***
CULTURAL DIVERSITY
ความหลากหลายในทางวัฒนธรรม
บทเรียนที่เราได้รับมาจากประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาอย่างหนึ่งก็คือว่า มนุษยชาตินั้นเป็นทั้งหนึ่งเดียวและหลากหลาย ( humanity is both one and many.) (จะว่าเป็นหนึ่งเดียวก็เป็นในบางแง่ จะว่าหลากหลายก็หลากหลาย) มนุษย์ทุกแห่งหนมีโครงสร้างในทางด้านจิตวิทยาและทางด้านชีววิทยาอย่างเดียวกัน แต่ว่าแรงจูงใจ ขนบประเพณี และความเชื่อต่างกันอย่างมากมายมหาศาล ความเป็นอันเดียวกันและความหลากหลายของวัฒนธรรม ( The uniformity and diversity of culture ) คือประเด็นของตอนนี้ที่เราจะพูด No aspect of social life is free from cultural variation, ไม่มีแง่มุมใดของชีวิตทางสังคมที่จะปราศจากในทางด้านวัฒนธรรม ตั้งแต่เรื่องของภาษาจนกระทั้งของท่าทาง จากความคิดในเรื่องของทรัพย์สิน ไปถึงเรื่องของการสัมพันธ์ทางเพศ จากเรื่องความคิดที่ยิ่งใหญ่จนกระทั่งไปเรื่องกริยามารยาท สำหรับผู้ที่อ่านหนังสือเล่มนี้ ประเพณีของต่างชาติเป็นจำนวนมากอาจจะดูว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุผลหรือว่าน่าสนใจ อย่างเช่น ในเรื่องของการสวมชุดส่าหลี หรือว่าการมีคู่ครองมากกว่าหนึ่งคนในขณะเดียวกัน สังคมอาจจะยากที่จะยอมรับหรือแม้แต่กระทั่งคิดถึงเรื่องบางเรื่อง อย่างเช่น การขริบอวัยวะเพศของวัยรุ่น หรือการรับประทานอาหาร ( witchtty grubs ) เช่นว่า
ถือว่าแปลกมาก
ไม่ต้องไปไหนดูที่นครพนมกับสกลนคร คงจะรู้กันอยู่ว่ากินหมา
( Some cultural variations are more important than others.) ตัววัฒนธรรมที่แตกต่างกัน คือวัฒนธรรมมีหลายเรื่อง และวัฒนธรรมบางเรื่องที่มันแตกต่างกันในระหว่างวัฒนธรรมต่าง ๆ นั้น มันเป็นเรื่องที่เด่นชัด มันต่างกันมากกว่าในบางเรื่อง ความแตกต่างในเรื่องของการแต่งเนื้อแต่งตัว ( Variations in dress,) เป็นต้น อาจจะสำคัญหรือไม่สำคัญในบางวัฒนธรรม ในบางที่เราแต่งตัวนั้นถือว่าเป็นสัญลักษณ์ / มันมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ อย่างเช่น การสวมหมวกบางอย่างในโบสถ์ อย่างนี้เป็นต้น เป็นเรื่องที่สำคัญ, เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์, เป็นเรื่องพิธีรีตรอง และบางที่นั้นก็ไม่สำคัญ และก็การที่ไปเปลี่ยนแปลงเรื่องง่าย ๆ เปลี่ยนซะง่ายๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับกัน
Cultural Universals
คำว่า Universals ในที่นี้ใช้เป็นคำนาม เวลาเราพูดถึง Universals มันไม่น่าจะเป็นพหูพจน์เพราะสิ่งที่เป็นสากลมันน่าจะเป็นอันเดียว เพราะฉะนั้นตรงนี้จะต้องเข้าใจด้วยว่ามันเป็นคำนาม ถ้าใช้คำคุณศัพท์ว่า Cultural ซึ่งแปลว่าในเชิงวัฒนธรรม หรือว่าในทางด้านวัฒนธรรม ก็หมายถึงตัวขยาย แล้วก็ใส่ตัว s เข้าไปช่วยที่ Universals ด้วย พูดแบบไทย ๆ เพราะฉะนั้นคำว่า Cultural Universals ตรงนี้ หมายถึง ลักษณะของวัฒนธรรม หรือประเด็น หรือเรื่องวัฒนธรรมที่ปรากฏอยู่ในที่ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในเมื่อมันมีหลายเรื่องที่ปรากฏอยู่ในทางสากล เมื่อรวบรวมเข้าไปแล้วก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก เราจึงใช้คำว่า Universals ในรูปของพหูพจน์ ก็คือตัวที่เหมือนกันที่มีอยู่หลายตัว ตัวที่มีอยู่เป็นสากลที่ปรากฏอยู่ในที่ไหน ๆ มีอยู่หลายตัว ตัวนี้เองใช้คำว่า Universals ในลักษณะที่เป็นพหูพจน์ เพราะฉะนั้น เข้าใจได้เวลาเราได้ยิน Universals เรามักจะได้ยินในลักษณะที่เป็นคุณศัพท์ และเราคิดว่าคำคุณศัพท์นี้น่าจะมีหนึ่งเดียว Universals แต่ทำไมมีตั้งหลาย Universals ที่บอกว่ามีหลาย Universals เรื่องที่มันปรากฏอยู่เป็นการสากลมีอยู่หลายเรื่อง อันนี้ถือว่าเป็น Universals
เมื่อมันมีความแตกต่างกันอยู่มากมาย แต่ก็ยังมีความสอดคล้องต้องกันในบางเรื่องในวัฒนธรรมทั้งหลายของโลกของมนุษย์ Murdock ได้ยกเอาตัวซึ่งเป็นส่วนของวัฒนธรรมมา 73 ประการ ซึ่งถือว่ามีปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมของมนุษย์ในโลกนี้ มีดังต่อไปนี้
age-grading - การนับวัย
athletic sports - การละเล่น กีฬาต่าง ๆ
bodily adornment - การแต่งเนื้อแต่งตัว จะมีอยู่ทุกวัฒนธรรมถึงแต่งมาแล้วจะเป็นอย่างไรก็ตามที่ไหน ๆ เขาก็แต่ง ความรู้สึกเรื่องความรักสวยรักงาม, การแต่งให้สวยให้งามมีอยู่ทุกที่ แต่ว่าชอบสวยแบบไหน หรืองามแบบไหนนั้นแต่ละวัฒนธรรมไม่เหมือนกัน และก็เปลี่ยนแปลงด้วยในสมัยนี้ความที่เราให้ความสำคัญหรือยกย่องคนตะวันตก ก็เลยพาลยกย่องส่วนนี้ไปด้วย เราก็เลยพาลเห็นไปว่าความโด่งของจมูกก็เป็นเรื่องที่สวยตามไปด้วย และขณะนี้เราก็พยายามกระทุ้งจมูกให้โด่ง เพราะฉะนั้นศัลยศาสตร์หรือศัลยกรรมพลาสติกจึงเป็นแขนงที่คนเลือกเรียนมาเพราะว่าได้สตางค์ดี รวมไปถึงคางที่เป็นเหลี่ยมก็ไปเลื่อยหรือเจียให้เรียวเข้า เราจะเห็นว่าในโทรทัศน์ขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นดาราหนังหรือพิธีกรต่าง ๆ หรือเสียงร้องของเพลงจะออกเสียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ เราให้ความสำคัญกันรูปแบบของตะวันตก เราก็แต่งอย่างนั้น แต่ถึงว่าจะแต่งอย่างไรก็มีการแต่ง เรากำลังพูดว่าความเป็นสากลก็คือการแต่ง คือที่ไหน ๆ ก็มีการแต่ง ไม่มีวัฒนธรรมไหนที่ไม่มีการแต่งเนื้อแต่งตัว แต่จะออกมาในรูปแบบไหนนั้นแล้วแต่
