http://www.duangden.com
สมจศ 528 พื้นฐานเชิงประจักษ์ทางจริยศาสตร์
[ SHES 528 Empirical Foundation of Ethics ]

ครั้งที่ 5 ประเด็นสำหรับอภิปราย
หัวข้อ Cultural Diversal (2 ธ.ค. 42)
 
 


***

1. อธิบายคำว่า CULTURAL UNIVERSALS ตามความหมายของ MURDOCK (1945) พร้อมยกตัวอย่าง CULTURAL UNIVERSALS เพียง 10 เรื่อง

อาจารย์ : CULTURAL UNIVERSALS ตามความหมายของ MURDOCK ก็คือประเด็นวัฒนธรรมที่ปรากฏในทุกวัฒนธรรม หรือปรากฏในทุกสังคมของมนุษย์ เพราะฉะนั้นคำว่า CULTURAL UNIVERSALS ตรงนี้จึงเติม S ก็หมายความว่าในวัฒนธรรมไหน ๆ ก็ตาม หรือสังคมใด ๆ ก็ตาม ย่อมจะมีเรื่องเดียวกันนั้น นี่คือความหมายของ CULTURAL UNIVERSALS ของ MURDOCK และ MURDOCK ทำการวิจัยมาก็สรุปได้ว่าเรื่องหรือประเด็นทางวัฒนธรรมที่ปรากฏในทุกสังคมนั้นมีอยู่ 70 กว่าเรื่อง ตามความหมายของ MURDOCK เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้เราก็จะพบว่ามีหลายประการทีเดียว อย่างเช่นในเรื่องของ kinship nomenclature ที่เรียกญาติ, ในเรื่องของ courtship การเกี้ยวพาราสี, decoration ในเรื่องของการตกแต่ง, ในเรื่องของพิธีเกี่ยวกับ puberty customs เมื่อคนถึงวัยที่บรรลุนิติภาวะหรือขั้นตอนของชีวิตก็จะมีพิธีบางอย่าง อย่างนี้เป็นต้น, และมีในเรื่องของทางด้าน cosmology เกี่ยวกับเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับโลกเกี่ยวกับจักรวาล จริง ๆ แล้วในสังคมของเรา แม้กระทั่งในชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ก็จะมีตำนานในเรื่องนี้ ในเรื่องของการเชื่อถือโชคลาง luck superstitions, ในเรื่องของการเรียกชื่อของต้นไม้, การเรียกชื่อของพืช ethnobotany, ในเรื่องของ divination การทรงเจ้าเข้าผี นี่คือตัวอย่าง ตัวอย่างนี้คือตัวอย่างทั่วไป ๆ อาจารย์ไม่ได้ยกตัวอย่างในสังคมไทยเท่านั้น แต่ว่าในสังคมไทยเราก็จะเห็นว่าจะปรากฏในเรื่องเหล่านี้


2. ยกตัวอย่าง CULTURAL UNIVERSALS ในสังคมไทย10 เรื่อง และในแต่ละเรื่องท่านคิดว่ามี CULTURAL VALUES ที่เกี่ยวข้องประการใดบ้าง

ดวงเด่น : 10 เรื่องที่น่าสนใจได้แก่เรื่อง การทำนายฝัน, การศึกษา, การบำบัดโดยใช้ความเชื่อ, การทักทาย, การเรียกชื่อในสายญาติ, ภาษา, ไสยศาสตร์, การไว้ทุกข์, การลงโทษทางอาญา,การตั้งชื่อคน จะสังเกตว่าในสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับสังคมไทยมาตั้งแต่โบราณกาลก็ได้ ทีนี้จะยกตัวอย่างเช่น การทำนายฝัน เพราะว่าการทำนายฝันจะมีคุณค่าทางวัฒนธรรมตรงที่ว่า การทำนายฝันก็เหมือนเป็นการที่คน ๆ หนึ่งหรือคนทุก ๆ คนต้องมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ที่นี้ถ้าเราฝันเห็นอะไรอย่างหนึ่งเราก็อยากจะรู้ว่าสิ่งที่เราฝันนั้นมันมีความหมายว่าอย่างไร เพื่อว่าเราจะได้ทำนาย คาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้จากความฝัน หรือว่าอย่างเช่นเรื่องการศึกษา มันเป็นลักษณะของวัฒนธรรมที่ดีของสังคมไทย เพราะว่าสังคมไทยคือคนในสังคมไทยจะมีลักษณะที่ว่าชอบแสวงหาหรือว่าศึกษาหาความรู้ สังเกตได้จากว่าคนไม่ว่าจะอายุเท่าใดก็จะศึกษายังอยู่ ศึกษาไปเรื่อย ๆ เป็นการศึกษาแบบไม่มีวันจบสิ้น

อาจารย์ : ชัดเจน ก็ยกตัวอย่างได้อย่างชัดเจน คือในแต่ละเรื่องนั้นจะมีรายละเอียดปลีกย่อย ถ้าหากว่าเราถามจริง ๆ แม้กระทั่งในเรื่องของกฎหมาย อาจจะยกข้อกฎหมายขึ้นมาก็ได้ หรือว่าในเรื่องของชื่อญาติ ให้ยกตัวอย่างเช่นในสังคมไทยก็มีเรียกพ่อของแม่, แม่ของแม่ ว่าคุณตาคุณยาย เพราะฉะนั้นอย่างนี้ก็คือการเรียกชื่อญาติ หรือว่าการอ้างญาติ หรือลำดับญาติก็มีในสังคมไทย อย่างนี้เป็นต้น อาจจะเรียกได้ว่าไม่มีเรื่องใดที่ไม่มี (มีทุกเรื่อง) แทบจะไม่มีเรื่องใดที่ไม่เป็น CULTURAL UNIVERSALS ที่ MURDOCK เขากล่าวถึง


3. มีปัจจัยอะไรที่อาจพิจารณาได้ว่าเป็นรากฐานให้เกิด CULTURAL UNIVERSALS

พระสันติ : ปัจจัยที่ถือได้ว่าเป็นรากฐานให้เกิด CULTURAL UNIVERSALS ก็คือ มีศาสนา ความเชื่อ และทัศนคติ การเกิดของ CULTURAL UNIVERSALS ตรงนี้มีศาสนาเป็นจุดใหญ่ คือมีศาสนาเป็นบ่อเกิดเป็น, เป็นจุดสำคัญ

อาจารย์ : ใช่หรือเปล่าน้อ สิ่งที่ทำให้เกิด CULTURAL UNIVERSALS ทำไมคนถึงมีอะไรต่าง ๆ เหมือน ๆ กัน ถึงมีแบบแผนความประพฤติในเรื่องต่าง ๆ เหล่านั้น ทำไมสังคมหนึ่งต้องมีเรื่องหนึ่ง และอีกสังคมก็มีเรื่องเดียวกัน ทำไมมันเป็นลักษณะที่ซ้ำ ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน อันนี้คือสิ่งที่ต้องการจะถาม (ต้องดูในหน้าที่ 64) นั่นคือตัวเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้กลุ่มมนุษย์ หรือกลุ่มคนที่อยู่เป็นสังคม, กลุ่มต่าง ๆ (เมื่อกี้ที่ท่านสันติตอบว่าศาสนาอะไรต่าง ๆ นั้นไม่ใช่)

พระจู่ล้อม : ไม่ได้ยินเลยอ่ะ !!!

