http://www.duangden.com
สมจศ 528 พื้นฐานเชิงประจักษ์ทางจริยศาสตร์
[ SHES 528 Empirical Foundation of Ethics ]

ครั้งที่ 3 The Concept And Impact Of Culture (18 พ.ย. 42)
 
 


***

…หนังสือที่เขาเขียนนอกจากว่าแต่ละส่วนที่เขาเขียนแล้วมันมีความหมาย สิ่งที่เขาเขียนนั้นคงจะต้องตรงประเด็นและก็ลำดับเรื่อง มีความสอดคล้อง มีความสัมพันธ์กันเป็นลำดับที่ดี เหมือนกับเสื้อตัวหนึ่ง มีปก มีแขน และก็มีกระดุม เพราะฉะนั้นเสื้อที่ดีจะต้องจัดรูปแบบของส่วนประกอบต่าง ๆ ของเสื้อที่ดี ก็คือเป็นไปตามเป้าหมายของเสื้อชนิดนั้นหรือว่ารูปแบบของชนิดนั้น อย่างเช่นในเรื่องของการจัดกระดุม เป็นต้น กระดุมเสื้อของผู้หญิงและผู้ชายจัดไม่เหมือนกัน โดยทั่วไปกระดุมผู้หญิงอยู่ทางด้านซ้าย และกระดุมผู้ชายอยู่ทางด้านขวา ไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไร แต่สิ่งที่ต้องการจะชี้ให้เห็นก็คือว่าจะเป็นแบบใดก็ หรือเป็นของผู้หญิง / ผู้ชายก็ตาม จะเป็นเสื้อเชิ้ต, เสื้อชุดแบบใดก็ตามโดยทั่วไปก็จะมีกระดุม ยกเว้นเสื้อยืด

แต่สิ่งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะไม่ทราบว่าเสื้อที่เราใส่อยู่นั้นกระดุมอยู่ทางด้านซ้ายหรือขวา เพราะแม้แต่อริสโตเติ้ลเองก็ไม่รู้ว่าฟันในปากของภรรยาตัวเองมีกี่ซี่ ด้วยความที่ว่าผู้ชายกับผู้หญิงในสมัยก่อนแตกต่างกัน แม้แต่ปราชญ์ที่ฉลาดก็ไม่ได้เข้าใจหรือรู้ไปเสียทุกเรื่อง หรือในบางครั้งเด็กประถม 1-2-3-4 ในสมัยนี้อาจจะรู้จักสันฐานบนโลกดีกว่าปราชญ์ระดับออโตเอมี่สมัยก่อน ในยุคที่เขาไม่กล้าไปไหนไกล ๆ กลัวจะหลุดโลก เพราะโลกมันแบนเหมือนกระด้ง ที่เหลือก็หลุดขอบโลก แต่ในสมัยนี้ ความรู้ที่เรากลัวนั้นว่าโลกมีสันฐานอย่างนั้น กลมอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่นักปราญ์จะไม่รู้ว่าฟันในปากภรรยาตนเองนั้นมีกี่ซี่ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เก่ง คนก็เก่งต่าง ๆ กัน อย่างไอสไตน์ที่เก่งทางคณิตศาสตร์เป็นคนที่คิดสูตรในเรื่องของพลังงานนิวเคลียร์โดยที่ไม่ใช้วิธีการทดลอง แต่ใช้สูตรคณิตศาสตร์มากมายซับซ้อน เป็นคนที่เก่งมาก แต่เขาก็มีเรื่องเล่าว่าบางที่ไอสไตน์ก็พลาดเหมือนกัน คือในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของเขานั้น จะมีแมวที่เข้าออกอยู่ และรูอันนั้นไปเท่ากับขนาดของแมวตัวเล็ก ทำให้แมวตัวโตก็เข้าไม่ได้ เขาบอกว่าวิธีแก้ปัญหาก็คือเจาะ 2 รู รูใหญ่ให้แมวตัวโตผ่านเข้าออก รูเล็กให้แมวตัวเล็กผ่านเข้าออก เจาะช่อง 2 ช่องเพื่อให้แมวเข้าออกได้ แมวตัวเล็กกับตัวโต แทนที่จะเจาะช่องใหญ่ช่องเดียวก็พอ แต่ไอสไตน์ก็ไม่ได้คิดเรื่องนี้เพราะมัวไปคิดแต่เรื่องอื่น