calendar -
cleanliness training - การ
ให้รู้จักรักษาความสะอาด นี่ก็มีในทุกสังคม, วัฒนธรรม
community organization - การจัดองค์กรทางสังคม เป็นหน่วย, เป็น group จะมีในทุกสังคม
cooking - การปรุงอาหาร
cooperative labor - การทำงานร่วมกัน, การใช้แรงงานร่วมกัน
cosmology - ในเรื่องของความเข้าใจเรื่องโลกและจักรวาล
courtship - การเกี้ยวพาราสี
dancing - การเต้นรำ
decorative art - ศิลปะตกแต่ง
divination - ทรงเจ้าเข้าผี
division of labor - การแบ่งงานกันทำ
dream interpretation - การทำนายฝัน
education - การศึกษา
eschatology - ในเรื่องของการอวสานของโลก, การสิ้นสุดของโลก
ethics - จริยธรรม
ethnobotany - การเรียกชื่อต้นไม้ต่าง ๆ
etiquete - มารยาท
faith healing - การบำบัดโดยใช้ความเชื่อต่าง ๆ เข้ามา
family - ครอบครัว
feasting - งานเลี้ยง
fire making - การก่อไฟ
folklore - วิถีชาวบ้าน
food taboos - ข้อห้ามในเรื่องของอาหาร
funeral rites - พิธีศพ
games - การเล่น
gestures - ท่าทาง
gift giving - การให้ของขวัญ
government - การปกครอง
greetings - การทักทาย
hair styles - ทรงผม
hospitality - การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
housing - การก่อสร้างบ้านเรือน
hygiene - สุขพลานามัย
incest taboos - การห้ามแต่งงานกันในคนร่วมสายเลือดเดียวกัน
inheritance rules - กฎเกณฑ์ในเรื่องของการสืบมรดก
joking -
kin-groups - วงญาติ
kinship nomenclature - การเรียกชื่อในสายญาติ อย่างเช่น พี่ป้า น้าอา ปู่ย่า ตายาย ลูกหลาน เหลนโหลน parent brother sister โครตเหง้า พวกนี้เป็นเรื่องของการเรียกชื่อ เพราะฉะนั้นในวัฒนธรรมต่าง ๆ จะเรียกชื่อไม่เหมือนกัน ของไทยจะแยกอย่างละเอียด อย่างของฝรั่งอาจพูดว่า grandparent แต่ของไทยต้องดูด้วยว่าสายไหน สายพ่อหรือสายแม่
language - ภาษา
law - กฎหมาย
luck superstitions - ในเรื่องของโชคลาง
magic - ไสยศาสตร์
marriage - การแต่งงาน
mealtimes - เวลาอาหาร ของแต่ละวัฒนธรรมไม่ใช่กินอยู่เรื่อย ๆ แต่ละวัฒนธรรมจะมีเวลา
medicine - การแพทย์
modesty concerning natural functions - ในเรื่องการสำรวม เกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติ ๆ แม้กระทั่งการเข้าห้องน้ำ
mourning - การไว้ทุกข์
music - ดนตรี
mythology - เรื่องปรัมปรา, ตำนานต่าง ๆ
numerals - การนับจำนวน
obstetrics - การทำคลอด
penal sanctions - การลงโทษทางอาญา
personal names - การตั้งชื่อคน
population policy - เรื่องนโยบายประชากร
postnatal care - การดูแลเด็กหลังคลอด
pregnancy usages - ธรรมเนียมปฏิบัติเมื่อมีการตั้งครรภ์
property rights - สิทธิทรัพย์สิน
propitiation of supernatural beings - การ
ต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ
puberty customs - ธรรมเนียมปฏิบัติ เมื่อถึงวัยบรรลุเป็นผู้ใหญ่
religious ritual - พิธีทางศาสนา
residence rules - กฎเกณฑ์ในเรื่องของการอยู่อาศัย
sexual restrictions - ข้อกำหนดในเรื่องของทางเพศ
soul concepts - ความคิดในเรื่องของวิญญาณ
status differentiation - การแยกฐานะของบุคคล
surgery - ศัลยกรรม
tool making - การทำเครื่องไม่เครื่องมือ
trade - การค้า
visiting - การเยี่ยมเยียน
weaning - การให้นมเด็ก
weather control - การควบคุมในเรื่องของดินฟ้าอากาศ
แบบนี้เป็น Universals มีหลายเรื่องที่เป็นสากลนี่คือของ ( Murdock, 1945 : 124 ) ในเรื่องนี้ก็จะมีรายละเอียดออกไปอีก ในรายละเอียดปลีกย่อยออกไป เช่นในเรื่องของอำนาจต่าง ๆ นั้น บางทีก็จะมีความหมายต่าง ๆ กันไป "community organization" ต่าง ๆ ก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อย
เมื่อเราพิจารณาถึงสิ่งที่ปรากฏเหมือน ๆ กันในสากลเกี่ยวกับวัฒนธรรมต่าง ๆ นั้น เราก็จะได้ทรรศนะที่มีความสมดุล ก็คือไม่เอียงจนเกินไป ( The custom of wife lending is frequently cited.) ปรากฏว่าเรื่องหนึ่งที่เขานิยมยกขึ้นมาในเรื่องว่า ในแต่ละวัฒนธรรมนั้นก็มีวิถีของเขาเอง ก็คือในเรื่องของการให้ยืมภรรยากัน ในพวกเอสกิโมทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะกรีนแลนด์ ผู้ชายจะให้เพื่อนยืมภรรยาไปหลับนอนด้วยในตอนกลางคืน และการเปลี่ยนภรรยากันชั่วคราวนั้นถือว่าเป็นเรื่องสามัญปกติธรรมดา ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร นี่จากการศึกษาของ Murdock ความคิดในเรื่องของการถือครองในเรื่องของทางด้านทางเพศนั้นเขาจะคงไว้ นั่นก็หมายความว่าผู้ชายหรือผู้หญิงเป็นของกลาง คือของสาธารณะ ไม่ใช่ จะมีความคิดในเรื่องเป็นเจ้าข้าวเจ้าของกันอยู่ ก็คือผู้หญิงที่จะไปนอนกับคนอื่นนั้น ( to lie with another man ) ก็จะต้องขออนุญาตสามีเสียก่อน แต่การที่ถือว่าของใครก็ของใครนั้นเขาไม่ได้ให้ค่าความสำคัญสูงส่งอะไร ( but sexual exclusiveness is not highly valued.) ที่จะกำหนดตายตัว คือจะไม่ให้ความสำคัญสักเท่าไร สำหรับคนที่ไม่ได้เกิดขึ้นมา หรือเกิดขึ้นมาในวัฒนธรรมที่แปลกไปจากนั้นก็ถือว่าการให้ยืมภรรยาถือว่าเป็นเรื่องที่ unthinkable / มีเรื่องอย่างนี้ด้วยหรือ, เป็นไปได้อย่างไร ( To someone brought up in a different tradition, wife lending would be unthinkable.)
