http://www.duangden.com
สมจศ 528 พื้นฐานเชิงประจักษ์ทางจริยศาสตร์
[ SHES 528 Empirical Foundation of Ethics ]

ครั้งที่ 12 : Conclusion
 
 


***

ทฤษฎีจริยศาสตร์ของมอริส ชลิค ซึ่งหัวใจที่สำคัญของเขามีอยู่ 2 จุด คือกฎแห่งแรงจูงใจ กับกฎแห่งการกระทำให้สอดคล้องกัน ประเด็นก็คือกฎ 2 กฎนี้มีไว้ทำไม ก็มีไว้ดูว่าอะไรคือดีในเชิงจริยธรรมนั่นเอง อย่าลืมว่าชลิคกำลังจะหาเงื่อนไขเชิงประจักษ์ ซึ่งเงื่อนไขเชิงประจักษ์ก็คือเงื่อนไขที่ตรวจสอบได้ด้วยประสาทสัมผัส หรือวิทยาศาสตร์ และสิ่งที่ในที่สุดแล้วเขาใช้ว่าเป็นเงื่อนไขเชิงประจักษ์ก็คือ Law Of Motivation กับ Law of Assimilation นั่นเอง

ชลิคบอกว่าสิ่งที่ดีก็คือ สิ่งที่ทำให้เราได้ความพึงพอใจมากที่สุด หรือให้ความ…กับสิ่งอื่น ๆ ที่เป็นทางเลือก ซึ่งอันนี้ก็เป็นกฎของแรงจูงใจว่า เวลาเราจะเลือกสิ่งที่เป็นแรงจูงใจให้เราเลือกสิ่งนี้แทนที่จะไปเลือกอีกสิ่งหนึ่ง ก็คือความพึงพอใจ หรือ Pressure หรือการหลีกเลี่ยงความทุกข์นั่นเอง อันนี้เป็นกฎพื้นฐานที่โดยทั่วไปแล้วเราจะยอมรับว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเรา เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าทำไมเป็น Empirical เป็นจิตวิทยา

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีก็คือสิ่งที่น่าพึงพอใจ แต่ประเด็นก็คือ แล้วถ้าเป็นอย่างนี้มันจะเป็นจริยศาสตร์ได้อย่างไร เพราะสิ่งที่ดีสำหรับฆาตกรก็คือการได้ฆ่าคนแล้วพึงพอใจที่ได้ฆ่า ถ้าเขาพึงพอใจที่เขาได้ฆ่า แล้วความพึงพอใจ สิ่งไหนคือความพึงพอใจนั่นคือสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้นการฆ่าคนก็ต้องเป็นสิ่งที่ดี จุดตรงนี้เองชลิคจึงเสนอความคิดเห็นว่า สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าพึงพอใจ หรือถ้าคิดว่าทำสิ่งที่น่าพึงพอใจ… ประเด็นก็คือความความดีเชิงจริยธรรมมันจะต้องไปกันได้กับ Law of Assimilation ซึ่งเขาก็บอกไว้ในหน้าสุดท้ายของชีทชลิค ตั้งแต่ข้อ 2 เป็นต้นไป คือ สิ่งที่เป็นจริธรรม หรือสิ่งที่น่าพึงพอใจทางจริยธรรม สมมติเราเห็นว่ามันน่าพึงพอใจ พอเราทำลงไปก็มันก็จะน่าพึงพอใจจริง ๆ และมันก็สอดคล้องกัน และความน่าพึงพอใจที่ได้จะเป็นในลักษณะที่ว่าในที่สุดแล้วมันจะไม่มาบั่นทอนความน่าพึงพอใจนั้นลงไปในอนาคต ก็คือมันมีคุณค่า คือมันน่าพึงพอใจ มันมีคุณค่าที่แท้จริงเพราะพอทำแล้วก็น่าพึงพอใจจริง ๆ และมันก็มีคุณค่าสูงสุดเพราะมันจะไม่บั่นทอนตัวเองในอนาคต ไม่เหมือนกับอย่างอื่นบางอย่างเช่น สมมติ กินเหล้า บางคนคิดถึงกลิ่นเหล้าก็ไม่น่าพึงพอใจ พอไปดื่มก็รู้สึกพึงพอใจ และพอดื่มไปมาก ๆ ก็ชักเริ่มจะไม่พึงพอใจแล้ว เช่น ปวดหัว หรือตับเริ่มแข็ง คือไม่ได้มีคุณค่าสูงสุดจริง ๆ และเขาก็บอกว่า แรงจูงใจคือแรงกระตุ้นทางสังคมนั้นตอบสนองต่อเงื่อนไขเหล่านี้ทั้งหมด ก็เลยสรุปว่า นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เรามองเห็นได้ว่า สิ่งที่น่าพึงพอใจสำหรับสังคมกลายมาเป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจสำหรับบุคลได้

ประเด็นที่อยากให้ตระหนักไว้ก็คือ เรื่องนี้มีเรื่องความเชื่อเข้ามาเป็นสำคัญ เช่น เราเชื่อว่าพึงพอใจ หรือสังคมเชื่อว่าทำแล้วมันจะดีกับสังคม ดังนั้นสำหรับชลิคแล้ว จริยธรรมหรือศีลธรรมของสังคมอาจจะเปลี่ยนไปได้ถ้าเรามีความรู้เพิ่มขึ้น หรือว่าถ้าเรารู้จักเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ มันเลยไม่ใช่เรื่องที่มันตายตัว ทั้ง ๆ ที่ดูเหมือนว่าจะมีกฎที่ตายตัวว่ามีเพียงเพียง 2 กฎคือ Law Of Motivation กับ Law of Assimilation เท่านั้น อันนี้คือภาพกว้าง ๆ ของชลิค เพราะฉะนั้นเวลาไปอ่านอย่าติดอยู่ข้างหน้าเท่านั้น เพราะคนที่อ่านบางทีติดอยู่กับศาสตร์เชิงบรรทัดฐานเท่านั้นเอง แต่ถ้าติดอยู่เท่านี้หรือยังไปไม่ถึงไหน คือยังไม่ตอบสนองกับจุดประสงค์ของชลิค เพราะชลิคต้องการอธิบายว่าเวลาคนบอกว่าการกระทำนี้มีค่าทางจริยธรรม หรือดีทางจริยธรรมนั้นมันมีเงื่อนไขที่ทำให้ถูกอย่างไร ซึ่งเงื่อนไขนั้นเป็นเงื่อนไขกฎสากล (ซึ่งกฎสากลก็คือ Law of Motivation กับ Law of Assimilation) แต่สิ่งที่ได้จากศาสตร์เชิงบรรทัดฐานนั้นไม่ใช่กฎสากล มันเป็นเพียงคล้าย ๆ กับการดูว่าเวลาคนใช้ทำ เขาใช้กันอย่างไรเท่านั้น ไม่ได้ดูไปถึงความเป็นจริงทางธรรมชาติเบื้องหลังว่ามันมีอะไรอยู่ข้างหลัง อันนี้คือภาพกว้าง ๆ ของชลิคซึ่งก็จะเห็นได้ว่ามันเกี่ยวข้องกับที่เราเรียนอย่างตอนท้ายมา เพราะมีการพูดถึงทฤษฎีทางจิตวิทยามากมาย แต่มันจะต่างกันมั๊ย มันต่างกันตรงที่ว่าทฤษฎีจิตวิทยาทั้งหลายที่เราเรียนในตอนหลังมักจะเปิดช่องไว้ว่า อะไรดีหรือไม่ดีก็เป็นหน้าที่ของจริยศาสตร์หรือปรัชญาให้เป็นคนตัดสิน แต่ที่ต่างกับชลิคคือ ชลิคเป็นนักปรัชญา เขาเลยตัดสินมาแล้วว่าอะไรดีหรือไม่ดี ดีคืออะไร ไม่ดีคืออะไร อย่างนี้เป็นต้น อันนี้คือชลิค