อย่างที่อเมริกามีสถาบันแห่งหนึ่งที่คลังเสปิร์มของพวกที่ได้รางวัลโนเบล โดยเฉพาะพวกเฟมินิสม์ที่อยากมีลูก แต่ไม่อยากจะคบหาผู้ชายมาเป็นสามีภรรยากันก็อาจจะไปมีการผสมเทียมโดยการขอเชื้อของคนที่ได้รางวัลโนเบล ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากเด็กคลอดออกมาและเริ่มรู้เรื่องแล้วก็คือว่าถามหาพ่อ เพราะฉะนั้น วัฒนธรรมในทุกวันนี้เปลี่ยนไปมาก แต่ตรงนี้จะบอกว่า เสื้อที่เป็นรูปแบบหลังจากทำให้ถูกต้อง ก็เหมือนกับงานเขียน เพราะฉะนั้นบางคนจึงบอกว่าถ้าหากติดกระดุมเสื้อเม็ดแรกผิด มันก็จะคลาดเคลื่อนไปหมดเพราะเขาจัดระบบไว้ดีแล้ว เพราะฉะนั้น ในการอ่านหนังสือก็ต้องจับใจความในตอนต้นให้ได้ เพราะใจความในตอนต้นจะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่จะตามมา และเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของการเขียน จะเห็นได้ว่าในชีทที่นำมาวิธีการเขียนเป็นแบบที่ดี การเขียนทุกอย่างถ้าตามของเขาก็จะไม่ออกนอกเรื่องในแต่ละประโยค ในแต่ละย่อหน้า


SECTION ONE

THE CONCEPT OF CUTURE

In social science, the term culture refers to the shared ways of thinking and believing that grow out of group experience and are passed from one generation to the next (Krolber and Kluchohn, 1963; Williams, 1960). It is the way of life of a society, the knowledge, beliefs, customs, and skills available to its members. An Eskimo ivory carver, a Mexican midwife, and a professional burglar all have culture and each transmits his or her culture to others through the socialization process.

เรื่องของ socialization ก็คือการดัดจริต คนเราเกิดมาก็มีจริตอยู่แล้ว แต่สังคมมาดัด คอยดัดให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ความเป็นคนนั้นบางทีก็เป็นเหมือนเนื้อแป้ง ดินน้ำมัน หรือไม้ เกิดขึ้นมาทั่วโลกมันก็เหมือนกันหมด ในภาษาวิชาการเรียกว่า "ไซ-จิก-ดิว-ตี้" ก็คือความเป็นหนึ่งเดียวในเรื่องของสภาพจิตใจหรืออารมณ์ อย่างเช่น มนุษย์ในโลกมีความหิว มีความต้องการทางเพศ มีความโกรธ มีความหึงหวง มีความอิจฉาริษยา มีความละอาย มีความกลัว มีความวิตกกังวล เป็นต้น ในพุทธศาสนาบอกว่ามีทุกข์ อย่างนี้เป็นต้น อันนี้คือลักษณะความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของมนุษย์ จะเรียกว่าเป็น ไซ-จิก-ดิว-ตี้ ความเป็นเอกภาพในเรื่องของสภาพจิต

แต่ว่าเราจะสังเกตว่าความรู้สึกอายก็มีเหมือนกัน แต่ว่าเมื่อใดที่จะอาย จะอายใคร จะอายเมื่อไหร่ หรือจะเพราะอะไรเหล่านี้ที่แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน หรือแม้กระทั่งคำว่า อนาจาร หรืออาชญากรรม สมมติว่าผู้หญิงสักคนเดินอยู่ในสวนจตุจักรแล้วมีใครสักคนมาดึงเสื้อเธอออกมาให้เปิดเผยนิดเดียว ยังมีส่วนที่ปกปิดอยู่ มันก็เป็นเรื่องที่น่าอาย แต่ถ้าวันหนึ่งผู้หญิงคนนี้ไปสมัครประกวดนางงามแล้วสวมชุดว่ายน้ำ หรือแก้ทั้งหมด อย่างนี้คงไม่น่าอาย เพราะความอายมีอยู่แล้ว แต่ว่าสถานการณ์หนึ่งอายแต่อีกที่หนึ่งไม่อาย ดังนั้น คำว่า socialization ก็เหมือนการดัดจริตเหมือนกัน ถ้าหากว่าจริตหมายถึง ไซ-จิก-ดิว-ตี้ สังคมมาบอกว่าเมื่อไหร่อาการที่แสดงออกมา เช่นหิวเหมือนกันหมด ถ้าความรู้สึกในรสชาติของอาหารเหมือนกันหมด แต่ทำไมทางโน้นต้องทำตัวเป็นศัตรูกับมะละกอ ทางอีสานส้มตำ ทางใต้ต้องแกงเหลือง แกงไตปลา แต่ละภาคก็ไม่เหมือนกัน ทางสี่จังหวัดภาคใต้ก็เบา ๆ หน่อย ขึ้นมาพัทลุง, สุราษฎร์เน้นแซบและรสชาติจัดมาก พอไปทางภาคตะวันตกก็จะออกหวาน ๆ ประมาณแกงส้มกรุงเทพ อย่างนี้เป็นต้น ไม่ได้บอกว่าจะบริโภคอะไร ตรงนี้ก็คือสังคมและวัฒนธรรม เราต้องกการสิ่งที่มาปกปิดเพื่อปกป้องตัวเราให้พ้นจากแสงแดด สายลม ฝน คือต้องการเครื่องนุ่งห่ม, ต้องการความอบอุ่น แต่ว่าทำไมบางคนจึงต้องเป็นจีวร จนกระทั่งไปถึงมินิ หรือแม้กระทั่งทำให้หัวเข่าของกางเกงขาด ตรงนี้เป็นเรื่องของตัววัฒนธรรม เป็นตัวกำหนด ตัว ไซ-จิก-ดิว-ตี้ นั้นเป็นแรงผลักดันให้แสวงหาแต่ว่าจะออกไปในลู่ทาง เพราะฉะนั้นตัว ไซ-จิก-ดิว-ตี้ มันก็เป็นตัวกลาง เหมือนกับดินน้ำมันซึ่งจะออกไปในรูปทรงไหนก็แล้วแต่คนปั้น

เค้าบอกว่า In social science, the term culture แสดงให้เห็นว่าคำว่าวัฒนธรรมนั้น ในวงการต่าง ๆ นั้นอาจจะใช้ไม่เหมือนกัน ในวงการของคนในบางกลุ่ม เวลาเราบอกว่าคน ๆ นี้มีวัฒนธรรมนั้นหมายถึงมีรูปแบบการดำเนินชีวิต มีเครื่องใช้ไม้สอย มีอุปกรณ์ มีเครื่องมือเครื่องใช้ มีวิธีพูด วิธีแต่งตัว วิธีเข้าสังคมตามแบบของคนผู้ดีชั้นสูง อันนี้คือความหมายของวัฒนธรรมในความหมายหนึ่ง

