***
นี่คือที่เขาพูด แต่ที่อาจารย์ได้อธิบายไปเมื่อกี๋ก็ขยายความไปตามความคิดของอาจารย์เอง ซึ่งไอเดียของอาจารย์บอกว่า ETHNOCENTRISM นั้น ก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เพราะถ้าหากว่าคนเราโดยธรรมชาติแล้วคนเรามีการเอาตัวรอด หรือเห็นแก่ตัว และคนเรานั้นมีความต้องการ เมื่อคนเรามีความต้องการแน่นอนก็จะกลายเป็นสิ่งที่รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า แต่อย่าลืมว่าวัฒนธรรมหนึ่งวัฒนธรรมใดเป็นตัวที่ค้ำจุนมนุษย์อยู่แล้ว ถ้าหากว่าเขาไม่เห็นคุณค่าในตัวของเขาแล้ว เขาก็ไม่สามารถจะดำรงชีวิตกลุ่มและรักษาเอกราชของตนเองได้ ยกตัวอย่าง ในขณะนี้เอาเข้าจริง ๆ แล้วสังคมไทยเสียหายเพราะขาดETHNOCENTRISM ในหลายเรื่อง (ไม่ใช่ทุกเรื่อง) เราไม่พอใจในเรื่องของชีวิตแบบเรียบง่ายของไทยที่ได้รับค่านิยมมาจากพระพุทธศาสนาในเรื่องของสมถะ การสำรวมในการแต่งเนื้อแต่งตัว ความสำรวมในการเกี่ยวข้องของชายกับหญิง ในขณะนี้เรามองว่าสังคมฝรั่งนั้นเป็นสังคมที่ดี สังคมของเรานั้นเรากลับดูถูกตัวของเราเอง อย่างนี้เป็นต้น
ทีนี้ถ้าหากว่าความจริง ETHNOCENTRISM หลาย ๆ ประเทศ ถ้าเราเป็นญี่ปุ่นเราก็ต้องกิโมโน ถ้าเราเป็นอินเดียก็ต้องใสส่าหลี ที่จริงแล้วมันมีคุณค่า ในขณะนี้สังคมเราผู้บรรยายไม่รู้ว่าคิดแบบ Relativism หรือเปล่า แต่มันเอื้ออำนวยต่อ Relativism มากเลย เพราะ Relativism จนกระทั่งว่าอะไรต่าง ๆ ที่เข้ามาเราก็พร้อมจะรับ เรารับได้มากเลยจนกระทั่งว่าเมื่อกระแสบริโภคนิยมมาเราก็รับและเกิดความเสียหายขึ้นมา อย่างนี้เป็นต้น
ถ้าหากมองอีกแง่หนึ่งก็คือเพราะเราขาด ETHNOCENTRISM - ETHNOCENTRISM ในขณะหนึ่งเรามีชีวิตอย่างหนึ่งที่เรียบง่าย กินอยู่ง่าย ไม่มีชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อหรือฟุ่มเฟือย เราก็พอใจที่เรามีของเราอยู่อย่างนั้น
ผู้บรรยายของยกตัวอย่างลักษณะของคนที่พยายาม และจริง ๆ แล้วมีลักษณะเป็นการใช้ ETHNOCENTRISM ที่ซับซ้อนมาก ยกตัวอย่างชีวิตของแอ๊ด คาราบาว เมื่อก่อนเข้าอยู่ในกระแสของพวกสังคมนิยม (พวกซ้าย) เขาจะมีเพลงเพื่อชีวิตต่างๆ ขึ้นมา
.
มีนักคิดคนนึงกล่าวว่า "สังคมไทยในขณะนี้หลุดจากฐาน" ท่านไม่ได้อธิบายอะไรมากว่าหลุดจากฐาน แต่มองแล้วก็คือหลุดมาจากฐานความเชื่อดั้งเดิมในทางพุทธศาสนา และท่านยกอยู่คำนึงคือ "นิมิตตัง สาธุ รูปานัง กตญญู กตเวทิตา" ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี โดยสรุปก็คือว่าในขณะนี้สังคมของเราเป็นสังคมที่หลุดจากฐาน เพราะฉะนั้นสิ่งทีบอกว่าเป็นเกียรติและเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทยของเรานั้นมันเปลี่ยนแปลงไปมาก มีคำถามว่าที่ต้องทบทวนว่า ข้อเสียกับข้อดีของ Cultural Relativism มีอะไรบ้าง บางตำราบอกว่ามีอยู่ 2 ข้อ
ข้อที่ 1 ทำให้คนนี้เปิดใจกว้าง คือ ตนที่จะยอมรับคนอื่น มีขันติ ใจกว้างที่จะยอมรับความแตกต่าง
ข้อที่ 2 ทำให้เราใคร่ที่จะรู้ ที่จะทำความเข้าใจคนอื่นเขาไม่ใช่ว่าปิดกั้นตนเอง
เพราะฉะนั้นอาจารย์ก็บอกว่าถ้าอันนนี้คือข้อดีก็คือข้อที่ขาดไปจาก ETHNOCENTRISM เพราะการยึดมั่นในตนเองนั้นทำให้เราไม่ยอมรับความแตกต่าง หรือยอมรับไม่ได้ อาจจะตำหนิ อาจจะประนามรือก้าวร้าว ไม่สามารถที่จะเกี่ยวข้องกับคนอื่นในลักษณะที่ราบรื่นได้ อันที่สองคือทำให้เราไม่สนใจที่จะทำความเข้าใจคนอื่นเขา แต่ในขณะเดียวกันนั้นที่ผู้บรรยายได้รับคำถามและวิจารณ์ไปในช่วงต้นนั้นก็คือว่า ผู้บรรยายมองว่าทั้งสองอย่างนั้นมันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