พระชินวุฒิ : คือถ้าสังคมเชื่อ… ทำแล้วมันก็ดี สมมติทำแล้วดี ชลิคก็ยอม แต่ว่าของชลิคจะคล้าย ๆ ประโยชน์นิยม คือมันดูเหมือนมีหลักอยู่ก็จริง แต่เนื้อหามันอาจจะเปลี่ยนจะไปได้บางสังคม ประโยชน์นิยมก็มีหลักคือหลักมหสุข และเนื้อหามันก็เปลี่ยนไปตามสังคม เพราะบางสังคมอยู่บนภูเขา หรืออีกสังคมอยู่ใต้ทะเล เนื้อหามันก็ต้องเปลี่ยนไปบ้าง แต่ก็หลักเดิม ชลิคก็คล้าย ๆ เพียงแต่ว่าของเขาเราไม่จำเป็นต้องบอกว่าอยู่ในประโยชน์นิยม

อย่างที่ผู้บรรยายบอก จุดที่สังเกตคือมันมีจุดยืดหยุ่น เช่น สมมติจีน คนไม่ค่อยชอบจีนกันเท่าไหร่ จีนกดสังคมไว้นาน และเขาก็เชื่อว่าดี ปรากฏว่าสมมติว่ามีนักวิทยาศาสตร์จีน หรือนักสังคมศาสตร์แสดงว่ามันไม่ดี ถ้าทำอีกอย่างจะดีกว่า อะไรอย่างนี้มันก็เปลี่ยนได้ ชลิคเขาก็ยอมรับว่าเปลี่ยนได้

(คุณอุทัยวรรณ - ไม่ได้ยิน) ก็เหมือนหลักมหสุขอย่างนี้ ประโยชน์นิยม เช่น สมัยหนึ่งหมอบอกว่าแม่ที่ท้องสูบบุหรี่ได้ ก็เขียนลงหนังสือเลยว่าสูบบุหรี่ได้ เพราะถ้าไม่สูบอารมณ์แม่จะหงุดหงิด และถ้าหงุดหงิดลูกในท้องจะไม่ดี เพราะความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยนั้นยังไม่รู้ว่าบุหรี่มีอันตราย แต่ที่เขาแนะนำให้สูบบุหรี่ได้ก็เพื่อหลักมหสุข คือให้ประชากรทั้งประเทศเติบโตมามีสุขภาพจิตที่ดี แต่พอมาอีกสมัยนี้ความรู้ก้าวหน้าไปแล้ว ปรากฏว่าสูบบุหรี่ไม่ดี ให้ไปบอกแม่ที่สูบบุหรี่เพื่อให้ประชากรเกิดมามีสุขภาพที่ดี มันก็หลักเดิม / หลักมหสุข คือหลักประชากรดี คือคนส่วนใหญ่ดี แต่พอดีมีความรู้มันเปลี่ยน ก็ต้องเปลี่ยนตาม

คือประโยชน์นิยมนั้นยอมรับการก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ยอมรับให้วิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งที่มาช่วยตัดสินปัญหาทางจริยธรรม คืออันนี้มันไม่ตายตัวเลย หลักอย่างนี้แล้วมันเปลี่ยนไม่ได้ อย่างค้านท์

กฎสากลก็กฎเดิม แต่เนื้อหา, สิ่งที่รับเข้ากฎนี้ก็ไม่เหมือนเดิม เช่นกฎสากลคือสิ่งที่สังคม, สิ่งที่ดีเป็นจริยธรรมก็คือสิ่งที่สังคมเชื่อว่าทำตามแล้วจะนำความพึงพอใจหรือความผาสุขมาให้แก่สังคม สมมติว่าทำแบบนี้มาตลอดปรากฏว่าวันหนึ่งฟ้าผ่า สภาพแวดล้อมเปลี่ยน พอทำไปแล้วมันไม่ดีก็เลยต้องเปลี่ยน แต่ทำไมเปลี่ยน เปลี่ยนไปก็เพื่อให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์เพื่อให้ได้ความพึงพอใจ บอกว่าทำไมจึงทำอันนี้ ทำอันนี้เพื่อให้ได้ กอ. ก็ทำไปเรื่อย ๆ และก็ได้ กอ. ไปเรื่อย ๆ ก็รักษากฎนี้ไว้ ถามว่าทำไมต้องทำ X ทำ X เพราะจะได้ กอ. ถ้าทำ X ไปเรื่อย ๆ มันก็จะ กอ. ไปตลอด มาวันหนึ่งสภาพแวดล้อมเปลี่ยน เช่น อยู่ดี ๆ …ทีแรกไม่มีต้นไม้ แล้วต้นไม้ขึ้น ปรากฏว่าทำ X แล้วไม่ได้ กอ. แต่ต้องทำ Y แล้วจึงได้ กอ. ก็เลยเปลี่ยนใหม่ ไม่ใช่ X แล้วทำ Y ไปเลยก็จะได้ กอ. แต่กฎ ๆ เดียวคือทำอะไรก็ได้ให้ได้ กอ. มันก็จะเป็นกฎสากล คืออะไรก็ได้ให้มันได้ กอ. แต่พอชลิคคือความผาสุขของสังคมซึ่งละเอียดอ่อน หรือ กอ. ของประโยชน์นิยมคือมหสุข