แต่ถ้าหากเป็นความหมายในทางสังคมศาสตร์แล้ว ในตรงนี้ต้องพูดเลย แม้กระทั่งพวกตัดช่องย่องเบา พวกโจรเค้าก็มีวัฒนธรรมของเขา เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงวัฒนธรรมไม่ได้หมายถึงว่า คนที่สวมมงกุฏจะต้องเป็นคนที่มีวัฒนธรรม พวกที่นุ่งหรือเอาใบไม้มาปกปิดร่างกายก็ถือว่ามีวัฒนธรรมเหมือนกัน วัฒนธรรมในความหมายอย่างนี้ที่บอกว่า ทุกคนมีวัฒนธรรม เป็นความหมายในทางสังคมศาสตร์ ถ้าเอาความหมายในทางสังคมศาสตร์นั้นมันเป็นในลักษณะ ซึ่งเค้าได้อธิบายว่า หมายถึง shared ways of thinking and believing that grow out of group experience and are passed from one generation to the next (นี่คือความหมายของ Krolber and Kluchohn, 1963; Williams, 1960). เป็นวิถีทางแห่งการคิดและความเชื่อ (คำว่าวิถีทางก็คือ ways, คำว่า share ในที่นี้หมายถึง) ที่มีร่วมกัน มันเกิดมาจากชีวิตของกลุ่ม ก็หมายความว่าวัฒนธรรมก็คือวิถีแห่งการคิดและควาเชื่อที่กลุ่มชนยึดถือร่วมกัน และถ่ายทอดผ่านจากชนรุ่นหนึ่งไปสู่ชนอีกรุ่นหนึ่ง ในที่นี้ค่อนข้างจะเน้นในเรื่องของทางด้านจิตใจ ก็คือ thinking and believing แต่จริง ๆ แล้ววัฒนธรรมนั้นมันแปลงเป็น thinking and believing ออกมาเป็นรูปแบบภายนอกด้วย ถ้าสมมติว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องก็อาจเป็นสิ่งที่ผิดก็ได้ อย่างที่บอกว่าทำไมกระดุมของผู้ชายกับของผู้หญิงนั้นอยู่คนละฝาก ถ้าหากว่าพื้นฐานความคิดก็คือว่า เพื่อที่จะให้ผู้หญิงนั้นมีความสะดวกในการปรนนิบัติผู้ชายซึ่งเป็นเพศที่มีความสำคัญกว่า หรืออย่างที่บอกว่าเพื่อแสดงความแตกต่างของความเป็นผู้ชายและความป็นผู้หญิง ความคิดตรงนี้เป็น ways of thinking เป็นวิถีคิด หรือถ้าหากบอกว่าเพราะเชื่อว่า ผู้ชายนั้นเป็นผู้นำและผู้หญิงนั้นเป็นผู้ตามซึ่งจะต้องคอยปรนนิบัติผู้นำนั่นเอง ถ้าหากว่าเชื่อว่าผู้ชายกับผู้หญิงมีความเหลื่อมล้ำกัน ทั้งหมดนั้นก็คือ ways of believing หรือ thinking ได้

แต่ว่าจากแนวคิดตรงนี้ก็แปลออกมาเป็นรูปธรรมในการดำรงชีวิต ก็คือว่าเมื่อเชื่ออย่างนี้วิธีการที่จะให้เป็นไปตามเป้าหมายก็คือว่า อย่างเช่นในเรื่องเสื้อผ้าเป็นต้น ก็ทำให้มันมีความแตกต่างกัน นี่แสดงให้เห็นว่า ways of thinking and believing มันแปลออกมาเป็น… แต่ดูเหมือนว่า Krolber นั้นจะเน้นไปในเรื่องของ thinking and believing มันเป็นนิยามศัพท์ในเรื่องของ Culture ซึ่งเราจะได้เรียนต่อไป แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราเห็นได้ชัดก็คือ มันมีประเด็นตรงที่ว่า มันเป็น share ก็คือสิ่งที่ร่วมกัน เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึง culture เราจะมองเป็นเรื่องของกลุ่ม ไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนบุคคลหรือรายบุคคล หากแต่เป็นเรื่องของกลุ่ม และคำว่า ways นั้นก็คือรูปแบบหรือแนวทาง และมันก็เป็นรูปแบบแนวทางที่หลากหลายด้วย แต่นั่นเป็นเอกภาพ เพราะกลุ่มนั้นมีรูปแบบอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า กี่ยุคกี่สมัยมาแล้วที่เราทำกระดุมเสื้อกันอย่างนี้ แต่ว่าวัฒนธรรมมันต้องมีการเปลี่ยนจากแบบที่เราเห็นจนมาถึงสายเดี่ยว หรือไร้สาย ดังนั้นจะเห็นว่ามันเปลี่ยนได้แต่ว่าอย่างน้อยมันก็มี shared ways อยู่ ถ้าหากว่ามองให้ลึกลงไป การเปลี่ยนแปลงตรงนี้มันเกิดขึ้นแล้วมันผ่านไปชั่วคราว ตรงนี้มันเป็นแฟชั่น แต่ถ้าหากเป็นที่ยอมรับกันมาโดยทั่ว ๆ ไป เป็นพฤติกรรมร่วม เป็นแบบร่วมของกลุ่ม ตัวนั้นมันก็จะกลายมาเป็น culture ในเมื่อเรามองแต่เฉพาะตรงนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่เข้าทำเป็นว่า ตัวของวัฒนธรรมนั้นนั้นเป็นเรื่องผิดหรือไม่ถูก ดีหรือเลว เพียงแต่ว่ามันเป็นรูปแบบของพฤติกรรมของคนในสังคม และก็ถือว่าเป็นวัฒนธรรมแล้ว เข้าใจมั๊ยว่าเวลาพูดถึง concept of culture เราคงจะได้แนว เพราะฉะนั้นตัวนี้ก็คือกระดุมเม็ดแรกอย่างที่ผู้บรรยายว่า