คราวนี้เรากำลังพูดว่าข้อดีของ ETHNOCENTRISM นั้นก็คือมันทำให้, มันเป็นตัวค้ำจุนความอยู่รอดของสังคมหรือวัฒนธรรม ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติของคนที่ว่าคนเรานั้นจะยึดมั่นในสิ่งที่ตนเองเห็นว่ามีคุณค่า เมื่อเราทำลายความรู้สึกว่าสิ่งนี้มันมีคุณค่าเมื่อไรเราก็เปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างในสังคมไทย ถ้าหากว่าเราไม่ยอมรับความเป็นคนไทยที่มีวิถีชีวิตง่าย ๆ แบบไทยเหมือนเมื่อก่อนแล้วเมื่อใด เราก็พร้อมที่จะไปยอมรับสิ่งใหม่ขึ้นมา แต่ถ้าหากว่าเรามี ETHNOCENTRISM ไม่ได้ฉันเป็นคนไทยนี่คือ Group Identity ของความเป็นไทย ทำให้ยึด ไม่ว่าจะมีชุดไหนมา ไม่ว่าจะมีอาหารแบบไหนมาเราก็ไม่รับ เราก็ไม่เชื่อใจใคร อย่างนี้มันก็แสดงให้เห็นว่า ETHNOCENTRISM นั้นมันเป็นประโยชน์ และอย่าลืมว่าข้อวิจารณ์เมื่อกี๋นั้น ตรงที่ว่าในที่สุดถ้าเราบอกว่า ETHNOCENTRISM มันเป็นสิ่งที่ไม่ดี เราควรจะมี Cultural Relativism จะได้ใจกว้าง จะได้เข้าใจคนอื่น ถ้าหากว่าเป็นอย่างนั้นและก็บอกว่าเราควรจะยึดถือตรงนี้ ถ้าเรายึดถือมากขึ้น ๆ เราก็อาจจะมองว่า ETHNOCENTRISM มันใช้ไม่ได้ เราเองก็กลายเป็นว่าเอานิสัยของ ETHNOCENTRISM เข้ามาใช้กับ Cultural Relativism ของเราไป
ถ้าหากถามว่าจะทำอย่างไรดีถ้าเป็นอย่างไร ถ้าหากผู้บรรยายพูดอย่างนี้มันก็เป็น Cultural Relativism อีกแบบหนึ่ง ก็บอกว่า ETHNOCENTRISM ก็มีข้อดีข้อเสียของมัน หรือ Cultural Relativism ก็มีข้อดีข้อเสียของมัน ถ้าผู้บรรยายบอกว่าที่ผู้บรรยายคิดอย่างนี้ผู้บรรยายถูกแล้ว ลักษณะที่ผู้บรรยายพูดไปมันก็เป็น Cultural Relativism แต่ถ้าผู้บรรยายมายึดบอกว่าที่ผู้บรรยายคิดอย่างนี้ถูก ผู้บรรยายก็กลับเป็น ETHNOCENTRISM ก็คือแนวที่สาม ก็คือเป็นแนวที่ไม่รับอะไรทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่พูดยาก เพราะฉะนั้นบางทีเอาเข้าจริง ๆ แล้วมันกลายเป็นว่าสิ่งที่ดีที่สุดในที่ชีวิตนั้น มันกลายเป็นว่า Politic มันเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะฉะนั้น Politic ก็คือเป็นเรื่องที่มนุษย์พยายามที่จะเบี่ยงเบนพฤติกรรมของคนอื่นเพื่อให้สู่เป้าหมายของเรา พอถึงตรงนี้ถ้าถามว่า ถ้าหากมันเป็นเรื่องปกติธรรมดา ประเด็นอยู่ที่ว่าแล้วจะให้เปลี่ยนไปในแนวไหนถึงเป็นที่ยอมรับได้ว่าเป็นประโยชน์ ในที่สุดมันก็เถียงกันไม่มีที่สิ้นสุด และที่เถียงกันไม่มีที่สิ้นสุดนี่เองมันจึงเป็นที่มาของหลักสูตรนี้ ก็คืออย่างน้อยที่สุดเรียนไปเพื่อให้มีสติมากขึ้น และถ้าหากว่าใคร่ครวญดีที่สุดแล้วเราก็จะได้รู้ปรากฏการณ์ทางสังคมเกี่ยวกับเรื่องของจริยธรรม ไม่ใช่ได้แต่ทฤษฎีอย่างเดียว
ต่อไปเรามาดูของ CLYDE KLUCKHOHN นั้นได้ให้ความหมายของ "วัฒนธรรม" ถ้าหากว่าพยายามอ่านให้ดีจะได้ประโยชน์เพราะเจาะลึกมาก ๆ ในเรื่องวัฒนธรรม เรามีพื้นอยู่แล้วเมื่อกี๋ ถ้าเราไปอ่าน concept ของ cultural of culture ของ CLYDE KLUCKHOHN นั้นเราจะเข้าใจอย่างกระจ่าง
CLYDE KLUCKHOHN : ในบรรดาปัจจัยต่าง ๆ ในทางด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย (ในบรรดาปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ : Among the environmental factors) ซึ่งมีผลกระทบมากที่สุด (that have the most significant effect) ต่อพฤติกรรมของมนุษย์ (on man's behavior) ก็คือบรรดาสิ่งที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นมา (are those that man himself has created.) คำทางวิชาการที่นักสังคมศาสตร์ใช้เพื่อจะอธิบายมรดกทางสังคมดังกล่าว เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่ามรดกทางสังคมดังกล่าวนั้นก็คือปัจจัยในทางสิ่งแวดล้อม หรือปัจจัยแวดล้อมของมนุษย์นั่นเอง และปัจจัยแวดล้อมทางสังคมที่เป็นมรดกทางสังคมนั้นก็คือสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง, ทำขึ้นมา เพราะฉะนั้น ปัจจัยที่ว่าซึ่งมนุษย์สร้างขึ้นและมีผลกระทบมากที่สุดและก็เป็นมรดกทางสังคมก็คือ "วัฒนธรรม" (ใช้คำมาตั้งยืดยาว) แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมตรงนี้ถือว่าเป็นปัจจัยแวดล้อมอย่างหนึ่ง และเป็นปัจจัยแวดล้อมซึ่งมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของมนุษย์อย่างยิ่งนอกเหนือจากปัจจัยอื่น ๆ และปัจจัยที่มนุษย์สร้างขึ้นนี้ถือว่าเป็นมรดกในทางสังคม สิ่งดังกล่าวนั้นเรียกว่า "วัฒนธรรม"
แต่ปรากฏว่าคำว่า culture นี้ใช้กันเกร่อก็คือใช้กันในความหมายของคนโดยทั่วไปหลากหลายซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจที่สับสนได้ ("culture," but that word has a variety of popular meaning with which it may be confused.)