อาจารย์ : มีปัจจัยอยู่ 3 ตัว, อย่างที่ทำวัฒนธรรมของมนุษย์มีประเด็นความประพฤติอย่างเดียวกัน นั่นก็คือ physic unity of humanity ก็คือการที่มนุษย์มีสภาพจิตใจอย่างเดียวกัน คือมนุษย์ต่างก็มีอารมณ์ มีความต้องการ อย่างเช่นในเรื่องของความมั่นคงปลอดภัย และต้องการการตอบสนองอย่างนี้ เป็นต้น อย่างเช่น ที่ตอบ, ที่ยกตัวอย่างไปแล้วในข้อ 2 ที่บอกในเรื่องต่าง ๆ หรือเอาตัวอย่างในเรื่องของการเรียกชื่อญาติ ลักษณะนี้เป็นการรวมกลุ่มในทางสังคม ก็คือความต้องการดำรงชีวิตร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อความมั่นคง แต่ทีนี้เพื่อความมั่นคงก็จะมีการกำหนดหน้าที่ ฐานะของบุคคลต่าง ๆ เวลาเราบอกว่าคนนี้เป็นคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย และเราจะหมายความว่าคนเหล่านี้อยู่ในฐานะที่มีสิทธิ หรือมีหน้าที่บางอย่างต่อคนอื่น หรือคนอื่นจะต้องมีหน้าที่บางอย่าง หรือสิทธิมีบางอย่างที่จะเรียกร้องจากคนเหล่านี้ อย่างเช่น คนที่อยู่ในฐานะของพ่อ พ่อย่อมที่จะต้องมีสิทธิบางอย่างที่จะกำหนดวิถีชีวิตของคนอื่น หรือมีหน้าที่ที่จะต้องเลี้ยงดูคนอื่น ในขณะเดียวกันคนอื่นก็มีหน้าที่ที่จะต้องเชื่อฟัง ที่จะต้องเคารพ หรือว่าจะต้องแสดงความกตัญญูกตเวที อย่างนี้เป็นต้น

เบื้องหลังก็คือว่า มนุษย์จำเป็นที่จะต้องหาความมั่นคงในชีวิตด้วยการร่วมมือ หรือความต้องในชีวิตกลุ่มเป็นอย่างนี้ซึ่งออกมาเป็นอย่างนี้ ทำไมจึงเคารพในเรื่องของความอาวุโส มันอาจจะเป็นไปได้ว่า เพื่อให้กลุ่มมีความมั่นคงนั้นมนุษย์จำเป็นจะต้องพึ่งพา การพึ่งพาในสมัยอดีตนั้นจะต้องพึ่งพาความรู้หรือความสามารถของคนที่มีประสบการณ์สูงมาก่อน คนที่มีประสบการณ์สูงมาก่อนนั้นสมัยก่อนนั้นก็ถือว่าเป็นศูนย์รวมของความรู้ แต่ในปัจจุบันศูนย์รวมของความรู้นั้นไม่ได้อยู่ที่ผู้ใหญ่อีกแล้ว แต่ศูนย์รวมของความรู้อยู่ที่สถาบันการศึกษา อยู่ที่ตำรา อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเมื่อก่อนถ้าจะหาความรู้ก็ต้องถามผู้อาวุโส ก็คือมีประสบการณ์มาก สมัยนี้มันเปลี่ยนไปคนที่เรียนสูง ๆ อาจมีประสบการณ์มากกว่าผู้อาวุโสแต่ไม่มีการศึกษาหรือไม่ได้รับการศึกษาก็ได้

เพราะฉะนั้นในสังคมสมัยก่อน ๆ ถ้าหากว่าคนที่เยาว์วัยกว่า ซึ่งด้อยประสบการณ์ ด้อยความสามารถที่จะอยู่รอด ถือว่าฉันมีความสำคัญไม่ต้องไปพึ่งคนอื่น หรือมีความสามารถพอที่จะยืนหยัดด้วยตัวเองแล้ว จริง ๆ แล้วมันเป็นไปไม่ได้ เมื่อเป็นไปได้จะต้องพึ่งคนอื่น และเมื่อพึ่งคนอื่นจะต้องมีข้อกำหนดในเรื่องของสิทธิหน้าที่ กำหนดในเรื่องของสถานภาพต่าง ๆ ขึ้นมา เพราะฉะนั้นในสังคมไทยจึงมีคำสุภาษิตว่า อย่างเช่น เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด บางคนไปวิจารณ์ตรงนี้โดยไม่ดูว่าในบริบทของสังคมเมื่อก่อนที่ความรู้ต่าง ๆ ไม่ได้ถูกบันทึกหรือไม่ได้ถ่ายทอดผ่านสถาบันอื่นนอกจากอาวุโสหรือครอบครัวนั้นเขาไปหากันตรงไหน สมัยก่อนผู้ใหญ่หรือพ่อแม่เป็นที่รวมของทุกอย่างแม้กระทั่งในเรื่องของบันเทิง แต่ตอนนี้บันเทิงไม่แล้ว บันเทิงกลับไปอยู่ที่ทีวี, อยู่ที่หนังสืออ่านเล่น, หนังสือการ์ตูน อย่างนี้เป็นต้น เมื่อก่อนอยู่ที่ผู้ใหญ่เล่านิทานเพราะเขารู้เรื่องมากมีประสบการณ์มาก อย่างนี้เป็นต้น ความผูกพันในสมัยหลังมันถึงเปลี่ยนแปลงไป แต่อย่างน้อยที่สุดการเรียกชื่อญาติต่าง ๆ ก็บ่งบอกถึงความต้องการชีวิตกลุ่มเป็นสภาพจิตของมนุษย์หรือความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่เหมือนกัน

ทำไมคนไทยจึงมีการแต่งตัว, ทำไมผู้หญิงจึงแต่งหน้า ทาปาก, ทำไมจึงแต่งตัวให้ดูสวยงาม, ทำไมผู้หญิงทุกสังคมถึงแต่งตัวให้สวยงาม ผู้ชายก็มีการแต่งตามประสาผู้ชายให้งดงาม ทำไมทุกสังคมจึงมีเหมือนกันหมด เพราะมนุษย์มีปัจจัยร่วมอยู่อย่างก็คือ physic unity ความเป็นหนึ่งในเรื่องของจิตใจ ความเป็นหนึ่งในเรื่องของจิตใจในเรื่องนี้ถึงสะท้อนออกมาเป็นการแต่งกายที่มีอยู่ในทุกสังคม จึงเหมือนกับว่าอะไรที่มนุษย์มีเหมือนกันหมด ที่แต่งนั้นแต่งทำไม อย่างน้อยที่สุดความรักสวยรักงาม เพราะฉะนั้นการแต่งจึงเป็นนิสัย บางคนอยู่คนเดียวไม่มีคนเห็นก็แต่ง บางคนอาจจะแต่งเพื่อการยอมรับของสังคม ถ้าหากว่าสังคมไม่เห็นก็ไม่ต้องแต่ง เพราะฉะนั้นบางคนถึงทำตัวที่จะให้สังคมได้เห็นความงามหรือยอมรับตั้งแต่ที่บ้าน พอไปเจอนอกบ้านแทบจะจำไม่ได้ ว่านี่คือภรรยาของเรา พอมาบ้านเป็นมนุษย์ต่างดาว อันนี้เพราะว่าเมื่อออกไปข้างนอกก็จะเป็นที่ยอมรับในทางสังคมต่าง ๆ พออยู่ในบ้านนี้สังคมมันจำกัดมากมีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นเองจึงไม่ต้องแต่ง แต่บางคนนั้นอยู่ไม่ได้ถ้าไม่สวย เพราะฉะนั้นจึงต้องแต่ง ไม่เกี่ยงว่าใครจะดูหรือไม่ดูแต่งแล้วก็สบายใจ อย่างนี้เป็นต้น