นักจิตวิทยาเข้าจะเปิดรับหมด จะเปิดรับประโยชน์นิยม ค้านท์อะไรอย่างนี้จะรับหมด แต่ว่ามันอาจจะ เช่น โคล์เบิร์กก็ไปค้านท์อย่างนี้ แต่ถ้าชลิคมันไม่ต้องเปิดรับเพราะทางปรัชญาเขาเป็นคนไปตีว่าอันนี้ใช้ไม่ได้ คือสรุปมันต่างกันตรงที่ว่า ชลิคเขาเป็นนักปรัชญานั่นเอง เขาก็ทำหน้าที่ของเขา คือเขาต้องกล้าตัดสินว่าความดีมันต้องอย่างนี้ แต่ถ้านักจิตวิทยาจะไม่กล้าตัดสินเพราะไม่ใช่หน้าที่ของเขา ส่วนชลิคก็จะค้านว่าไปพิสูจน์ซิว่า Law of Motivation กับ Law of Assimilation มันจะถูกหรือเปล่า ซึ่งเราจะเห็นว่ามันกว้างมากกว่า แต่เราก็แย้งได้ว่ามันถูกหรือไม่ถูกก็เอาจิตวิทยาไป

ทฤษฎีของเขาก็คือ เขาก็วิเคราะห์หรืออธิบายเงื่อนไขว่าความดีประกอบด้วยอะไรบ้าง ซึ่งเงื่อนไขสรุปไว้ให้ข้างหลัง แต่ประเด็นคือเขาอธิบายด้วย 2 กฎเท่านั้นเอง คือ Law of Motivation กับ Law of Assimilation ในส่วนของรายละเอียดให้ลองไปดู แต่อย่าไปสับสนกับศาสตร์เชิงบรรทัดฐาน ซึ่งศาสตร์เชิงบรรทัดฐานคือการไปเก็บข้อมูลและรู้ว่า… แต่ถ้าแน่นอนว่าเราไปเก็บเรื่อย ๆ เก็บยังงัยคงไม่มาถึง Law of Motivation นอกจากเราไปมองหา Law of Motivation เอง

อันนี้คือของชลิคซึ่งจุดสังเกตอันหนึ่งที่อยากให้สังเกตก็คือ Social Impulse / แรงกระตุ้นทางสังคม หรือบางทีเรียกเป็นอย่างอื่นคือ Altruism หรือ Love หรือ Care เหล่านี้จะเห็นได้ว่ามีตลอดเลย อย่างน้อยตั้งแต่ชลิคไปจนการเรียนครั้งที่แล้ว ปรากฏว่าคนทั่วไปมักจะบอกว่าถ้าเป็นฝรั่งจริยธรรมคือสิทธิอย่างเดียว แต่ถ้าอย่างนี้ก็จะเห็นว่าไม่ใช่ เขาก็เป็นคนเหมือนเรา และส่วนจริยธรรมก็เป็นเรื่องของน้ำใจ ถ้าแปลเป็นภาษาไทย หรือบางที Social Impulse คือการกระตุ้นที่อยากให้ผู้อื่นมีความสุข หรือ Love /ความรัก หรือ Care / ความเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่น หรือ Altruism / การช่วยเหลือผู้อื่นหรือทำให้ผู้อื่นมีความสุข อันนี้คือแก่นของจริยธรรมทั้งหมด ซึ่งถ้าเราจับหลักนี้ได้ เวลาใครพูดเรื่องที่เป็นจริยธรรม เราเอาไปดูได้ว่ามันเข้าหรือไม่

อย่างที่บอกว่าชลิคเป็น Logical Positivism เป็นคนในกลุ่มเวียนนนา-เซอร์เคิล ซึ่งเชื่อในวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าสิ่งที่มีความหมายคือสิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยประสาทสัมผัสเท่านั้น ซึ่งแน่นอนจนป่านนี้แล้วคำว่าวิทยาศาสตร์ความหมายเปลี่ยนไปเยอะแล้ว บางคนบอกวิทยาศาสตร์ก็เปลี่ยนได้ เช่นใครจะเอาทฤษฎีใหม่ที่ได้ผลเหมือนไอน์สไตน์หมดได้ แต่อธิบายโลกไม่เหมือนอย่างอันนี้ แปลว่าอย่างน้อยก็เป็นอย่างนี้ คือเริ่มจากสิ่งเชิงประจักษ์

***

จูรี่ ฮักส์รี่ : ก็คล้าย ๆ กัน ก็คืองานทางจริยศาสตร์โดยดึงจริยธรรมกลับมาหาวิทยาศาสตร์ หรือหาพื้นฐานเชิงประจักษ์ แต่ว่าซึ่งแน่นอนว่าจูรี่จะต้องเป็นนักจริยศาสตร์ แต่เวลาดึงกลับมาวิธีดึงไม่เหมือนกับชลิค เพราะชลิคเขาจะวิเคราะห์คำว่า "ดี" แต่จูรี่ดึงโดยอาศัยทฤษฎีของดาร์วิน ที่เสนอเสนอว่าการจะเข้าใจจูรี้ได้ดีก็ก็อ่านคนที่นามสกุลเหมือนเขาคือ เฮนรี่ ฮักส์รี่ ซึ่งถ้าอ่านของฮักส์รี่แล้วเราก็จะได้ภาพที่ชัดเจนว่าจริยธรรมหมายถึงอะไร ประเด็นของจูรี่นั้นมีไม่มาก

ประเด็นแรกคือ ความรู้, จุดกำเนิดของความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของมนุษย์นั้นไม่ได้เกี่ยว หรือไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับลักษณะของศีลธรรม ถึงแม่เรารู้ว่ามนุษย์ได้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมาอย่างไรในเชิงวิวัฒนาการ เช่น ได้มาเพราะวิวัฒนการนั้นมนุษย์อยู่เป็นกลุ่ม และมีการพึ่งพาตัวเองได้ช้า กว่าจะพึ่งพาตัวเองได้ก็เป็นเวลาสิบปี อะไรทำนองนี้ ถึงแม้จะรู้ว่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมันมาจากอันนี้คือจากความต้องการที่จะพึ่งพิง การต้องอยู่เป็นกลุ่ม แต่เฮนรี่บอกรู้แล้วบอกอะไรกับเรา รู้แล้วก็เท่านั้น รู้ว่าคุณมีจริยธรรมเพราะคุณต้องอยู่เป็นกลุ่ม แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าจริยธรรมนั้นควรจะเป็นอะไร นั่นก็คือพูดง่าย ๆ คือเฮนรี่แย้งว่าพวกที่ยึดถือความคิดแบบ Evolutionary Ethics กำลังใช้เหตุผลวิบัติ ซึ่งเหตุผลวิบัติอันนี้ก็คือ Naturalistic Folacy อย่างที่เคยบอกนั่นเอง (สรุป "ควร" จาก "เป็น") เช่นบอกว่า ทำไมอย่างนี้ แล้วเราบอกว่าทุกคนเขาทำกัน ความจริงคือทุกคนเป็นอย่างนี้ แต่มันควรเป็นอย่างนี้หรือเปล่า ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อันนี้คือ Naturalistic Folacy นี่ก็เหมือนกันพวกจริยศาสตร์เชิงวิวัฒนาการ ความดีควรเป็นอย่างนี้ เพราะมันเป็นอย่างนี้ แล้วที่มันเป็นอย่างนี้รู้ได้อย่างไร ก็รู้ได้จากทฤษฎีวิวัฒนาการนั่นเอง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าที่ฮักส์รี่ เฮนรี่วิจารณ์

