใช้ชีวิตในสังคม เครื่องมือเหล่านั้นก็คือ วินัย, ความใฝ่ฝัน, เอกลักษณ์, บทบาท นี่คือเป้าหมายของ Socialization

เรื่องของ Dynamic of Socialization นั้นสำคัญมาก แต่เสียดายไม่มีเวลาพอที่จะพูดถึง คือเราพูดถึงกลไกในรายละเอียด ในเรื่องของการปฏิสัมพันธ์ อย่างเช่นในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก เรามองว่าเด็กที่เล็ก ๆ ไม่น่าที่จะมีน้ำยา แต่เด็กเล็ก ๆ นั้นปรากฏว่ามีอิทธิพลต่อพ่อแม่อย่างมาก เพราะเป็นเรื่องของจิตวิทยาที่ว่ายิ่งเด็กไร้ที่พึ่งเพียงใด อ่อนแอเพียงใด ความต้องการที่จะให้เขาอยู่รอดนั้นจากพ่อแม่เมื่อไปบวกกับปฏิกริยาที่เขาแสดงออกมานในเรื่งอของความหิว หรืออะไรต่าง ๆ นั้น มันฉุดยึดพ่อแม่ว่าจะต้องยอมสยบต่อลูกเล็ก ๆ อย่างมาก อย่างนี้เป็นต้น

ในเรื่องของการเรียนรู้ต่าง ๆ นั้นก็จะไปสัมพันธ์ในเรื่องของการเกิด Self ในเรื่องของการเกิดตัวตน ที่เราจะได้พูดถึงต่อไป และรูปแบบของการอบรมเลี้ยงดูเด็กนั้นมีอยู่หลาย ๆ รูปแบบ และปัจจัยต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องของกระบวนการนี้นั้นก็คือ ในลักษณะอารมณ์ หรือสภาพธรรมชาติของคนนั้นก็มาก ในเรื่องของความรัก, ความกลัวต่าง ๆ ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง

กลุ่มต่าง ๆ ที่เข้าไปมีอิทธิพลต่อการอบรมก็มีอยู่หลายระดับที่สำคัญที่สุดก็คือพ่อแม่ , กลุ่มเพื่อนสนิทซึ่งจะมีผลต่อการสร้างบุคลิกของเด็กอย่างมาก ลักษณะธรรมชาติตรงนี้อย่างที่เขาพูดถึงอย่างเช่น Homo Sapiens คือบอกว่า Homo Sapiens has been called the rational animal, the social animal, and also the anxious animal (หน้า 96) ชาติพันธุ์ของมนุษย์ถือว่าเป็นสัตว์ที่มีเหตุผล, เป็นสัตว์ในทางสังคม, เป็นสัตว์เจ้าทุกข์เจ้าร้อนหรือวิตกกังวลด้วย