อย่างน้อยที่สุด sense of …………… (ไม่แน่ใจว่า duty , unity หรือ guilty) นี่คือ physic unity แต่ตัว decoration นั้นเป็นตัว culture ตรงนี้ต้องแยกกันให้ออก เมื่อมนุษย์มี sense of …………… (ไม่แน่ใจว่า duty , unity หรือ guilty) เหมือนกันหมด, มีความรู้สึกรักสวยรักงามเหมือนกันหมด มนุษย์ในทุกสังคมจึงมีการตกแต่ง ซึ่งตัวการตกแต่งนั้นก็คือ Cultural Universals เพราะฉะนั้นในทุกสังคมมีการตกแต่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกสังคมแต่งเหมือนกัน อย่าไปสำคัญผิดว่าทุกสังคมแต่งเหมือนกัน แต่ทุกสังคมก็มีเครื่องแต่งเหมือนกัน แต่แต่งไม่เหมือนกัน นี่คือ Cultural Universals ที่เขาบอก physic unity เป็นตัวเบื้องหลังนั้นนี่คือคำอธิบายที่ว่าทำไมทุกสังคมถึงแต่ง เพราะทุกสังคมประกอบด้วยมนุษย์ซึ่งมีความรักสวยรักงาม นี่คือจะต้องเจาะเข้าไปอธิบายอย่างนี้ นี่คือเรื่องหนึ่ง physic unity

ประการที่สองก็คือ ในเรื่องของ Limited Number of …………… Solution (หน้า 33) ก็คือ Requirement of good life ความต้องการที่จะอยู่เป็นกลุ่ม สรุปก็คือมนุษย์ถ้าอยู่โดด ๆ ไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ได้ จะต้องมีสังคมขึ้นมาเพื่อที่จะดูแลพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นเมื่อมนุษย์พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทุกสังคมต้องทำ พัฒนา หรือสถาปนา หรือสร้างขึ้นมา อย่างเช่นในเรื่องขององค์กรการปกครอง คือเราพูดถึงในทุกสังคมมีในเรื่องของการจัดการ, ในการปกครอง ในการที่คนนี้จะต้องเป็นผู้นำ คนนี้ต้องเป็นผู้ตาม ซึ่งเราก็ต้องเรียนอยู่แล้วจริยธรรมของผู้นำต่าง ๆ มีในเรื่องการจัดการ แต่ว่าจะจัดสรรอำนาจกันอย่างไรจะอยู่ในรูปแบบไหนนั้นไม่เหมือนกัน อย่างแม้กระทั่งในการบริหารนั้นเขาก็จะมีทฤษฎีว่าการบริหารของผู้นำคนหนึ่งนั้นมีตั้งหลายแบบ บางแบบนั้นอาจจะหมายถึงอิงเกณฑ์ อิงเกณฑ์นี้ไม่ใช่เป็นภาษาต่างประเทศแต่เป็นภาษาไทย อิงเกณฑ์ในที่นี้ก็คือยึดถือหลัก ยึดถือเกณฑ์เป็นแนวทางในการตัดสินใจดำเนินการ บางคนอาจจะอิงกลุ่ม กลุ่มว่าอย่างไรก็เอาตามนั้น อันแรกนี้อาจจะเรียกว่าเป็นธรรมาธิปไตยในภาษาพุทธศาสนา อันที่สองก็เป็นโลกาธิปไตย แล้วแต่พวกมากหรือว่าคนโดยส่วนใหญ่หรือคนทั้งหมดเอาอย่างไรก็จะเอาอย่างนั้น อีกอันหนึ่งก็คืออิงกู กูจะเอาอย่างนี้เสียอย่าง ใครจะว่าอย่างไรก็ไม่สนใจ

เพราะฉะนั้นในแต่ละสังคมจะไม่เหมือนกัน ในสังคมเผด็จการนั้นถือว่าข้าฯ รับผิดชอบแต่ผู้เดียว เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย ในตอนหลังนี้ก็ค่อนข้างมาเป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นวงของการเมืองมีตั้งเยอะตั้งแยะเข้าไปดูมีตั้งในเรื่องของ Democracy คำว่า Democracy มาจากคำว่า Demo ซึ่งแปลว่า People กับ crazy คือการปกครอง เพราะฉะนั้น Democracy ก็คือการปกครองโดยคนส่วนใหญ่ อย่างที่บอกว่าของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ของอับราฮัม ลินคอล์น หรืออาจจะเป็นในลักษณะของ Aristocracy ก็คืออภิชนาธิปไตย คือปกครองโดยพวกคนชั้นสูง หรืออภิชน บางพวกอาจจะเป็น Plutocracy คือปกครองโดยคนร่ำคนรวย เอาศัพท์นี้มาต่อกันก็จะรู้ว่าคือการปกครองโดยอะไร นี่ก็คือการแบ่งการปกครองตั้งแต่ของกรีก คือในทุกสังคมมีการปกครอง เพราะทุกสังคมนั้นต้องการชีวิตกลุ่ม, ต้องการกลุ่มเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ แต่ว่ารูปแบบไม่เหมือนกัน ก็เหมือนกับมี sense of …………… (ไม่แน่ใจว่า duty , unity หรือ guilty) แต่จะงามแบบไหนนั้นไม่เหมือนกัน สังคมเดียวกันแต่ละช่วงก็งามไม่เหมือนกัน ในช่วงรับสหัสวรรษใหม่จะสังเกตว่ามีการแต่งตัวแปลก ๆ งามอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เราคาดไม่ถึงว่ามันจะเป็นไปได้ ผมจะไม่ใช่สีดำ สีน้ำตาล สีขาวอีกต่อไปแล้ว แต่จะมีสีม่วง สีเขียว ฯลฯ ตามมา