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ KLUCKHOHN อธิบายต่อไปนี้ก็คือวัฒนธรรมในความหมายที่นักสังคมศาสตร์ใช้กันอยู่ (A close reading of the following statement by CLYDE KLUCKHOHN should help in standing the special meaning given to "culture" by social scientists.
คำว่า Additional light ก็คือแสงที่เพิ่มขึ้นไปที่จะสิ่งเข้าไปในประเด็นนี้ กล่าวโดยสรุปก็คือว่า เขาจะให้ความกระจ่างมากขึ้นในความหมายที่เขากล่าว โดยยกตัวอย่างวัฒนธรรมที่มีอยู่เข้ามาช่วงเสริม เพราะฉะนั้นพอจะมองเห็นว่า 1.วัฒนธรรมนั้นเป็นคำที่ใช้กันในหลายวงการ ในหลายความหมาย แต่ในแง่ของ CLYDE KLUCKHOHN ที่กำลังจะพูดต่อไปนี้เป็นวัฒนธรรมในความหมายของนักสังคมศาสตร์ ก็คือความหมายที่เราเรียนมาแล้วนั่นเองในทางสังคมวิทยา มนุษยวิทยาที่เราเรียนมา (Additional light can be shed on his this concept by examining some pattern of culture from different societies, such as may be found in the next two selections.)
ทำไมชาวจีนไม่ชอบนมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม (อันนี้จริงหรือไม่จริงนั้นไม่ทราบ) ทำไมคนญี่ปุ่นจึงสมัครใจที่จะฆ่าตัวตายในลักษณะที่ว่าบันไซ ซึ่งในสายตาของคนอเมริกันรู้สึกว่าไม่มีเหตุผล (senseless) และทำไมประชาชาติหรือคนบางกลุ่มจึงสืบเครือญาติทางสายพ่อ บางกลุ่มสืบไปทางสายแม่ และบางกลุ่มนั้นก็สืบทั้งสายพ่อและสายแม่ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าเพราะคนแต่ละกลุ่มมีสัญชาตญาณแตกต่างกัน และไม่ใช่ว่าเพราะว่าคนเหล่านี้ถูกกำหนดโดยพระผู้เป็นเจ้าหรือชะตากรรมที่ทำให้มีนิสัยแตกต่างกัน ไม่ใช่เพราะดินฟ้าอากาศที่แตกต่างกันระหว่างจีนกับญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา
.. มันมีขั้นตอนธรรมดา ๆ ที่ฉลาดนั้นซึ่งใกล้เคียงกับคำตอบหรือความเข้าใจของนักมนุษยวิทยาก็คือคำตอบที่ว่า เพราะว่าเขาถูกเลี้ยงดูมาอย่างนั้น เขาถึงเป็นอย่างนั้น ("because they were brought up that way."
เพราะฉะนั้นคำว่า "วัฒนธรรม" ที่วิชามนุษยวิทยาใช้หมายถึง (by "culture" anthropology means) วิถีชีวิตทั้งหมดของคน (that total life way of a people,) มรดกระบบทางสังคมซึ่งคนแต่ละคนหรือปัจเจกบุคคลได้รับมาจากลุ่มของตน (the social legacy the individual acquires from his group.) เพราะฉะนั้นคำว่า social legacy หรือ social enveluate ก็คือความหมายเดียวกัน แสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมนั้นเป็นแบบแผนที่ไม่ใช่เป็นสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ แต่เป็นสิ่งที่สืบทอด เพราะเป็นสิ่งที่สืบทอดมานั้นเมื่อวานเราจึงกินอาหารอย่างหนึ่ง วันนี้เรากินอย่างนั้น พรุ่งนี้ก็จะเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่อย่างเดียว แต่ว่าอยู่ในกลุ่มนั้นไม่ค่อยจะแหวกแนวไปสักเท่าใด และแถมเมื่อวานนี้ท่านไม่เคยฉันอะไรหลังเพล วันนี้ก็จะทำอย่างนั้น และพรุ่งนี้ก็จะทำอยู่อย่างนั้น นี่คือสิ่งที่สืบทอดหรือว่าเป็น legacy หรือเป็น
.