คำว่าวิตกกังวลนั้นกับความกลัวตรงนี้เขาแยกกัน ความกลัวนั้นเป็นอาการความรู้สึกเกิดขึ้นเมื่อเผชิญภัยอยู่ซึ่งหน้า แต่ความวิตกกังวลนั้นเป็นความรู้สึกวิตกกังวลหรือหวาดกลัวต่อภัยที่ยังไม่ปรากฏชัดเจนหรือยังมองไม่เห็น ในขณะนี้วิตกกังวลกันมากว่าจะติด i, c, f หรือจะต้องเรียนซ้ำ แต่เมื่อผลออกมาว่าติด i ก็ไม่สบายใจอย่างมาก กลัวแต่นั้นก็คือสิ่งที่เห็นแล้วเฉพาะหน้า แต่ถ้ายังไม่เห็นเฉพาะหน้าคือคิดไปก่อนในสิ่งที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว อันนั้นเป็นความวิตกกังวล เพราะฉะนั้นความสามารถจะเก็งอะไรเฉพาะหน้าของมนุษย์นั้น ผู้บรรยายคิดว่าเป็นความสามารถที่สูงของมนุษย์ ทำให้สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ในขณะเดียวกันผู้บรรยายคิดว่ามนุษย์อาจจะเป็นสิ่งชนิดเดียวที่วิตกอะไรต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้า การวิตกล่วงหน้าของมนุษย์อาจทำให้เกิดการสั่งสม มีการกอบโกย มีการหวงทรัพย์สมบัติ ฯลฯ เพราะความวิตกกังวลในสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในขณะที่ชีวิต ๆ หนึ่งที่ผู้บรรยายมองว่าน้อยที่จะมาสั่งสมหรือมาเก็บไว้ก่อน ผู้บรรยายเห็นมดก็เก็บ, หนูก็เก็บแต่ว่าของมนุษย์เก็บมากกว่านั้น ความวิตกกังวลต่าง ๆ ถึงทำให้บริษัทประกันภัย, ประกันชีวิตเจริญรุ่งเรืองขึ้นมา, หมดดู, ดูดวง อยากจะรู้อะไรต่าง ๆ ล่วงหน้า แต่ก็ดีที่มนุษย์ไม่รู้อะไรหมด ถ้ามนุษย์รู้อะไรล่วงหน้าหมดก็คงแย่เหมือนกัน คนที่รู้ว่าจะเป็นบวกแล้วอาจจะวางมือก็ได้ ไม่ต้องทำอะไร แล้วก็กระหยิ่ม แล้วก็แย่ คนที่รู้ว่าเกิดภยันตรายแน่นอนก็จะมีแต่ความกลัวอย่างเดียว และก็ไม่ต้องทำอะไรเหมือนกัน อีกคนกลัวก็ดี แต่อีกคนกลัวกลับแย่ และโลกก็ต้องหยุด สรุปว่าเป็นไม่ได้ ผู้บรรยายก็เห็นว่าถูกต้องแล้วที่หมอดูก็ดูคนถูก, ดูคนถูก ดูคนผิดมาตั้งเยอะแล้วนั่งอยู่ใต้โคนต้นมะขาม ก็ไม่รู้จะทำอะไรได้ แนะนำให้สะเดาะเคราะห์, ทำบุญ แล้วทำไมสูตรนี้ถึงใช้กับพวกหมอดูเองไม่ได้ จะได้เลิกอาชีพนี้สักที

ในเรื่องของวิธีการอบรมก็มีหลายแบบ ให้ดูในหน้าที่ 97 : TWO PATTERN OF SOCIALIZATION : รูปแบบของการอบรมให้รู้จักระเบียบทางสังคม เป็นการพูดถึงการอบรมเด็กที่เขาสรุปมาเป็นตาราง มีอยู่ 2 แบบ

 

Table 4.1 TWO PATTERN OF SOCIALIZATION

Repression

เน้นในเรื่องของการควบคุม, ในเรื่องของการเชื่อฟัง, ในเรื่องของการทำตาม

Participatory

เน้นที่ตัวเด็กเป็นหลัก, เน้นในเรื่องของการเข้าไปมีส่วนร่วม

- Punishment wrong behavior

ลักษณะรายละเอียดของแต่ละแบบนั้นคือถ้าหากว่าเป็นแบบ Repression ก็จะเน้นการลงโทษเมื่อกระทำผิด
- Rewarding good behavior

แต่ถ้าหากว่าเป็น Participatory นั้น ก็จะให้รางวัลเมื่อทำถูก เมื่อทำดีก็จะให้รางวัล
- Material rewards and punishments

จะให้รางวัลและลงโทษที่เป็นวัตถุ คือถ้าให้รางวัลก็หมายความว่าให้เป็นสิ่งของ ถ้าลงโทษก็หมายถึงเฆี่ยนตี ในลักษณะใช้ความรุนแรง
- Symbolic rewards and punishments

ให้รางวัลหรือลงโทษในลักษณะที่เป็นสัญลักษณ์ ก็คืออาจจะเป็นรูปของการชมเชย หรือในรูปต่าง ๆ ที่เป็นนามธรรม
- Obedience of child

เน้นการเชื่อฟังของเด็กเป็นสำคัญ

- Autonomy of child

เน้นความเป็นอิสระของเด็ก

- Nonverbal communication

แสดงออกเพื่อการสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูด ใช้กริยาท่าทาง อาจจะใช้ในสีหน้า แววตา ดุ อย่างนี้เป็นต้น