ความคิดในเรื่องการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นั้นปรากฏในทุกวัฒนธรรม แต่ว่าจะแสดงอย่างไรแตกต่างกันมากมาย ( The general idea of hospitality appears to be common to all cultures, but the specific from it takes is highly varied.) เพราะฉะนั้น การแสดงความเอื้อเฟื้อกันนั้นจึงออกมาใน
ลักษณะ แต่ว่าในการให้ยืมภรรยานั้นก็ถือว่า เป็นการแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ( Thus, hospitality may be offered in many different ways,)เพราะฉะนั้น hospitality ตรงนี้เป็น cultural value หรือเป็น cultural norm
- hospitality / ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็น cultural value หรือ cultural norm --- cultural value
- การให้ยืมภรรยานั้นถือเป็น cultural value หรือ cultural norm --- cultural norm
สรุปสั้น ๆ ก็คือว่า สังคมแต่ละสังคมนั้นก็จะประกอบขึ้นด้วยความหลากหลายหรือความแตกต่างของตนเอง ( In short, any culture is made up of unique variations.) การที่มีลักษณะความเป็นสากล หรือความเหมือนกันอยู่ของทุกวัฒนธรรมนั้นแสดงว่า คนทั้งหมดทุกกลุ่ม, คนทุกกลุ่มทุกวัฒนธรรมเป็น belong to the human species./ สังกัดชาติกำเนิดเดียวกัน, เป็นชาติพันธุ์มนุษย์ ( The underlying universals show that all peoples belong to the human species.) เพราะฉะนั้น สังคมที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งหมดนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสังคมของมนุษย์ ( The societies they create are all human societies.)
เราจะอธิบายได้อย่างไรว่า ทำไมถึงมีลักษณะความเป็นสากลในทางวัฒนธรรมอยู่ เราอธิบายได้อย่างไร - เราอธิบายได้ว่า ที่มันเป็นอย่างนี้เพราะมันมีเหตุปัจจัยอยู่ 3 ทาง ( Cultural universals can be accounted for in three ways : the psychic unity of humanity, the requirements of group life, and the limited number of possible solutions for some problems.)
- ประการที่ 1 : the psychic unity of humanity คือ การที่มนุษยชาตินั้นมีสภาพของจิตอย่างเดียวกัน, มีสภาวะทางจิต หรือทางอารมณ์อย่างเดียวกัน
- ประการที่ 2 : the requirements of group life คือ มนุษย์ทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่ต้องมีชีวิตการรวมกลุ่ม
- ประการที่ 3 : the limited number of possible solutions for some problems คือ ขีดจำกัดในการหาทางออก หรือในทางแก้ปัญหา
สรุป : เพราะฉะนั้นทั้ง 3 ทางนี้คือสิ่งที่มนุษย์มีเหมือนกัน ก่อให้เกิดวัฒนธรรมที่เหมือนกัน, เป็นสากล 3 ทางนี้คือ
1. สภาพทางจิตที่มนุษย์มีอยู่ร่วมกัน
2. ความจำเป็นที่ต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม
3. ข้อจำกัดต่าง ๆ ในการที่จะหาทางออกในการแก้ปัญหา
Physic Unity
(Physic Unity หมายถึง) ถึงแม้ว่าคนแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน และมีความแตกต่างกันในทางวัฒนธรรมก็ตาม แต่มนุษย์เหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือว่า มนุษย์นั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไข ประการที่ 1 ก็คือ cultural variations ในเรื่อง Physic Unity นั้นบอกว่า ถึงแม้มนุษย์แต่ละคนนั้น หรือวัฒนธรรมจะมีความแตกต่างกันอยู่ แต่มนุษย์ก็เหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือว่า การต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข เงื่อนไขที่ว่านั้นก็คือมีอารมณ์อย่างเดียวกัน, คล้ายคลึงกัน และมีความต้องการในเรื่องของความมั่นคง และต้องการการตอบสนอง และอีกอย่างหนึ่งก็คือ มนุษย์สามารถที่จะใช้สัญลักษณ์ อย่างนี้เป็นต้น นี่คือตัวอย่างว่าในเรื่องของจิตใจที่ว่ามนุษย์มีร่วมกันคือเรื่องอะไรบ้าง อย่างเช่น อารมณ์เหมือนกัน, และต้องการมีความมั่นคงเหมือนกัน, ล้วนแล้วแต่ต้องการการตอบสนอง และมีความสามรถในการใช้สัญลักษณ์
ที่บอกว่ามี similar emotions นั้น ยกตัวอย่างว่ามนุษย์มีอารมณ์อะไร - อารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง วิตกกังวล บางคนบอกว่ามนุษย์เป็น anxious animal / สัตว์เจ้าทุกข์, สัตว์ที่มีความวิตกกังวล และมนุษย์สามารถที่จะใช้สัญลักษณ์ นี่คือตัวอย่างที่มนุษย์ที่ไหน ๆ ก็มี เขายกตัวอย่างว่า มีคนที่เขาไปพบเข้า หลงเหลือจากเผ่าที่ถูกทำลาย และก็เอามาอยู่ในสถานที่ ๆ เลี้ยงเป็นพิเศษกักกัน จากนั้นเป็นการพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องของบุคลิกภาพ ( The psychic unity of humanity may be seen in the story of Ishi, the last "wild" American Indian, who spent the final years of his life in San Francisco. ( see Adaptation 3.2.)