แต่ว่าปัจจัยอีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้มีอะไรเหมือน ๆ กันก็คือว่า Limited number of personal solution ……… some problem ก็คือว่าทางแก้ปัญหาของมนุษย์นั้นมีขีดจำกัด คำว่ามีขีดจำกัดในที่นี้ก็หมายความว่า ขีดจำกัดในตัวของร่างกายของมนุษย์ก็มีส่วนต่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เหมือนอย่างที่ผู้บรรยายเคยยกตัวอย่างว่า ถ้าหากว่าคนจะข้ามฝั่งถ้าไม่มีอย่างอื่นแล้ว เราก็คาดได้เลยว่าถ้าน้ำตื้นต้องเดินลุยไป ถ้าน้ำลึกก็ต้องว่ายน้ำไป แต่ถ้าหากว่ามีสะพานก็ข้ามสะพานไป ถ้ามีไม้ก็เอาไม้มาทำสะพาน ถ้าหากว่าไม่เหมาะสมก็เอามาทำเรือ อย่างนี้เป็นต้น และมีเรือแล้วถ้าหากมนุษย์ไม่มีปัญญาจะทำอย่างอื่น มนุษย์ก็ต้องเอามือพุ้ยน้ำไป อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นที่อาจารย์บอกว่าทำผมอย่างไรก็ตาม แต่มนุษย์ก็มีขอบเขตจำกัด ก็คืออย่างไรก็ตามผมก็งอกอยู่บนหัวนี่เอง เพราะฉะนั้นทรงผมต่าง ๆ ก็ขึ้นอยู่บนศีรษะจนกว่าศีรษะนั้นจะเปลี่ยนเป็นตรงอื่น คือต่อไปนี้ผมไม่งอกแล้วบนศีรษะ แต่งอกบนหัวไหล่ ดังนั้น ขอบเขตจำกัดเหล่านี้ทำให้เกิด Cultural Universals จนได้ ก็คือขอบเขตจำกัดบางอย่าง นี่คือความหมายที่บอกว่ามีปัจจัยบางอย่างที่ถือได้ว่าทำให้เกิด Cultural Universals ทำให้ทุกวัฒนธรรมมีบางสิ่งบางอย่างเหมือนกัน มีปัจจัย, องค์ประกอบเหมือนกัน


4. physic unity หมายถึงอะไร และประกอบด้วยอะไรบ้าง

คุณวัฒกร : physic unity ไม่ได้สร้างวัฒนธรรมให้เหมือนกัน แต่ทำให้มันคล้ายคลึงกัน ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องการออกแบบ ทุกชาติมีแต่ว่ารายละเอียดในการออกแบบนั้นจะแตกต่างกัน

อาจารย์ : physic unity ที่อธิบายนั้นยังคาบเกี่ยวอยู่ คำส่า physic เราก็รู้ว่าเป็นจิต, สภาพจิต สภาพจิตตัวนี้ก็คือสภาพอารมณ์ ความต้องการความมั่นคงทางด้านจิตใจ ความต้องการการตอบสนองต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นต้องแยกกันเวลาพูดถึง sense of unity ซึ่ง sense เป็นเรื่องของความรู้สึก ความรักสวยรักงามนั้นเป็นเรื่องนามธรรม เป็นเรื่องจิตใจ นามธรรมตัวนี้ที่บอกว่าเป็น unity เพราะมนุษย์ที่ไหน ๆ ก็มีตัวนี้ sense ตัวนี้มันเป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการแสดงออก อยู่เบื้องหลังการตกแต่ง การแต่งเนื้อแต่งตัว sense เป็นเรื่องของทางด้านจิตใจ หรือแม้กระทั่งอารมณ์ในเรื่องของความรัก ในเรื่องของความโกรธ ในเรื่องของความวิตกกังวล ความต้องการสารพัดอย่าง ความต้องการแม้กระทั่งในเรื่องของความรู้สึกร้อนหนาว อันนี้เป็น physic unity ก็คือว่าสภาพจิตใจ อารมณ์ที่มนุษย์มีเหมือนกัน เราต้องอธิบายแยกออกไปเลยว่าเป็นเรื่องของสภาวะของจิตใจ


5. อธิบายการเกิดรูปแบบวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันของมนุษย์ตามข้อสังเกตของ Goldenweiser (1937) ที่ว่า "The fewer the possibilities … the more likely are similar solution".

คุณมยุเรศ : ไม่ได้ยินเลยจ๊ะะะ

อาจารย์ : อธิบายเฉพาะคำเจาะจงลงไปเลย The fewer the possibilities … the more likely are similar solution อธิบายเฉพาะตรงนี้พอที่ตอบมานั้นเป็นข้อมูลทั้งหมดที่เรานำมาใช้ใในการอธิบายถ้อยคำที่ยกมาในเครื่องหมายคำพูด

The fever the possibility ก็คือถ้าหากว่ามีทางเลือกน้อยเท่าไร หรือถ้าหากยิ่งมีขีดจำกัดมากขึ้นเพียงใด ทางออกและทางแก้ปัญหาของมนุษย์นั้นก็จะยิ่งเหมือน ๆ กัน, จะย่องคล้ายคลึงกัน เข้าไม่ได้อธิบายอะไรมากแต่ยกตัวอย่างว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ก็เพราะมนุษย์นั้นเราพูดแล้วในด้านจิตใจนั้นก็มีเหมือน ๆ กัน แต่เรามาดูตัวของมนุษย์เอง, สภาพของร่างกายมนุษย์นั้นก็เป็นขีดจำกัดอันหนึ่ง จริงอยู่ว่าทำอะไรได้มากมายแต่มีขีดจำกัด เพราะฉะนั้นทำได้หรือไม่ได้มนุษย์จึงมีลักษณะคล้ายคลึงกันในทางด้านกายภาพ, เรือนร่างหรือร่างกาย ก็คือเรามีสองมือสองเท้า เราสามารถที่จะเดิน วิ่งได้ แต่เราไม่มีปีกที่จะบินได้ เราสมารถที่จะลงไปอยู่ในน้ำหรือว่ายน้ำได้ เราสามารถที่จะอดกลั้นในน้ำได้ แต่เราไม่สามารถที่จะอยู่ได้นานเหมือนกับปลาหรือสัตว์น้ำอย่างอื่น เพราะฉะนั้นถ้ามนุษย์ไปเจอปัญหาอย่างหนึ่ง โดยที่ไม่มีทางเลือกทางอื่นมนุษย์ก็จะตัดสินใจอะไรต่าง ๆ เหมือนกัน