- Verbal communication

ใช้คำพูด พูดคุยกัน

- Communication as command

จะออกคำพูดในลักษณะที่เป็นคำสั่ง ลักษณะของบังคับบัญชา

- Communication as interaction

ถือว่าเป็นการปรึกษาหารือกัน ใช้การสื่อสาร, ใช้การพูดคุยกัน

- Parent-centered socialization

ถือเอาพ่อแม่เป็นศูนย์กลาง, เป็นใหญ่ในการที่จะสั่งสอน

- Child-centered socialization

ถือเอาเด็กเป็นศูนย์กลาง คือจะดูแล, ดูความต้องการ, ดูความรู้สึกของเด็ก, ดูท่าทีของเด็กเป็นใหญ่

- Child's perception of parent's wishes

จะเป็นในลักษณะของตามความต้องการของผู้ใหญ่

- Parent's perception of child's wishes

จะถือเอาความคิด และความปรารถนา หรือความต้องการของเด็กเป็นหลัก

อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งจะมีผลในเรื่องของบุคลิกภาพ ผู้บรรยายเข้าใจว่ากลุ่มของอาจารย์ดวงเดือน พันธุมนาวิน ในเรื่องของต้นไม้ทางจริยธรรมจะให้รายละเดียดในเรื่องนี้ได้ดี ซึ่งมีผลต่อเรื่องของการพัฒนาจริยธรรม ในนั้นก็จะพูดถึงแบบของการอบรมต่าง ๆ ส่วนในหน้าหลังผู้บรรยายก็จะให้ดูผ่าน ๆ ให้คำแนะนำว่าในเรื่องของ social self นี้พยายามไปอ่านเองจะได้ประโยชน์มากขึ้น ลงลึกมากขึ้น


SECTION FOUR

THE SOCIAL SELF

คำว่า "SELF" หรือคำว่า "ตัวตน" ในภาษาดั้งเดิมของอังกฤษโบราณหมายถึง เหมือน, แปลว่าเหมือนกัน หรือว่าเป็นอันเดียวกัน SELF : "same" or "identical" นั่นคือรากศัพท์ของคำว่า SELF แต่เมื่อมาใช้กับมนุษย์นั้นก็จะหมายถึง เอกลักษณ์ที่คงอยู่อย่างมั่นคงอยู่ในตัวของบุคคล

SELF
   
^
^
^
l
l
   
  - SAME
  - IDENTICAL
     (Anglo-Saxon)
---------->
UNIQUE
LASTING
IDENTITY


SELF ในความหมายที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี่คือตัวรากของคำ, รากเดิมของภาษาอังกฤษโบราณ มาจากคำว่า SAME คือความหมายของคำว่า SAME แปลว่าเหมือนกัน เพราะฉะนั้นพอไปถึงความหมายตรงนี้จึงหมายถึง เอกลักษณ์อันเป็นลักษณะเฉพาะตัว UNIQUE ก็คือคงอยู่ ถึงแม้จะผีเข้าผีออกก็ยังผีเข้าผีออกอยู่อย่างนั้น LASTING เพราะฉะนั้นจะเถียงอีกว่าเปลี่ยนทุกวัน ที่เปลี่ยนทุกวันนั้นเองคือเอกลักษณ์ของเขา เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็ LASTING ไม่เหมือนกัน นี่คือในเรื่องของ SELF, รากเดิม

ในวัฒนธรรมของตะวันตกนั้น การที่จะเป็นผู้เป็นคนได้นั้นจะต้องมี SELF มีอัตตา, มีตัวตน ก็ถือว่าเป็นเอกลัษณ์ภายในซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่จะคงอยู่กับคนนั้นตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นตัว SELF หรือว่าตัวตนอันนี้จึงเป็นที่ตั้งของความคิด, ของการกระทำ, และของอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ของคน ความคิดในเรื่องของตัวตนนั้นไม่ใช่เป็นความคิดที่มีกันมาในทุกสังคม ในสังคมตะวันตกเองนั้นเขาถือว่าคนบางกลุ่ม คือคงจะคนในสมัยก่อนโดยเฉพาะอย่างเช่น ผู้หญิงหรือว่าทาสถือว่าเป็นพวกที่ไม่มีวิญญาณ ไม่มีตัวที่ว่าตรงนี้ ไม่น่าเชื่อเลยเนอะ
NO SELF สังคมตะวันตกได้ก้าวหน้ามาก เป็นอนัตตามาตั้งนานแล้ว แต่ไม่ได้เป็นอนัตตาในแง่นั้น คือมองในลักษณะที่ว่าผู้หญิงไม่มีค่าในสมัยก่อน นี่คือเรื่อง SELF ที่นี้เรื่อง SELF ก็มีทฤษฎีหลายทฤษฎี ทฤษฎีใหญ่ ๆ ที่เขาพูดตรงนี้ก็มีอยู่ 3 ทฤษฎีใหญ่ ๆ ก็คือของ