Or culture can regarded as that part of the environment that is the creation of man. หรือว่าสิ่งแวดล้อมที่มองอีกแง่หนึ่งก็คือเป็นส่วนของสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น
เขายกตัวอย่าง คนอเมริกันที่ไปเป็นกำพร้าพ่อแม่อยู่ในประเทศจีน ปรากฏว่าท่าทาง การแกว่งแขน กริยามารยาท การพูดจาเป็นจีนทั้งนั้น ทั้ง ๆ ที่ตาสีฟ้าเป็นฝรั่ง แต่ว่าท่าทีอย่างอื่นเป็นแบบคนจีนทั้งหมด นี่เขาแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมที่มีต่อคน
ในความหมายบางความหมาย คำว่า "วัฒนธรรม" นั้นหมายถึงสิ่งที่บุคคลบางกลุ่มเท่านั้นใช้กันอยู่ อย่างเช่น ความหมายของวัฒนธรรมที่กล่าวถึงดังกล่าวนั้นกว้างกว่าความหมายวัฒนธรรมในวิชาประวัติศาสตร์ หรือวรรณคดี (This technical term has a wider meaning that the "culture" of history and literature.) ในความหมายของเรา "หม้อหุงต้ม" ที่ดูไม่มีค่าอะไรนั้นก็ถือว่าเป็นวัฒนธรรมเหมือนกัน เป็นผลิตผลวัฒนธรรมพอ ๆ กับบทประพันธ์โซนาต้า ของบีโทเฟ่น บีโทเฟ่นเป็นนักดนตรีคลาสสิคที่ถือว่าเป็นอัจฉริยะท่านหนึ่งของโลก รวมทั้งโมสาส, โชแปง เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมในความหมายของบางกลุ่มนั้นจะต้องเป็นเรื่องพวกนี้ คนที่มีวัฒนธรรมหมายถึงคนที่สามารถจะพูดภาษาได้นอกจากภาษาของตัวเอง ต้องมีความคุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ปรัชญา หรือศิลปะ ในทางกลุ่มนั้นยังแคบกว่านั้นอีก คนที่มีวัฒนธรรมคือคนที่สามารถจะพูดถึงเรื่องของ James Joyce, Scarlatti, Picasso แต่ว่าในทรรศนะของนักมนุษยวิทยา บอกว่า "to be human is to be culture" หมายความว่า ขอให้ได้เกิดมาเป็นคนนั้นย่อมต้องมีวัฒนธรรมทั้งสิ้น คือเมื่อเกิดมาเป็นคนนั้นย่อมต้องมีวัฒนธรรมกันทุกคน ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะว่าคนเกิดขึ้นมาในสังคม ถูกหล่อหลอมอยู่ในวิถีชีวิตของสังคม เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ว่าที่คนจะไม่มีวัฒนธรรม เพราะฉะนั้น "to be human is to be culture"
The past experience of other men in the form of culture enters into almost every event. วัฒนธรรมที่ผ่าน ๆ มานั้นมันแผ่ซ่านแทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุก ๆ เหตุการณ์เพราะเป็นเรื่องที่คนได้รับการหล่อหลอมและถ่ายทอดมา
Each specific culture constitutes a kind of blueprint for all of life's activities. เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมต่าง ๆ เรื่องนั้น เรื่องนี้นั้นมันเหมือนกันเป็นพิมพ์เขียวสำหรับกิจกรรมของชีวิตทั้งหมด ก็คือคนมีกิจกรรม แต่จะเห็นได้ว่ากิจกรรมของคนนั้นทำไมจึงออกไปในแนวทางต่าง ๆ ซึ่งแนวทางอันนี้มันเหมือนกับพิมพ์เขียว เพราะฉะนั้น วัฒนธรรมในแง่หนึ่งเหมือนพิมพ์เขียวและก็คือตัวแบบ เพราะฉะนั้นถ้าหากกิจกรรมของคนเหมือนกับวัสดุ ตัววัฒนธรรมนั้นก็คือรูปทรงของบ้าน ที่จะประกอบขึ้นมาเป็นบังกะโล ตึกแถว คอนโดมิเนียม หรือจะออกเป็นบ้านทรงไทยต่าง ๆ หรือกระท่อมก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมจึงเป็นเสมือน blueprint
คำวา "วัฒนธรรม" ในทางสังคมวิทยา (หน้า 75)
Its explanatory importance is comparable to categories such as evolution in biology, gravity in physics, disease in medicine. ตัววัฒนธรรมนั้นเป็นตัวที่ทำให้เราเข้าใจมนุษย์, สังคมของมนุษย์ และก็มีความสำคัญที่เทียบได้กับสิ่งที่เรียกว่าเป็น evolution in biology / ทฤษฎีหรือว่าแนวคิดในเรื่องวิวัฒนาการทางชีววิทยา, gravity in physics / กฎแห่งความโน้มถ่วง, หรือแรงโน้มถ่วงในวิชาฟิสิกส์ และ disease in medicine เรื่องของโรคในการแพทย์
เพราะตัวแบบนี้เป็นตัว pattern เป็นตัวกฎหรือเป็นเรื่องหลักของสังคมที่จะทำให้เราเข้าใจสังคม ก็เหมือนกันในเรื่องของแรงโน้มถ่วงที่มีความสำคัญในวิชาฟิสิกส์ หรือวิวัฒนาการในชีววิทยา หรือโรคในเรื่องของการแพทย์ เขาบอกว่าพฤติกรรมของมนุษย์เป็นจำนวนสามารถที่จะเข้าใจได้ สามารถที่จะพยากรณ์ได้ ถ้าหากว่าเรารู้ a people's design for living. Design ก็คือแบบ เรารู้จากเมื่อกี๋ว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เพราะฉะนั้นมันก็เป็น design เป็นตัวแบบสำหรับการดำเนินชีวิต ถ้าเราไปดูแบบของเสื้อเราก็พอจะเข้าใจได้ว่าเสื้อจะเป็นอย่างไร
Many acts are neither accidental nor due to personal peculiarities nor causes by supernatural force nor simply mysterious. การกระทำของมนุษย์เป็นจำนวนมากไม่ได้เป็นเรื่องอุบัติเหตุ หรือเป็นเรื่องของพฤติกรรมที่แปลก ๆ ส่วนบุคคลหรือเป็นสิ่งที่ถูกกำลังอำนาจภายนอกลิขิตหรือกำหนด หรือเพียงเป็นเรื่องลี้ลับ แม้กระทั่งเราทั้งหลายซึ่งมีความหยิ่งในตัวของเราเองในเรื่องของการยึดถือลักษณะปัจเจกชนนิยม (อย่าลืมว่าคนเขียนเป็นอเมริกัน เพราะฉะนั้น งานของเขากำลังพูดถึงสังคมอเมริกันที่เป็นปัจเจกชนนิยม) รูปแบบซึ่งเราไม่ได้ตั้งขึ้นเองก็คือเขาตั้งกันมาตั้งแต่อดีต
ตื่นขึ้นมาก็แปรงฟัน เราสวมกางเกง ไม่ใช่ผ้าเตี่ยวหรือนุ่งใบไม้ (
We brush our teeth on arising. We put on plants-not a loincloth or a grass skirt.) เรากินอาหารวันละ 3 เวลา ไม่ใช่ 4 หรือ 5 (We eat three meals in a day-not four or five or two.) เรานอนบนเตียงไม่ใช่นอนบนเปลญวณหรือว่านอนบนเครื่องถักด้วยขนแกะ (We sleep in a bead-not in a hammock or on sheep pelt.) ข้าพเจ้าไม่จำเป็นที่จะต้องรู้คนแต่ละคนและประวัติชีวิตของเขาเพื่อที่จะสามารถทำนายสิ่งเหล่านี้ หรือการปฏิบัติที่เป็นปกติของเขาอีกนับจำนวนไม่ถ้วน รวมทั้งวิธีคิดของเขา ถ้าหากไม่ใช่คนผิดปกติไป หรือเสียจริตไปแล้วเราก็สามารถจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะเรารู้จักวัฒนธรรมของเขา (I do not have to know the individual and his life history to be able predict these and countless other regularities including many in the thinking process of a Americans who are not incarcerated in jails or hospitals for the in insane.)
สำหรับผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่ง ระบบของการมีภรรยาหลายคนในขณะเดียวกัน ถือว่าเป็นสิ่งที่ instinctively คือเหมือนกับว่าขยะแขยงอยู่ในเลือดในเนื้อ (To the American woman a system of plural wives seems "instinctively" abhorrent.
ผู้หญิงอเมริกันไม่สามารถจะเข้าใจว่าทำไมผู้หญิงคนหนึ่งจึงไม่อิจฉา และไม่รู้สึกลำบากถ้าหากว่าเธอนั้น หรือผู้หญิงคนนั้นจะต้องไปมีสามีร่วมกับผู้หญิงคนอื่น ผู้หญิงอเมริกันจะรู้สึกว่ามันผิดปกติที่จะยอมรับสถานการณ์อย่างนั้น คือประหลาด (She cannot understand how any woman can fail to be jealous and uncomfortable if she must share her husband with other woman.)
ผู้หญิงคอยัคที่อยู่ที่ไซบีเรียเป็นต้น (แสดงว่ายังมีผู้หญิงที่อื่นอีก) ยากที่จะเข้าใจว่าทำไมผู้หญิงถึงเห็นแก่ตัวขนาดที่ไปยอมรับผู้หญิงมาเป็นภรรยาร่วมกับสามีเธอได้ ทำไมจะต้องไปจำกัดสามีไว้สำหรับผู้หญิงคนเดียว แปลกมากที่รับไม่ได้ (On the other hand, a Koryak woman of Siberia, for example, would find it hard to understand how a woman could be so selfish and so undesirous of feminine companionship in the home as to wish to restrict her husband to one mate.)
หลายปีมาแล้ว ผมไปพบกับผู้ชายคนหนึ่งในนิวยอร์ค ซึ่งไท่พูดภาษาอังกฤษแม้แต่คำเดียว และก็เห็นได้ชัดว่ารู้สึกมึนงงกับวิถีชีวิตแบบคนอเมริกัน (Some year ago I met in New York City a Young man who did not speak a word of English and was obviously bewildered by American ways.)
โดยสายเลือดแล้วเขาเป็นคนอเมริกันเหมือนพวกท่านและผม เนื่องจากพ่อของเขานั้นได้ย้ายจากอินเดียน่าไปอยู่ในประเทศจีน เป็นมิชชันนารี (By "blood" he was as American as you or I, for his parents had gone from Indiana to China as missionaries.) และคนนี้เป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่ยังเล็ก, เป็นทารก และถูกเลี้ยงดูขึ้นมาในครอบครัวของคนจีนในชนบท ในหมู่บ้านที่ห่างไกล คนที่ไปพบชายหนุ่มคนนี้จะรู้สึกว่าเป็นจีนมากกว่าเป็นอเมริกัน ที่เห็นว่าเป็นตาสีฟ้า ผมสีอ่อน ไม่ชัดเจน ไม่เป็นที่ประทับใจ ไม่สะดุดตาเท่ากับลักษณะท่าทีที่เป็นแบบจีน การแกว่งแขน, การทำไม้ทำมือแบบจีน (China arm and hand movement) เวลาแสดงสีหน้าก็แสดงออกมาแบบจีน ๆ คิดแบบจีน แต่ว่าในแง่ของชีววิทยานั้นเป็นคนอเมริกัน แต่ว่าการอบรบปลูกฝังกันมานั้นเป็นแบบจีน
เขากลับประเทศจีน (He return to China.) เขายกอีกตัวอย่างหนึ่ง เขาได้พบกับภรรยาของพ่อค้าหรือของคนค้าขายที่อาริโซน่า ซึ่งคนนี้ชอบทำอะไรให้คนอื่นประหลาดใจโดยทำในสิ่งที่แปลก ๆ คนที่เป็นแขกที่ผ่านเข้ามาในแนวอันนี้ของเธอก็จะเสริฟแซนวิส ซึ่งจะมีเนื้ออยู่ในเนื้อของแซนวิสนั้นซึ่งดูเหมือนว่าเป็นเนื้อไก่ก็ไม่ใช่ จะเป็นปลาทูน่าก็ไม่เชิง แต่มันเหมือนกับเป็นสองอย่างปนกัน แต่ถ้าหากเขาจะไม่ตอบว่าเป็นเนื้ออะไรจนกว่าจะกินกันอิ่ม เมื่อกินอิ่มแล้วเขาก็บอกว่าที่กินสิ่งที่ออกในลักษณะสีขาวเข้าไปนั้นเป็นเนื้องูกะปะ ปรากฏว่าทั้งหมดนั้นอาเจียรพร้อมกันออกมาหมดพร้อมกัน ก็หมายความว่ากระบวนการในทางชีววิทยานั้นถูกทำให้ติดข่าย, ติดใยของวัฒนธรรม นั่นก็คือว่าวัฒนธรรมเองนั้นมีผลกระทบแม้แต่ทางด้านชีวภาพหรือชีววิทยาซึ่งเกี่ยวข้องกับในเรื่องของจิตใจ ซึ่งในเรื่องนี้มีตัวอย่างอะไรที่ดี ๆ เยอะ ก็คือว่าครู ในบางที่ไปสอนและก็มีเด็กที่เป็นชนเผ่าของอินเดียนแดงมาอยู่ด้วย