ยกตัวอย่าง เกาะแห่งหนึ่งมีมะพร้าวอยู่หนึ่งต้นอยู่ชายหาด แล้วปรากฏว่ามีคนไปตรงนั้น ทีนี้ถ้าหากว่าคนต้องการจะกินมะพร้าว ซึ่งความอยาก, ความหิวนั้นเป็น physic unity วิธีที่จะดับความหิวหรือกระหายนั้นก็คือการกิน แต่ทำอย่างไรจึงจะกินมะพร้าวได้ มีทฤษฎีอย่างไรบ้างที่จะทำให้มะพร้าวตกลงถึงท้องของเรา สมมติว่ามะพร้าวสูงมากประมาณ 20 เมตร มันมีทางที่จะเอามะพร้าวเยอะแยะไปหมด ปีนก็ได้, ใช้บันไดพาดขึ้นไปก็ได้, ตอกเป็นหมุดขึ้นไป, ใช้ไม้ต่อกันยาว ๆ ก็ได้ ถ้าหากมนุษย์หลาย ๆ คนมาอยู่ที่ต้นมะพร้าวตรงนี้แล้ว ถ้าหากว่าไม่มีเครื่องไม่เครื่องมืออื่นเลย กลุ่มแรกนี้มาเขาจะเอาอย่างไร และถ้ากลุ่มอื่นมาเขาจะเอามะพร้าวอย่างไร และไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือเหมือนกันเลย เราทราบแล้วว่าเขาจะทำอย่างไร ก็ปีนเพราะฉะนั้นยิ่งมีทางเลือกทางอื่นน้อยลงเท่าใด ทางแก้ปัญหาของเขาก็จะยิ่งเหมือนกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า มีคนที่สามารถจะปีนได้ ไม่ใช่อ้วน 80 กิโล หรือคนแก่อายุ 85 แต่มีคนที่พอจะปีนได้อยู่ในกลุ่มนั้น ในที่สุดแล้วเราก็รู้ได้เลยว่าจะมีการปีนในกลุ่มนั้น ถ้าหากว่ามีบันไดก็จะใช้บันได้ ถ้ามีไม้ที่จะสอยได้เขาก็จะสอย หรือถ้าหากมีทางอื่น ปีนก็ไม่ได้, ไม้ก็ไม่มี อะไรต่าง ๆ ก็ไม่มีและหิวมาก แต่มีมีดเขาก็จะโค่นมะพร้าวเลย เพราะฉะนั้นเขาจึงอธิบายว่า The fewer the possibilities … the more likely are similar solution คือยิ่งมีทางเลือกน้อยเท่าไร ทางแก้ปัญหาก็จะเหมือนกัน เพราะมนุษย์เหมือนกัน, ความเป็นมนุษย์มีขอบเขตจำกัดเหมือนกัน เมื่อไปเจอสิ่งแวดล้อมภายนอกเหมือน ๆ กันเขาก็จะแก้ปัญหาเหมือน ๆ กัน เพราะตรงนี้เองจึงทำให้เกิด Cultural Universal เพราะมนุษย์ต้องเผชิญปัญหาสารพัดอย่าง และก็มีขอบเขตจำกัดสารพัดอย่างที่เหมือน ๆ กัน ตรงนี้คือเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิด Cultural Universal ซึ่ง Goldenweiser ได้ใช้สำนวนที่ทำให้เราเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นการเกิดเสื้อผ้าให้ความอบอุ่น การเกิดบ้านต่าง ๆ มันถึงเป็นปรากฏการณ์ที่เราสามารถจะดูได้เลยว่า อย่างบ้านของคนที่อยู่ริมทะเลหรือริมฝั่งที่น้ำท่วม ลักษณะบ้านจะเป็นสูง หรือเป็นเรือนแพ ถ้าไม่สะดวกจะทำอย่างนั้นบ้านของเอสโมนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะทำหรือใช้อย่างอื่น นอกจากจะเจาะอุโมงน้ำแข็ง อยู่กันใต้น้ำแข็ง และเครื่องมือนั้นเขาจะเอาจากกระดูกของสัตว์ น้ำมันเชื้อเพลิงก็จะเอาจากไขปลาวาฬ หรือปลาโลมา อันนี้เขาก็มีเขตจำกัดเหมือนกัน เพราะฉะนั้นคาดได้เลยว่าถ้าคนอื่นไปอยู่ในสถานที่อย่างนั้นก็คงจะต้องอยู่อย่างนั้น นี่คือความหมายที่บอกว่า The fewer the possibilities … the more likely are similar solution ก็คือเหตุผลที่อธิบายว่า limited number of possible solution for some problem ข้อจำกัดในเรื่องของการแก้ปัญหาบางประการนั้นทำให้คนมีวัฒนธรรมเหมือนกัน


6. อธิบายคำว่า ETHNOCENTRISM และ CULTURAL RELATIVISM

พี่วิจิตร : ETHNOCENTRISM ก็คือคนที่มีความคิดว่าวัฒนธรรมของตนเองนั้นดีที่สุด ประเสริฐที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา เรียกชาติอื่นว่าเป็นชาติที่ด้อยพัฒนา เพราะฉะนั้นพวกละตินอเมริกาก็ไม่พอใจที่คนอเมริกันเรียกเขาอย่างนั้น เพราะแต่ละวัฒนาธรรมก็มีความหยิ่งในตนเองถือว่าวัฒนธรรมของตนเองนั้นใหญ่ หรือเป็นชาตินิยม

ส่วนความหมายของคำว่า CULTURAL RELATIVISM คือสัมพันธนิยมทางวัฒนธรรม เป็นวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสภาพบุคคล สภาพแวดล้อม ต่ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณค่าของวัฒนธรรมแต่ละวัฒนธรรม

อาจารย์ : ETHNOCENTRISM เป็นลักษณะความคิดที่ปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ถือว่าวัฒนธรรมของตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่ดีที่สุด และวัฒนธรรมอื่นด้อยกว่า, วัฒนธรรมตนเองถูก แต่วัฒนธรรมของคนอื่นผิด

ETHNOCENTRISM สามารถจะเป็นได้ในวัฒนธรรมใหญ่ หรือวัฒนธรรมของคนกลุ่มย่อย ที่จะถือว่าสิ่งที่เรายึดถือปฏิบัติอยู่ หรือแนวปฏิบัติของเรานั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่ดี ถ้าหากไปดูวัฒนธรรมคนอื่นแล้วเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด หรือไม่ถูกต้อง มองด้วยความรู้สึกที่เขาด้อยกว่า

CULTURAL RELATIVISM พยายามที่จะมองอีกแบบหนึ่ง มองว่าในทุก ๆ สังคมหรือวัฒนธรรมนั้นแนวยึดถือปฏิบัติต่าง ๆ ที่มีอยู่นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุผล, ชอบด้วยเหตุผลโดยวัฒนธรรมนั้นเอง เพราะฉะนั้นถ้าหากจะวิจารณ์ก็ไม่ใช่จะวิจารณ์โดยภาพรวมว่าวัฒนธรรมหรือสิ่งที่ปรากฏนั้นถูกหรือผิด พูดได้ว่าถูกหรือผิด แต่ถูกหรือผิดตรงนี้ก็ดูที่ว่ามันเหมาะสมกับความต้องการหรือวัตถุประสงค์ของวัฒนธรรมนั้นหรือไม่ ไม่ใช่เอาคนอื่นเข้าไปตัดสิน ไปเอาวัฒนธรรมอื่นเข้าไปตัดสินวัฒนธรรมของคนอื่น ยกตัวอย่างกรณีของธรรมกาย ถ้าหากว่าเป็น ETHNOCENTRISM นั้นมันก็เกิดขึ้นได้ในกรณีของธรรมกายแล้วก็บอกว่านี่คือทางที่ถูก ที่ปฏิบัติกันอยู่นั้นอาจจะใช้ไม่ได้ ในขณะที่คนอื่นก็คิดอย่างนี้เหมือนกันกับธรรมกาย ถ้าคิดแบบ ETHNOCENTRISM แต่ถ้าหากว่าเป็น CULTURAL RELATIVISM เราก็จะมองซึ่งกันและกันว่าของคุณก็ถูกตามของคุณ มีคุณค่าตามของคุณ แต่ถ้าจะผิดมันผิดอย่างเช่นวิถีของธรรมกายโดยรวมนั้นถูก แต่วิธีปฏิบัติปลีกย่อยนั้นอาจจะไม่ทำให้บรรลุเป้าหมายอย่างที่ธรรมกายว่า อาจจะผิดพลาดไปในแนวที่ถูกต้อง แต่ว่าพูดใน………………..แบบนี้ที่ปฏิบัติแบบธรรมกายนั้นอาจจะไม่ถูก ถ้าจะถูกผิดก็ยอมรับเหมือนกัน แต่ว่าถูกผิดตามพิกัดหรือว่าตามแนวของเขาเอง พิจารณาโดยแนวของเขาเอง อย่างนี้ก็เป็นลักษณะของ CULTURAL RELATIVISM (คำว่า Relate หมายความว่าเรามองสิ่งหนึ่งนั้นก็มองหาเหตุปัจจัยของมันเองว่ามันมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นั้น ๆ