1.) Charl Horton Cooley : "Looking-Glass" Self. คือเขามองว่า SELF ของคนแต่ละคนนั้นเป็นเรื่องที่คนหาได้จากสายตา หรือท่าทีของคนอื่น เพราะฉะนั้นเขาจึงใช้เป็น "Looking-Glass" Self. คือตัวตนที่เป็นแบบกระจกเงา หรือสะท้อนแสง ที่เราจะเรียนรู้, ที่เราจะรู้จักตัวเราจากสายตาของสังคม และในที่สุดเราก็พยายามที่จะเป็นไปตามภาพที่สังคมคาดหมายต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตัว SELF ในแง่นี้จึงเป็นลักษณะหรือว่าความหมายหนึ่งของ SELF ในแง่ทฤษฎีหนึ่ง


"Looking-Glass" Self. หรือ Reflected Self

Charl Horton Cooley (1864 - 1929)

องค์ประกอบ
- image of our appearance to the other person
- imagination of his judgement of that appearance


ในความหมายของ Cooley อธิบายว่า SELF หรือว่าตัวตนประกอบด้วย

1. เป็นภาพลักษณ์ของเราที่ปรากฏในสายตาของคนอื่น คือความคิดว่าเราเป็นอย่างไรในสายตาของคนอื่น เราจะไปรู้สายตาของคนอื่นไม่ได้ แต่เราคิดว่าคนอื่นว่าเราเป็นคนอย่างไร

2. จินตนาการว่าคนอื่นตัดสินภาพที่ว่านั้นไปในแนวใด ว่าเป็นลักษณะใด เป็นในลักษณะของการประเมินภาพที่ว่านั้น

3. ความรู้สึกบางอย่างที่มีอยู่ในตัวเรา แม้กระทั่งในเรื่องของความรู้สึกว่าภูมิใจในตัวเอง ความรู้สึกว่าตัวเองนั้นเข้าท่า อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นความรู้สึกส่วนตัว

เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของ SELF เป็นองค์ประกอบของความสำนึกในตัวตนของเรา เรา เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ชัดเจนว่า สังคมนั้นจะมามีส่วนกำหนดในการเป็นตัวเราจากการที่เราจินตนาการหรือว่าคิดได้อย่างนี้ และเราก็มีการประเมินค่าด้วย ความต้องการในทางสังคมที่จะให้เป็นที่ยอมรับ หรือความรู้สึกต่าง ๆ ในธรรมชาติของมนุษย์นั้นก็จุผลักดันใหเราพยายามที่จะทำภาพให้เป็นไปตามที่สังคมยกย่องหรือปรารถนา ในที่สุดก็เท่ากับว่าสังคมนั้นเป็นตัวที่ทำให้เราได้รู้จักตัวเรา แล้วก็ทำให้เราได้มีภาพที่เราจะต้องสร้างขึ้นให้เป็นไปตามภาพอันนั้น ก็กลายเป็นว่า SELF ของคนเราในทรรศนะของ Cooler นั้นเป็นเรื่องของการเรียนรู้จากทรรศนะของสังคม หรือว่าการเก็งทรรศนะของสังคม

2.) G. H. Mead (1963 - 1931) ได้พูดถึงเรื่อง SELF เหมือนกัน ในลักษณะที่มีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน ก็คือในเรื่องของ i กับ me

  G. H. Mead  
     
  SELF  
  l  
l--------------------------------------------------------------------l
I   me

Mead เป็นนักคิดในศตวรรษ 19 ก็ได้พูดถึงเรื่องของ SELF ใน 2 ส่วน รายละเอียดในเรื่องของ Mead สามารถจะดูได้ตั้งแต่หน้า 102 เป็นต้นไป