ความเป็นเอกภาพเกี่ยวกับเรื่องของจิตใจนั้นไม่ได้หมายความว่า มันจะทำให้วัฒนธรรมเป็นอันเดียวกัน แต่ว่าทำให้วัฒนธรรมของมนุษย์แค่คล้ายคลึงกัน ไม่ใช่เป็นอันเดียวกัน เมื่อกลไกตอบสนอง ( organism ) ต่อสถานการณ์อย่างเดียวกันนั้น ผลที่ออกมานั้นก็จะคาดได้ว่าจะออกมาในแนวเดียวกัน อย่างเช่น หากว่าไปทำให้เจ็บ ทำให้เกิดอาการอย่างนั้นความเจ็บก็ออกมา, ความโกรธก็ออกมา หรือถ้าหากว่าเอาไปกักไว้ให้อดอาหารก็จะหิว อย่างนี้เป็นต้น
Requirements of group life
มนุษย์จำเป็นจะต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ถึงสามารถดำรงจะอยู่ได้ และพัฒนาไปได้ เพราะฉะนั้นการแลกเปลี่ยน, การตอบแทนซึ่งกันและกัน, การเป็นผู้นำ, การติดต่อสื่อสารกัน, และการแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของกลุ่มนั้น ถือว่าไม่ใช่สิ่งที่เป็นการบังเอิญ แต่เป็นเรื่องที่เป็นไปตามเจตนาหรือความจงใจของมนุษย์ที่แสวงหาบางสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องของการแสวงหาทางออกในการแก้ปัญหาซึ่งเป็นเรื่องที่มนุษย์นั้นจะต้องค้นหา และค้นพบซ้ำแล้วซ้ำเล่าตามความต้องการอันเป็นของเขา สิ่งที่เป็นลักษณะร่วมกัน หรือสิ่งที่เป็นสากลนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่โดยทั่วไปไม่ใช่สิ่งเจาะจง รูปแบบของการเป็นผู้นำ หรือการแลกเปลี่ยนกันนั้น ซึ่งได้พัฒนาขึ้นมาในสังคมนั้นได้สะท้อนถึงประสบการณ์ของมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในสังคมอันนั้น
Limited solutions
(ในตรงนี้อาจารย์ให้ดูบางจุด เพื่อไม่ให้เสียเวลา) อย่างเช่น ที่เขายกของ Goldenweiser ขึ้นมาเขาบอกว่า "The fewer the possibilities
the more likely are similar solution" ( Goldenweiser, 1937 : 125 ) ถ้าหากมนุษย์มีทางที่จะเป็นไปได้ ยิ่งมีขอบเขตจำกัดเท่าใด ทางออกหรือทางแก้ปัญหาของเขานั้นก็จะมีเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสมมติว่า มันมีพื้นที่แห่งหนึ่งเป็นทรายหรือเป็นสนามหญ้าแห่งหนึ่ง เตียนไม่มีอะไรเลย และก็มีคลองตัดผ่าน และคนที่ผ่านมานั้นมีหลายคน, หลายกลุ่ม, หลายเชื้อชาติมาก ถ้าหากอยู่ฝั่งนี้แล้วต้องการจะไปฝั่งตรงข้ามโดยไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะเป็นวัตถุที่จะใช้ เราพอจะทราบแล้วว่าทางหรือวิธีที่เขาจะไปนั้นเป็นอย่างไร แล้วจะไปอย่างไร อีกนัยหนึ่งคือ คลองกว้าง 5 วา จะกระโดดข้ามก็ไม่ได้หรือหาอะไรมาข้ามไม่ได้ นี่คือข้อจำกัด มีปัจจัยต่างๆ จำกัด และมนุษย์ต้องการที่จะข้ามไปฝากโน้น เขาจะทำอย่างไร - ถ้าหากว่ามีไม้ ก็จะมีทางออกมากขึ้น ก็จะคิดว่าใช้ไม้ทอดเป็นสะพาน แต่ถ้าไม่มีไม้แล้วน้ำตื้นก็เดินลุยไป หรือถ้าน้ำลึกอีกก็ต้องว่ายไป หรือว่ายไม่เป็นก็กลับบ้าน อย่างนี้เป็นต้น
ทั้งหมดนี้คือเขาพยายามจะบอกว่า คนเรานั้นมีข้อจำกัดในการแก้ปัญหา ถ้าหากมนุษย์ซึ่งมีสภาพอะไรต่าง ๆ เหมือนกัน และเผชิญกับข้อจำกัดต่าง ๆ เหมือน ๆ กันแล้ว ทางออกของเขานั้นจะยิ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้น "The fewer the possibilities
the more likely are similar solution" หมายความว่า ยิ่งมีทางเป็นไปได้น้อยลงเพียงใด การแก้ปัญหาก็จะยิ่งเหมือนกันเพียงนั้น นี่คือสิ่งที่เขากำลังอธิบาย Cultural Universals ว่า อย่างไรก็ตามขีดจำกัดบางอย่างที่มนุษย์จะต้องเผชิญนั้น ทำให้มนุษย์จะต้องหาทางออกบางทาง และหากว่ายิ่งมีขีดจำกัดมากขึ้นเท่าไร ทางออกของมนุษย์ก็จะยิ่งเหมือนกัน เพราะมนุษย์มีเรือนร่าง มีความสามารถที่คล้ายคลึงกัน ยกตัวอย่างในทางด้านของร่างกาย มนุษย์จะบินเหมือนนกไม่ได้ ถ้าหากบินได้เหมือนนกก็จะบินข้ามไป บางคนอาจจะละเอียดดูว่าเป็นนกอะไรอีก นกบางตัวก็บินไม่ได้ เอาเป็นว่าไม่มีปีก และกำลังในการกระโดด ลักษณะของขาอาจจะไม่เหมือนกับจิงโจ้ หรือเสือดาว และไม่สามารถจะว่ายน้ำอย่างปลา อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นความเหมือน ๆ กันอย่างนี้ของมนุษย์ มนุษย์มีสมอง มีปัญญาต่าง ๆ ที่จะทำอะไรลงไป ยิ่งมีทางออกน้อยเท่าไรมนุษย์ก็จะถูกบีบคั้นให้ตัดสินใจ คือกำหนดรูปแบบของการกระทำเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ในเมื่อรูปแบบของการกระทำนั้นเป็นเรื่องวัฒนธรรม วัฒนธรรมที่ออกมาจากการกระทำของมนุษย์นั้นจึงมีลักษณะสากล, universals, แสดงออกเหมือนกัน อันนี้คือข้อจำกัด แต่บางอย่างไม่ใช่ข้อจำกัด แต่เป็นศักยภาพอย่างเช่นความสามารถในการใช้สัญลักษณ์ หรือ symbol ซึ่งสัตว์อื่นไม่มี