ประเด็นต่อไปก็คือ ไหนเราลองมายอมรับคำพูดของพวกนี้ดู คือคำพูดของพวกทฤษฎีวิวัฒนาการก็จะบอกว่า ผู้ที่ Fittest, เหมาะสมที่สุด, แข็งแรงที่สุดก็คือผู้ที่จะอยู่รอด แต่ปรากฏว่าคำว่า "เหมาะสมที่สุด / Fittest" ถ้ามันไปอยู่ในโลกธรรมชาติจะมีความหมายหนึ่ง เช่น … แต่ถ้า Fittest มาอยู่ในสังคมจะมีอีกความหายคนหนึ่งคือเป็นคนมีน้ำใจ, ช่วยเหลือคนอื่น แต่ Fittest ในโลกธรรมชาติคือ เอาเปรียบได้ เอาเปรียบได้เก่ง มีการทำลายร้างสูง มีความก้าวร้าวสูง เห็นแก่ตัวสูง… แต่ในโลกของสังคมโลกมนุษย์มันไม่ใช่อย่างนั้น บอกคนที่ดี, คนที่ Fittest, คนที่เหมาะสม จะเลือกมาเป็นประธานาธิบดี จะต้องเป็นคนที่ดี มีน้ำใจ เห็นแก่สังคม ไม่ใช่ไปเลือกพวกบ้า ๆ ซาดิสม์มาเป็นประธานาธิบดีคงลำบาก อันนี้ก็มาเป็นประเด็นที่สองที่เฮนรี่แย้งว่า เขาก็ยังมองไม่เห็นว่า สมมติยอมให้ใช้ "ควร" จาก "เป็น" มาแล้ว - แล้วจะดูได้อย่างไร ถึงจะออกมาแล้วเพราะ Fittest ในสองโลกนี้มันคนละเรื่องกันเลย ในโลกธรรมชาตอกับโลกมนุษย์มันคนละเรื่องกันเลย

และประเด็นที่สามก็คือว่า มันก็เป็นประเด็นต่อเนื่อง คือ เมื่อเพียงแต่ คำว่า Fit จะไปด้วยกันไม่ได้ แต่มันยังขัดแย้งกันเอง นั่นก็คือว่าในโลกมนุษย์เพื่อที่จะรักษาจริยธรรมไว้ จะต้องช่วยกันห้ามปราม ขัดขวาง หรือแม้แต่ยับยั้ง พวกที่ Fit ในความหมายของโลกธรรมชาติ เช่น ถ้ามีคนที่เห็นแก่ตัว, คนที่เอาเปรียบคนอื่น ก็ฆ่าซะเลย มันเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะเข้าไปยับยั้ง จะเห็นว่ามันไม่มี… มันขัดแย้งกันเลย สิ่งที่จริยศาสตร์ทำคือไปยับยั้งคนพวกนี้ และถ้าใครไปยับยั้งได้ก็เป็นฮีโร่, เป็นคนที่ดี นี่คือประเด็นของเฮนรี่

คือถ้าเราเห็นแนวตรงนี้เราก็จะเห็นแนวกรอบของจูเรี่ยน พอจูเรี่ยนทำเขาก็เอามาแย้งจุดแรก คือเป็นสมมติฐานที่เฮนรี่ใช้ ก็คือจุดที่ว่า โลกธรรมชาติกับโลกของมนุษย์ (โลกของสังคม) มันกันเด็ดขาด เป็นคนละเรื่อง ก็มาแย้งที่สมมติฐานซึ่งแต่ละคนคงไม่แปลกใจว่ามันแยกโลกธรรมชาติกับโลกของสังคมเป็นไปได้อย่างไร เขาก็บอกว่าพวกนี้มันไม่ใช่สิ่งธรรมชาติพวกนี้ แต่ต้นไม้เป็นสิ่งธรรมชาติหรือเปล่า ถ้าไปจัดในสวนก็ไม่ใช่ แต่ถ้ามันอยู่ในป่าอยู่ก็ใช่ ทำนองนี้

เฮนรี่บอกว่าที่เหมาะสม คนดีกับสัตว์ที่ดีมันไม่เหมือนกัน เพราะสัตว์ที่ดีคือมันเอาชนะคนอื่นได้ ก็ใช้ความก้าวร้าวรุนแรง ความเห็นแก่ตัว อย่างลิงมันก็ฉีกเนื้อกันเลย แล้วตัวมันเองก็จะได้เป็นหัวหน้าฝูง สมมติมนุษย์จะเลือกคนที่เป็นหัวหน้า เราคงไม่เลือกคนที่ฉีกเนื้อใคร คือเอาคนที่มีน้ำใจช่วยเหลือ เป็นห่วงความสุขความทุกข์ของผู้อื่น มีความซื่อสัตย์สุจริต มันเลยดีคนละความหมาย หรือเราจะบอกคนดีของสังคมเราคือฉีกเนื้อคนอื่นได้ เห็นแก่ตัว ไม่คำนึงความรู้สึกคนอื่นเลย

กลับมาที่จูเลี่ยน ซึ่งจูเลี่ยนบอกว่า ในสังคมก็ถือว่าเป็นจุดหนึ่งในกระบวนการวิวัฒนาการ ซึ่งจุดสำคัญสำหรับมนุษย์นั้น แน่นอนว่าสังคมเกิดมานานแล้ว เป็นจุดสำคัญที่ทำให้กระบวนการวิวัฒนาการในช่วงของสังคมมีความหมายสำหรับมนุษย์ก็คือ การเกิดขึ้นของจิต คือพอมีจิตเราเลยมี…, มีฝูง และก็จิตของมนุษย์, สังคม หรือฝูงของมนุษย์มันมีความสำคัญ สำคัญในลักษณะที่ว่าจิตนั้นจะทำหน้าที่คล้าย ๆ กับแทน… แทนร่างกายอะไรทำนองนี้ คืออย่าลืมว่าวิวัฒนาการตอนแรกก็เป็นเรื่องของร่างกาย เช่น ยีราฟคอยาวก็จะอยู่ได้ แต่ถ้าคนสั้นก็จะอยู่ไม่ได้ หรือนกสีขาวอยู่ไม่ได้เพราะถูกจับไปกินหมด แต่ตัวสีดำ ๆ อยู่ได้ เพราะมองไม่เห็นหรือจับไม่ได้ แต่พอเข้ามาในกระบวนการของสังคมมนุษย์แล้วสิ่งที่มาทำหน้าที่แทนกลายเป็นเรื่องของจิตแล้ว เพราะฉะนั้นวิวัฒนาการในส่วนของสังคมที่เกิดขึ้นมาเลยเป็นวิวัฒนาการที่เป็นเรื่องของความหมาย และค่อนข้างจะอยู่ในความควบคุมของมนุษย์ เพราะเป็นเรื่องของจิต และเช่นเดียวกันในส่วนของโลกกายภาพนั้น สิ่งที่ถ่ายทอดวิวัฒนาการ เช่น ยีราฟตัวนี้คอยาว พอคลอดลูกมาก็คอยาว มีหลานก็คอยาว คือยีนส์ แต่สำหรับมนุษย์สิ่งที่ใช้ถ่ายทอดความเจริญหรือวิวัฒนาการที่ผ่านมาแล้วก็คือภาษาและวัฒนธรรมนั่นเอง สมมติจะเห็นได้ว่าต่างจากลิง อย่าลิงชิมแปนซีก็รู้วิธีเขี่ยปลวกออกมากิน แต่ว่าบางคนเขี่ยจะไม่เป็น นอกจากตัวที่มีแม่เขี่ยปลวกเป็น แล้วไปเกาะคอแม่ลิง แต่ถ้าลิงมีภาษามันก็จะสื่อสารกันแล้วมันก็จะสื่อสารกันแล้วขึ้นต้นไม้ เขี่ยปลวก เอาไม้มา มันก็จะพัฒนาขึ้น แต่ว่ามนุษย์จะมีการจดบันทึกเอาไว้ หรือมีวัฒนธรรมถ่ายทอดต่อไปว่าให้ทำอะไร …