ใช้คำว่า I กับ me ลักษณะของคำว่า I ที่เน้นความเป็นตัวของตัวเอง, ความรู้สึกของตัวเองเป็นตัวกลัก เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าใช้คำว่า I ในลักษณะที่เป็นประธาน ส่วนเรื่อง me นั้นใช้ในลักษณะเป็นรูปของตัวกรรม กรรมก็คือสิ่งที่ถูกกระทำ ที่ Mead มองอย่างนี้เพราะว่า คนเราจะมีลักษณะของความคิดริเริ่ม, ลักษณะความเป็นตัวของตัวเองอยู่เป็นเบื้องต้น ลักษณะของความต้องการ, ลักษณะของอะไรต่าง ๆ นั้นถือว่าเป็นเรื่องเบื้องต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแรงผลักดันในด้านของชีววิทยา แต่ว่าในที่สุดแล้วสังคมก็จะเป็นตัวปลูกฝังความรู้สึกนึกคิด หรือว่าค่านิยมต่าง ๆ เข้าไปทีละเล็กละน้อยโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ และกระบวนการเรียนรู้อันนี้เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก หรือผู้เลี้ยงดูในวัยต้นกับเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดู และได้รับการสั่งสอนมา

โดยเขาพยายามอธิบายในรายละเอียดตั้งแต่ที่ว่า การ interaction นั้นคือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นั้นได้เกิดขึ้นมาก่อนภาษา ภาษานั้นมาทีหลัง ภาษานั้นไม่สามารถจะมีความหมายได้ถ้าหากว่ามนุษย์ไม่ได้มีการมีสัมพันธ์ หรือว่ามีการเรียนรู้มาก่อน ยกตัวอย่างว่าเมื่อเด็กเกิดมานั้นเด็กก็ไดรับอาหาร อาจจะได้ดูดนมจากแม่ อาจจะได้รับการโอบอุ้ม, ให้ความอบอุ่น หรือเด็กมีความหิว อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในเรื่องของความหิวหรือในเรื่องอะไรต่าง ๆ นั้นถือว่าเป็นความรู้สึกดั้งเดิมที่มีมาก่อนแล้ว และเมื่อมีความหิวเกิดขึ้นมาก็มีการตอบสนอง อย่างนี้เป็นต้น หรือว่าเมื่อหิวขึ้นมาเกิดแรงกดดันจากแรงกระตุ้นอันนี้ถ้าลำบากก็จะมีการ้องขึ้นมา สิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการที่เป็นการสัมพันธ์กันมาก่อนที่จะมีภาษาพูดแล้ว เมื่อเกิดสิ่งนี้ขึ้นมาก็เท่ากับว่าเป็นการสื่อภาษาแบบหนึ่งที่ไม่ได้เป็นคำพูดออกมา แต่มันสอนให้เด็กได้เรียนรู้เงื่อนไขที่ว่า เมื่อมีสิ่งนี้ขึ้นมาก็จะมีปฏิสัมพันธ์ หรือปฏิกริยาตอบโต้ขึ้นมา อย่างเมื่อหิวก็จะตามมาด้วยอาหาร, เมื่อหิวหรือร้องก็มีนม หรือมีอาหารเข้ามา หรือถ้าหากว่ามีความต้องการที่จะขับถ่ายขึ้นมาก็จะคนเข้ามาคอยดูแล อาจจะนำไปให้มีการขับถ่ายหรือทำความสะอาด อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นการติดต่อหรือว่าปฏิสัมพันธ์ขึ้นมา แต่ตอนหลังเมื่อเด็ก ๆ ได้เรียนรู้, ได้พัฒนาในเรื่องของสติปัญญาไปมากขึ้น ๆ ภาษาก็จะเข้ามาแทนตัวพฤติกรรมตัวนี้ซึ่งเขาได้รับรู้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นต่อไปนั้นเมื่อเด็กเกิดความหิวขึ้นมาแทนที่จะร้อง เด็กก็สามารถที่จะพูดว่า "หิว" อย่างนี้เป็นต้น ใช้คำว่า "หิว" ขึ้นมา เพราะฉะนั้นคำว่า "หิว" ต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่บอกความรู้สึก และความรู้สึกนั้นจะมีความหมายต่อเมื่อมันได้มีการติดต่อสื่อสารกันมาก่อนแล้ว ถ้าหากว่าไม่มีการติดต่อสื่อสาร ไม่มีตัววัตถุทำขึ้นมาก่อนแล้ว ภาษาก็จะไม่สามารถจะบ่งบอกความหมายนี้ เพราะฉะนั้น การสื่อความหมายนั้นจะเป็นการสื่อที่แสดงทั้งเรื่องวัตถุ ในเรื่องของความรู้สึกแล้วก็ค่อยประณีต แล้วค่อย ๆ ละเอียดอ่อนขึ้นมา เพราะฉะนั้นในตอนหลัง การตอบสนองต่าง ๆ แม้กระทั่งการให้สิ่งตอบแทนในเรื่องของการให้รางวัล, ในเรื่องของการให้โทษ ในที่สุดแล้วก็เท่ากับว่าพ่อแม่นั้นได้นำเอาชีวิตหรือว่าวัฒนธรรมของสังคม หรือการวินิจฉัย หรือทัศนคติของสังคมนั้นค่อย ๆ ส่งผ่านเข้าไปสู่เด็ก จนในที่สุดเด็กก็จะค่อย ๆ ตอบสนองต่อพ่อแม่ ที่จริงก็คือการตอบสนองต่อสังคมนั่นเอง เพราะฉะนั้นตัวภาษาต่าง ๆ ที่เด็กค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาก็คือเป็นการพัฒนาในเรื่องของจิตสำนึก หรือว่าความเข้าใจ ตัวจิตสำนึกนั้นก็คือสาระสำคัญในเรื่องของ SELF เพราะฉะนั้นจิตสำนึกเบื้องต้นของคนเป็นในลักษณะที่ว่าของความเป็นตัวของตัวเอง หรือการริเริ่มต่าง ๆ ในลักษณะที่เป็น I ฉันต้องการอย่างนี้ แต่ในที่สุดสังคมค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ สังคมค่อย ๆ จะมีความสำคัญมากขึ้นถึงขนาดที่ว่าในที่สุดแล้วคนอื่นั้นไม่ใช่แม่แล้ว แต่เป็นกฎเกณฑ์ หรือกติกาในทางสังคมเข้ามา เพราะฉะนั้นเมื่อถึงตรงนี้แล้วเด็กก็มีลักษณะเป็นสิ่งที่ถูกกระทำ หรือว่าเป็น me ก็คือตัวตนนั้นขาเรียกว่าเป็น Social Self เป็นตัวตนที่สังคมได้หยิบยื่นให้ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าในขณะนี้ที่เราเป็นอย่างนี้ อาการหรือพฤติกรรมหรือว่าความเป็นตัวของตัวเองของเราทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่เราค่อย ๆ ได้รับการถ่ายทอดหรือเรียนรู้มา ผ่านกระบวนการของปฏิสัมพันธ์ และภาษามาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งว่ากลายเป็นตัวของตัวเอง เป็นจาก I, ความเป็นตัวเองกลายเป็น Social Self นั่นก็คือตัวตนที่เป็นไปตามกระแสหรือว่าการกำหนดหรือเบ้าหลอมของสังคม เพราะฉะนั้นส่วนนี้จึงเป็นส่วนที่สำคัญกับทฤษฎีในเรื่องของ Socialization ที่เราพูดมา