 

Symbols

Social life can exist without symbols as it does among other animals. But only humans have culture because only they are able to create symbols.

ชีวิตในทางสังคมสามารถที่จะมีอยู่ได้โดยไม่ต้องมีสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่นที่เกิดขึ้นในบรรดาสัตว์ชนิดอื่น แสดงให้เห็นว่า 1. สังคมอยู่ได้โดยที่ว่าไม่ต้องมีสัญลักษณ์ และสังคมที่ว่านั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นสังคมมนุษย์ สังคมสัตว์ มันก็เป็นสังคมอยู่ได้ โดยมีความสัมพันธ์กันในทางสังคม แต่เฉพาะมนุษย์เท่านั้นที่มีวัฒนธรรม แสดงให้เห็นว่าสัตว์ก็มีสังคมได้ คนก็มีสังคมได้ แต่คนเท่านั้นหรือสังคมของคนเท่านั้นที่มีวัฒนธรรม แสดงให้เห็นว่าสัตว์ไม่มีวัฒนธรรม

หนังสือที่เขาเขียนนอกจากว่าแต่ละส่วนที่เขาเขียนแล้วมันมีความหมาย สิ่งที่เขาเขียนนั้นคงจะต้องตรงประเด็นและก็ลำดับเรื่อง มีความสอดคล้อง มีความสัมพันธ์กันเป็นลำดับที่ดี เหมือนกับเสื้อตัวหนึ่ง มีปก มีแขน และก็มีกระดุม เพราะฉะนั้นเสื้อที่ดีจะต้องจัดรูปแบบของส่วนประกอบต่าง ๆ ของเสื้อที่ดี ก็คือเป็นไปตามเป้าหมายของเสื้อชนิดนั้นหรือว่ารูปแบบของชนิดนั้น อย่างเช่นในเรื่องของการจัดกระดุม เป็นต้น กระดุมเสื้อของผู้หญิงและผู้ชายจัดไม่เหมือนกัน โดยทั่วไปกระดุมผู้หญิงอยู่ทางด้านซ้าย และกระดุมผู้ชายอยู่ทางด้านขวา ไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไร แต่สิ่งที่ต้องการจะชี้ให้เห็นก็คือว่าจะเป็นแบบใดก็ หรือเป็นของผู้หญิง / ผู้ชายก็ตาม จะเป็นเสื้อเชิ้ต, เสื้อชุดแบบใดก็ตามโดยทั่วไปก็จะมีกระดุม ยกเว้นเสื้อยืด