ปรากฏว่าเวลามีปาร์ตี้ต่าง ๆ นั้น เด็กจะไม่ไปเต้นรำกับเด็กผู้หญิงคนอื่นคือไม่สามารถจะทำได้ และพอนักมนุษยวิทยาไปถาม ซึ่งนักมนุษยวิทยาก็พยายามอธิบายเรื่องนี้ว่า ถ้าหากว่าเป็นคุณครู อย่างถ้าหากว่าครูไปหลับนอนกับพี่ชายน้องชายของผู้หญิงนั้นจะรับไหวหรือเปล่า ปรากฏว่าครูก็โกรธ ที่จริงแล้วเขาต้องการจะเชื่อมตัวอย่างว่า ในความคิดของพวกอินเดียนแดงเผ่านี้ การที่ผู้ชายผู้หญิงเข้าไปอยู่ใกล้ชิดกันถึงขนาดนั้นคือผู้ชายผู้หญิงที่ร่วมเผ่ากันที่เป็นนักเรียน เขาจะมองไปในเรื่องของชู้สาว เพราะไปจับมือถือแขน และเขามี incest taboos คือเขาจะห้ามแต่งานกันกับคนในเผ่าของตนเอง เพราะฉะนั้น เขาจึงเทียบตัวอย่างว่า ถ้าครูไปหลับนอนกับพี่ชายหรือน้องชายของครูเองจะเป็นอย่างไร เขาก็โกรธ นี่เป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่มีผลว่ามันมีผลกระทบต่อในเรื่องของความรู้สึกของบุคคลด้วย เรามีความเห็นก็จริงอยู่แต่การจัดในเรื่องของเวลาอาหารนั้นมันก็จะมีผลให้เรารู้สึกว่าหิวเมื่อไร ก็มีเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้มากมาย
อย่างไรก็ตาม ในส่วนนี้ผู้บรรยายอยากจะให้ดูตรงคำถามเป็นพิเศษ จะสังเกตว่าในข้อที่ 2. ผู้บรรยายรวบรวมคำต่าง ๆ ที่เขาเอามาใช้, คำต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ในชีวิต ที่ต่างก็หมายถึงวัฒนธรรมทั้งสิ้น ขอให้สังเกตว่ามันมีคำอะไรบ้าง
2. อธิบายคำต่าง ๆ ต่อไปนี้ซึ่ง Kluckhohn ใช้บอกลักษณะของ "วัฒนธรรม" (Cultural)
1. SOCIAL HERITAGH (p.74,84) : เป็น "มรดกทางสังคม" - ทำไมเป็นมรดกทางสังคม เพราะว่าแบบแผนความประพฤตินั้นเป็นสิ่งที่ได้รับสืบทอดกันมา และสืบทอดต่อไป มันไม่ใช่สิ่งที่ว่า พอคนเกิดขึ้นมาแล้วก็จะมีวัฒนธรรมอยู่ในตัว แต่คนเกิดขึ้นมาในวัฒนธรรม ซึ่งมีอยู่แล้ว และก็จะสืบทอดต่อไป แต่ไม่ได้หมายความว่าวัฒนธรรมจะเปลี่ยนไม่ได้ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะเปลี่ยนได้ทุกวัน วัฒรธรรมถ้าเปลี่ยนทุกวันแล้วร้านอาหารในมหาวิทยาลัยนี้คงต้องเลิกกิจการ ตั้งใจจะมาขายตอนกลางวัน แต่ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นคนมากินกลางคืนหมดแล้ว
2. SOCIAL LEGACY (p.74,79) : ความหมายเดียวกันกับ SOCIAL HERITAGH
3. A PERCIPITATE OF HISTORY (p.80) : A PERCIPITATE คือสิ่งที่เป็นตะกอน, ตัวตะกอน คือสิ่งที่หลงเหลืออยู่ คือสิ่งที่ถูกกาลเวลาร่อนแล้วก็หลงเหลืออยู่ ถูกร่อนด้วยกาลเวลา และหลงเหลืออยู่ และสิ่งที่หลงเหลืออยู่นั้นมันก็คือสิ่งที่เก่า แต่สิ่งที่เหลืออยู่แสดงว่ามันมีบางอย่างที่หลุดออกไปบ้าง อาจจะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและเห็นถึงการเป็นมรดก ก็คือการสืบทอด และสิ่งที่สืบทอดนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ เพราะถ้าหากไม่มี A PERCIPITATE ก็คือขึ้นมาทั้งดุ้น ไม่มีการกรองเหลือเป็นตะกอน
4. DESIGN FOR LIVING (p.75) : "สิ่งที่มนุษย์กำหนดแบบขึ้นมาสำหรับการดำรงชีวิต"
5. A SET OF TECHIGUES FOR ADJUSTING BOTH TO THE EXTERNAL ENVRIONMENT AND TO OTHER MEM (p.79) : เป็นเทคนิค เป็นวิธีการสำหรับปรับเข้ากับสิ่งแวดล้อมภายนอก หรือปรับเข้ากับมนุษย์คนอื่น