3.) Sigmund Freud (1856 - 1939) : SELF ในทรรศนะของก็มีส่วนที่สามารถจะเทียบกับของ Mead แต่ว่าไม่ทั้งหมด ในเรื่องของ Sigmund Freud ได้พัฒนาในทฤษฎีในเรื่อง SELF ขึ้นมาโดยบอกว่า SELF นั้นมี 3 ระดับ

    SUPER EGO
     - the deamnd of society
     - conformity
         
SELF -----------------------------------------------------------------
EGO

       
- rational self preservation
    ID
 
   
- gratification of impulses
- biological core of the self
- individual's biological demand.
 

อันที่หนึ่งก็คือ id เป็นลักษณะของการเป็นไปตามแรงกระตุ้น, ผลักดัน แล้วก็ถือว่าเป็นตัวความต้องการในทางด้านชีววิทยา เป็นแกนกลางของตัว SELF หรือว่าตัวเอง ความต้องการในทางชีววิทยาตรงนี้ที่สำคัญที่คอยให้ก็คือ เขาใช้เป็นในเรื่องของ aggressive กับในเรื่องของความต้องการทางเพศซึ่งถือเป็นตัวพื้นฐาน เป็นเรื่องของความต้องการในทางด้านชีววิทยาเป็นตัวหลักที่มีอยู่ในตัวตนของมนุษย์

ในอีกด้านหนึ่ง ในระดับสูงเราจะเห็นได้ว่า id ถ้าหากว่าปล่อยไว้, ถ้าหากทุกคนจะต้องตอบสนองไปตามแรงผลักดันอันนี้สังคมก็จะเป็นอันตราย จะมีการทำลายหรือมีการเบียดเบียนเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสังคมก็พยายามที่จะวางกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมาที่จะควบคุมให้คนได้ตอบสนองความต้องการเบื้องต้น ในส่วนนี้ไปในลู่ทางที่เป็นความราบรื่นหรือว่าความกลมกลืนในสังคม นี่คือ superego เพราะฉะนั้นก่อนที่จะถึงจุดนั้นเมื่อคนมีความต้องการคนก็จะเริ่มคิดว่าถ้าทำอย่างนี้ ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร ถ้าจะให้เกิดผลที่ดีนั้นคนจะต้องทำอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็น rational self นั่นก็คือการคิด, การใคร่ครวญ, การใช้วิจารณญาณต่าง ๆ ตรงนี้เป็นส่วนของ ego แต่ถ้าหากว่าคนได้มีการพัฒนาหรือว่าควบคุมตัวเอง และขัดเกลาตัวเองต่อไปเป็นไปตามความต้องการของสังคมมากขึ้นหรือว่าจนหมดสิ้น ก็จะเป็นส่วนของ superego เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า ego ของคนนั้นอยู่ในระหว่าง id กับ superego คือถ้ามองในแง่นั้นคล้าย ๆ กับว่า id อาจจะเทียบได้กับ I ของ Mead ถ้าหากจะเทียบใกล้เคียง แต่ว่าพอเป็น superego แล้วมันก็คือตัว me, ตัวที่ถูกกระทำโดยสังคม หรือตัวที่ถูกกำหนดโดยสังคม นี่คือส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เข้าใจมากขึ้น

ใน Function of Ego - ถามว่า --->ในเรื่องของตัวตนเหล่านี้ทำหน้าที่อะไรบ้าง - เขาได้อธิบายว่ามีอยู่ 2 แบบ ถ้ามองว่า ego ทำอะไรบ้าง ถ้าบกพร่องหมายความว่าอย่างไร ถ้าหากว่าเหมาะสมหรือว่าเพียงพอที่สมบูรณ์นั้นเป็นอย่างไร

Table 4.2 FUNCTION OF THE EGO

Function
Adequate ego

ego ที่เหมาะสม, ego ที่เพียงพอ

Inadequate ego

การยึดถือตัวเอง หรือตัวตนที่มีความบกพร่อง

Coping with frustration

หากว่าเผชิญกับความทุกข์ยาก หรือว่าความผิดหวัง
Can substitute a different goal

ถ้าเป็น ego ที่เพียงพอก็สามารถจะเลือกเป้าหมายอื่น ก็คือมีเป้าหมายอื่นขึ้นมาทดแทน

Has temper tantrum

มีความทุกข์ยาก ไม่สามารถที่จะควบคุมตนเองได้

Coping with insecurity, anxiety, fear

ในแง่ของเผชิญกับความไม่มั่นคง, ความวิตกกังวล หรือความกลัว

Can develop psychological defenses

ถ้าเป็น ego ที่สมบูรณ์ ก็สามารถที่จะมีกลไกในการที่จะปกป้อง หรือว่าป้องกัน อาจจะมีข้อแก้ตัว หรือว่าสิ่งที่ทำให้ตัวเองได้มีความสบายใจมากขึ้น

Can develop psychological defenses

ถ้าเป็น ego ที่สมบูรณ์ ก็สามารถที่จะมีกลไกในการที่จะปกป้อง หรือว่าป้องกัน อาจจะมีข้อแก้ตัว หรือว่า สิ่งที่ทำให้ตัวเองได้มีความสบายใจมากขึ้น

Resisting temptation

ถ้าหากเผชิญกับสิ่งยั่วยวนต่าง ๆ
Can defer gratification and people

ego ที่สมบูรณ์ก็สามารถที่จะรอ, สามารถที่จะระงับความต้องการเฉพาะหน้านั้นได้ เพื่อที่หวังผลในระยะยาวได้

