http://www.duangden.com
สมจศ 528 พื้นฐานเชิงประจักษ์ทางจริยศาสตร์
[ SHES 528 Empirical Foundation of Ethics ]

ครั้งที่ 2 Modern Ethics (11 พ.ย. 42)
 
 


***

“Should Communism be taught in Universities?”
ลัทธิคอมมิวนิสต์ควรสอนในมหาวิทยาลัยหรือไม่ ?

บางคนบอกว่า “ควรสอนลัทธิคอมมิวนิสต์ในมหาวิทยาลัยหรือไม่ ?” การพูดอย่างนี้ไม่ถูกหลักภาษา ฟังดูดีแต่ว่าไม่ถูก เพราะไม่มีประธาน ทิ้งประธานเอาไว้ “ควรสอน” ไม่รู้ว่าใครควรสอนหรือไม่ควรสอน แต่ถ้าขึ้นต้นว่า “ลัทธิคอมมิวนิสต์ควรสอนในมหาวิทยาลัยหรือไม่ ?” นั้นเป็นภาษา หรือไม่ใช่ว่า “ลัทธิคอมมิวนิสต์ควรถูกสอนหรือไม่ ?” เรากำลังต่อสู้การเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาไทยด้วยเหตุผลอย่างโน้น อย่างนี้ แต่ที่จริงเขียนไม่ออก แต่อย่างไรก็ตามถ้าได้เขียนเป็นภาษาไทยแล้วก็ต้องเขียนเป็นภาษาไทยให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

อาจารย์ตั้งต้นอย่างนี้ ขอให้เราได้ทำความเข้าใจคำถามและลองตอบดูว่าเป็นอย่างไร อาจารย์ขอให้ความเห็นต่อไปนี้ “คอมมิวนิสต์” ได้ตายไปกับรัสเซีย เหลืออยู่ก็เป็นคอมมิวนิสต์แบบเป็นนิกาย เป็นนิกายคอมมิวนิสต์ซึ่ม ( communism ) แต่ที่นี้พอหายไปอย่างนี้เราขาดไปหลาย ๆ อย่างในโลกของวิชาการ เราขาดการศึกษาว่าที่จริงคอมมินิสต์ที่มีอิทธิพลต่อโลกอีกซีกหนึ่งหรือว่า ๑ ใน ๓ อีกประเด็นหนึ่ง ในเมื่อเราไม่มี / เมื่อเราขาดตัวถ่วงดุลในสังคมอย่างมาก ไม่มีใครคอยมาชี้แนะเรื่องว่า นี้คือการกดขี่ขูดรีด เบียดเบียน ในขณะนี้นั้นผู้นำลัทธิคอมมิวนิสต์จะหนักไปในทุนนิยมข้างเดียวไม่มีตัวถ่วงดุล

ลัทธิคอมมิวนิสต์นั้นต้นคิดก็คือ คาร์ล มาร์ค ซึ่งได้ศึกษาปรัชญาของเฮเกล ของพวกจิตนิยม ออกเป็นพวก Idealistic ของเฮเกลแล้วก็มาปรับเข้ากับสังคมศาสตร์ มาร์ค เกิดขึ้นในเยอรมัน ประมาณปี ๑๘๗๘ - ๑๘๗๙ ในช่วงนี้ซึ่งเป็นยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม และเกิดโรงงานทอผ้าขึ้นมา การผลิตต่าง ๆ ในสมัยนั้นก็กลายเป็นเรื่องของการผลิตเพื่อตลาด ในขณะเดียวกันนั้น การใช้เครื่องจักรเครื่องกลทำให้เรามีเรือกลไฟ และทางตะวันตกนั้นก็ใช้เรือตรงนี้ไปนำวัตถุดิบเข้ามาป้อนโรงงาน ในขณะเดียวกันก็เป็นการขยายตลาดไปด้วย คือจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจและการเมือง อันนี้เป็นเรื่องของลัทธิทุนนิยม เพราะฉะนั้น ในขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดขึ้นขนานใหญ่ อย่างหนึ่งก็คือว่า คนก็ยังหลั่งไหลจากชนบทเข้ามาทำงานในเมือง เพื่อแลกค่าจ้างแรงงาน ทีนี้ในช่วงที่เข้ามาใหม่ ๆ นั้นก็ปรากฏว่ากฎเกณฑ์ หรือระเบียบต่าง ๆ ในการกระจายรายได้ แม้กระทั่งในเรื่องของสวัสดิการต่าง ๆ ก็ไม่เรียบร้อย ก็คือว่าการใช้แรงงานนี้เป็นลักษณะของใช้แรงงานอย่างหนักเพื่อแลกกับค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อย

Working condition ก็คือสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานก็ไม่ดี เพราะว่าเครื่องจักรในสมัยนั้นยังไม่ก้าวหน้า และการจัดการต่าง ๆ ยังไม่เหมือนการพัฒนาในสมัยใหม่ ความคิดจะปรับปรุงต่าง ๆ นั้นน้อยมาก มาร์ค อยู่ในสังคมแบบนี้ มาร์ค เป็นนักเขียน, นักคิดที่ต้องเห็นสภาพอย่างนี้ทุกวัน งานเขียนของมาร์คนั้นจึงเป็นงานเขียนที่นอกจากวิเคราะห์สังคมแล้วยังชี้แนวทางว่าสังคมควรที่จะเป็นอย่างไรด้วย ไม่ใช่อะไรเป็นอะไรเพียงอย่างเดียว แต่สังคมควรจะเป็นอย่างไรด้วย เพราะฉะนั้น “อะไรเป็นอะไร” กับ “ที่ควรจะไปอย่างไร” นั้น บางที่เป็นเหมือนข้อเสนอ ในขณะเดียวกันมันเหมือนกับคำพยากรณ์ว่าปรากฏการณ์ทางสังคมจะต้องคลี่คลายไปอย่างไร

ถามว่า ปรากฏการณ์ทางสังคมที่คลี่คลายไปนั้นมันเป็นอย่างไร ก็คือมันเป็นเรื่องของการผ่านขั้นตอนความสัมพันธ์ของบุคคล ซึ่งมาร์คมองว่า เป็นความสัมพันธ์ในเชิงระเบียบของสังคมที่ไม่เท่ากันกับความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติก็คือ ความสัมพันธ์ในลักษณะที่มนุษย์ทำความเข้าใจธรรมชาต ิซึ่งนับว่าเป็นความเข้าใจที่มีการพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างใหญ่หลวง ก็คือการพัฒนาในองค์ความรู้ในทางด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาตินั้นก้าวไกลไปอย่างใหญ่หลวง เพราะฉะนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาตินั้นได้ก้าวไกลไปมาก และความสัมพันธ์ในเชิงของความรู้นั้นก็ถูกแปรออกมาเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมผลิตโน่น ผลิตนี้ ก็คือจากทฤษฎีมาเป็นเทคโนโลยี มันก็ก้าวหน้าทั้ง ๒ ส่วน ทั้งส่วนความรู้ ที่เป็นความเข้าใจ กับความรู้ที่เอาความเข้าใจนั้นมาสร้าวโน่นสร้างนี่ขึ้นมา และก็ปฏิวัติอุตสาหกรรม ความสัมพันธ์ในตัวนี้มาร์คถือว่าเป็นเรื่องที่ก้าวหน้า แต่ว่าความสัมพันธ์ในทางสังคมระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองนั้นไม่ทันกับสิ่งนี้ หมายความว่า เมื่อเอาวิทยาศาสตร์มาใช้ตรงนี้ การจัดการเรื่องของผู้คนในการที่จะกระจายผลประโยชน์นั้นไม่ก้าวหน้า ไม่ทันกับความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ปัญหาความทุกข์ยากต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น มาร์คใช้คำว่า Alienation บางคนแปลว่า แปลกแยก อย่างเช่น คนงานผลิตโน่น ผลิตนี่ด้วยน้ำพักน้ำแรงด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน ด้วยมือของเขาเอง แต่ปรากฏว่าคนที่จะมาได้ประโยชน์จากสิ่งที่เขาผลิตไปนั้นก็คือคนอื่น ดูแล้วเหมือนใครสักคนหนึ่งที่ว่าตั้งครรภ์ขึ้นมา แล้วมีความรักความผูกพันมาก อยู่ ๆ ใครก็ไม่รู้เอาไปเสียอย่างนั้น มันก็เกิด Alienation มันเกิดลักษณะของความรู้สึกเป็นทุกข์อย่างหนึ่ง เป็นความเศร้า เป็นความรู้สึกถูกตัดรอน เป็นความรู้สึกหลายสิ่งหลายอย่าง มาร์คใช้คำว่า อกหัก / Alienation มันก็เป็นลักษณะของความทุกข์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น นี้ในแง่ของจิตวิทยานี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น แนวคิดในลักษณะนี้เป็นแนวคิดที่ปรากฏทั่วไป ก็คือว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอันนั้น เป็นความสัมพันธ์ในเชิงของการกดขี่ขูดรีด เอารัดเอาเปรียบระหว่างคน 2 ฝ่ายตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว

เพราะฉะนั้นมาร์คเขียนในหนังสือ Communism and The …….… ในช่วงแรก ๆ บอกว่า ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติตั้งแต่บัดนี้ย้อนไปแต่ไหนแต่ไรแล้วเป็นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น และมาร์คก็มองว่าการต่อสู้ระหว่างชนชั้นนั้นมันผ่านขั้นตอนตั้งแต่ขั้นหยาบจนกระทั่งถึงละเอียดอ่อนไปเรื่อย ๆ และในที่สุดจะคลี่คลายจนว่ากระทั่งการกดขี่ขูดรีดนั้นจะหายไป ขั้นแรกของมาร์คก็คือ เป็นสังคมของงาน Master …….… ขั้นที่สองก็คือเป็นยุคของศักดินาระหว่างนายกับบ่าวไพร่ ส่วนหลังจากนั้นในยุคที่มาร์คอยู่นั้น เป็นยุคของพวกกุฎุมพีกับกรรมาชน เป็นพวกของ ………. กับพวกของ ………. คือเป็นพวกผู้ใช้แรงงานทั้งหลาย แล้วต่อมานั้นกลุ่มผู้ใช้แรงงานก็ไม่สามารถจะทนการกดขี่นั้นได้ ก็จะรวมตัวกันขึ้นมาแล้วก็จะล้มนายทุนเสีย แล้วก็มาปกครองตนเอง เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ตรงนี้เป็นยุค Socialist Society เป็นยุคสังคมนิยม แต่ว่ามันก็ยังไม่พัฒนาไปถึงที่สุด เพราะถึงที่สุดแล้วรัฐก็ไม่มีความจำเป็น ทุกคนก็ทำงานไปโดยความเข้าใจถึงความรับผิดของตัวเอง ทำตามกำลังของตัวเอง และมีผลตอบแทนเป็นธรรมตามอัตตภาพของตัวเอง โดยไม่ต้องมีกฎ มีเกณฑ์ มีอะไรมาบังคับ มันเหมือนกับอุตมรัฐ หรือว่าเป็น Utopia ในความคิดของมาร์ค เพราะฉะนั้นลัทธิมาร์คที่เกิดขึ้นนี้ปรากฏว่ามีอิทธิพลอย่างมาก ตรงที่ว่าสตาร์ลินเอาไปปฏิวัติจักรพรรดิ์ซาร์ ในรัสเซียในเวลาต่อมา