เพราะฉะนั้น การวิพากษ์วิจารณ์ การปรับปรุงซึ่งหมายถึงการปรับปรุงวัฒนธรรมอยู่ในความควบคุมของเราในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น ตอนนี้วิวัฒนาการของมนุษย์ หรือวิวัฒนาการในระดับสังคมก็อยู่ในความควบคุมของเราในระดับหนึ่ง อันนี้คือจุดที่ 2 ของจูเรี่ยน ส่วนจุดที่สามเขาก็บอกว่า ในเมื่อโลกมนุษย์ กับโลกธรรมชาติมันสอดคล้องกันแล้ว ก็เลยเอามาใช้เป็นเกณฑ์…..….. หรือว่าการพัฒนา (Development) จะต้องไปสู่สิ่งที่ดี หรือสิ่งที่สมบูรณ์ด้วยเสมอ ซึ่งเขาใช้คำว่า Perfection (Perfection คือทำให้สมบูรณ์ขึ้น) เขาก็เลยบอกว่าถ้าอะไรมันเป็นไปตามวิวัฒนาการซึ่งนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นเสมอนั้นสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี, สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่พอมาถึงตรงนี้จูเลี่ยนก็วกกลับเข้ามาหาสิ่งที่ผู้บรรยายบอกคือ Social Impulse หรือ Altruism นั่นเอง ปัญหาคือว่าถ้าสิ่งที่ดีคือสิ่งที่ทำให้เกิดพัฒนาการ ถ้าพัฒนาในชีวิตของเราคือเราอยากรวย เราก็จะทำอะไรก็ได้ให้ตัวเองรวยอย่างนั้นหรือ หรือจะใช้ทักษะการโกงอย่างที่สุดหรืออย่างไร ซึ่งจูเลี่ยนก็บอกว่า "ยอมรับไม่ได้" เขาก็เลยบอกว่า "สิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้องคือสิ่งที่ส่งเสริมการพัฒนา หรือสอดคล้องกับวิวัฒนาการ" เพราะฉะนั้นเขาเลยเสนอต่อไปว่า "เราจะไปขัดขวางการพัฒนาของคนอื่นก็ไม่ได้ด้วย เพราะการพัฒนาใด ๆ เป็นสิ่งที่ดี" ถ้าเราพัฒนาตัวเองแล้วไปขัดขวางคนอื่นเราก็ทำสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ชอบธรรม, สุจริต หรือ Altruism เช่น เราต้องสร้างสังคมให้ดี ไม่ใช่ไปโกงจนเรารวยอยู่คนเดียว อย่างนี้เป็นต้น อันนี้ก็คือทั้งหมดของจูเลี่ยนนั่นเอง ในที่สุดก็กลับมาที่เดิม ก็คือความรักหรือการต้องการเห็นผู้อื่นเป็นผู้ที่มีความสุข หรือ Altruism นั่นเอง และจะกลับไปยังจริยศาสตร์สิ่งแวดล้อม มีแนวโน้มว่าจะเจออีกกับ Evolutionary Ethics เพราะพวกจริยศาสตร์สิ่งแวดล้อมเอามาใช้กันมาก

สรุปว่า เฮนรี่ไม่เห็นด้วยกับ Evolutionary Ethics แต่จูเลี่ยนเห็นด้วย ประเด็นแรกของจูเรี่ยนคือ ตอนแรกเฮนรี่เค้าแรกเริ่มว่าสร้างจากโลกมนุษย์ แต่จูเลี่ยนสามารถมาอธิบายให้มันรวมกันได้ สิ่งที่บอกไปคือมันอยู่บนวิวัฒนาการสายเดียวกันของมนุษย์ เช่น ตอนแรกมนุษย์เป็นไพรเมท ตัวเหมือนกระรอกเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เปลี่ยนเป็นลิง เปลี่ยนเป็นมนุษย์แปลก ๆ และในที่สุดก็มาเป็นอย่างในทุกวันนี้ แล้วก็มีสังคม พอเริ่มเป็นมนุษย์แปลก ๆ ก็เริ่มมีสังคมขึ้นมาเรื่อย ๆ ดังนั้น จะเห็นว่าสังคมเป็นส่วนหนึ่งของสายวิวัฒนาการของเราเอง

ที่จริงอันนี้เขาเอาทฤษฎีวิวัฒนาการมาใช้ทางปรัชญา คือมาตอบข้อถกเถียงทางจริยศาสตร์ที่เฮนรี่ได้ตั้งแย้งเอาไว้ตั้งแต่ต้น …