Seeking immediate gratification

ego ที่ไม่พอเพียงเมื่อมีสิ่งมายั่วยุ ก็จะตอบสนองทันที ไม่สามาระจะควบคุมตนเองได้

Assessing reality

ในการประเมินว่าอะไรจรองหรือไม่จริง (การประเมินความเป็นจริงต่าง ๆ )
Adjust behavior to situations and people

พวก ego ที่พอเพียงนั้นสามารถที่จะปรับบุคลิกภาพเข้ากับสถานการณ์ หรือว่าคนอื่นได้

Allow fantasy to interfere with adjustment

แต่หากว่า ego ที่ไม่พอเพียงเมื่อเกิดการประเมินอะไรต่าง ๆ ขึ้นมาก็จะเป็นในลักษณะของการเพ้อฝัน จะเอาความเพ้อฝัน หรือการจินตนาการที่เกินความเป็นจริง ซึ่งไม่เข้ากับข้อเท็จจริงนั้น เข้ามาใช้ในการตัดสินใจด้วย

Facing guilt

ความรู้ผิด, รู้สึกไม่ดี

Has guilt feelings and can correct a wrong

พวกที่มี ego ที่เพียงพอก็จะสามารถรู้สึกบาปได้ คือไม่ใช่ประเภทที่ว่าไม่เคยรู้สึกผิดเลย ไม่รู้จักดีชั่ว ถูกผิด แต่จะมีความรู้สึกผิด และสามารถที่จะแก้ไขปรับปรุงตนเองได้

Has few guilt feelings and tries to evade them

แต่ถ้าเป็นพวกนี้ก็จะไม่ค่อยมีความรู้สึกผิด แล้วพยายามที่จะไม่แก้ไขความผิดเหล่านี้

Establishing inner controls

ในเรื่องของการควบคุมตนเอง
Can control self when outside controls are removed

สามารถที่จะควบคุมตนเองได้เมื่อสิ่งควบคุมจากภายนอกหมดไป

Becomes disorganized when outside controls are remove

หรือสิ่งที่จะเป็นการลงโทษต่าง อย่างเช่น บางคนจะเป็บแบบนี้ ถ้าหากไม่มีการควบคุม เมื่อใดก็จะไม่สามารถจะควบคุมตนเองได้ทันที คือว่าคนประเภทนี้ต้องอยู่ในสายตาของสังคม ต้องมีตำรวจถึงจะทำหน้าดีได้ ถ้าไม่อย่างนั้นพฤติกรรมที่ไม่ดีก็จะตามมา

Coping with group excitement

หากมีความตื่นเต้น

Keeps cool

พวกนี้สามารถจะสงบได้

Loses control

ควบคุมตนเองไม่ได้

Responding to rules and routines

ในเรื่องเกี่ยวกับการตอบสนองต่อภาระต่าง ๆ ในธรรมดา

Interprets them as social necessities

ถือว่ามีความจำเป็น

Interprets them as directed against self

ถือว่าเป็นการทำลาย, การบีบคั้น, บีบบังคับ

Dealing with mistakes, successes

ในเรื่องเกี่ยวกับความบกพร่อง, ความผิดพลาดต่าง ๆ และความสำเร็จ

Can correct a mistake and is proud of success

สามารถจะแก้ไขความบกพร่องได้ และสามารถจะมีความภูมิใจกับความสำเร็จได้

Interprets a mistake as absolute failure, success as absolute worth

ถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้นมา ก็ถือเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และถือว่าหากสำเร็จขึ้นมาก็จะลิงโลด ถือว่าเป็นความยิ่งใหญ่

Maintaining ego identity

ในเรื่องของการรักษา ego หรือเอกลักษณ์ต่าง ๆ
Expresses own values in group activity

สามารถที่จะแสดงค่านิยมของตนเอง, จุดยืนของตนเองในกิจกรรมของกลุ่มได้

Gives in easily to group pressure

เป็นไปตามแรงกดดันของกลุ่ม คือไม่เป็นตัวของตัวเอง

นี่คือลักษณะของ Function หรือหน้าที่ของ ego ในด้านต่าง ๆ และ ego ใน 2 แบบนั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 8 October, 2006 6:21 PM