ในจีนนั้นไม่สามารถที่จะวิเคราะห์ออกว่ามันเป็นการกดขี่ระหว่างนายทุนกับผู้ใช้แรงงาน เพราะในจีนนั้นไม่มีคนที่จะทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่มาร์คเห็น แต่ว่าก็พยายามที่จะอรรถาธิบาย / ปาฐกถาโดยถือว่า ถึงกระนั้นก็ตามก็เป็นการเอารัดเอาเปรียบระหว่างผู้ได้เปรียบในสังคมกับพวกชาวนา เพราะฉะนั้นลัทธิ Communism นั้นจึงเป็นการประยุกต์เอาลัทธิ Marxist ที่ตีความไปตามตัวในรัสเซียเข้ามาใช้ในสังคมเป็นการเชาวนาในจีน และก็แผ่ขยายมาในอินโดจีน และในประเทศต่าง ๆ มากมาย อาจารย์ถือว่าเป็นนิกายหนึ่ง เพราะฉะนั้น อิทธิพลตรงนี้แผ่ขยายไปมากถึงขนาดว่าในเมืองไทยก็ได้ความคิดตรงนี้มาตั้งเยอะแยะ และสังคมนั้นก็ถูกนำเอามาวิเคราะห์วิจารณ์ และตีความว่ามันเป็นไปตามนั้น เพราะฉะนั้นจะต้องแก้ไข จะต้องแก้ไขสังคมให้มันคลี่คลายไป เราจะเห็นว่างานเก่า ๆ ถ้าเราไปอ่านของจิตร ภูมิศักดิ์

“เปิบข้าวทุกคราวคำ จงสูจำเป็นอาจิน เหงื่อกูที่สูบกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน ข้าวนี้นั้นมีรส ให้ชนกินทุกชั้นชน เบื้องหลังสิทุกข์ทน และขมขื่นยามเคียวคาว จากรวงมาเป็นแรง ระยะทางนั้นเหยียดยาว จากรวงเป็นเม็ดพราว ล้วนทุกข์ยากลำบากเข็ญ เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น ปูดโปนกี่เส้นเอ็น จึงก่อเกิดมาเป็นดิน น้ำเหงื่อที่เลือดแรง และน้ำแรงที่หลั่งริน สายเลือดกูทั้งสิ้น ที่สูซด……….“

นี่คือบทกวีที่ปลุกใจกันขนานใหญ่ สังเกตว่าพวกที่เรียนอักษรศาสตร์ คือพวกนี้มีอารมณ์ศิลปิน ถ้าหากว่าเขาไปซึ้งกับโครงสร้างของความคิด และเขาเอาอารมณ์เขาใส่เข้าไปแล้ว เขาสามารถที่จะใช้ศิลปะของเขานำเสนอสิ่งที่มันเป็นเรื่องของทางด้านสติปัญญานั้นออกมาอย่างมีสีสัน แล้วก็ปลุกระดมได้มาก อาจารย์ถึงบอกว่าในขณะนี้นั้นไม่มีตัวที่มาถ่วงสังคมที่จะชี้ให้เห็นว่ามีการกดขี่ขูดรีด สังคมในสมัยก่อนตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ จนชัดเจนมากระทั่งถึงปี ๒๕๑๙ สังคมพยายามที่จะตอบคำถามว่า “อะไรคือความเป็นธรรมในสังคม” เพราะฉะนั้น ในคำตอบเหล่านี้มีผลให้นักศึกษาแสวงหาและก็พยายามจะสร้างความเป็นธรรม ปฏิเสธระบบโซตัสในมหาวิทยาลัย วิจารณ์ระบบอาวุโสในจุฬาฯ เหล่านี้เป็นต้น และก็วิจารณ์ในเรื่องของงานบอลต่าง ๆ ถือว่าเป็นเครื่องมือเครื่องไม้ของพวกนายทุนทั้งนั้นพวกวรรณกรรมพวกนี้ หรือกฎหมาย กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อประคับประคองการขูดรีดให้คงอยู่ของผู้ที่ได้เปรียบในสังคมตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Super Structure / โครงสร้างเบื้องบน มาร์คคิดอย่างนั้น เพราะฉะนั้นวรรณกรรมประเภทก้าวหน้าที่เกิดขึ้น พวกคาราบาวก็เกิดขึ้นในตอนนี้

หลังจากนั้นเป็นต้นมาเมื่อสังคมตอบคำถามว่า "อะไรคือความสุนก" เมื่อก่อน What is young street ? ตอนหลัง What is brature ? "อะไรคือความสนุก" ถ้าสังคมตั้งคำถามแบบนี้ สิ่งที่สังคมพยายามก็คือ อะไรก็ได้ที่เป็นความสนุก ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ในมหาวิทยาลัยทุกวันนี้ไม่ค่อนจะมีอะไรมากในการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องปัญหาอะไรมากไปที่จะหาคำตอบให้ชีวิต, แก่นแท้เกี่ยวกับความสุขที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของรายได้ที่สูง การครอบครองวัตถุปัจจัยสารพัดอย่าง การแต่งเนื้อแต่งตัว บ้านช่อง รถ สถานที่ ๆ ไปกินไปดื่ม เสพสุขในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นที่จะนุ่งกางเกงยีน สะพายย่าม เสื้อยืด รองเท้ายางไม่มีอีกแล้ว แต่เดี๋ยวนี้สายเดี่ยวจะเป็นในลักษณะนี้ ถ้าสังคมตั้งคำถามนี้ มหาวิทยาลัยแทนที่จะชี้นำสังคมก็ตอบสนองด้วย และนักศึกษาที่เข้าเรียนก็จะเลือกเรียนสาขาที่ทำรายได้สูง เช่นแพทย์ ก็ต้องเป็นศัลยกรรมพลาสติก เพราะพวกคนที่ต้องการทำตัวให้สวยนั้นเขาอยู่ในสังคมที่มีรายได้ดี เพราะฉะนั้น จึงไม่มีตัวถ่วงดุลในสังคมที่จะมาคอยเตือนให้คนระมัดระวังถ้าหากคุณไม่เพลา ๆ ในเรื่องการกอบโกยต่าง ๆ

เพราะฉะนั้น ฝ่ายหนึ่งที่อาจจะเรียกว่าเป็นพวกขวาจัด / พวกเสรีนิยม หรือพวกทุนนิยมจึงไม่ชอบ หนังสือเล่มนี้เขียนไว้นานแล้ว เพราะฉะนั้นคำถามทุกตัวอย่างที่เค้ายกมา เค้าจึงตั้งคำถามว่า "Should Communism be taught in Universities ?" ถ้าเรามีพื้นฐานอย่างนี้ ถ้าเราเป็นพวก / สังกัดหรือเห็นด้วยกับทุนนิยม เราคิดว่าเราจะตอบว่าควรสอนหรือไม่ควร หมายความว่าถ้าเราเป็นนายทุน เราคิดว่าควรหรือไม่ควรที่จะสอนลัทธิคอมมิวนิสต์ ตอบว่า "ไม่ควร" แต่ว่าถ้าเราเป็นพวกซ้าย เป็นพวกคนงาน เป็นพวกแรงงานต่าง ๆ พวกหัวก้าวหน้า ควรหรือไม่ควรสอน ถ้าคิดดูให้ดีจะต้องตอบว่า “ควร” เพราะว่าจะได้ล้มล้างพวกที่กดขี่ขูดรีด ชาวนาจะได้กระเตื้องขึ้นมา พวกกรรมาชนจะได้ดิบได้ดีขึ้นมาบ้างไม่ได้ถูกกดขี่ขูดรีด เพราะฉะนั้นต้องสอนลัทธิเหล่านี้เพื่อเผยแพร่

ไม่ว่าจะควรหรือไม่ควรนั้น ถ้าหากว่าดูตามภาษาตรงนี้แล้ว ดูผิวเผินแล้วอาจจะตอบง่ายตอบได้ตั้งแต่ "Communism" แล้ว คำว่า "สอน" ด้วย เหมือนกับเป็นคำถามที่ตอบง่าย ๆ แต่เมื่อดูให้ดี เพียงแต่บอกว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์ควรสอนในมหาวิทยาลัยหรือไม่ มาคิดดูให้ดีแล้วมันไม่ง่ายอย่างนั้น ดูต่อใน sheet : Philosophy Made Simply, page ๔๖. / Modern Ethics

Suppose we are asked : ‘Should Communism be taught in Universities ?' Before we attempt to answer this question, we should make a serious effort to find put what it means. We can do this by fixing on the main terms which occur in it, such as ‘Communism', ‘taught', and ‘Universities'. For example, the word ‘Communism' can refer to the doctrines advocated in Plato's Republic, Marx's Das Kapital, Engels' Anti-Duhring Papers, the present writings of the Soviet Press, and so on. We thus have here several questions which might be spelled out as follows : ‘Should the writings of Karl Marx be taught in Universities ?' or ‘Should the writings of Plato be taught in Universities ?' and so on. Again, the word ‘teach' requires analysis. Does it mean the same as ‘neutrally expound', or ‘advocate', or ‘advocate', or ‘critically assess', or ‘attack', or what ? As one can see from these examples, a question which appears at first glance to be simple turns out upon analysis to be highly complex. One might wish to answer certain interpretations of it affirmatively but others negatively. The function of analysis here is to make the question precise so that we will know how to reply to it.