ในภายหน้าเราจะเรียนเรื่องสัญชาตญาณ ( Instinct ) แต่ความสามารถในบางที่, บางเรื่องนั้น อย่างเช่นแมงจุ๊ดจี่ ธรรมชาติของจุ๊ดจี่ เราหาไม่เจอว่ามันอาศัยอยู่ที่ไหนกันแน่ แต่ถ้าความไปถ่ายไว้ตรงไหน รุ่งขึ้นหรือว่าในเวลาต่อมาไปคุ้ยดูก็จะมีแมงจุ๊ดจี่ แต่ว่าก่อนหน้านั้น หรือหลังจากนั้นมันอยู่ที่ไหนยังไม่มีใครรู้ และไม่รู้ว่ามันรู้ได้อย่างไร, มาได้อย่างไร นี่คือความสามารถพิเศษของแมงจุ๊ดจี่
Selective adjustment
ในแง่หนึ่งก็คือว่า Cultural diversity means cultural selection. ส่วนในแง่ของความหลากหลายหรือความแตกต่างทางวัฒนธรรมนั้น ถือว่าเป็นการเลือกสรรในทางวัฒนธรรม ถ้าหากว่ามนุษย์มีทางเลือกอย่างได้กว้างขวาง มนุษย์ก็จะเลือกหนทางที่เป็นเป้าหมายคือสิ่งที่เขาต้องการขึ้นมา (เลือกวิถีทางให้บรรลุเป้าหมายที่ตัวเองต้องการ) ยกของ Kluckhohn ขึ้นมาว่า ทุกวัฒนธรรมนั้นได้ตอบคำถามหรือหาทางออกแก่ปัญหาซึ่งมีสาระสำคัญอย่างเดียวกัน ในทางที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดมาจากความต้องการในทางชีววิทยาของมนุษย์ และความเป็นลักษณะร่วมทั่วไปของสถานการณ์ของมนุษย์ ("All cultures constitute
somewhat distinct answers to essentially the same questions posed by human biology and by the generalities of the human situation") ซึ่งหมายความว่า, นั่นก็คือว่า, ถ้ามองในแง่หนึ่งก็คือว่า ทุกวัฒนธรรมนั้นเมื่อเจอกับปัญหาอย่างเดียวกัน หรือคล้ายคลึงกัน ( every culture solves faces similar problems,) แต่ละวัฒนธรรมนั้นก็แก้ปัญหาตามแนวทางของตนเอง ( but each culture solves those problems in its own way.) แต่ละวัฒนธรรมนั้นก็แก้ปัญหาตามแนวทางของตนเอง นั่นแหละเพราะฉะนั้นในบางวัฒนธรรมนั้นจำเป็นต้องสู้ปัญหาบางอย่างเพื่อที่จะอยู่รอด บางวัฒนธรรมนั้นอาจจะไม่สังเกตความสำคัญในตรงนั้น แม้กระทั่งบางสิ่งจะถือว่าเป็นปัญหาหรือไม่ อย่างเช่น มาตรฐานบางอย่างสำหรับดำเนินชีวิตเป็นที่พอใจหรือไม่นั้น บางทีมันก็ตัดสินกันด้วยมาตรฐานของวัฒนธรรมซึ่งมีได้หลากหลาย
ทีนี้ลักษณะหนึ่งที่อาจารย์อยากให้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ มีคำอยู่ 2 คำ ที่มีความหมายในทางตรงกันข้ามกัน ก็คือเป็นลักษณะของทฤษฎีทิฐิ, ความยึดถือในสองแนว เกี่ยวกับเรื่องของวัฒนธรรม อันหนึ่งก็คือ Ethnocentrism ต่อไปก็ลักษณะหนึ่งก็คือ Cultural Relativism
Ethnocentrism
กลุ่มชนแต่ละกลุ่มนั้น มีแนวโน้มที่จะคิดว่าวิถีทางของตัวเองนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา, เป็นเรื่องธรรมชาติ, เป็นวิถีทางที่ดีที่สุด ส่วนคนอื่นที่เป็นคนแปลกหน้าที่ต่างวัฒนธรรม ความเชื่อของเขาหรือความแตกต่างของเขาถือว่าเป็นเรื่องที่ประหลาดเชิงสงสัย, ถูกมองในลักษณะที่สงสัยหรือฉงน หรือว่าไม่พอใจ เพราะว่ามันเป็นวิถีทางที่แตกต่างจากวิถีทางของตัวเองเท่านั้น แนวโน้มในลักษณะดังกล่าวนั้นเรียกว่าเป็น Ethnocentrism ก็คือการถือว่าวัฒนธรรมตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่เป็นปกติ และก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ส่วนของคนอื่นนั้นเป็นสิ่งที่มีปัญหา หรือว่าเป็นสิ่งที่ด้อยกว่า มันเป็นความรู้สึกที่ว่าวัฒนธรรมของตัวเองนั้นดีที่สุด แล้ววัฒนธรรมของคนอื่นด้อยกว่า หรือแม้กระทั่งถือว่าเป็นของคนอื่น ของต่างกลุ่มต่างพวกกันไป แยกเขาแยกเรา ถ้าหากว่ามีการยึดถือในลักษณะนี้อย่างสุดโต่ง ก็จะนำไปสู่ความเชื่อที่ว่ามนุษย์คนอื่นด้อยค่า, ด้อยกว่าความเป็นมนุษย์ นี่คือลักษณะของ Ethnocentrism
แม้กระทั่งหนังสือเล่มหนึ่งอย่างหนังสือเล่มนี้เป็นต้น ก็อาจจะถูกมองในลักษณะที่เป็น Ethnocentrism จาง ๆ หรือว่าอ่อน ๆ ว่า เพราะว่าหนังสือเล่มนี้ใช้คำว่า "อเมริกัน" เพื่อใช้เรียก "สหรัฐอเมริกา" เพราะฉะนั้นพวกละตินอเมริกาที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาบางทีก็อาจจะไม่พอใจการใช้ "อเมริกัน" คือหมายความว่าข้ามหัวเขาไป หรือไม่ให้ความสำคัญแก่เขา อย่างนี้เป็นต้น พวกละตินอเมริกันเรียกคนสัญชาติสหรัฐอเมริกาว่า Norteamericanos ซึ่งพอไปเรียกอย่างนี้ก็กลายเป็นว่าเขาก็เอาตัวเองเป็นใหญ่เหมือนกัน ก็เป็นลักษณะของ Ethnocentrism เหมือนกันถ้ามองอีกแง่หนึ่ง
Cultural Relativism
เป็นสัมพัทธนิยมในทางวัฒนธรรม จริงมีสัมพัทธนิยมในทางปรัชญา หรือในทางที่อื่น ๆ อีกแต่ว่าตรงนี้เป็นสัมพัทธนิยมในทางวัฒนธรรม ตรงนี้เป็นตัวความคิดอีกแบบหนึ่งซึ่งสวนทาง หรือว่ากลายเป็นข้อวิจารณ์ Ethnocentrism