7. TOTAL LIFR WAY : "วิถีชีวิตโดยรวม" : ตรงนี้เองที่ Kluckhohn บอกว่า ความหมายของวัฒนธรรมในทางสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมวิทยาและมนุษยวิทยานั้นมันมีความหมายที่กว้างถึงขนาดที่จะเป็นวัฒนธรรม ทุกส่องทุกอย่างในวิถีชีวิตอของมนุษย์นั้นเป็นวัฒนธรรม มันไม่เหมือนกับพฤติกรรมบางส่วน อย่างเช่นต้อง เพลงเองของโชแปง อันนั้นมันเป็นบางส่วน มันไม่ใช่วิถีชิตติโดยทั่วไป ในส่วนนั้นเราอาจจะถือว่าเป็น sub-culture ก็คือคนในสังคมใหญ่ ๆ นั้นมีวัฒนธรรมที่ร่วมกัน เป็นเรื่องของการกินอยู่ แต่ในวัฒนธรรมนั้นอาจจะมีบางคนที่อาจจะสนใจวิถีชีวิตอีกแบบหนึ่งในเรื่องของการแต่งกาย ในเรื่องของการบันเทิง หรือในเรื่องมรรยาทในทางสังคมต่าง ๆ ถือว่าเป็น sub-culture ก็ได้
แต่ว่าในที่สุดแล้วการที่เขากล่าวว่า "to be human is to be culture" แสดงว่าทุกวิถีทางความประพฤติของมนุษย์นั้นถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นส่วนที่สูง ๆ เมื่อใดที่สวมมกุฏแล้วจึงเป็นคนที่มีวัฒนธรรม สวมผ้าขาวม้าก็เป็น ครกที่ใช้ตำก็เป็น
8. DISTINCTIVE WAYS OF LIFE (p.78) : "วิถีหรือแนวประพฤติของชีวิต"
9. FORMULAS (p.78) : เป็น "สูตร" มันก็เหมือนกับวิธีดำเนินชีวิต มันเป็นสูตร ถ้าจะดำเนินชีวิต เมื่อตื่นขึ้นมามันก็มีสูตรอยู่แล้ว สูตรของเราก็คือตื่นขึ้นมาก็แปรงฟัน เราจะต้องทำอย่างนั้น จะต้องแปรงฟัน บางทีจะเห็นว่าเรียนก็ยังต้องมี culture ที่ครูพยายามสร้างขึ้น ชีวิตของครูนั้นเป็นชีวิตที่ (ขายแอมเวย์) เหมือนกับวัฒนธรรมใหญ่โดยทั่วไป ครูสมัยนี้เสมอภาคกับคนอื่น คือคนอื่นเขาเป็นอย่างไรครูก็เป็นอย่างนั้น FORMULAS ของชาวนา, ชาวสวนก็เหมือนกัน แต่ FORMULAS ของหนังสือพิมพ์เป็น FORMULAS ที่น่ารำคาญ ตื่นเช้าก็ได้ยินมอเตอร์ไซต์ที่ส่งหนังสือพิมพ์รบกวนแต่เช้าเลย มันเป็นสูตรเหมือนกับเล่นฟุตบอลที่ต้องเป็นอย่างนี้จะไปแบบอเมริกันฟุตบอลหรือรักบี้ไม่ได้ และถ้าผิดสูตรก็ใช้ไม่ได้
10. PATTERN (p.75) : เป็น "รูปแบบ" เหมือน pattern ของเสื้อ อันนี้ pattern แบบไทย ๆ นี่เป็นแบบอเมริกัน หรือเป็นแบบอเมริกันปนไทย มันปนกันได้
11. REGULARITIES FOR ALL LIFE'S ACTIVITIES (p.75) : "กฎเกณฑ์"
12. MAP (p.80) : "แผนที่"
13. BLUEPRINT (p.75) : "พิมพ์เขียว"
14. THAT WHICH BINDS MEN TOGETHER (p.78) : สิ่งที่เชื่อมโยงมนุษย์เข้าด้วยกัน
15. THEORY (p.78) : ทฤษฎี ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุปัจจัยเงื่อนไข
16. ABSTRACTION (p.77, 78) :
.เป็นกลุ่มเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเพราะว่าอยู่ในสูตรเดียวกัน จะไปครอบคลุมระหว่างสูตรมันไม่ได้ พอจะเปลี่ยนสูตรก็ต้องสึก การสึกก็คือการเปลี่ยนสูตร หรือว่าเป็นรูปแบบภายนอกแต่ตัว แต่ใจสึก (ใจสึกแล้วแต่ตัวยังไม่สึก) ยังงัยก็ตามให้ตัว ถ้าหากว่าตัวไม่สึกแต่ใจสึกก็มีปัญหา ตัวสึกแล้วแต่ใจไม่สึกก็มีปัญหา สมมติว่าไปแต่งงานขึ้นมาแต่ใจยังไม่สึกมีปัญหา ใจหนึ่งสึกแล้วตัวไม่สึกก็มีปัญหา เพราะฉะนั้นจะต้องปรับให้เข้ากับสเป๊ก ใจกับภายนอกจะต้องให้มันกลมกลืนกันไป เพราะถ้าหากว่าท่านใจสึกแล้วอย่าไปห้าม เพราะฉะนั้นคำพังเพยโบราณเขาบอกว่า "ลูกจะออก ขี้จะแตก พระจะสึก อย่าไปห้าม" (สามอย่างนี้อย่าไปห้าม)
ในนิทานเวตาลบอกว่าพวกที่ดื้อมีอยู่ 3 อย่าง ดื้ออย่างไรก็แก้ไม่หายคือ คนที่พูดไม่รู้เรื่อง ก็คือเด็กดื้อ, พระราชาโง่ กับคนที่ยืดเย่อหยิ่งเพราะมีทรัพย์มาก คือคนพวกนี้เราจะไปทำอย่างไรก็ไม่ฟัง เด็กดื้อในความหมายของอาจารย์ก็คือว่าไม่ฟัง แต่ซนก็คืออยู่ไม่สุข พระราชาโง่ คือเป็นพระราชาย่อมจะยึดมั่นในอำนาจ แต่ถ้าหากว่าโง่แล้วไม่ฟังใครทั้งสิ้น ไม่ฟังคำท้วงติงของราชบัณฑิตต่าง ๆ ก็คือมีทิฐิมานะแรงกล้า แล้วก็คนที่เย่อหยิ่งเพราะมีทรัพย์มากไม่ใช่ทรัพย์จาง (แต่ก็ยังคนที่เย่อหยิ่งเพราะทรัพย์จาง หรือคนที่ทรัพย์จางแต่เย่อหยิ่งนั้นอันตรายมาก อย่างพวกยอมตายดีกว่าเสียศักดิ์ศรีไม่ยอมไปขายกล้วยปิ้ง ทำไร่ทำนา แล้วคิดอยู่ตัวเองต้องรักษามาดไฟแนนซ์ เงินเดือน ๆ ละ 3-4 แสนเอาไว้ เป็นการปรับตัวไม่ได้ย่อมเป็นตัวเองอันตรายต่อตนเอง)