สมมติว่าเราถูกตั้งคำถามว่า “ลัทธิคอมมิวนิสต์ควรจะสอนในมหาวิทยาลัยหรือไม่ ?” ก่อนที่เราพยายามจะตอบคำถามนี้ เราควรทุ่มเทความพยายามที่จะหาก่อนว่าคำถามนี้หมายความว่าอย่างไร ถ้าเราจะวิเคราะห์ตัวคำถามนี้ ก่อนอื่นเราจะต้องมาดูก่อนว่าคำศัพท์ที่ใช้ในประโยคนี้ (หมายความ) ว่าอย่างไร อย่างเช่นคำว่า ‘Communism' can refer to the doctrines advocated in Plato's Republic, Marx's Das Kapital, Engels' Anti-Duhring Papers, ซึ่งปรากฏในงานเขียนของหนังสือพิมพ์ของโซเวียตสมัยใหม่ (and so on.) ก็ปรากฏว่าคำว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ แปลผิดมาตลอดให้เปลี่ยนแปลงเป็น “ลัทธิสังคมนิยม” ทั้งหมดเลยที่ผ่าน ๆ มา “คอมมิวนิสต์” เป็น “สังคมนิยม” ประเภทหนึ่งเรียกว่าเป็น Revolutionary Socialism ก็คือเป็นสังคมนิยมชนิดได้มาด้วยการปฏิวัติ ก็ถือว่าเป็นลัทธิสังคมนิยมก็แล้วกัน อย่างเช่นคำว่า “สังคมนิยม” สามารถที่จะหมายถึง “คำสอน” ในหนังสือชื่อ Republic ของเพลโต้, แล้วยังหมายถึงเนื้อหาของหนังสือของมาร์คที่ชื่อ Das Kapital ก็ได้, หรือหนังสือชื่อ Anti-Duhring Papers ของเอนเกลก็ได้ หรือว่าในที่อื่น ๆ ก็ใช้คำว่า “สังคมนิยม” เหมือนกัน ที่จริงแล้วของท่านพุทธทาสก็ใช้ จากหนังสือธรรมิกกับสังคมนิยมแบบเผด็จการ เข้าใจว่าในหนังสือเล่มนี้ท่านได้เอาอธิปไตย ๓ ในพุทธศาสนามาพูด อธิปไตย ๓ มีอัตตาธิปไตย (เอาตัวเองเป็นใหญ่), โลกาธิปไตย (ไม่ว่าสังคมโลกเขาว่าอย่างอย่าง แล้วก็เดินก้าวตามหลังเขาไปอย่างเซื่อง ๆ ) และธรรมาธิปไตย (โลกและสังคมจะว่าอย่างไร แต่เอาที่ถูกต้องไว้ก่อน) เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราแทนค่า แทนที่จะใช้คำว่าสังคมนิยม เมื่อแยกแยะไปแล้วปรากฏว่าสังคมนิยมนั้นมันมีตั้งหลายความหมาย มีอยู่ในหลายชิ้นงานของนักปราชญ์ และก็อาจจะไปเขียนเสียใหม่ว่า ถ้าหากว่าลัทธิสังคมนิยมในที่นี้ หมายถึงลัทธิสังคมนิยมที่เขียนในหนังสือของคาร์ล มาร์ค เจ้าของลัทธิคอมมิวนิสต์แล้ว แล้วก็ตั้งคำถามขึ้นใหม่ว่า ‘Should the writings of Karl Marx be taught in Universities ?' งานเขียนของคาร์ล มาร์ค นั้นควรจะสอนในมหาวิทยาลัยหรือไม่ ? แค่นี้คำตอบที่บอกว่าถ้าอาจารย์เป็นอย่างนี้ใช่ ถ้าอาจารย์เป็นอย่างนี้ไม่ใช่ เหมือนกับเราตั้งสมมติฐานว่า เรากำลังพูดถึง Communism หรือสังคมนิยมในทรรศนะของคาร์ล มาร์คใช่หรือไม่ ที่มาวิเคราะห์อย่างนั้น เพราะอาจารย์รู้ว่าปูพื้นมาของคาร์ล มาร์คทั้งสิ้น ไม่ได้พูดถึงสังคมนิยมของเพลโต้ในหนังสือของท่านที่ชื่อ Republic สักหน่อย อาจารย์ปูพื้นมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นพอมาถามอย่างนี้เราก็วิเคราะห์ไปเข้าใจว่า Communism ที่อาจารย์พูดถึงนั้นก็คือ สังคมนิยมในความหมายของคาร์ล มาร์ค เจ้าของลัทธิคอมมิวนิสต์ เพราะฉะนั้นเป็น Social Revolutionary Socialism เป็นสังคมนิยมแบบปฏิวัติของคาร์ล มาร์ค ก็คือลัทธิคอมมิวนิสต์นั่นเอง (Marxism หรือ Marxist) หรืออีกนัยยะหนึ่งถ้าบอกว่า ‘Should the writings of Plato be taught in Universities ?' สังคมนิยมในงานเขียนของเพลโต้ควรจะสอนในมหาวิทยาลัยหรือไม่ ? ตรงนี้มันก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น (and so on) ทีนี้มาดูอีกคำหนึ่ง ( Again, the word ‘teach') สมมติเราบอกว่าลัทธิคอมมิวนิสต์แบบคาร์ล มาร์คควรสอนหรือไม่สอน เราไม่ดูคำว่า “สอน” คำว่า “สอน” นี้หมายความว่าอย่างไร ต้องการความหมายด้วย เพราะฉะนั้นจึงต้องวิเคราะห์ดู “สอน” นี้อาจจะหมายถึง ‘neutrally expound' / หมายถึงอธิบายแบบกลาง ๆ คือว่าอะไรเป็นอย่างไร เนื้อหาเขาว่าอะไรเป็นอะไร หรือไม่ก็ ‘advocate' / ส่งเสริมให้เชื่อ, สนับสนุน หรือไม่ก็ ‘critically assess' / วิพากษ์วิจารณ์ เอามาวิพากษ์วิจารณ์ หรือโจมตี / ‘attack' เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าอาจารย์เป็นนายพล และความหมายของคำว่า “สอน” ถึงแม้ว่าจะเป็นลัทธิคอมมิวนิสต์ก็ตาม แต่ว่าคำว่า “สอน” ในที่นี้หมายถึง เอามาขึ้นเขียง, โจมตีคำตอบจะต่างกันไปเลย พวกกรรมาชน ถ้าอาจารย์เป็นกรรมาชน พวกนักศึกษาจะต้องตอบว่าอาจารย์จะต้องไม่ให้สอน แต่ในขณะเดียวกัน พวกทุนนิยม ถ้าอาจารย์เป็นทุนนิยมหรือนายทุน อาจารย์จะบอกให้สอน เพราะคำว่า “สอน” ในที่นี้หมายความว่าเอามาโจมตี ตรงกันข้ามเลย สังเกตว่าคำถามถ้าดูผิวเผินมันง่ายที่จะตอบ เมื่อเราวิเคราะห์ภาษาเข้าไปแล้วมันเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น คำถามที่เราดูผิวเผินในชั้นต้นว่าเป็นเรื่องง่ายนั้น ปรากฏว่าเมื่อมองลึกเข้าไปแล้วปรากฏว่าซับซ้อนมาก (highly complex) ( As one can see from these examples, a question which appears at first glance to be simple turns out upon analysis to be highly complex.) เราไม่แบ่งอย่างที่อาจารย์ว่า เพราะฉะนั้น สิ่งที่อาจารย์ทำเมื่อกี้ก็คืออาจารย์วิเคราะห์ข้อเสนอ หรือว่าข้อความ เพื่อที่ต้องการที่จะให้คำถามนั้นชัดเจน, ต้องการจะถามว่าอะไรแน่, ต้องการจะหมายความว่าอะไรแน่ เพื่อที่เราจะได้ตอบถูก (ตอบได้) (One might wish to answer certain interpretations of it affirmatively but others negatively.) เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าบางคนเถียงกันโดยไม่รู้ว่าที่จริง ๆ แล้วเนี่ยไม่ได้มีความขัดแย้งกัน หรือคนที่ขัดแย้งกันกับไม่ได้เถียงกัน ถ้าหากอาจารย์เป็นนายทุนและความหมายของการสอนคอมมิวนิสต์หมายถึงการสนับสนุนหรือส่งเสริมลัทธิคอมมิวนิสต์ อาจารย์ก็จะเห็นด้วย (that's OK.) ในขณะเดียวกันที่อาจารย์บอกว่าไม่เห็นด้วยในทรรศนะที่ตรงกันกับพวกหัวรุนแรงหรือว่าพวกกรรมาชนที่บอกว่า ไม่เห็นด้วยเหมือนกันที่จะสอน เพราะเขาเข้าใจว่า “การสอน” ในที่นี้หมายถึงการยกมาขึ้นเขียงหรือมาโจมตี ทั้งสองคนนี้มีทรรศนะตรงกันเลยว่าไม่เห็นด้วยกับการสอนลัทธิคอมมิวนิสต์ และก็กอดคอกัน แต่จริง ๆ แล้วความหมายตรงกันข้าม ถ้าหากว่าเราตั้งความหมายตรงกันเลยว่า Communism หรือสังคมนิยมในที่นี้หมายถึง Marxism ลัทธิของมาร์คที่สอนใน…..ที่เกี่ยวข้อง กับคำว่า “สอน” ในที่นี้หมายถึงการสนับสนุน เมื่อเข้าใจตรงกันอย่างนี้แล้วคนทั้งสองฝ่ายนั้นจะมีคำตอบที่ชัดเจน เพราะตรงนี้ก็คือการวิเคราะห์คำถามให้เกิดความชัดเจนว่า มีวัตถุประสงค์จะถามว่าอะไร เพื่อคนจะได้ตอบได้ / ตอบถูก

เพราะฉะนั้นพอจะมองเห็นว่าลักษณะแบบนี้เป็นลักษณะของ Modern Ethics ที่พูดมาทั้งหมดเพื่อที่จะบอกคำเดียวว่า Modern Ethics เพราะฉะนั้น Modern Ethics คาร์ล มาร์ค จะบอกว่าสังคมควรที่จะถือว่าอะไรดีหรือไม่ดีและควรจะทำอย่างไรดีถ้าเป็นอย่างนั้น หรือไม่ทำอย่างนั้น สังคมสมัยก่อนนั้นอาจจะบอกว่า คนเราควรจะกอบโกยแสวงหาความสุขในชีวิตให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ก่อนที่จะตายไป ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะว่าชีวิตที่ดีนั้นก็คือชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุข เมื่อชีวิตที่ดีเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุขนั้น คนที่ดีก็คือคนที่ตั้งใจหาความสุข นี่คือลักษณะของ Classical Ethics / จริยศาสตร์ในสมัยก่อน ในสมัยของเพลโต้, อริสโตเติ้ล พยายามที่จะมีข้อเสนอว่าสังคมนั้นควรที่จะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นควรที่จะเป็นอย่างไรก็ต้องดูหลักเกณฑ์ก่อนว่า เครือข่ายที่บอกว่าเป็นอุดมคติว่าอะไรดีหรืออะไรไม่ดีนั้นเป็นอย่างไรก่อน เพราะฉะนั้นนี่คือลักษณะของ Classical Ethics / จริยศาสตร์ในสมัยก่อน อาจารย์ดูแล้วจะทำหน้าที่ คือในที่สุดแล้วจริยศาสตร์ซึ่งเป็นแขงหนึ่งของปรัชญามันก็ทำหน้าที่ในแนวเดียวกันกับปรัชญาโดยทั่วไป แล้วปรัชญาโดยทั่วไปนั้นจะทำหน้าที่ ๒ อย่างที่ใหญ่ ๆ