ประเด็นที่สองของจูเลี่ยนก็คือ …โลกมนุษย์กับโลกธรรมชาติมีอะไรต่างกัน มีอะไรเป็นลักษณะเด่นของโลกมนุษย์ หรือมีอะไรเป็นลักษณะเด่นของโลกธรรมชาติ ส่วนที่ทำให้ต่างกันก็คือจิตของมนุษย์ หรือโลกธรรมชาติสิ่งที่ทำให้ต่างกันก็คือจิตของมนุษย์ ในโลกธรรมชาติสิ่งที่เด่นคือเรื่องของกาย, เรื่องของยีน สิ่งที่มีหน้าที่หลักก็คือเรื่องของยีน แต่ในสังคมมนุษย์สิ่งที่เด่นคือจิต คือความคิด เหตุผล อารมณ์ ความรู้สึก ภาษา และวัฒนธรรม วิวัฒนาการของสัตว์ในเชิงกายภาพเช่น นกเขาต้องดำ ยีราฟคอยาว ตัวไหนผิดกว่าคือเป็นเรื่องทางกายทั้งหมด แต่วิวัฒนาการในโลกของมนุษย์หรือในโลกของสังคมนั้นก็คือเรื่องของจิตแล้ว เช่นเรื่องของความคิด อย่างเช่น สมัยก่อนสังคมไหนฉลาดกว่า พลเมืองฉลาดกว่าก็จะมายึด แล้วการส่งต่อ เช่นยีราฟคอยาว เวลาส่งต่อก็คอยาว ก็ส่งด้วยยีน แต่ถ้าอารยธรรมคนเราฉลาด เราจะส่งต่อความฉลาดหรือพัฒนาการนี้ก็ส่งต่อด้วยภาษาหรือวัฒนธรรม อันนี้ทำให้ต่างกัน และยังทำให้เห็นด้วยว่าในที่สุดวิวัฒนาการก็มาอยู่ในกำมือของเรา แม้จะไม่เป็นไปตามความควบคุมของเราก็ตาม อันนี้คือความคิดที่สอง

ส่วนความคิดที่สามของจูเลี่ยนก็คือ เขาสรุปมาว่า เพราะฉะนั้นในเมื่อมันไม่แยกออกจากกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีสิ่งที่ถูกต้องก็คือสิ่งที่ส่งเสริมการพัฒนาการ เพราะเขาเชื่อว่าพัฒนาการหรือวิวัฒนาการเป็นเรื่องของ Perfection เป็นเรื่องของการทำให้สมบูรณ์

…คือบอกเงื่อนไขนั่นเองว่า สิ่งนั้นคือ กอ., เงื่อนไข กอ. อะไรก็ตามมี กอ. สิ่งนั้นดีหมด แต่ว่าอะไรก็ตามคืออะไรบ้างก็ไปดูเอาเอง แต่ปัญหาที่ว่า ถ้าต่างดีหมดดูมันเห็นแก่ตัว เราจะเห็นว่าทุกวันนี้คนเห็นต่างกัน อาทิเช่น อ่านหนังสือแล้วจะสอบเลยฉีกหน้านั้นไป ตัวเองจะได้อ่านคนเดียว คนอื่นจะได้ไม่อ่านแปลว่าจูเรี่ยนจะยอมรับอันนี้เหรอ ก็ไม่ได้ยอมรับ คือเขาบอกว่าถ้าพัฒนาการเป็นสิ่งที่ดี เราต้องไม่ไปขัดขวางการพัฒนาของคนอื่นด้วย ในทางกลับกันเราต้องช่วยให้เขาพัฒนาด้วย เพราะฉะนั้นมันจึงกลับไปที่ Altruism การมีน้ำใจหรือการเห็นว่าความสุขของเราขึ้นกับความสุขของผู้อื่น ในที่สุดแล้วมันก็กลับมาตรงนี้ ตรงความมีน้ำใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานของจริยศาสตร์

ปัจจุบันแล้วมักจะบอกว่าน้ำใจไม่สำคัญ หรือบางทีใช้น้ำใจผิด คือจูเรี่ยนเขาชี้ให้ดูว่าจะใช้ให้มันถูกอย่างไร คือไม่ได้บอกว่าสองคนนี้ถูก แต่ก็ทำให้เราคิดมากกว่าที่เราใช้

***

กรอบของบทแรกคืออะไร จับกรอบใหญ่ให้ได้ก่อน อย่าพึ่งไปจับในรายละเอียด สำหรับทั้งหมดนี้ในบทแรกคือ Phenomenological Approach จะมีลักษณะค่อนข้างจะต่างไปจากอันอื่น เพราะมันเป็น Phenomenology คือเหมือนกับเก็บเกี่ยวมาแล้วเพื่อไปเอาทฤษฎีอื่นมาเกี่ยวกับตรงนี้ทีหลัง แต่ทฤษฎีอื่นเขาก็ไม่ได้ให้ความสำคัญนักคือเขาบอกว่าจุดเกี่ยวคืออะไร แต่สำหรับบทอื่น ๆ จะพูดถึงจุดเกี่ยวแล้วพูดถึงทฤษฎีด้วย จะไม่เหมือนกัน

สำหรับในบทที่สอง ตอนแรกเขาบอกว่าจะอธิบาย Moral Person ด้วยวิธีการทางปรากฏการณ์วิทยา ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าปรากฏการณ์ (ถ้าพูดตรง ๆ) คือการบรรยายเฉย ๆ โดยไม่เอาทฤษฎีใด ๆ เข้ามาจับ ก็จะเห็นว่าเขาจะไปเอาฟรอยด์ หรือใครต่อใครเข้ามา (บรรยายปรากฏการณ์อย่างที่เรารับรู้, อธิบายความรู้สึกในใจอะไรอย่างนี้ด้วย) อย่างเช่นเราไม่เห็นด้วยกับลัทธินี้ แต่เราเข้าไปอยู่ด้วย เราก็บรรยายอย่างเดียวว่าเขาเชื่ออะไร เขารู้สึกอย่างไร เขาคิดว่ามันดีอย่างไร ก็คือบรรยายเฉย ๆ บรรยายเหมือนกับเราเป็นเขา นี่คือปรากฏการณ์วิทยา แต่จะไม่อธิบาย ไม่เอากฎสากลมาอธิบาย…

ในตอนแรกเขาก็บอกว่าบุคคลมีอะไรก่อน คือบุคคลมีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ Pre-Rational คือก่อนคิด, ระดับก่อนคิด ซึ่งมักจะเป็นเรื่องของการคิด ใช้หลักความคิด ซึ่งมักจะเป็นเรื่องของกาย ตัวอย่างคือขับรถ ก็ไม่ต้องคิดว่าจะเลี้ยวขวา ดึงมือขวาลง ยกมือซ้ายขึ้น … เรื่องอื่นทางกายเช่นหิว ไม่หิว ส่วนระดับ Ration คือระดับใช้เหตุผล, ระดับการคิด และอีกระดับคือ …-Ration คือระดับเกินการใช้เหตุผล คือใช้ความรู้สึกที่สูงขึ้นไปมากกว่าทางกาย และเป็นระดับเกินเหตุผล เช่นในระดับเหตุผลเราอาจจะบอกเราทำอันนี้ ก็มานั่งดูว่าทำแล้วจะได้อะไรหรือเสียอะไร แต่ถ้าระดับเกินการใช้เหตุผลคือไม่คิดว่าทำแล้วได้อะไรหรือเสียอะไร แต่ทำเพราะเรารู้สึกว่าแคร์, รู้สึกว่าเป็นห่วง เช่น การกระโดลงน้ำไปช่วยเด็ก การกระโดลงไปก็ไม่ได้มานั่งคิดว่ากระโดดไปช่วยจะเปียกหรือเปล่า แต่กระโดดไปเพราะเป็นห่วงเด็ก อย่างนี้เป็นต้น