คนที่แสดงความคิดนี้ออกมาก็คือ Sumner ซึ่งเป็นนักคิดหลักที่ชี้ให้เห็นตรงนี้ เขาบอกว่า ทุกส่วนทุกสิ่งในจารีตประเพณีของเวลาหนึ่งและในสถานที่หนึ่งนั้น ถือว่า / จะต้องถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ( be regarded as justified ) เมื่อมองในแง่ของเวลาและสถานที่นั้น ("Everything in the mores of a time and place must be regarded as justified with regard to that time and place.) นี่คือความคิดแบบนี้เป็นความคิดในลักษณะของ Cultural Relativism สิ่งที่เรียกว่าเป็นจารีตที่ดีนั้น ก็คือจารีตที่จะสามารถปรับได้ดีกับสถานการณ์ ('Good' mores are those which are well adapted to the situation.) จารีตที่ไม่ดีนั้นก็คือจารีตที่ปรับตัวไม่ดีกับสถานการณ์นั้น ('Bad' mores are those which are not so adapted") เพราะฉะนั้นจากการให้เหตุผลดังกล่าวนั้น ก็เท่ากับว่าไม่มีมาตรฐานสากลที่จะใช้ในการประเมินค่าวัฒนธรรมหรือบรรทัดฐานว่าดีหรือไม่ดี ถือว่าวัฒนธรรมแต่ละวัฒนธรรมจะต้องถูกมองด้วยสายตาของวัฒนธรรมนั้น และก็วัฒนธรรมหนึ่งวัฒนธรรมใดนั้นสามารถที่จะประเมินค่าว่าถูกผิด ดีไม่ดี ก็ตรงแง่ที่ว่ามันมีประโยชน์อะไรแก่วัฒนธรรมที่มีการปฏิบัติ หรือแนวทางปฏิบัติตรงนั้นอยู่ ก็คือว่า การปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดถ้าจะมองว่าดีหรือเลว ก็ประเมินว่ามันให้ประโยชน์อะไรแก่วัฒนธรรมนั้น แต่วัฒนธรรมนั้นโดยส่วนรวมนั้นจะถือว่า มันดีเลวต้องมีมาตรฐานอื่นเข้าไปเป็นตัวตัดสินไม่ได้ คือต้องมองมันเป็นเรื่องภายใน นี่คือลักษณะของ Cultural Relativism
นักสังคมศาสตร์ หรือนักวิทยาศาสตร์ในทางสังคมมองเรื่องของวัฒนธรรมเพื่อที่จะทำความเขาใจแนวปฏิบัติ หรือการปฏิบัติบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของพวกที่กินคน หรือว่าในวงการของวัฒนธรรมที่มีการค้า, มีทีวี หรือว่าในสังคมสมัยใหม่ บอกว่า Cultural Relativism หรือสัมพัทธนิยมในทางวัฒนธรรมนั้น ส่งเสริมทัศนคติในลักษณะที่เปิดใจกว้างต่อวิถีทางหรือแนวทางวัฒนธรรมที่แปลกไปจากของตนเอง และพยายามจะเข้าใจวัฒนธรรมอื่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ Cultural Relativism มีความสำคัญค่อสังคมศาสตร์ก็เพราะว่าสามารถทำให้เราได้เข้าใจวัฒนธรรมอื่นอย่างเป็นกลางตามสภาพที่มันเป็น แต่ว่าเขาตั้งข้อสังเกตว่าเราจะต้องระมัดระวังอยู่ 2 ประการ (มีข้อที่จะต้องระมัดระวังอยู่ 2 ประการ)
ประการที่ 1 บางครั้งก็กล่าวกันว่า สัมพัทธนิยมทางวัฒนธรรมนั้นทำให้เรายอมรับคุณค่า หรือค่านิยมที่เป็นสากลสำหรับมนุษยชาติทั้งหมด แต่ในทางตรงกันข้าม สัมพัทธนิยมทางวัฒนธรรมโดยตัวของมันเองนั้นก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของค่านิยมการเคารพความแตกต่างในทางวัฒนธรรม ซึ่งข้อนี้เป็นนัยยะที่บอกว่า มนุษย์ทั้งหมดจำเป็นและสมควรจะได้รับการเคารพ เพราะเขาเป็นมนุษยชาติเหมือนกัน
หมายความว่า เวลาเราเสนออย่างหนึ่งเข้าไปนั้น ก็เหมือนกับว่า เรากำลังเสนอว่าสิ่งที่เรายึดถือนั้นก็คือสิ่งที่มีความสัมพันธ์ ถ้าหากว่าเราไปโจมตีอันหนึ่งว่าด้อย และเราเสนอของเราไปนั้นก็ตั้งอยู่บนฐานเหมือนกันว่าเรากำลังเสนอในสิ่งที่เรามองว่าสัมพันธ์กัน แต่ปฏิเสธความสัมพันธ์ของสิ่งอื่น คือมีความขัดแย้งในตัวมันเอง หรือถ้ามองอย่างเสมอภาคนั้น Cultural Relativism ก็เป็นอันหนึ่งเสมอกับ Ethnocentrism เหมือนกัน นี่คือข้อโต้แย้ง
ประการที่ 2 ถึงแม้ว่าเป็นการเหมาะสมที่จะยืนยันว่า ข้อเท็จจริงในทางวัฒนธรรมควรที่จะตัดสินในบริบทของวัฒนธรรม แต่ก็เป็นไปได้ที่จะหาแง่มุมในทางศีลธรรมซึ่งถือว่าเป็นแง่มุมที่ใช้เป็นสากล คือ ถึงแม้ว่าเราจะถือว่าแต่ละส่วนแต่ละเรื่องนั้นก็มีลักษณะจำเพาะ หรือมีเหตุผลในตัวของมันเองซึ่งอาจจะแตกต่างกันก็ตาม แต่เขาก็วิจารณ์ว่า จริง ๆ แล้วยังมีลักษณะสากลบางอย่างในเรื่องของความถูกต้อง, ความดีงาม ซึ่งเป็นที่ยึดถือร่วมกัน คือมีเหมือน ๆ กันอยู่
เพราะฉะนั้น ข้อวิจารณ์ข้อแรกคือเขาวิจารณ์ในเรื่องของวิธีการนำเสนอเรื่อง ข้อที่สองคือการวิจารณ์ Cultural Relativism ในเชิงของเนื้อหา ที่การบอกเนื้อหาว่า วัฒนธรรมใด ๆ ต้องตัดสินด้วยตัวของมันเอง เหมือนกับว่าในที่สุดแล้วมันมีแต่ความหลากหลาย และความหลากหลายนั้นต่างก็มีค่า เราไม่สามารถจะเอาตัวที่เป็นมาตรฐานกลางไปตัดสินได้ แต่ปรากฏว่าจริง ๆ แล้วมันก็มีมาตรฐานกลางอยู่ ในการที่เราจะนำอะไรไปตัดสิน และมาตรฐานกลางอันนั้นก็คือคำกล่าวที่ว่า
No culture tolerates indiscriminate lying, stealing, or violence within the ingroup. The essential universality of the incest taboo is well known. No culture places a value upon suffering as an end in itself.