The functions of Philosophy.  
l
l----------------------------------------------------------------------------------------------------------l
Construction Function   Critical Function


ถ้าไปบอกว่าอะไรเป็นเรื่องที่ดีนั้นไม่ต้อง ถ้างั้นคนจะเข้าถึงความดีหรือจะทำอย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นคนที่ดีนั้น ลักษณะนี้เป็นข้อเสนอขึ้นมาเพื่อชี้ทางให้แก่สังคม ตรงนี้เป็นการสร้างทฤษฎี แต่ถ้าหากว่า Critical Function ก็คือไม่ใช่ไปตั้งทฤษฎี แต่หยิบทฤษฎีของคนอื่นนั้นมาทำการวิเคราะห์เพื่อหาความหมายก็ดี หรือไม่ก็มาวิจารณ์เพื่อหาความสมเหตุสมผลก็ดี นี่คือในลักษณะของ Critical Function หรือว่าเป็น Analytical Function ซึ่งเป็นลักษณะของ Modern Ethics

เพราะฉะนั้นถ้าหากอาจารย์บอกว่า การสอนลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นเรื่องที่ดี คือการขยายความรู้ที่จะไปนำสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ได้สอนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เพราะฉะนั้นควรสอนลัทธิคอมมิวนิสต์ เพราะฉะนั้นถ้าหากเป็นแบบนี้ แล้วอาจารย์เขียนหนังสือแบบนี้ขึ้นมา หนังสือที่อาจารย์เขียนในเชิงว่าถูกหรือควรในเชิงจริยศาสตร์นั้น เท่ากับว่าอาจารย์เป็นนักปรัชญาประเภททำหน้าที่ของปรัชญาในลักษณะที่ Constructive Function แต่ถ้าหากว่าอาจารย์ไม่ไปเสนออะไรทั้งสิ้น แต่หยิบยกข้อเสนอของเขาขึ้นมาอย่างเช่น Should Communism be taught in Universities? ถ้ามานั่งวิเคราะห์เหมือนอย่างที่อาจารย์ทำเมื่อกี้นั่นเป็นลักษณะของ Analytical Critical Function แบบนี้เรียกว่าอาจารย์เป็นพวก Modern Ethics

***

Modern Ethics

Definition of ‘Modern Ethics' : ความหมายของคำว่า Modern Ethics

ในกรณีอย่างเช่นที่เราได้อธิบายมาแล้วในตอนต้น สิ่งที่เรียกว่า Classical Ethical Theory หรือทฤษฎีทางจริยศาสตร์ในสมัยเก่านั้น มีลักษณะเป็นเรื่องของความพยายามที่จะตอบคำถาม ๒ คำถาม คำถามแรกก็คือว่า “อะไรคือชีวิตที่ดีสำหรับมนุษย์ ?” และคำถามที่สองก็คือว่า “แล้วคนควรจะประพฤติปฏิบัติอย่างไร ?” ถ้าหากว่าเราตรวจสอบคำถามทั้งสองจากแนวคิด ๒ แนวคิดที่แตกต่างกันเล็กน้อย เราก็จะตีความว่าเป็นเรื่องของการขอร้องเชิญชวน เป็นการขอร้องเพื่อที่จะ / เป็นการเรียกร้องหาคำแนะนำหรือข้อเสนอแนะโดยบุคคลซึ่งอาจจะมีความฉงน หรือว่ามีข้อสงสัยในเรื่องของชีวิตประจำวัน และคำตอบที่เกิดขึ้นต่าง ๆ นานานั้นซึ่งทฤษฎีทางด้านจริยศาสตร์สมัยเก่าพยายามจะให้นั้น ก็ถือได้ว่าเป็นข้อความซึ่งเป็นคำเสนอแนะให้แก่บุคคลแต่ละคน ยกตัวอย่างเช่น พวกลัทธิที่เรียกว่าเป็น Hedonism เขาอาจจะถือได้ว่า, เขาบอกว่า ชีวิตที่ดีสำหรับมนุษย์นั้นก็คือชีวิตที่มีความสนุก, มีความสุข สุขที่เป็นเรื่องค่อนข้างของความพอใจ คือเป็นเรื่องของสุขทางวัตถุ ทางด้านเนื้อหนัง และต่อมาก็คือว่าเพราะฉะนั้น สิ่งที่มนุษย์ควรจะทำ, ที่บุคคลควรจะทำนั้นก็คือแสวงหาความสุข เพราะชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีความสุข เขาก็ต้องแสวงหาความสุขเข้าใส่ตัว

ก็ถือได้ว่าในการตั้งคำถามและการตอบคำถามนั้นว่า ความหมายของคำถามและความหมายของคำตอบนั้นถือว่า, เหมือนกับเข้าใจไปว่าเป็นเรื่องที่ชัดเจนแล้ว แต่ว่าในเวลาไม่กี่ปีมานี้นักปรัชญาเป็นจำนวนมากเริ่มที่จะตระหนักว่าคำถามต่าง ๆ เหล่านั้นรวมไปถึงคำตอบด้วยนั้นไม่มีความกระจ่างเลย คือถ้าเป็นคนสมัยก่อนเขาคิดเหมือนกับที่เราคิดในครั้งแรก ที่เราบอกว่าลัทธิสังคมนิยมควรสอนในมหาวิทยาลัยหรือไม่ แต่ว่าในสมัยหลังเมื่อมาคิดดูอีกทีปรากฏว่าไม่ชัดเจนเลยที่ถามลงไป และที่ตอบเมื่อกี้นี้เมื่อวิเคราะห์ลงไปจริง ๆ แล้วที่ถามก็ไม่ชัด แล้วที่ตอบก็ไม่ชัด แต่ทุกคนนั้นตอบตรงกันหมดเลย และเข้าใจคำถามตรงกันหมดเลย ( that before we can give ) นั่นก็คือว่าก่อนที่เราจะให้คำตอบต่อคำถามนั้น สิ่งที่เราจะต้องทำก่อนอื่นก็คือเราจะต้องหาความหมายของสิ่งที่พูดให้ชัดเจนก่อน เพราะฉะนั้นการที่จะค้นหาว่าคำถามหรือคำตอบนั้นหมายถึงอะไร เราก็จะต้องวิเคราะห์ เราก็จะต้องทำความกระจ่างกับสิ่งที่พูด กระบวนการหาความกระจ่างของความหมายของคำถามและคำตอบนั้นเรียกว่าเป็น “การวิเคราะห์ในทางปรัชญา” ( philosophical analysis ) การใช้กระบวบการวิเคราะห์ในทางปรัชญานี้ ซึ่งปรากฏอยู่ในจริยศาสตร์ในสมัยใหม่นั้น ทำให้จริยศาสตร์แตกต่างอย่างขนานใหญ่จากจริยศาสตร์ที่มีอยู่ในสมัยโบราณ / ในสมัยก่อน ความแตกต่างหลักก็คือว่าบุคคลสามารถที่จะเข้าไปทำการวิเคราะห์ในทางปรัชญาโดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปยืดถือ, ยึดมั่นถือมั่นต่อคำแนะนำใด ๆ เพื่อนำมาใช้เป็นข้อปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ( The main different is that one can engage in philosophical analysis without necessarily being committed to giving any sort of advice for living- ) นั่นก็คือว่าสักแต่วิเคราะห์ได้ ไม่จำเป็นจะต้องไปศรัทธาหรือเชื่อถือในตรงนั้น นี่คือลักษณะหนึ่งของจริยศาสตร์ในสมัยใหม่ เพราะฉะนั้นภาระกิจหลักไม่ใช่ภาระกิจเข้าไปสนับสนุนหรือเข้าไปโจมตีอะไรต่าง ๆ แต่เข้าไปเพื่อที่จะทำความกระจ่าง โดยที่ไม่เข้าไปผูกมัดหรือเข้าไปยอมรับตรงนั้น อย่างเช่น บางคนอาจจะวิเคราะห์ลัทธิอัตตะประโยชน์นิยม โดยไม่จำเป็นที่จะต้องไปเชื่อถือหรือสนับสนุนลัทธิดังกล่าว แน่นอน, แน่แท้เป็นที่ถือกันว่ากระบวนการของการวิเคราะห์ดังกล่าวนั้นไม่ใช่เป็นกระบวนการที่สิ้นสุดโดยตัวของมันเอง เมื่อเราได้เข้าใจเกี่ยวกับความหมายของคำพูดที่สำคัญแล้ว เราก็ถือว่าเราก็สามารถที่จะตัดสินได้ดีขึ้นว่าถ้าหากจะยึดถือแล้วจะยึดถืออันใดก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นจริยศาสตร์สมัยใหม่ (Thus, ‘modern ethics' is not regarded as an alternative to propounding ethics in the classical tradition so much as it is regarded as a preparation for the further study of such theories.) เพราะฉะนั้นข้อแตกต่างประการหนึ่งที่เขาขยายความก็คือว่า กระบวนการทางจริยศาสตร์สมัยใหม่นั้น เป็นเรื่องของการพัฒนาในเรื่องของความรู้ไปเป็นลำดับ ไปสู่การเข้าใจที่ดีขึ้น

อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า เพราะฉะนั้นเราอาจจะนิยามจริยศาสตร์สมัยใหม่ว่าเป็นปรัชญาแขนงหนึ่ง ซึ่งประยุกต์ใช้วิธีการวิเคราะห์กับทฤษฎีทางจริยศาสตร์ (‘modern ethics' as that branch of philosophy which applied analysis to moral theory.) พูดง่าย ๆ ก็คือว่า จริยศาสตร์สมัยใหม่นั้นก็คือใช้ Critical function หรือ analyze function ตัวเอง กับทฤษฎีที่มีอยู่แล้ว กับ constructive function ภาระกิจของตัวนี้ก็คือวิเคราะห์วิจารณ์ โดยหยิบยกอะไรขึ้นมาก็คือหยิบยกทฤษฎีทางจริยศาสตร์ทั้งหลายเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ เข้ามาวิเคราะห์วิจารณ์ นี่คือในลักษณะของ Modern Ethics ทีนี้สิ่งที่น่าสนใจในรายละเอียดขอยกตัวอย่างว่า ในกระบวนการของการวิเคราะห์ดังกล่าวนั้นเขาทำอะไรบ้างที่จะเป็นประโยชน์แก่เรา (ในเรื่องของการทำวิทยานิพนธ์ ฯลฯ) เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงว่าความหมายของคำนั้น หรือว่าความหมายนั้นกระจ่างขอให้เรายกตัวอย่างทั้งที่เป็นจริยศาสตร์และไม่เป็นจริยศาสตร์มาลองพิจารณาดู ขอให้เริ่มต้นคำก่อน อย่างข้อความหรือคำที่ว่า “brother” (ถ้าหากเป็นหญิงก็ “sister”) ในคำว่า brother เรายังไม่ต้องแปลก่อน คือทุกคนคงเข้าใจแล้ว What dose it mean when it occurs in a sentence like ‘John is the brother of Joan'. เอาเป็นว่า คนแรกก็คือ “จ้อน” คนที่สองก็คือ “ญวน” ปรากฏว่าเขาบอกว่า คนสองคนนี้ “จ้อนเป็น brother ของญวน” ซึ่งแน่นอนว่าคำนี้เป็นคำธรรมดาซึ่งอาจจะแตกต่างกับประโยคที่ว่า ‘all men are brother' "มนุษย์ทุกคนเป็นพี่น้องกัน" อาจจะต่างกัน แต่เราจะไม่สนใจตรงนั้น แต่เราจะมาดูว่า “จ้อนเป็นพี่น้องกับญวน” เพื่อที่จะตอบคำถามนี้เราก็จำเป็นต้องมาวิเคราะห์คำว่า brother ก่อน เหมือนกับที่อาจารย์บอกว่า เราจะเข้าใจว่า “ลัทธิสังคมนิยมควรสอนในมหาวิทยาลัยหรือไม่ ?” เราก็ต้องมาวิเคราะห์ก่อนว่า “ลัทธิสังคมนิยม” หมายความว่าอะไร ประการที่สองคำว่า “สอน” หมายความว่าอะไร หรือทำอะไรที่ว่า “สอน” เพราะฉะนั้นต้องมาวิเคราะห์คำก่อน อันแรกเราต้องมาหาความหมายของคำว่า “brother” จำเป็นจะต้องทำตรงนี้ เพื่อที่จะวิเคราะห์ความหมายของคำนี้ เราก็จะต้องหาลักษณะ หรือว่าคุณลักษณะ หรือว่าคุณสมบัติที่บุคคลทั้งหมดที่เป็นพี่น้องกันว่าจะต้องมีคุณสมบัติอะไรถึงจะเรียกว่าเป็นพี่น้องกัน เพราะฉะนั้นคุณลักษณะ หรือคุณสมบัติอย่างเช่น การมีผมสีบรอน ซึ่งก็เป็นไปได้ที่มีพี่น้องบางคนมีผมสีบรอน แต่ตรงนี้เราไม่ถือว่าเป็นคุณสมบัติที่พี่น้องทุกคนจะต้องมี หรือว่าการมีผมสีบรอนไม่ได้เป็นคุณสมบัติที่มีร่วมกันที่จะมาจำแนกถึงความเป็นพี่น้องกัน ตรงนี้เราแยกออกไปเราไม่ถือเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้เป็นเกณฑ์, เป็นเงื่อนไขแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้จะถือเป็นเงื่อนไขของความเป็นพี่น้องไม่ได้ และบางสิ่งบางอย่างเช่น ผู้หญิง และตุ๊กตานั้นก็อาจจะมีผมสีบรอนก็ได้โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นพี่น้องกัน อย่างนี้เป็นต้น หรือถ้าอีกแง่หนึ่ง พี่น้องทุกคนนั้นจะต้องเป็นผู้ชาย แต่ขอให้สังเกตว่าการเป็นผู้ชายนั้นไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่เพียงพอ คือต้องมี ประการที่หนึ่งจะต้องมีแน่นอนแล้วต้องเป็นผู้ชาย สองคนนั้นต่างคนก็ต่างเป็นผู้ชาย แต่ว่ายังไม่พอที่จะตัดสินว่าเขาเป็นพี่น้องกันหรือไม่ เพราะว่าอาจจะมีผู้ชายบางคนในครอบครัวหนึ่งมีอยู่คนเดียว (เป็นผู้ชายคนเดียวในครอบครัวหนึ่ง) เป็นต้น เพราะฉะนั้น เขาก็ไม่เป็นพี่น้องผู้ชายของใคร เพราะฉะนั้นการเป็นพี่น้อง brother ที่ว่านั้นไม่เพียงแต่จำเป็นจะต้องมีความเป็นผู้ชาย นั่นก็คือเขาจะต้องสืบสายเลือดเดียวกันด้วย นั่นก็คือว่ามีความเกี่ยวข้องกันกับคนอื่นในลักษณะที่มีพ่อแม่ร่วมกัน เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้ว เวลาจะพูดถึงคำว่า “brother” ก็หมายถึง ผู้ชายที่เป็นพี่น้องกัน หรือผู้ชายที่ร่วมบิดามารดา, ร่วมพ่อแม่กัน (The complete analysis of ‘brother' reveals that it it means the same as ‘being a male sibling'.) นั่นคือความหมาย คำว่า “ brother” ที่มีคุณลักษณะ ๒ อย่างนั้นถือว่าเป็นคำที่ใช้ได้หรือถูกต้อง เนื่องจากว่ามันเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นต้องมี และพอเพียงด้วย (คือเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นต้องมีและเป็นเงื่อนไขที่เพียงพอด้วย) เพราะฉะนั้นความจำเป็นจะต้องมีและความเพียงพอของสิ่งต่าง ๆ ที่จะต้องมีนั้นเป็นเงื่อนไขที่จะมากำหนดคุณลักษณะของคำที่เราใช้อยู่ ที่จะเรียกว่า คนเป็นพี่น้องกัน (In more technical language, ‘being a male' and ‘being a sibling' provide the correct analysis of the term ‘brother' because they give us the necessary and sufficient conditions which a person must satisfy in order to be such.) การที่บอกว่าการเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่จำเป็น หมายความว่า ถ้าหากว่าใครก็ตามที่ไม่ได้เป็นผู้ชายก็ถือว่าจะเข้าข่ายการเป็นพี่น้องกัน หรือในคำว่า "brother" ไม่ได้ ต้องเป็นผู้ชาย (To say that ‘being a male' is a necessary condition means that no one who is not a male can be a brother.) เงื่อนไขความเป็นผู้ชายบวกกับการร่วมพ่อร่วมแม่กันนั้นถือว่าเป็นคุณ ๒ ลักษณะของการเป็นพี่น้องกัน เพราะฉะนั้นเวลาเราบอกว่าเกิด Philosophical analysis นั้นมักจะหมายถึงว่าเป็นการแสวงหาเงื่อนไขที่จำเป็นและพอเพียงที่จะมาตัดสินหมายหมายของคำ ๆ ใดคำหนึ่ง นี่คือความหมายของ philosophical analysis นี่คือลักษณะหนึ่ง และลักษณะอีกอันหนึ่งก็คือลักษณะที่กล่าวไปแล้วเมื่อกี้ ซึ่งค่อนข้างจะเป็นว่าควรหรือไม่ควร เพราะฉะนั้นควรหรือไม่ควรนั้นจะเป็นอย่างไร เราก็ต้องมาวิเคราะห์ความหมายของคำกล่าวที่เป็นในเชิงของทางด้านจริยศาสตร์ด้วย

(เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ขอให้ดูในหน้า ๔๖ ย่อหน้าที่ ๒ ประโยคท้าย) Upon examination, … เขาชี้ให้เห็นว่า เมื่อได้ตรวจสอบแล้วทฤษฎีจริยศาสตร์ในสมัยก่อน อย่างเช่นทฤษฎี Hedonism, ทฤษฎีอรรถประโยชน์นิยม, Stoicism, Christianity และทฤษฎีอื่น ๆ นั้น เป็นทฤษฎีที่มีความสลับซับซ้อน ก่อนที่เราจะประเมินคุณค่าของข้อเสนอต่าง ๆ จากทฤษฎีเหล่านี้ ก่อนอื่นเราจะต้องวิเคราะห์ความหมายของคำที่ใช้กันอยู่ในทฤษฎีเหล่านี้ อย่างคำว่าดี / เลว, ถูก / ผิด, ควร / ไม่ควร อย่างนี้เป็นต้น ทฤษฎีจริยศาสตร์สมัยใหม่นั้นเป็นลักษณะที่ตรงกันข้ามกับจริยศาสตร์สมัยเก่า ตรงนี้จะเน้นภาระกิจในการวิเคราะห์ตรงนี้ ภาระกิจตรงนี้ก็คือการวิเคราะห์ว่านักปรัชญาในสมัยใหม่เป็นจำนวนมากเชื่อว่า กระบวนการวิเคราะห์นี้แสดงให้เห็นว่าวิธีการของปรัชญาทางด้านจริยะสมัยเก่าของนักปรัชญาสมัยเก่า ถือว่ามีข้อบกพร่องผิดพลาด นั่นก็คือว่าปรากฏว่าคำถามต่าง ๆ ที่เขาถามขึ้นนั้น ไม่มีความชัดเจนเพียงพอ และผลที่เกิดขึ้นก็คือว่าคำตอบนั้นเป็นคำตอบที่ใช้ไม่ได้ คือหาข้อยุติไม่ได้ กล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ( In other words,) ข้อแนะนำต่าง ๆ ที่ทฤษฎีจริยศาสตร์สมัยเก่าเสนอมานั้นก็คือความพยายามที่เป็นไปไม่ได้ และเขาก็บอกว่านั่นก็คือว่าสิ่งที่นักปรัชญาจะทำได้นั่นก็คือว่า พยายามค้นหาความกระจ่างในภาษาในทางจริยศาสตร์ที่เราใช้กันอยู่ เมื่อเรากล่าวคำในลักษณะเป็นการตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิด หรือดีชั่ว ซึ่งนี่คือวิถีทางที่สำคัญที่สุดที่ปรัชญาได้กระทำ และถือเป็นการปฏิรูป หรือเป็นการปฏิวัติขนานใหญ่ในทฤษฎีทางด้านจริยศาสตร์ หรือทางด้านปรัชญา