7. ในทรรศนะของท่าน ETHNOCENTRISM และ CULTURAL RELATIVISM มีประโยชน์และมีโทษอย่างไร

พระวัฒนา : ETHNOCENTRISM เป็นความคิดที่ค่อนข้างจะเป็นอัตตวิสัย เป็นความคิดที่เข้าข้างตัวเอง มองโลกในมุมเดียว และถ้าจะพูดถึงว่ามีประโยชน์นั้นก็พอจะมีประโยชน์อยู่บ้างในแง่ที่ว่า ความเป็นเอกภาพในกลุ่มของตนและมีความรักเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะถ้าแปลตามรูปศัพท์แล้ว ETHNOCENTRISM อาจจะพูดได้ว่าเป็นลัทธิชาตินิยมก็ว่าได้ มันจะมีความหยิ่งผยอง และมีความองอาจในตัวเอง ถือว่าตัวเองสูงส่ง ส่วนโทษนั้นก็มีตามปกติของสิ่งทั้งหลาย คือ มันน่าจะทำให้การพัฒนาล่าช้าเพราะมีโลกทัศน์แคบ และจะมองอยู่เฉพาะในเรื่องของตนเท่านั้น ไม่ได้มองในสังคมอื่น

ส่วนในเรื่องของ CULTURAL RELATIVISM นั้นประโยชน์ก็คือมีการมองที่หลากหลายออกไป และก็มีความเห็นที่เรียกว่าอาจจะดีกว่าทางด้านของ ETHNOCENTRISM นิดหน่อยเพราะได้รับการเปรียบเทียบจากวัฒนธรรมอื่น ๆ ด้วย ดูว่าวัฒนธรรมนั้นดี, วัฒนธรรมนั้นไม่ดี และอาจจะมาใช้ในการประยุกต์, ปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมตัวเอง

ส่วนในด้านโทษนั้น……….นึกไม่ออกจ๊ะ……….

อาจารย์ : คุณของ CULTURAL RELATIVISM ส่งเสริมทัศนคติที่เปิดใจกว้างต่อแนวทางของคนที่ที่ผิดแปลกไปจากของเรา และส่งเสริมความพยายามจะเข้าใจคนอื่น แต่ถ้าหากจะถามความเห็นของผู้บรรยาย CULTURAL RELATIVISM นั้นเกรงว่าถ้าอะไรต่าง ๆ มอง CULTURAL RELATIVISM เป็น CULTURAL RELATIVISM แล้วในที่สุดแล้วเราอาจจะไปยอมรับแม้กระทั่งสิ่งที่เป็นโทษ สมมติถ้าหากไปมองว่าวิถีทางของศาสนาทั้งหลายเป็นสิ่งที่ถูก ต่อไปนี้เรามีความคิดแบบ CULTURAL RELATIVISM เพราะฉะนั้น คนที่ดื่มเหล้า คนที่เที่ยวผู้หญิง, สถานเริงรมย์มันก็ถูกของเขา เขาก็มีเหตุผลของเขา เพราะฉะนั้นทุกอย่างมีเหตุผลทั้งหมด ก็เหมือนกับล้มวัวหนึ่งตัวขี้กับไส้ปนกันไปหมดเลย ในที่สุดแล้วเราก็กินขี้วัว ผู้บรรยายเกรงว่า CULTURAL RELATIVISM จะเป็นอย่างนั้น และเขาถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดใจกว้าง และในที่สุดกว้างจนกระทั่งว่ารับหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นขยะหรือว่าอะไรก็ตาม ในขณะเดียวกัน ETHNOCENTRISM นั้นอาจจะมีผลดีก็คือว่า ถ้าหากว่าคนในแง่หนึ่งจะยึดเหนี่ยวกันอยู่ได้จะต้องมีความภูมิใจของตนเอง อย่างนี้เป็นต้น สมมติว่าเราทะเลาะกับพม่า, ทะเลาะกับเขมรแดง เราถือ ETHNOCENTRISM ชาติไทยต้องถูกต้อง, ต้องยิ่งใหญ่ มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเราจะต้องยึดมั่นอย่างนี้เราภูมิใจ อย่างอื่นผิด อย่างนี้ถ้าทำเราก็จะไปรบกับเขาได้ แต่ถ้าหากว่าจับปืนเป็นทหารเกณฑ์เข้ามา ไปรบชายแดนกับพวกคอมมิวนิสต์ เขมรแดง คิดแบบ CULTURAL RELATIVISM วัฒนธรรมของเขานั้นก็ถูก เราควรที่จะมีขันติ เราก็ควรจะมีความอดทนอดกลั้น ถ้าหากเราคิดอย่างนี้ก็คงจะยกปืนไม่ไหว แต่ในขณะเดียวกัน ETHNOCENTRISM นั้นก็แน่นอนว่าทำให้คนหลง, ยึดมั่นถือมั่นวัฒนธรรมตนเองจนไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมพัฒนาหรือว่าก้าวหน้า และในขณะเดียวกันนั้นก่อให้เกิดความเกลียดชังต่อคนอื่น ก่อให้เกิดความก้าวร้าวหรือรุนแรงขึ้นมาก็ได้ แต่ในขณะเดียวกัน CULTURAL RELATIVISM ทำให้เกิดความเฉื่อยชา หรือไปยอมรับในสิ่งที่มันผิดพลาดก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นก็อาจจะมองได้ทั้งในแง่ดีและแง่เสียของสิ่งต่าง ๆ อันนี้คือ ETHNOCENTRISM และ CULTURAL RELATIVISM

ท่านภาสกรณ์ : ถ้าเรายึดถือตาม CULTURAL RELATIVISM ก็จะบอกไม่ได้ว่ามันจะมีความจริงที่เป็นสากล คือจะบอกไม่ได้ว่าความจริงนี้หรือสิ่งที่ดีนี้จะใช้กับมนุษย์ได้ทุกคนได้ทุกชนได้ทุกเผ่า มันก็บอกไม่ได้ เพราะถือว่าแต่ละคนแต่ละกลุ่มก็ดีของแต่ละคนไป เพราะฉะนั้นก็เลยไม่มีความเป็นสากล, ไม่มีความจริงที่แน่นอน และอีกข้อหนึ่งก็คือ ถึงแม้เขาจะยืนยันว่าข้อเท็จจริงทางวัฒนธรรมนั้นสามารถตัดสินได้ตามบริบท แต่ก็เป็นไปได้ที่ทำให้ลักษณะของศีลธรรมนั้นเหมือนกันได้

(ทวนอีกรอบ) อย่างที่เราเรียน CULTURAL RELATIVISM มันก็จะเกิดปัญหาในลักษณะที่ว่า ถ้าเราจะตัดสินคุณค่าทางจริยธรรมโดยยึดถือว่าวัฒนธรรมที่แตกต่างกันก็ทำให้คุณค่าทางวัฒนธรรมแตกต่างกันไปด้วย ที่นี้เราก็บอกไม่ได้ว่าคุณค่าที่ถือว่าดีนั้นจะใช้กับมนุษย์ได้ทุกคน เพราะเขาถือว่าของใครดีของคนนั้นก็ดีมันก็จะมีคุณค่าที่เป็นจริงที่เป็นสากล และอีกข้อหนึ่งก็คือ ถึงแม้จะยืนยันว่าข้อเท็จจริงทางวัฒนธรรมนั้นถูกตัดสินไว้ตามบริบท (ตามบริบทในที่นี้ก็หมายถึงว่า ตามความแตกต่างกันทางวัฒนธรรม แต่ก็เป็นไปได้ที่จะทำให้ลักษณะทางวัฒนธรรมนั้นเหมือนกัน)