All culture define as abnormal individuals who are permanently inaccessible to communication or who are consistently fail to maintain some degree of control over their impulse life. ( Kluckhokn, 1962a : 294-295)
ไม่มีวัฒนธรรมใดที่ยอมรับการโกหก โดยที่ไม่เลือก (โกหกอย่างไม่เลือกสถานการณ์ ไม่เลือกกาละเทศะ) แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าสังคมอาจจะปฏิเสธในเรื่องของโกหก แต่ก็จะมีข้อยกเว้นในเรื่องที่ว่า ( No culture tolerates indiscriminate lying,) บางครั้งบางสถานการณ์นั้น การโกหกมีเหตุผลที่จะใช้ได้ ไม่มีวัฒนธรรมใดที่จะยอมรับการโกหกโดยไม่เลือกกาละเทศะ และไม่มีสังคมใดที่จะยอมรับการขโมยหรือความรุนแรงภายในกลุ่มของตนเอง (stealing, or violence within the ingroup.) ซึ่งก็หมายความว่า การปฏิเสธการโกหกนั้นก็เป็นค่านิยมอันหนึ่ง และในเรื่องของความรุนแรงและการปฏิเสธความรุนแรงหรือการยอมความรุนแรงนั้นก็เป็นค่านิยมอันหนึ่ง แต่ว่าในทุกกลุ่มจะต้องมีลักษณะต่อเรื่องนี้เป็นสากลอยู่ นั่นก็คือว่าไม่มีกลุ่มวัฒนธรรมใดยอมรับว่าคนควรที่จะโกหกได้เสมอไปในทุกกาละเทศะ หรือจะต้องโกหกตลอดไป และไม่มีวัฒนธรรมใดที่จะยอมรับว่าต้องปล่อยให้มีความรุนแรงหรือกระทำการทารุณกรรมต่าง ๆ หรือขโมยกันเองในกลุ่ม
เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า การปฏิเสธในความรุนแรงนั้นก็ยังมีลักษณะที่เป็นสากลอยู่เหมือนกัน การเลือกใช้สิ่งเหล่านี้
(The essential universality of the incest taboo is well known. อีกประการหนึ่งก็คือว่า ลักษณะที่เป็นสากลของการห้ามแต่งงาน หรือมีความสัมพันธ์ทางเพศกันในคนที่ร่วมสายโลหิตนั้นก็ถือว่าเป็นลักษณะสากลเหมือนกัน นี่คือตัวอย่างที่บอกว่า มันมีความเป็นสากลในทางวัฒนธรรม ไม่ได้หมายความว่าวัฒนธรรมจะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และต่างคนก็ต่างถูกกันหมดจนไม่มีมาตรฐานกลางเข้าไปตัดสิน
ข้อวิจารณ์ Cultural Relativism ซึ่งดูดีและมีประโยชน์ในแง่ของการศึกษาตรงที่ว่า เราเข้าไปศึกษาสังคม, วัฒนธรรมอื่นในลักษณะที่ไม่มีอคติ พยายามที่จะเข้าใจสภาพความเป็นไปด้วยใจเป็นกลาง และก็ด้วยข้อเสนอมันเป็นคุณค่าอันหนึ่งถือว่า / เหมือนกับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ในการที่เราไปติว่า, ในการมองวัฒนธรรมอื่นในลักษณะที่ถือว่าด้อยกว่า หรือเอาตัวเองเป็นใหญ่, ตัวเองถูกต้องคนผิดนั้น ถ้ามองในแง่ที่ว่าเราพยายามจะไปเชิดชูคุณค่าที่เป็นสัมพัทธนิยม ถ้ามองอีกด้านหนึ่งก็คือว่า ที่เราไปเสนออย่างนี้ให้เป็นหลักการที่ยึดถือกันอยู่ และถ้าหากว่าเรากำลังเสนออีกแนวคิดหนึ่งซึ่งถือว่ามันมีความสำคัญ และถ้าหากว่ามีความสำคัญตรงนี้เราก็เหมือนกับว่าเอาตัวเป็น Ethnocentrism เหมือนกัน แต่ว่าเอาวิธีคิดของเราเองแบบ Cultural Relativism นั้นเป็นตัวหลัก โดยมองแบบอื่นเป็นตัวรอง นี่คือในเรื่องของวิธีของสถานภาพของ Cultural Relativism อีกตัวหนึ่งก็คือเรื่องเนื้อหา การที่ Cultural Relativism พยายามมองอย่างนั้นว่าวัฒนธรรมแต่ละวัฒนธรรมก็มีเหตุผลมีสถานการณ์คือมีบริบทของตัวเองอยู่ มันเหมือนกับว่าไม่มีอะไรที่เป็นสากลเลย ทุกอย่างก็มีของมันเอง และมันก็ถูกในตัวของมันเอง หรือถ้ามีการตัดสิน ก็ให้ตัดสินว่าเรื่องนั้น ๆ มันถูกผิดตรงที่มันมีประโยชน์ต่อสังคมและวัฒนธรรมนั้น ๆ หรือไม่ ไม่ใช่เอาของคนอื่นไปตัดสิน รายละเอียดปลีกย่อยหรือว่าส่วนใหญ่หรือว่าทั้งหมดของวัฒนธรรมอื่น อันนี้คือลักษณะหนึ่ง แต่ว่าเขาก็จะบอกว่า จริง ๆ แล้วไม่ใช่ มันจะมีความหลากหลายจนกระทั่งหาเกณฑ์กลางที่จะใช้ยึดร่วมกันเพื่อไปตัดสินความถูก ความผิดของวัฒนธรรมให้ได้ ไม่ใช่หาไม่ได้ในเรื่องนี้ เราหาได้ อย่างน้อยที่สุดเขาก็บอกว่า อย่างเช่น ในเรื่องของวัฒนธรรมต่าง ๆ นั้น ลักษณะร่วมกันก็คือว่าไม่ได้มีวัฒนธรรมไหนที่จะยอมรับการโกหกโดยไม่เลือกหน้า หรืออาจจะมีสังคมบางกลุ่มบอกว่าฉันโกหกได้ แต่ไม่มีกลุ่มใดเลยที่ว่าการโกหกนั้นสามารถจะยึดถือได้โดยใช้ได้ทุกกาละเทศะ และไม่มีสังคมไหนที่จะถือว่าจะยอมรับความรุนแรง หรือในบางสังคมอาจจะยอมรับความรุนแรงต่าง ๆ แต่ไม่มีสังคมไหนที่จะยอมรับความรุนแรงในกลุ่มด้วยกันเอง อย่างเช่น โจรนั้นอาจจะมีค่านิยมในลักษณะที่ว่ารุนแรงได้ อาจจะฆ่าได้ แต่โจรเองก็ไม่ยอมรับในการทำลายซึ่งกันและกันในหมู่ของโจร อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นก็จะมีลักษณะที่เป็นสากลอยู่
และอีกอันหนึ่งก็คือว่า ทุกกลุ่มชนทุกวัฒนธรรมนั้นไม่ยอมรับในเรื่องของการเกี่ยวข้องทางเพศกันระหว่างคนที่ร่วมสายโลหิต และไม่มีสังคม, วัฒนธรรมใดที่จะยอมรับว่า ความทุกข์นั้นเป็นเป้าหมายของชีวิต ก็คือไม่มีสังคมไหนที่สอนให้มนุษย์ยึดถือว่าความทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม, เป็นสิ่งที่พึงปรารถนา, เป็นเป้าหมายของชีวิต ( No culture places a value upon suffering as an end in itself.) อย่างนี้เป็นต้น ก็คือปฏิเสธความทุกข์เหมือน ๆ กัน นี่คือลักษณะสากล
All culture define as abnormal individuals who are permanently inaccessible to communication or who are consistently fail to maintain some degree of control over their impulse life.