ในตอนท้ายในเรื่องของคำต่าง ๆ ที่เขานำมาใช้… ในย่อหน้าที่ ๔๗ เขาบอกว่า ต่อไปนี้เขาก็จะอภิปรายถึงทฤษฎีทางจริยศาสตร์สมัยใหม่ เป็นการแบ่งแนวคิดทางจริยศาสตร์สมัยใหม่ โดยแบ่งเป็น ๓ ทาง คือ
ทางที่ ๑ คือเรียกว่าเป็นพวก Subjectivistic หรือ Objectivistic
ทางที่ ๒ คือ naturalistic, non-naturalistic หรือ emotivist
ทางที่ ๓ คือ motivist, deontological หรือ consequence theories

เป็นแนวทางในการศึกษาต่อ ชี้ให้เห็นเป็นการแบ่งสายและแนวของจริยศาสตร์สมัยใหม่ให้ชัดเจน หรือว่าแนวคิดของจริยศาสตร์สมัยใหม่ต่าง ๆ และต้องการจะให้มีการขยายความรู้เรื่องนั้น ๆ ที่เป็นพื้น เป็นการทบทวนไปด้วยก่อนที่เราจะไปสู่เรื่องของเราที่ยังมีอีกมาก

***

Subjectivism and Objectivism

การแบ่งอันหนึ่งในตอนต้นของย่อหน้าช่วงกลางเป็นต้นมาของย่อหน้าที่ ๔๗ ก็คือการแบ่งลักษณะที่ว่าเป็นประเภท Subjectivism กับ Objectivism ทฤษฎีต่าง ๆ ก็บอกว่า ในตอนต้นได้อภิปราย, วิเคราะห์อภิปรายกันในเรื่องของการแบ่ง เรื่องนี้มีความสำคัญในข้อที่ว่าทฤษฎีทางจริยศาสตร์สมัยใหม่นั้น เบื้องแรกที่เขาทำก็นั้นคือการวิเคราะห์ "ภาษา" ที่เป็นเรื่องของศีลธรรมจริยธรรม เพราะฉะนั้นทฤษฎีหนึ่งทฤษฎีใดสามารถที่จะจัดว่าเป็น Subjectivistic หรือ Objectivistic ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเป็นอันใดอันหนึ่ง แต่จะเป็นสองอย่างพร้อมกันไม่ได้เพราะมันคนละอย่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเขาวิเคราะห์ภาษาในทางจริยธรรมอย่างไร, ขึ้นอยู่กับวิธีการวิเคราะห์ภาษาในทางจริยธรรม แต่สิ่งที่เรียกว่าเป็นแนวในเรื่อง Objectivistic นั้น ก็คือทฤษฎีที่ไม่เป็นพวก Subjectivistic ถ้าทฤษฎีใดที่ไม่เป็น Subjectivistic ก็ถือว่าเป็น Objectivistic ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้าหากเราจะเข้าใจว่าอะไรเป็นทฤษฎีในลักษณะที่เป็นแบบ Objectivistic แล้ว เราก็จะต้องเข้าใจก่อนว่าที่เรียกว่า Subjectivistic นั้นคืออะไร ทฤษฎีที่มีแนวอย่างไรจึงเรียกว่าเป็น Subjectivistic ถ้าเรารู้แนวอย่างนี้แล้ว ที่ไม่ใช่แนวอย่างนี้ก็ถือเป็น Objectivistic ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเราจึงมาดูว่าลักษณะที่สำคัญของทฤษฎีที่จัดว่าเป็น Subjectivistic นั้น

ลักษณะที่ ๑ ก็คือ ถ้าทฤษฎีใดถือว่าสิ่งที่เรียกว่าเป็นคำกล่าวในเชิงจริยธรรมอย่างเช่น การลักขโมยเป็นสิ่งที่ผิด ไม่ใช่ไปขโมยผิด การลักขโมยเป็นการกระทำที่ผิด ถ้าไปบอกว่าคำกล่าวเหล่านี้จะถือว่าถูกหรือผิดไม่ได้ ก็ถือว่าทฤษฎีที่มองแบบนี้ ที่วิเคราะห์ออกมาในลักษณะอย่างนี้ก็ถือว่าเป็น Subjectivistic

ลักษณะที่ ๒ ก็คือ ถ้าหากว่าทฤษฎีใดถือว่าเป็นคำกล่าวที่บอกว่าเป็นเรื่องชี้แนะว่าถูกหรือผิดนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกหรือผิด จริงหรือไม่จริง แต่ว่ามันเป็นเรื่องทางจิตวิทยาของผู้ที่พูดเท่านั้น ก็ถือว่าเป็นประเภท Subjectivistic เหมือนกัน

Subjective นั้นบางทีก็เป็นพวกอัตนัย ขึ้นอยู่กับตัวตน, ขึ้นอยู่กับความเห็น, ขึ้นอยู่กับจิต, ขึ้นอยู่กับวินิจฉัยของบุคคล และพวก Objective นั้นเป็นไปตามเนื้อผ้า, ตามที่มันเป็นของมัน แยกต่างหากจากตัวตนของคน ๆ หนึ่งคนใดหรือว่าของทุกคน เป็นเครื่องปรามจิตของมันต่างหาก ไม่ใช่เป็นภาวะของจิตหรือสะท้อนในเรื่องของจิต แต่ทีนี้บางทีอาจจะเรียกว่าเป็นปฏิฐานนิยม แต่พอแปลแล้วก็ไม่รู้เรื่อง แต่ทีนี้ในทางของพวกปฏิฐานนิยมหรือในเรื่องของวิทยาศาสตร์ ก็ถือว่าวิทยาศาสตร์จะต้องมีการหาความรู้ สำรวจความรู้ สำรวจปรากฏการณ์ทั้งหลายในธรรมชาติ อย่าง Objective หรือว่าอย่างเป็นกลาง ก็คือว่า น้ำที่บอกว่าจะเดือดในอุณหภูมิ ๑๐๐ องศา ไม่ใช่มาคิด ๆ เอาว่ามันควรจะเดือดเมื่อไหร่ แต่ว่ามันจะต้องพูดกันไปตามปรากฏการณ์ที่มันเป็นจริง แต่ทีนี้คำว่าปรากฏการณ์ที่มันเป็นจริงนั้น จะเป็นอย่างไรมันก็ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ตั้งเอาไว้ เกณฑ์ที่ตั้งเอาไว้ในที่นี้ก็คือว่า บางทีอาจจะวัดหน่วยของความร้อนออกมาเป็นอุณหภูมิอย่างนี้เป็นต้น ตอนนี้หน่วยความร้อนคืออุณหภูมิสามารถที่จะดูได้อย่างไร, สังเกตได้อย่างไรว่ามันเป็นอย่างไรแล้วในตอนนี้ ก็ดูได้จากการขยายตัวของสารบางอย่างที่มีการยืดหยุ่นตัวสูง ก็คือปรอทอย่างนี้เป็นต้น ไอ้ตัวนี้ถือว่าเป็นเกณฑ์กลางมาตรฐาน ซึ่งเกณฑ์กลางมาตรฐานอันนี้เป็นปรากฏการณ์ที่คงตัว โดยไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของใคร ไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึก… เหมือนกับเมื่อกี้เราอาจจะรู้สึกร้อนทั้ง ๆ ที่อุณหภูมิต่ำ หรืออุณหภูมิสูงบางทีก็หนาวก็ได้เนื่องจากผลสอบออก หนาวในลักษณะแบบนี้เป็น Subjective แล้ว แต่ถ้าหมอจะดูว่าเราไข้ขึ้นหรือไม่แล้วเอาปรอทให้มาอมแล้วมาดูว่ามันไปถึงกี่เซลเซียสแล้ว โดยดูการขยายตัวของมันอย่างนี้คือ Objective เพราะฉะนั้น Objective นั้นบางคนไข้ขึ้นสูงมาก บางทีวัดได้ตั้ง ๔๐ อุณหภูมิในร่างกาย แต่ว่าในตอนนั้นเรารู้สึกสบายมาเนื่องจากผลสอบออกมา A คนหนึ่ง ๓๒, ๓๕ องศา ซึ่งปกติมากในทางการแพทย์ ปรากฏว่าร้อนมากเนื่องจากได้ F หรือติด i อุณหภูมิในร่างกายปรากฏว่าเกือบ ๕๐ เกือบเดือดและหนาว อันนี้เป็น Subjective ส่วนเขาจะใช้คำอะไรบ้างก็ให้ไปดูก็แล้วกัน เป็นพวกอัตนัยนิยม, อัตตนิยม, ปฏิฐานนิยม หรืออะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ แต่ขอให้เข้าใจตรงจุดนี้ ว่าอะไรที่มันเป็น Objective นั้นมันอยู่ของมันเองไม่ได้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัย หรืออารมณ์ความรู้สึกของใคร แต่ถ้าเป็น Subjective นั้นขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยหรือความเห็นส่วนบุคคลหรือความเห็น, ความรู้สึกส่วนบุคคล เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่เป็น ๒ ลักษณะอันนี้ ซึ่งเป็น Subjective ถ้าไม่เป็นก็ถือว่าเป็นแนวแบบ Objective ทั้งสิ้น

… and only that person, then again it it subjectivistic. เขายกตัวอย่าง Thomas Hobb ทฤษฎีจริยธรรมของ Thomas Hobb นั้นก็ถือว่าเป็นตัวอย่างที่มักจะถือว่า Subjectivistic เป็นพวกอัตตะนิยม เพราะว่าทฤษฎีของท่านนั้นถือว่า อย่างที่บอกว่าอันนี้ดีนั้นสามารถจะวิเคราะห์ลงไปถึงที่สุดแล้วก็คือว่าฉันต้องการสิ่งนี้ ถ้าพูดไปแล้วที่ว่า “ดี” ก็คือ “ฉันต้องการสิ่งนี้”

Moral languang, in his view, merely uses another form of words this speak about one's desires, ก็คือภาษาของจริยธรรมที่จริงแล้วก็คือเป็นวิธีการบอกความรู้สึกของผู้พูด, เป็นการบอกความรู้สึกของผู้กล่าวเท่านั้นเอง อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เป็นลักษณะของ Subjective ทฤษฎีของค้านท์ก็ถือว่าเป็น Subjectivistic เหมือนกัน บางคนว่าอย่างนั้น (ตีความว่าเป็นประเภท Subjectivistic เหมือนกัน) เพราะว่าในที่สุดแล้วค้านท์ถือว่าคำกล่าวที่บอกว่าดี / ชั่วนั้น เป็นลักษณะของคำสั่ง เวลาพูดถึงคำสั่งนั้นเราไม่เรียกว่าเป็นเรื่องที่ถูกหรือผิด อาจจะเรียกว่าเป็นเรื่องความต้องการให้เป็นไปของผู้ที่สั่งเท่านั้นเอง