THAT WHICH BINDS MEN TOGETHER เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าตัว pattern ตัวนี้เป็นตัวที่จับกลุ่มคนให้อยู่ในกรอบอันเดียวกัน จึงเป็นตัวเชื่อมโยงคนไว้ด้วยกัน ที่จริงวัฒนธรรมนี้ที่คนเกิดขึ้นมาแล้วมาอยู่ด้วยกันทำให้เราเข้าใจซึ่งกันและกัน ถึงขนาดที่ว่าเป็น SILEN LANGUAGE เราจะเห็นได้ว่าคนสองคนที่ยืนสนทนากัน อีกคนหนึ่งนั้นจะรู้สึกลำบากมากถ้าอยู่กันห่างเวลาคุย ก็ต้องพยายามขยับเข้ามาใกล้ ๆ ให้อยู่ในจังหวะที่พอดี ของไทยเราลองดูเวลาไปยืนคุยกับใครโดยเฉพาะไม่ใช่เพื่อน หรือแม้กระทั่งเพื่อน ถ้าไปคุยกันใกล้เกินกว่าที่เราเคยชินเราจะรู้สึกลำบากมาก เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นตัวที่กำหนด มันเหมือนกับตัวกติกาฟุตบอลกำหนดความเป็นทีมของเรา กับกลุ่มที่เล่นในแนวนี้ มันถึงเป็นสิ่งที่โยงมนุษย์เข้าด้วยกัน
อันหนึ่งที่ 15 กันอันหนึ่งคือ 16 นั้นเป็นนามธรรมมาก เป็น Theory มันเป็นตัวทฤษฎี ทฤษฎีก็คือเป็นลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างเหตุปัจจัย หรือตัวเงื่อนไข เพราะตัววัฒนธรรมนั้นเหมือนกับสิ่งหนึ่งซึ่งสามารถจะแยกมาจากตัวบุคคลได้ มาวางไว้ได้ เป็นสูตร โดยที่อยู่เหนือตัวบุคคล มันเป็นสูตรที่อยู่เหนือตัวบุคคล คนที่ตายไปแล้วสูตรนั้นยังอยู่ เกิดขึ้นมาใหม่ก็อยู่ในสูตรนั้น เดี่ญวว่าง ๆ จะยกสูตรของหนังไทยขึ้นมา คือสูตรสำเร็จ เพราะฉะนั้นจึงบอกว่าวัฒนธรรมนั้นเป็นสิ่งที่เราสามารถที่จะ เขาเรียกว่าเป็น place for grance เป็นสิ่งที่สามารถจะพยากรณ์พฤติกรรมของมนุษย์ไว้ล่วงหน้าได้ เหมือนกับการพยากรณ์ของอาจารย์ที่ว่า พรุ่งนี้หลังเพลพระไม่ฉันท์เด็ดขาด แอบฉันท์หล่ะไม่ว่า ABSTRACTION มันถึงเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม เป็นสิ่งที่อยู่เหนือตัวบุคคล เป็นระเบียบ เป็นกฎเกณฑ์ มันเป็นอะไรสักอย่างที่เห็นตัวมันไม่ได้ แต่ที่เราเห็นก็คือตัว Norm ตัวบรรทัดฐานหรือว่าวิถีชีวิตภายนอก แต่ถ้าหากวิถีชีวิตนั้นมันคงตัว มันก็เป็นสูตรที่เราสามารถอธิบายได้โดยไม่ต้องบอกว่าเป็นเรื่องของตัวบุคคล คนนั้นคนนี้ มันจึงเป็น ABSTRACTION เป็นเรื่องของนามธรรม นี่คือลักษณะของ CULUTRE
ตอนนี้คงจะชัดเจนแล้วเรื่อง CULTURE จริง ๆ แล้วเรื่องแบบนี้ยากมาก เมื่อก่อนเราคิดว่าเรื่องของศาสนา วิชาสังคมวิทยามันเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่จริงไม่ใช่ เรื่อง่ายเลย ไม่งั้นคงไม่เป็นวิชาการ เรียนกันปริญญา ปริญญาเอกยังไม่รู้เรื่องเราต้องไปคิดให้ดี สิ่งที่เอามานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่เราก็มีความคิดกว้างขวางและเข้าใจ ยอมรับว่าคำว่าวัฒนธรรมที่ใช้กันบางวงการนั้นไม่เหมือนกับที่วิชาการแบบนี้ทุกที่ เพราะฉะนั้นคนบางคนที่เรียก่ามีวัฒนธรรมนั้นเป็นคนในกลุ่มในวัฒนธรรมย่อยของกลุ่มสังคมหนึ่งสังคมใด แต่แท้ที่จริงความหมายของวิชาการพวกนี้ วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่คลุมวิถีชีวิตทุกด้าน เขาจึงบอกว่าเป็นมนุษย์แล้วก็ย่อมต้องมีวัฒนธรรมดังที่กล่าวมาแล้ว
*** |