อาจารย์ : เขามีข้อวิจารณ์อยู่ 2 ข้อ ข้อที่หนึ่งคือ บางครั้งว่ากันว่าทฤษฎีสัมพันธนิยมในทางวัฒนธรรม (CULTURAL RELATIVISM) ทำให้เป็นไปได้ที่เราจะยอมรับคุณค่า หรือค่านิยมต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์สำหรับมนุษยชาติ แต่ว่าในทางตรงข้ามปรากฏว่า CULTURAL RELATIVISM ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของค่านิยมเหมือนกัน นั่นก็คือค่านิยมที่บอกว่าให้เคารพความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม ซึ่งก็หมายความว่า คนทั้งหมด, ทั้งมวลนั้นจำเป็นและสมควรที่จะได้รับการเคารพ เพราะเขาต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน หมายความว่า อยากจะยอมรับความแตกต่าง แต่ว่าข้อเสนอของตนเองนั้น มองในแง่หนึ่งก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งหรือถ้าจะให้ยอมรับตรงนี้ก็หมายความว่า ถ้ามันมี Value ที่ขัดแย้งกับการยอมรับความเป็นสากล ว่าคนอื่นเขาอาจจะไม่ถูกต้องที่ไม่ยอมรับกับค่านิยมอันนี้ แต่ว่ามองจากจุดของคนอื่นเราก็คือค่านิยมหนึ่งเหมือนกัน

CULTURAL VALUE นั้นเหมือนกำลังจะบอกว่าวัฒนธรรมต่าง ๆ นั้นต่างก็มีคุณค่าในตัวของมันเอง จนกระทั่งไม่มีวัฒนธรรมสากล หรือจนกระทั่งไม่มีวัฒนธรรมร่วมกัน อย่างเช่นบางครั้งกล่าวกันว่า It's sometimes said that cultural relativism makes it impossible to recognize values that are good for all humanity. บางครั้ง CULTURAL RELATIVISM ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะยอมรับคุณค่าหรือค่านิมที่เป็นสากล คือไม่มีค่านิยมที่เป็นสากล เพราะแต่ละกลุ่มนั้นมันก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามประสาของวัฒนธรรมนั้น ๆ เพราะฉะนั้นจะไม่มีวัฒนธรรมร่วมที่เป็นสากล แต่ถ้ามองอีกแง่หนึ่งก็คือว่า ตัว CULTURAL RELATIVISM กำลังที่จะทำตัวเองเป็นค่านิยมสากล ค่านิยมที่ว่าก็คือการเคารพความแตกต่างในทางวัฒนธรรม ถ้าหากว่าให้เคารพความแตกต่างในทางวัฒนธรรมนั้นมันก็มีนัยยะที่บอกว่า นั่นก็คือว่ามนุษย์ทุกคนนั้นสมควรและจำเป็นที่จะได้รับการเคารพ เพราะเขาเป็นมนุษยชาติเหมือนกัน ก็คือว่ามันเหมือนกับจะบอกว่า มันเป็นค่านิยมสากลไม่ได้ แต่ตัวของตัวเองนั้นพยายามที่จะเสนอในสิ่งที่เป็นสากลขึ้นมาแทน, ให้มันเป็นสากลขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ตัวทฤษฎีนั้นมันเหมือนกับจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีค่านิยมอันเป็นสากลคือยึดถือร่วมกัน แต่กลายเป็นว่าตัวของตัวเองนั้นกำลังจะเสนอตัวเองในลักษณะที่ว่าเป็นค่านิยมที่ทุกคนจะต้องยอมรับ เป็นสากลขึ้นมา คือขัดแย้งในตัวของตัวเอง อันแรกคือ ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

ประเด็นที่สองก็คือ ถึงแม้ว่าเราจะบอกว่าวัฒนธรรมหนึ่งวัฒนธรรมใดนั้นจะต้องตัดสินโดยบริบทของวัฒนธรรมนั้น ๆ หมายความว่า ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายนั้นมันก็มีความถูกต้อง ซึ่งเราสามารถจะตัดสินได้ หรือควรจะตัดสินโดยบริบทหรือความจำเป็น หรือความต้องการของวัฒนธรรมนั้น จนดูเหมือนว่าไม่มีอะไรเป็นสากล คือคล้าย ๆ กับข้อที่หนึ่ง แต่อันนี้เขาโต้แย้งโดยข้อเท็จจริง เมื่อก่อนโต้แย้งในตัวแนวทฤษฎี, สถานะภาพของทฤษฎีว่า มันจะบอกว่าโดยฐานะแล้วไม่ควรที่จะไปบอกว่ามีอะไรเป็นสากล แต่ตัวเองกำลังเสนอในสิ่งที่เป็นสากล ส่วนในข้อที่สองนั้นโต้แย้งในเรื่องของข้อเท็จจริง ที่ว่าจริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่าวัฒนธรรมต่าง ๆ จะไม่มีแก่นสารร่วมกันเสียเลย แต่มันมีเช่นที่บอกว่า ไม่มีวัฒนธรรมใดที่จะยอมรับการโกหก การขโมย หรือความรุนแรงโดยที่ไม่มีการจำแนกแยกแยะในกลุ่มของเขาเอง นั่นก็คือว่า ถึงแม้ว่าวัฒนธรรมแต่ละวัฒนธรรมนั้น บางกลุ่มอาจจะยอมรับการโกหก ยอมรับการขโมย หรือยอมรับความรุนแรง แต่ทุก ๆ กลุ่มนั้นมีลักษณะเหมือนกันหมดเลย คือถ้าจะมาโกหก ขโมย หรือรุนแรงกับกลุ่มของตนเองจะไม่มีกลุ่มไหนยอมรับ เพราะฉะนั้นการไม่รุนแรงหรือการไม่ทำอะไรต่าง ๆ ที่เป็นภัยกับตัวเองนั้นถือว่าเป็นลักษณะสากล นั่นคืออันหนึ่ง อีกประการหนึ่งก็คืออย่างเช่น ค่านิยมในเรื่องของการไม่แต่งงานกับคนร่วมสายโลหิตโดยตรง อย่างเช่น พ่อกับลูกสาว พี่กับน้องที่เป็นผู้ชายผู้หญิง อย่างนี้เป็นต้น ถือว่าเป็นสากล