ในแง่ของ Platonism และ Utilitarianism ของทฤษฎีจริยศาสตร์ของเพลโต้และของอรรถประโยชน์นิยมถือว่าเป็น Objectivistic เป็นลักษณะของปฏิฐานนิยม, เป็นลักษณะของ, เป็นแบบปรนัย ตามความหมายดังกล่าว ที่นี้เขามาอธิบายให้ฟังว่าที่เป็นหมายความว่าอย่างไร เพราะเพลโต้ถือว่าคำกล่าวทางจริยธรรมนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกหรือผิด เหมือนกับเราที่บอกว่า ๒+๒ เป็น ๔ ถ้าใครไปบอกว่า ๒+๒ เป็น ๕ หรือเป็น ๓ นั้นถือว่าผิด มันมีเกณฑ์ที่ตั้งอยู่ เหมือนกับที่อาจารย์บอกว่าน้ำเดือดที่ ๑๐๐ องศา เป็นต้น เวลาพูดถึงว่าอะไรถูกหรือผิด บอกว่าถูกหรือผิดตามเกณฑ์ที่มันแน่นอนชัดเจนแล้วไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเรา ในทำนองเดียวกัน เวลาบอกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี มันไม่ใช่เป็นเรื่องภาวะจิต หรือการแสดงความรู้สึกทางจิตของบุคคล ( if true, but are a certain feature of the world called 'goodness'.) เพราะฉะนั้นที่บอกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีนั้น เป็นการบอกลักษณะของสิ่งที่เข้ากับมาตรฐานที่เรียกว่าเป็น “ความดี” ที่บอกว่าน้ำเดือดที่ ๑๐๐ องศานั้นก็คือมาตรฐานของวัตถุที่เรากำลังใช้วัด ซึ่งเป็นเรื่องที่เราสังเกตได้ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับประเภทได้เกรดแล้วก็รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ทฤษฎีอรรถประโยชน์นิยมนั้นก็เป็นทำนองเดียวกับ Platonism ใน ๒ ความหมายที่ว่า ( Utilitarianism resembles Platonism in both of these respects.) อย่างเวลาเราบอกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถูก หมายถึงว่ามันจะต้องมีเกณฑ์อะไรบางอย่างที่ถือว่าถ้าเข้าเกณฑ์นั้นมันก็ถือว่าเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับความรู้สึก สิ่งใดที่เป็นสิ่งที่ดีนั้นก็คือว่าจะต้องให้ความสุขมากกว่าความทุกข์, ให้ความพอใจมากกว่าความเจ็บปวด ( 'The will produce an excess of pleasure over pain,') ซึ่งคำกล่าวลักษณะนี้เป็นลักษณะของการตัดสินในเชิงวิทยาศาสตร์ เพราะการตัดสินในเชิงวิทยาศาสตร์นั้นก็คือการตัดสินตามเกณฑ์ที่อยู่นอกเหนือความรู้สึกนึกคิดของบุคคล ( and on this translation are simply ordinary scientific judgements; ) ในทำนองเดียวกัน ( likewise,) ถึงแม้ว่าการตัดสินดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องของจิตวิทยา เพราะเวลาพูดว่าความสุขหรือความทุกข์เป็นเรื่องจิตวิทยาเหมือนกัน แต่ว่าที่เราบอกว่าเป็นลักษณะของปรนัยก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องความสุขและความทุกข์ของคนอื่น ไม่ใช่แสดงถึงสภาวะจิตของผู้พูด (ความสุขความทุกข์ของคนอื่นไม่ใช่เป็นเรื่องจิตของผู้พูด) เพราะฉะนั้นขอให้สังเกตอันหนึ่ง เพราะฉะนั้นทำไมลัทธิอรรถประโยชน์นิยมนั้นจึงเป็นรากฐานอันหนึ่งที่สำคัญของลัทธิประชาธิปไตย เพราะลัทธิประชาธิปไตยนั้นถือว่า รัฐมีความจำเป็นเท่าที่รัฐนั้นมาให้หลักประกันในเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชน, ของพลเมือง

เพราะฉะนั้นถ้าหากเป็นอย่างนี้จะประเมินได้อย่างไรว่ารัฐควรไปในแนวใด - รัฐควรจะไปในแนวที่ตอบสนองความพอใจของผู้คน ก็เป็นเรื่องของการวัดได้โดยเปิดโอกาสให้บุคคลมีและแสดงสิทธิเสรีภาพ แต่ทีนี้วิธีแสดงสิทธิเสรีภาพจะตัดสินตรงไหนเมื่อคนมีความขัดแย้งกัน - ก็ต้องเอาเสียงส่วนใหญ่เข้ามา เพราะฉะนั้นลัทธิอรรถประโยชน์นิยมจึงถือว่าเป็นรากฐานของประชาธิปไตยด้วย เป็นการประยุกต์บานปลายตั้งเยอะแยะไปหมด เพราะถ้าหากว่าไม่ใช้ทฤษฎีประเภทแบบนี้ขึ้นมาจะมา จะเอาเป็นเกณฑ์ในเมื่อทุกคนถูกหมด ในสภาเสียงเท่ากันก็ถูกเสียงข้างมากก็ถูก เสียงข้างน้อยก็ถูก ถูกทั้งนั้น จนทำอะไรไม่ได้เลย

ยกตัวอย่างเรื่องขำขัน “บัณฑิตเออออห่อหมก” ในประเทศจีนเราก็เห็นอยู่แล้วว่าเขายกย่องบัณฑิต และบัณฑิตนั้นก็เป็นที่พึ่งในเรื่องของการวินิจฉัยว่าอะไรถูกผิด ควรไม่ควร ที่จริงสังคมทุกสังคมเขาก็ยกย่องบัณฑิต ในพุทธศาสนาเองก็ถือว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นมาตรฐานในการที่เราใช้เป็นเกณฑ์ยอมรับการกระทำใด ก็คือว่าบัณฑิตไม่ติเตียน ถ้าเราไม่แน่ใจว่ามันถูกหรือผิดก็ดูว่าบัณฑิตติเตียนหรือไม่ เราก็หวังว่าบัณฑิตนั้นคงจะไม่ไปติเตียนอะไรตามใจ จะต้องยึดความถูกต้องเป็นเกณฑ์ ที่นี้คนอื่นที่ไม่รู้ความถูกต้องและไม่อยู่ในคุณธรรมเราก็เอาข้อวินิจฉัยของเขามาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้ เราจึงเอาบรรทัดฐานตรงนั้นเพราะบัณฑิตนั้นก็คือเข้าใจว่าผู้ที่รู้และพึงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เพราะฉะนั้นเสมือนเป็นกระจกที่ถูกต้องคนก็จะเชื่อบัณฑิต

แต่ที่นี้บัณฑิตเอออห่อหมก ก็คือบัณฑิตที่ไม่ขัดคอใคร บัณฑิตคนนี้ก็มีภรรยาอยู่รักใกล้ชิดใคร่ปองดองกันดี สามีทำอะไรภรรยาก็รู้ ก็มีสามีภรรยาคู่หนึ่งมาฟ้องบัณฑิตในเรื่องปัญหาที่ขัดแย้ง, ทะเลาะกันกับภรรยา ภรรยาก็มาฟ้องบัณฑิตก็ว่า “เออ ก็ถูก ที่เธอว่าไปมันก็ถูก ถูกของเธอ” พอเมียกลับไปสามีก็มาฟ้องร้องว่าภรรยาเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ บัณฑิตเอออห่อหมกก็ว่า “ถูก ที่คุณพูดก็ถูก” ภรรยาของบัณฑิตก็แปลกใจจึงไปถามบัณฑิตว่า “ไปตัดสินอย่างนี้ได้อย่างไร มันต้องมีถูกมีผิด คนขัดแย้งกันอยู่คนละฟากกัน สองขั้วที่เป็นบวกกับลบ เพราะฉะนั้นที่เป็นบวกก็จะต้องมีอยู่อันเดียว” บัณฑิตก็บอกว่า “ที่เธอพูดก็ถูก” เพราะฉะนั้นทำยังงัยดี อันนี้คือลักษณะของปฏิฐานนิยม มันก็จะทำให้ทำอะไรได้ อย่างเช่นว่านี่ก็คือเวลาอ่านหนังสือก็ไปดูต่อเอง อ่านเองได้

อาจารย์จะลองตั้งคำถามให้นักศึกษาตอบ อย่างเช่นในชีทเรื่อง THE CONCEPT AND IMPACT OF CULTURE. คำว่า CULTURAL VALUE หมายความว่าอะไร,หรือยกตัวอย่าง SILEN LANGUAGE ของสังคมไทย คือภาษาเงียบ, ภาษาใบ้ คือภาษาที่ไม่ออกเป็นคำ แต่ออกเป็นพฤติกรรม หรือที่บ่งบอกถึงความหมายบางอย่างโดยที่เรารู้ได้จากวัฒนธรรมนั้น ๆ เป็นตัวกำหนด ยกตัวอย่างว่าวัฒนธรรมก่อให้คนรู้สึกว่าสิ่งที่ถูกต้องในการที่จะอยู่ใกล้กันของบุคคลที่เกี่ยวข้องกัน, ของบุคคลที่ข้องแวะกันรักษาระดับห่างขนาดไหน เพราะฉะนั้นเวลาคนในสังคมอยู่ด้วยกัน อาจจะรักษาระดับความห่างแค่แขนหรือศอกกว่า หรือเวลาไปประชุมด้วยกัน, กินเลี้ยงต่างคนต่างพยายามรักษาระยะห่างของตัวเอง, ที่ตัวเองเคยชินเอาไว้ว่าต้องเป็นอย่างนั้น ถ้าหากไม่เป็นอย่างนั้นเราจะอึดอัด ฝ่ายนี้ก็จะเข้าไปใกล้ก็กลายเป็นอึดอัด อีกฝ่ายหนึ่งเข้ามาชิดเราก็อึดอัดคนก็ถอยวนกันอยู่ในงานโดยที่ไม่รู้ตัว อย่างนี้เป็นต้น นี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใจความเป็นจริงของมนุษย์ในสังคม อันนี้เป็นเรื่องของ silen language ในสังคมไทย อย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นการเอาความเข้าใจนั้นมาประยุกต์ใช้แล้วอีกขั้นหนึ่ง ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้แล้วเราก็อาจจะบอกว่า อาจารย์อาจจะแปลงคำถามแล้วให้ยกตัวอย่าง