แต่สิ่งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะไม่ทราบว่าเสื้อที่เราใส่อยู่นั้นกระดุมอยู่ทางด้านซ้ายหรือขวา เพราะแม้แต่อริสโตเติ้ลเองก็ไม่รู้ว่าฟันในปากของภรรยาตัวเองมีกี่ซี่ ด้วยความที่ว่าผู้ชายกับผู้หญิงในสมัยก่อนแตกต่างกัน แม้แต่ปราชญ์ที่ฉลาดก็ไม่ได้เข้าใจหรือรู้ไปเสียทุกเรื่อง หรือในบางครั้งเด็กประถม 1-2-3-4 ในสมัยนี้อาจจะรู้จักสันฐานบนโลกดีกว่าปราชญ์ระดับออโตเอมี่สมัยก่อน ในยุคที่เขาไม่กล้าไปไหนไกล ๆ กลัวจะหลุดโลก เพราะโลกมันแบนเหมือนกระด้ง ที่เหลือก็หลุดขอบโลก แต่ในสมัยนี้ ความรู้ที่เรากลัวนั้นว่าโลกมีสันฐานอย่างนั้น กลมอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่นักปราญ์จะไม่รู้ว่าฟันในปากภรรยาตนเองนั้นมีกี่ซี่ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เก่ง คนก็เก่งต่าง ๆ กัน อย่างไอสไตน์ที่เก่งทางคณิตศาสตร์เป็นคนที่คิดสูตรในเรื่องของพลังงานนิวเคลียร์โดยที่ไม่ใช้วิธีการทดลอง แต่ใช้สูตรคณิตศาสตร์มากมายซับซ้อน เป็นคนที่เก่งมาก แต่เขาก็มีเรื่องเล่าว่าบางที่ไอสไตน์ก็พลาดเหมือนกัน คือในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของเขานั้น จะมีแมวที่เข้าออกอยู่ และรูอันนั้นไปเท่ากับขนาดของแมวตัวเล็ก ทำให้แมวตัวโตก็เข้าไม่ได้ เขาบอกว่าวิธีแก้ปัญหาก็คือเจาะ 2 รู รูใหญ่ให้แมวตัวโตผ่านเข้าออก รูเล็กให้แมวตัวเล็กผ่านเข้าออก เจาะช่อง 2 ช่องเพื่อให้แมวเข้าออกได้ แมวตัวเล็กกับตัวโต แทนที่จะเจาะช่องใหญ่ช่องเดียวก็พอ แต่ไอสไตน์ก็ไม่ได้คิดเรื่องนี้เพราะมัวไปคิดแต่เรื่องอื่น

อย่างที่อเมริกามีสถาบันแห่งหนึ่งที่คลังเสปิร์มของพวกที่ได้รางวัลโนเบล โดยเฉพาะพวกเฟมินิสม์ที่อยากมีลูกแต่ไม่อยากจะคบหาผู้ชายมาเป็นสามีภรรยากัน ก็อาจจะไปมีการผสมเทียมโดยการขอเชื้อของคนที่ได้รางวัลโนเบล ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากเด็กคลอดออกมาและเริ่มรู้เรื่องแล้วก็คือว่าถามหาพ่อ เพราะฉะนั้น วัฒนธรรมในทุกวันนี้เปลี่ยนไปมาก แต่ตรงนี้จะบอกว่า เสื้อที่เป็นรูปแบบหลังจากทำให้ถูกต้อง ก็เหมือนกับงานเขียน เพราะฉะนั้นบางคนจึงบอกว่าถ้าหากติดกระดุมเสื้อเม็ดแรกผิด มันก็จะคลาดเคลื่อนไปหมดเพราะเขาจัดระบบไว้ดีแล้ว เพราะฉะนั้น ในการอ่านหนังสือก็ต้องจับใจความในตอนต้นให้ได้ เพราะใจความในตอนต้นจะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่จะตามมา และเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของการเขียน จะเห็นได้ว่าในชีทที่นำมาวิธีการเขียนเป็นแบบที่ดี การเขียนทุกอย่างถ้าตามของเขาก็จะไม่ออกนอกเรื่องในแต่ละประโยค ในแต่ละย่อหน้า.

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 8 October, 2006 5:53 PM