ไม่มีวัฒนธรรมใดที่จะยอมรับในเรื่องของความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเช่นในเรื่องของคนที่บกพร่องในเรื่องของการติดต่อสื่อสารอย่างถาวร หรือคนที่ไม่สามารถจะควบคุมตนเองได้ ไม่มีสังคมวัฒนธรรมใดจะยอมรับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่ากลุ่มหนึ่งอาจจะยอมรับในเรื่องของการไม่เบียดเบียน แต่กลุ่มหนึ่งยอมรับการเบียดเบียน เช่นกลุ่มโจรอย่างนี้เป็นต้น กลุ่มหนึ่งรักสันติ อีกกลุ่มหนึ่งเป็นทหารใช้ความรุนแรง แต่ทั้งสองกลุ่มนั่น้นไม่มีกุล่มในดที่จะยอมรับคนที่ควบคุมตนเองไม่ได้ กลุ่มที่รักสันติก็ไม่ยอมรับคนที่ไม่สามารถควบคุมตนเองให้อยู่ในแนวสันติ คนที่รุนแรงก็ไม่สามารถยอมรับคนที่แหวกกฎ, ไม่ยอมรับความรุนแรง เพราะฉะนั้นประเด็นจึงอยู่ที่ "การควบคุมตนเอง" แสดงว่าการควบคุมตนเองนั้นเป็นวัฒนธรรม เป็นลักษณะเป็นค่านิยมสากลของมนุษย์ เป็นลักษณะสากลของมนุษย์ ซึ่งเป็นไปได้ไม่ใช่จะมีความแตกต่างหลากหลายจนกระทั่งว่า จนกระทั่งหาค่านิยมที่เป็นสากลที่สามารถจะใช้เป็นบรรทัดฐานในการตัดสินความถูก ความผิดสำหรับวัฒนธรรมต่าง ๆ ในโลกนี้ได้

ตอนหนึ่งคือความพยายามเสนอว่าค่านิยมบอกว่า ให้มีการยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม ตรงนี้ด้วยและส่วนที่เพิ่มมาด้วย ส่วนที่เพิ่มมาก็คือ ข้อนี้เองที่บ่งบอกว่ามนุษย์ทั้งหมดนั้นจำเป็นและสมควรที่จะได้รับการเคารพ เพราะเขาเป็นมนุษย์ด้วยกัน, ต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน นี่คือค่านิยมที่กำลังทำให้ตัวเองเป็นสากล ทั้ง ๆ ที่ว่าโดยทฤษฎีแล้วเหมือนกับจะบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีค่านิยมอย่างเดียว เพราะมันมีความหลากหลาย และในที่หลากหลายนั้นมันก็มีความถูกต้อง ชอบด้วยเหตุผล ด้วยตัวของมันเอง เขากำลังอธิบายว่ามันอธิบายอย่างไร และนี่ก็คือคำวิจารณ์ที่มีต่อทฤษฎี CULTURAL RELATIVISM ของนักคิดบางคนหรือบางกลุ่มว่ามันขัดกันเอง

ในที่สุดนั้นเรากำลังจะบอกว่า ถ้าคนไม่ยอมรับ CULTURAL RELATIVISM เขาผิด เราก็กลายเป็น ETHNOCENTRISM เสียเอง คือถ้าหากเราวิจารณ์ว่าการไม่ยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะที่ถูกต้องก็คือต้องยอมรับความแตกต่างนั้น มันกลายเป็นว่าเราก็ ETHNOCENTRISM เหมือนกัน ก็คือยอมรับ CULTURAL RELATIVISM ของเราเป็นใหญ่ ในขณะที่เราบอกว่า ETHNOCENTRISM มีลักษณะของการถือตัวเองเป็นใหญ่ ถ้าหากไปบอกว่า CULTURAL RELATIVISM เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ETHNOCENTRISM ผิดนั้น - เราก็จะทำอย่าเดียวกันกับที่เราไปวิจารณ์ ETHNOCENTRISM นั่นเอง เรากำลังจะบอกว่า ETHNOCENTRISM มันด้อยกว่า CULTURAL RELATIVISM ทั้งหมดนี้คือข้อวิจารณ์เขาว่ามันมีความขัดแย้งอย่างไรในตัวของมันเอง


9. CULTURAL SHOCK หมายถึงอะไร และในสังคมไทยมี SUBCULTURAL หรือไม่ อธิบายคำนี้พร้อมยกตัวอย่างประกอบ

คุณต๊อก : ไม่ได้ยินเลยฮับป๋ม

อาจารย์ : Culture Shock เป็นเรื่องของความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมที่มันมีอยู่ ทีนี้ถ้าหากว่าคนหนึ่งที่เคยชิน มีวิถีชีวิตอยู่ในวัฒนธรรมหนึ่งเข้าใจราบรื่นในบางจุดในสังคมนั้นเนื่องจากว่าเข้าใจความหมายร่วมกันของภาษาพูด หรือว่าภาษาที่ไม่ใช่ภาษาพูด เมื่อคน ๆ นั้นมีความคิดความอ่าน มีความเคยชิน มีความคาดหมายโดยอัตโนมัตินั้นไปอยู่ในสังคมอื่นที่แตกต่างกันไป เขาจะเกิดความมึนงง หรือเกิดความวิตกกังวลเนื่องจากว่า เขาไม่สามารถที่จะเข้าใจในเรื่องขอกงการสื่อสารหรือเข้าใจความหมายของท่าทีต่าง ๆ ได้ในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับกับคนอื่นในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ทำให้เกิดความรู้สึกวิตกกังวล รู้สึกมึนงง อาจจะพะว้าพะวังที่เกิดขึ้นในตัวของของเราเองนั้น อันนี้มันอาจจะเกิดขึ้นได้ ก็คือว่าที่จริงภาษาของเราอาจจะรู้สึกว่างงไปเลย ไม่ใช่ว่าเราไปอยู่ในสังคมญี่ปุ่น หรือไปอยู่ในอเมริกา คนอเมริกันเข้ามาในประเทศไทยอย่างนี้เป็นต้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ สมมติว่าพวกเราซักคนในชั้นนี้ ในขณะนี้เราอาจจะมองว่าพวกสายเดี่ยวนั้นแปลก เกิดสายเดี่ยวหลงมาตรงนี้อาจจะช็อค แต่ถ้าสมมติว่าเราในขณะนี้ได้รับเชิญไปไปในงานไหนสักแห่งหนึ่ง และเขาไม่ได้กำหนดการแต่งตัวล่วงหน้า เราก็แต่งตัวแบบนี้แต่ปรากฏว่าเป็นสายเดี่ยวทั้งหมด หรือปลาที่เราเลี่ยงอยู่ ๆ แล้วเอาไปปล่อยในที่ใหม่ เมื่อเราไปซื้อปลากะพง หรือกุ้งกุลาดำ อยู่ ๆ ไปปล่อยลงในบ่อก็จะเกิดอาการน็อคเหมือนกัน เพราะค่าของความเป็นกรด ค่าของความเป็นด่าง และอุณหภูมิมีความสำคัญมาก เพราะฉะนั้น เขาก็ต้องระบายน้ำให้มันถัวเฉลี่ยค่อย ๆ ปรับไป คนก็เหมือนกัน Cultural Shock จะเกิดในระยะหนึ่งแล้วต่อมาก็จะมีเรียนรู้แล้วเขาก็จะเกิดความเข้าใจ และก็มีการปรับตัวใหม่ ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะเกิดการช็อคขึ้นมาก็คือ ความวิตกกังวล ความเครียดอันเนื่องจากการไม่เข้าใจ คือการสื่อต่าง ๆ นั้นถูกตัดขาดเข้าไปจากสังคมที่เราเคยอยู่ไปสู่สังคมใหม่

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 8 October, 2006 6:09 PM