คำถามก่อนจาก - พวกเอียงขวา คือพวกที่อยู่ทางฝ่ายของนายทุน คือพวกที่นิยมไปทางลัทธิเสรีนิยมหรือว่าทุนนิยม ส่วนพวกเอียงซ้ายคือพวกที่ยึดถือแนวของสังคมนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวของสังคมนิยมแบบเผด็จการ คือสังคมนิยมแบบปฏิวัติ


ลัทธิการเมือง  
l-------------------------------------------------------------------l--------------------------------------------------------------l
Capitalism Democratic Socialism Revolutionary Socialism
(สังคมนิยมแบบปฏิวัติ)
   

          l----- Marxism

   

          l----- Stalinism

   

          l----- Maoism

   

          l----- Laninism

 

เป็นโครงสร้างความคิดแม่บททางด้านทฤษฎี และทางด้านขวานี้เป็นสังคมนิยมแบบปฏิวัติ ซึ่งตัวแม่บทที่สำคัญก็คือ Marxism เพราะเป็นทฤษฎีของคาร์ล มาร์ค แต่ว่าทฤษฎีของคาร์ล มาร์คที่เรานำไปใช้ในที่ต่าง ๆ …Leninism ต่าง ๆ อันนี้ถือถือว่าเป็น… ส่วนตรงนั้นเป็นเรื่อง Capitalism อีกอันหนึ่งเป็น Democertism เพราะฉะนั้นลัทธิการเมืองตรงนี้จะมีเรื่อง ๒ เรื่องอยู่ด้วยกัน เรื่องหนึ่งก็คือกระบวนการทางการเมือง ส่วนอันที่สองก็คือในเรื่องของความเป็นธรรมในเรื่องของทางเศรษฐกิจ, เป็นเรื่องของการกระจายผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ

ในแง่ของ Capitalism เรื่องของความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจนั้นตัดสินโดยปัจเจกบุคคล ตรงนี้ก็คือว่าบุคคลนั้นได้รับสิทธิเสรีภาพในการแสวงหาปัจจัยและก็ผลผลิต และก็…การผลิตต่าง ๆ ขึ้นมาซึ่งถือว่าเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่จะเป็นตัวกำหนด กลไกในการที่จะดำเนินไปตรงนี้เป็นเรื่องของกลไกตลาด, เป็นเรื่องของกลไกราคา, เป็นเรื่องของกลไกการเงิน อย่างเช่นในเรื่องของ Demand / อุปสงค์, Supply / อุปทาน อย่างเช่นก็คือว่าถ้าหากว่ามี Demand มากหรือมีความต้องการสูง แต่ว่าผลผลิตที่จะตอบสนองความต้องการนั้นมีน้อย ราคามันก็สูง แต่หากว่ามีความต้องการน้อย ผลผลิตมากราคามันก็ต่ำ เพราะฉะนั้นกลไกตรงนี้ ราคานั้นเป็นตัวชี้นำในการเลือกตัดสินใจซื้อหาจับจ่ายใช้สอยของคนในสังคม เพราะฉะนั้นกลไกตรงนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อบุคคลมีสิทธิเสรีภาพทางการเงิน, มีสิทธิเสรีภาพในทางเศรษฐกิจ ถ้าหากว่าบุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกต่าง ๆ ไม่มีการผูกขาดโดยอะไรต่าง ๆ หรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดต่าง ๆ ให้เป็นไปตามกลไกต่าง ๆ การเมืองไม่เป็นไปตามการกำหนดของบุคคลในสังคมนั้น เรื่องเหล่านี้จะเป็นเรื่องของ Capitalism ซึ่งตัวนี้เองที่มาร์คมองว่า ในที่สุดแล้วคนที่ได้เปรียบในสังคมนั้นจะกดขี่คนอื่น และในการกดขี่คนอื่นนั้นก็จะสร้างสิ่งที่เรียกว่าเป็นโครงสร้างส่วนบน / Super Structure ก็คือพวกกฎหมาย, แม้กระทั่งในเรื่องของวรรณคดีต่าง ๆ ขึ้นมา และลักษณะของ Super Structure นี้มีมาโดยตลอด ที่เห็นได้ชัดก็คือว่าอย่างในสังคมไทยนั้นเวลาเขาวิเคราะห์ในสายตาหรือในแนวคิดของ Socialism หรือ Marxism นั้น เขาก็จะยกอะไรหลายอย่างเป็นต้นว่าวรรณคดี วรรณคดีที่ยกย่องชนชั้นสูงต่าง ๆ หรือว่าสร้างในเรื่องของชนชั้น พูดในเรื่องของชาติกำเนิด หรือแม้กระทั่งในเรื่องของศาสนา เพราะฉะนั้นมาร์คถึงบอกว่า “ศาสนาเป็นยาเสพติดมวลชน” (Religion is a … of the mass.) เพราะว่าศาสนานั้นได้เบนความสนใจของคนที่จะตอบคำถามว่า การกดขี่ขูดรีดนั้นมันเป็นปรากฏการณ์ในโลกนี้ที่เขาสามารถจะแก้ และเขาต้องแก้โดยการลุกขึ้นล้มล้างระบบไม่เป็นธรรมที่เป็นอยู่ กลายเป็นว่าความไม่เป็นธรรมที่เป็นอยู่นั้นเป็นเรื่องของการกำหนดของศาสนาตามแนวคิด อาจจะเป็นกฎแห่งกรรม อาจจะเป็นพระผู้เป็นเจ้า แบะในที่สุดแล้วความเป็นธรรมก็จะเห็นได้ในโลกหน้า ถึงแม้เขาถูกกดขี่ขูดรีดในโลกนี้ ในที่สุดเขาก็อาจจะได้ใช้กรรมไปแล้ว หรือในโลกหน้านั้นเขาก็อาจจะมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นสถานะภาพที่เป็นอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ชอบธรรมแล้วเขาก็ไม่ต้องไปต่อสู้ดิ้นรน ก็กลายเป็นว่าไอ้ตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Super Structure ในรูปของศาสนาหรือกฎเกณฑ์ทางสังคมที่คงการกดขี่หรือขูดรีดเอาไว้ รวมไปถึงกฎหมายหรืออะไรอื่น ๆ อีกมากมาย อย่างเช่นทุกวันนี้ที่กฎหมายเอื้อประโยชน์แก่นายทุน แต่ไม่ให้ประโยชน์แก่ผู้ใช้แรงงานหรือกรรมกร ไอ้สารพัดเป็นส่วนหนึ่งของ Super Structure แล้วพอเขาเอามือใครยาวสาวได้สาวเอาต่าง ๆ การผูกขาดต่าง ๆ เป็นเรื่องที่พวก Marxist จะนำมาวิพากษ์วิจารณ์

เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเป็นแนวคิดของ Marxist แล้ว ในที่สุดขั้นตอนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยุคทุนนิยมนั้นจะต้องเปลี่ยนแปลงไป เพราะมีคนลุกขึ้นมาล้มล้างและก็ทำหน้าที่ปกครองขึ้นมา เป็นสังคมนิยมก็จะต้องถือหลักว่าทรัพย์สินจะถือว่าเป็นเรื่องของการครอบครองของปัจเจกบุคคลไม่ได้ ทรัพย์สินนั้นจะต้องตกเป็นของรัฐ และคนที่ดูแลเรื่องนี้ก็คือคณะบุคคล อาจจะเป็นพรรคคอมมิวนิสต์หรืออะไรต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อจัดการ แต่ว่ายังเป็นขั้นก้าวหน้าที่ไม่ยุติด ถ้ายุติดจริง ๆ ก็คือรัฐคอมมิวนิสต์ ซึ่งรัฐเขาก็มีความจำเป็น ที่สุดรัสเซียก็ล่มเสียก่อน และวิธีที่จะให้เกิดความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมนั้นเป็นวิธีทางการเมืองโดยการใช้กำลังหรือปฏิวัติล้มล้าง ล้มรัฐบาลที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นในรัสเซียนั้นก็มีการล้มพระเจ้าซาร์ ส่วนในจีนนั้นก็ล้มฮ่องเต้ / ล้มจักรพรรดิ์ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ประเทศไทยที่พรรคคอมมิวนิสต์เป็นภัยสังคม คราวนี้ปรากฏว่ามีลัทธิแยกขึ้นมาซึ่งมาร์คหรือพวกชาวลัทธิมาร์คซิสเองไม่ชอบ เพราะปรากฏว่าคำพยากรณ์หลังจากของมาร์คที่บอกว่า ในที่สุดเมื่อมีการกดขี่ขูดรีด หนักหน่วงถึงขีดแล้วคนเหล่านี้จะลุกขึ้นมามันไม่ใช่ ปรากฏว่ามันไม่ได้เป็นไปอย่างที่ว่า เนื่องจากว่าในที่สุดแล้วก็ได้มีการเคลื่อนไหวในทางด้านความคิด และเคลื่อนไหวในทางด้านเศรษฐกิจ, สังคมของผู้ใช้แรงงานของกรรมกร จนในที่สุดเกิดเป็นพรรคแรงงานขึ้นมา มีสิทธิมีเสียงมีบทบาทในการกำหนดระเบียบกฎเกณฑ์การจัดสรรผลประโยชน์ ความเป็นธรรมในทางเศรษฐกิจขึ้นมา โดยใช้วิธีการที่ไม่รุนแรงคือวิธีการทางด้านประชาธิปไตย แต่ว่าผลของมันนั้นเป็นการพยายามจะลบล้างช่องว่างในทางเศรษฐกิจที่มาร์คถือว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องขจัด แต่ทฤษฎีนี้เองได้ทำให้ เนื่องจากว่าลัทธิมาร์คซึ่งอาศัยความผุกร่อนหรือความสุกงอม หรือความเน่าเปื่อยของคอมมิวนิสต์ที่เป็นอยู่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กลับไม่ใช่กลับถูกดองเอาไว้ เนื่องจากมีการแก้ปัญหาขึ้นมาทีละเล็กละน้อย ซึ่งอังกฤษหรือกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียเป็นตัวอย่าง อย่างเช่นมีระบบภาษีก้าวหน้า มีการประกันสังคม มีการให้สวัสดิการแก่คนที่ตกงาน ให้ได้รับการจ้างงาน สวัสดิการแก่คนชราหรือผู้หญิง เด็กอะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็กลายเป็นว่าเป็นสังคมเดียวในทางเศรษฐกิจ แต่วิถีทางในการที่เกิดบรรลุเป้าหมายนั้นเป็นวิถีทางการเมืองแบบสันติวิธีหรือประชาธิปไตย ตรงนี้เองจึงเป็น Democrative Socialism นี่คือเป็นเรื่องของลัทธิทางการเมืองในแนวหนึ่งที่มีผลต่อโลกเป็นอย่างมาก

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 8 October, 2006 5:48 PM