มนุษย์ก็มี 3 ระดับ ซึ่งนับว่าเป็นระดับปรากฏการณ์คือเราสังเกตเห็นตัวเราเองได้ เช่น ทางกายหิวก็สังเกตได้ แต่คำว่าทางกายไม่ใช่ว่าผ่าออกมาแล้วตับอยู่ตรงนั้น เส้นเลือดอยู่ตรงนี้ ซึ่งไม่ใช่ทางกายแบบนี้ แต่เป็นกายที่รู้สึก เป็นกายที่ถูกใช้ ไม่ใช่เป็นกายที่วิทยาศาสตร์ผ่าออกมา เจาะเลือดตรวจ อันนั้นไม่ใช่ Pre-Rational คือมันต้องเป็นการปรากฏการณ์ การผ่าออกมานั้นไม่ใช่ หรือว่าหาเหตุผลก็คือเหตุผลที่เราใช้กันนั่นเอง ในส่วนนี้ก็คือมีเหตุผลส่วนตัวอยู่นิดหนึ่ง คือเราจะได้อะไร, เขาจะได้อะไรทำนองนั้น ส่วนระดับเกินการใช้เหตุผล เช่น การกระโดดน้ำไปช่วยเด็ก บางทีเราใช้เหตุผลทีหลังว่าเราอาจจะตายก็ได แต่เราทำ มันเป็นความรู้สึกห่วงใย หรือเพราะรักเด็ก มันจะเป็นระดับปรากฏการณ์หมดเลย…

สำหรับฟรอย์ Super-Ego กับ Id มันอยู่ข้างล่าง และ Ego อยู่ข้างบน ไม่ใช่ Super-Ego, Ego, Id เพราะว่าทั้งสองจริง ๆ แล้วสำนึกว่าเป็นสิ่งที่ Ego จะต้องประนีประนอม… แต่สำหรับ Trans-Rational มันอยู่ข้างบนจิต คืออยู่เหนือการใช้เหตุผลชั่งน้ำหนัก ขึ้นกับผลได้ผลเสีย ก็จะมากกว่า Super-Ego และ Super-Ego ไม่จำเป็นต้องดีสำหรับฟรอยด์ เช่นบางคน Super-Ego แรง พอทานอาหารเสร็จก็ไปล้วงคอ เพราะเขารู้สึกว่าการอิ่มเป็นความผิด คือพ่อแม่ดุมากทำให้รู้สึกว่าการทำสิ่งที่มีความสุขนั้นเป็นความผิด หิวก็กินแล้วมีความสุข ก็รู้สึกผิดเลยไปล้วงคอ

(พระภาสกรณ์…ไม่ได้ยินเลยจ๊ะ…) อาจารย์ : เช่น เดินอยู่ดี ๆ แล้วหกล้มหัวทิ่ม จริง ๆ…ขาตัวเองล้ม…คือ Super-Ego ไม่จำเป็นต้องดี … Id ก็ดีในความคิดเขา … หรือว่าเป็น…ของศีลธรรม มันเลยไม่ใช่ของฟรอยด์ แต่เขาอาจจะใช้พวกนี้เป็นพื้นฐาน

คราวแรกเราก็ได้ Person แล้วเขาก็อธิบายต่อว่า Person มี Moral คือมีจริยธรรมได้อย่างไร ก็คือมีได้ในส่วนของ Trans-Rational นั่นเอง ก้อคือมีในส่วนของความรัก ถ้า Person พัฒนาในส่วนนี้ออกมา รักคนมากขึ้น แคร์คนมากขึ้นก็จะเป็นคนที่มีศีลธรรมในที่สุด

พอเขาเสนอเสร็จ พอเขาบอกว่า ในสิ่งที่เขาเสนอนั้นเขาเสนอมาทำไม คือเขาไม่ได้เสนอเล่น ๆ คือเขาเสนอว่าต่อไปเวลาดูว่าทฤษฎีจิตวิทยาที่กำลังอธิบายความมีศีลธรรมของมนุษย์ มันอธิบายครบหรือยังให้มาดูของเขา และต่อไปคนอื่นจะใช้เป็นพื้นฐานตลอด ถึงบอกว่ามันจะต่างไปจากของคนอื่น เพราะมันเป็นจุดร่วม และใช้เป็นคล้าย ๆ กับ สมมติทฤษฎีคือ อย่างที่ผู้บรรยายยก ทฤษฎีคือกล่องและอันนี้ก็คือให้ตะกร้านี้มาไว้ใส่กล่องนี้ แต่ส่าตัวอย่างอาจจะไม่ดี เพราะอันนี้มันใช้ตรวจสอบ… ทฤษฎีฟรอย์ครบมั๊ย ก็เอามาเทียบกับ Moral Person สมมติทฤษฎีฟรอยด์อธิบายคนดี การกระทำทางศีลธรรมอธิบายครบหรือยังก็มาดูอันนี้ มีอันไหนมั๊ย หรือทฤษฎีของโคลเบิร์กอธิบายครบมั๊ยก็มาดูอันนี้ ซึ่งสิ่งที่เราเห็นโดยมากจะตลอดเลยก็คือว่า อันนี้รู้สึกมีอิทธิพล…ก็พูดถึงโคลเบิร์กก่อนว่าก็บอกว่า ของโคลเบิร์กมีอยู่แค่นี้ แค่ Rational มักจะพูดบ่อย ๆ ก็แปลว่าถ้าเอาอันนี้ตั้งเราก็จะพบว่าของโคลเบิร์กยังไม่ครบ อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เป็นการมาวิเคราะห์เชิง Phenomenological ว่าอะไรคือ Moral Person

(พระภาสกรณ์…ไม่ได้ยิน) อาจารย์ : ในที่นี้เป็นความรักที่ไม่ใช่ไป, ความรักในที่นี้หมายถึงต้องการให้ผู้อื่นมีความสุข ต้องการช่วยเหลือผู้อื่น คือ Altruism นั่นเอง ไม่ใช่รักแบบแต่งงาน คือเขาจะใช้สลับกับคำว่า CARE คือการแคร์ผู้อื่น สมมตินาย กอ. เดินผ่านมาเขาก็อธิบายว่าต้นไม่มันอย่างนี้มันทำงานอย่างนี้ นาย ขอ. มาก็อธิบายต้นไม่ทำงานอย่างนี้ นาย คอ. มาอธิบายต้นไม่ทำงานอย่างนี้ แต่สิ่งที่ Kraft ทำคือ ต้นไม้ที่ 3 คนนี้อธิบายคืออะไร แล้วพอรู้ว่าต้นไม้คืออะไรจะได้ไปดูว่าที่นาย กอ.,ขอ.,คอ. อธิบายมานั้นมันตรงกับต้นไม้นี้หรือไม่ หรือว่าเหมือนกับที่คนทำช้าง คนไปทำตรงนั้นตรงนี้ แล้วบอกว่าช้างเป็นอย่างนั้น ๆๆ สิ่งที่ Kraft ทำคือเอาช้างมาให้ดู ว่าช้างเป็นอย่างนี้ แล้วก็ดูว่าที่คนอธิบายมามัยครบมั๊ย หรือว่ามันอยู่ตรงจุดไหนของช้าง ถ้าจะทำให้ครบต้องไปอะไร นี่คือจุดหมายของ Kraft