define - นิยาม, ให้ความหมาย, ถือว่า
abnormal - ผิดปกติ
individuals - บุคคล
permanently - อย่างถาวร
inaccessible - เข้าถึงไม่ได้, เข้าไม่ถึง
communication - การสื่อสาร
inaccessible to communication - ไม่สามารถเข้าถึงการสื่อสารได้อย่างถาวร ได้แก่ คนที่หูหนวก, ไม่ได้ยิน,ตาบอด, ขาดความสามารถทางการสื่อสารอย่างถาวร, ก็คือพวก Abnormal / ผิดปกติ
consistently - ความคงเส้นคงวา, สม่ำเสมอ
fail - ไม่สามารถ, ล้มเหลว (ที่จะ)
maintain - ดำรงไว้ซึ่ง
some degree - บางองศา
of control - ควบคุม
over - เหนือ
their - พวกเขาทั้งหลาย
impulse - แรงขับดัน
life ชีวิต
คุณภัทรมนต์ : ทุกวัฒนธรรมจะถือว่าคนที่, แต่ละบุคคลที่ไม่ปกติก็คือคนที่จะสื่อสารกับเราได้ หรือว่าแต่ละบุคคลที่ไม่ปกติที่การสื่อสารเข้าไปไม่ถึงหรือเขาสื่อสารกับบุคคลภายนอกไม่ได้ หรือผู้ซึ่งล้มเหลวที่จะมีความมั่นคงอยู่ / ไม่มีความมั่นคง จะดำรงไว้ซึ่งศักยภาพหรือควบคุมแรงกระตุ้นของชีวิตไม่ได้
อาจารย์ : วัฒนธรรมทุกวัฒนธรรมถือว่าคนที่ไม่สามารถทำการสื่อสารได้อย่างถาวร หรือผู้ที่ไม่สามารถควบคุมตนเองที่มีแรงกระตุ้นได้ในระดับหนึ่งอย่างคงเส้นคงวานั้น "ผิดปกติ"
วัฒนธรรมทุกวัฒนธรรมถือว่าปัจเจกบุคคลต่าง ๆ ผู้ซึ่งไม่สามารถจะทำการสื่อสารได้อย่างถาวร หรือผู้ซึ่งไม่สามารถที่จะควบคุมตนเองที่ไดีรับแรงกระะตุ้นในระดับหนึ่งได้อย่างคงเส้นคงวา
เพราะฉะนั้นจุดที่สำคัญก็คือ define นั้นเป็นกริยา และตัว as นั้นเป็นตัวที่จะมาเชื่อม ตอนนี้เนื่องจากว่าตัวที่จะมาบอกลักษณะหรือตัวขยายความต่าง ๆ นั้นยาวมาก ถ้าหากว่าเราทั้งไว้ตั้งนาน define ตรงนี้ as abnormal ซึ่งเป็นตัวขยายมาไว้ตรงท้ายประโยคมันก็จะไปกันได้
ที่ว่ามัน as abnormal อะไรที่ถือว่า as abnormal เพราะฉะนั้น วัฒนธรรมทั้งหมดถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติซึ่งปัจเจกบุคคลผู้ซึ่งไม่สามารถจะทำการสื่อสารได้อย่างถาวร หรือผู้ซึ่งไม่สามารถที่จะควบคุมตัวเองให้มีแรงกระตุ้นได้ในระดับหนึ่งอย่างคงเส้นคงวา เพราะฉะนั้นข้อสำคัญก็คือว่าจะต้องเข้าใจให้ได้ว่า คำว่า define นั้น define อะไร, ว่าเป็นอะไรและก็ใช้สำนวน as เข้ามา define as ตรงนี้เนื่องจากว่าตัวขยายมันยาว ถ้าหากเขาใช้สำนวนว่า All culture define individuals who are permanently inaccessible to communication or who are consistently fail to maintain some degree of control over their impulse life as abnormal. มันก็จะรวบรัดอีกแบบ นี่คือตัวประโยค แต่เรื่องทั้งหมดที่เขายกมานั้น ก็ชี้ให้เห็นว่า มันไม่ได้หมายความว่า มันจะไม่มีมาตรฐานสากลแต่ละวัฒนธรรมก็มีอะไรเป็นของตัวเองที่จะต้องเคารพ แต่ว่ายังมีบางอย่างที่มวลมนุษย์นั้นยึดถือเหมือนกันเป็นสากล ซึ่งเราน่าจะยึดเป็นเกณฑ์ในการตัดสินค่าของวัฒนธรรมโน้น วัฒนธรรมนี้ได้ ระหว่างวัฒนธรรมในหลายสิ่งหลายอย่างที่กล่าวมาแล้ว และอีกสิ่งหนึ่งก็คือ ทุกวัฒนธรรมนั้นถือว่าเรื่องแบบเป็นเรื่องผิดปกติ ก็คือทุกวัฒนธรรมนั้นถือว่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าพึงไม่น่าปรารถนา
ตัวอย่างข้างต้นคงชัดเจนแล้ว คือการที่ทุกวัฒนธรรมไม่ยอมรับการโกหกโดยไม่เลือก, ทุกวัฒนธรรมนั้นไม่ยอมรับในเรื่องของการฆ่าโดยไม่เลือก, ทุกวัฒนธรรมนั้นไม่ยอมรับในเรื่องของความสัมพันธ์ในคนที่ร่วมสายโลหิตกัน อย่างนี้เป็นต้น นี่คือลักษณะสากลที่มีอยู่ อันนี้ก็เหมือนกัน ทุกวัฒนธรรมนั้นไม่พึงปรารถนา, ล้วนแต่ไม่พึงปรารถนา นี่เป็นประเด็นของคนที่มีความบกพร่องในเรื่องของการสื่อสารอย่างถาวร และอีกประการหนึ่งนั้น คือว่า ตรงนี้เขาคุมตัวเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นคนในสังคมที่เราบอกว่าเป็นคนดีหรือคนไม่ดี ต่างคนต่างก็มีค่านิยมในเรื่องของความสามารถในการควบคุมตัวเอง
คือพูดง่าย ๆ ไม่ยอมรับคนที่บกพร่องทางจิต ไม่สามารถที่จะควบคุมตนเองเพื่อให้อยู่ในสภาวะที่ culture หรือแนวความคิดนั้นต้องการได้ หรือแม้กระทั่งโจร จะสามารถกระทำการเพื่อให้บังเกิดผลขึ้นมา
เขาก็ควบคุมตัวเองได้ เพราะฉะนั้นการควบคุมตัวเองตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนดีหรือคนประเภทใดก็ตามถือว่าเป็นค่านิยมอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นในลักษณะของการถือเอาความสามารถควบคุมตนเองได้ หรือความปกติในเรื่องคุณค่าเป็นสิ่งที่ดีนั้นถือว่านั้นถือเป็นลักษณะสากล
*** |