(พระภาสกรณ์…ไม่ได้ยิน…) อาจารย์ : สมมติ…แล้วพอเสร็จแล้วโคลเบิร์กมาจับ…คิดว่าพอจะเห็นภาพมั๊ยว่า Kraft ทำอะไร เขาจะต้องทำแบบ Phenomenology ทำแบบทฤษฎีไม่ได้ เพราะของฟรอยด์ ของโคลเบิร์กเป็นทฤษฎีทั้งหมด เหมือนกับนักวิทยาศาสตร์ควอนตัมฟิสิกส์ … อริสโตเลิ้ลก็พูดอีกอย่างหนึ่ง ประเด็นก็คือเราก็รับเคราะห์มา…

(พระบุญศักดิ์…ไม่ได้ยิน…) อาจารย์ : คือให้เห็นความยืดหยุ่น ภาพรวมเป็นองค์รวมเป็น… อย่างที่ผู้บรรยายบอกว่า ต้องมีทางออกแล้วก็ดูช้าง แล้วก็ดูที่ส่วนของช้าง คือให้ดูที่เรื่อง… การแสดงความรู้สึก … ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการบูรณาการ บอกว่าที่ทุกคนอธิบายคืออธิบายสิ่งนี้มันครบหรือไม่ บอกโคลเบิร์กอธิบายแต่ขา ฟรอยด์อธิบายแต่หูช้าง อะไรอย่างนี้ บางคนบอกว่า… อันนี้คือส่วนแรก

ประเด็นต่อไปโครงสร้างก็จะซับซ้อนกันในบทที่ 3 กับบทที่ 5 จะเป็นเรื่องว่ามันเสริมกันและกัน บทที่ 3 บอกเพื่อไปพิจารณาทฤษฎีทางจิตวิทยาที่อธิบายการใช้เหตุผลทางจริยธรรม ทฤษฎีเหล่านี้ว่าคนที่มีจริยธรรมคือคนที่ใช้เหตุผลอย่างไร ก็คือ… แล้วพอเขาวิจารณ์แต่ละอัน เขาบอกว่า… เช่นฐานกว้างของอารมณ์ ฐานกว้างของนิสัย ฐานกว้างของอารมณ์เช่นนิสัย คุณธรรมจะเป็นเรื่องนิสัย แต่ว่าจะมีแต่ด้านเหตุผลคือด้าน Cognitive แต่พอมาบทที่ 5 ก็สลับกัน คือบอกว่าจะเอาอารมณ์อธิลายนั้นจะอธิบายได้ไม่ครบ ต้องเอาด้าน Cognition เข้ามาด้วย และประเด็นสำคัญของเขาก็คือว่า Cognition คือด้านสติปัญญากับด้านอารมณ์ คือมากฎของ Gorman ก็จะบอกว่าจุดที่เขาเน้นก็คือ อารมณ์มันมีอยู่ แม่แต่คน ๆ เดียวจะเข้าใจว่าอารมณ์เป็นอะไรต่อเมื่อเขา Cognition กับ Cognitive เพราะฉะนั้นอารมณ์โกรธมีทุกคน แต่การสั่งสอนให้คนเป็นคนดีคือสั่งสอนให้ Cognition อะไรจะได้โกรธถูก เช่น โกรธความอยุติธรรม อย่างนี้เป็นต้น หรือความวิตกกังวลหรือความรู้สึกผิดซึ่งทุกคนมี แต่มันก็มีของมัน วิธีคือมันขาดส่วน Cognition ถ้าหากไปจับตรงส่วนนี้เขาจะไม่มีความรู้สึกผิดในจุดที่ถูกต้อง ไม่ใช่เป็นความรู้สึกผิดในจุดที่ไม่ถูกต้อง

เพราะฉะนั้นในบทที่ 3 กับบทที่ 5 ก็คล้าย ๆ กับเสริมกัน บทที่ 3 เน้นก็ไปพิจารณาทฤษฎี Cognitive และก็บอกขาดได้ซึ่งผิด ในส่วนบทที่ 5 ก็ไปพิจารณาทฤษฎี… ซึ่งผิด และก็บอกว่าออกไปทางด้าน Cognitive มันก็แค่นี้

ลองดู… 58 ไป ก็คือบอกว่ามันขาดอะไรก็สรุปให้ฟังว่ามันขาดอะไร ขาด … Person คือเขาไปเน้น Reasoning ซึ่งเป็น Cognitive Aspect ของคน ก็แปลว่าไม่ใช่ทั้งหมด หรือเรื่อง Motive, เรื่องอารมณ์, เรื่อง viture, เรื่องสิ่งแวดล้อม …ว่าขาดอะไร …ของ Gorman ตรง Summary อะไรเป็นสิ่งที่มันปรากฏทุก ๆ อารมณ์… บรรทัดที่ 4 จะเห็นว่า cognition exert … ประเด็นนี้บอกว่า ในส่วน emotion หรือส่วน effective ต้องมี cognition ช่วย และส่วน cognition ก็บอกต้องมี effective ช่วย จะเห็นว่า 2 บทนี้มันค้ำกัน และเมื่อรู้ว่ามันค้ำกันความคิดหลักก็จะไม่ไปไหน คือบทที่ 1 Moral Reasoning ก็จะเล่าว่า ทฤษฎีนี้อธิบายความมีจริยธรรมของมนุษย์ซึ่งในด้าน cognitive มันมีอะไรบ้าง … แล้วก็บอกว่าจุดอ่อนมันคืออะไร และในส่วนของฟรอยด์ในเรื่อง emotion เขาก็…ทฤษฎี emotion ที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมมาเข้าร่วมและเสร็จแล้วก็เขาบอกตอนท้ายทุกครั้งว่ามันมีจุดอ่อนอะไร และจุดอ่อนของ moral reasoning ก็คือขาดส่วนของอารมณ์ ส่วนของความเป็นคนเป็นคนด้านหนึ่ง ส่วนที่สอดคล้องเรื่อง motion ก็คือทางด้าน cognition อย่างที่บอกเวลาสมมติหรือเอาตัวอย่างมาให้แบบนี้คือทำให้คนมีคลื่นสมองเหมือนคนที่ป่วย แต่สมมติเอาเราไปเข้าเครื่องช็อตไฟฟ้าและช็อตให้คลื่นสมองของเรา คลื่นสมองของคนที่ป่วย เราก็รู้สึกตัวอยู่ และเราก็ไม่รู้ว่า.

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 8 October, 2006 6:47 PM