http://www.duangden.com
สมจศ 528 พื้นฐานเชิงประจักษ์ทางจริยศาสตร์
[ SHES 528 Empirical Foundation of Ethics ]

ครั้งที่ 11 Emotion and Morality (13 ม.ค.43)
 
 


***

Emotion นั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร คำจำกัดความของ Emotion ตามที่ผู้นำเสนอได้เปิดดูในพจนานุกรมบอกว่า Emotion ก็คือความแปรปรวนของอารมณ์มีทั้งดี มีทั้งเลว โลภ โกรธ หลง เพราะฉะนั้นเราพอจำกัดความได้ว่า Emotion ก็คือความแปรปรวนของอารมณ์มีทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่ไม่ดี ส่วนที่เลวก็มี ส่วนที่ดีก็มีอันนี้คือคำจำกัดความของคำว่า Emotion

Morality ความหมายคือ ศีลธรรม หรือจริยธรรม แต่ว่าทั้งสองอย่างนี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน ที่เขายกมาว่า Emotion and Morality แสดงว่าทั้งสองนี้ต้องมีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างแน่นอน สำหรับ Emotion and Morality นี้เป็นการเขียนของบุคคลสองคนคือ Mary Brabeck กับ Margaret Gorman เท่าที่ผู้นำเสนออ่านมานั้นเขายกทฤษฎีของผู้นำต่าง ๆ มามากมายเกี่ยวกับ Emotion และ Morality เพราะฉะนั้นจะขอแนะนำเกี่ยวกับ Emotion ก่อน Emotion ตามทฤษฎีที่กอร์แมนได้ยกทฤษฎีของนักทฤษฎีต่าง ๆ ที่นำมาสรุปเกี่ยวกับ Emotion ว่ามีความเป็นมาอย่างไร ตามความคิดเห็นของนักทฤษฎีต่าง ๆ อย่างเช่นในหน้าที่ 89 เป็นการแนะนำในหัวข้อย่อหน้าที่ 2 Introduction to the Psychology of Emotion เป็นการแนะนำ นำทฤษฎีต่าง ๆ มาให้เราได้รับฟังกัน

ทฤษฎีแรกคือบอกว่า Emotion คำจำกัดความของคำว่าอารมณ์หรือ Emotion ก็มีนักเขียนอย่างเช่น บลูชิพ อธิบายว่า Emotion นั้นมีลักษณะที่คล้ายกับสภาวะทางกายภาพ หรือทางชีวภาพ (อันนี้ให้ตีความเอาเขายกมาแค่นี้) และทอมคิม อธิบายว่า Emotion ไม่มีข้อสรุปอะไรที่แน่นอน คนอื่น ๆ ก็บอกว่าอารมณ์ทำหน้าที่เป็นแรงขับ ก็คือขับให้แสดงพฤติกรรมทางจริยธรรมออกมา และช่วยให้แสดงหน้าที่บทบาททางสังคม เพราะฉะนั้นเราบอกว่าอารมณ์นั้นก็คือสิ่งที่ช่วยเป็นแรงขับเพื่อให้เราแสดงพฤติกรรมทางสังคมออกมาในทางทีดีหรือทางที่เลว

ทีนี้มีคำถามที่นักทฤษฎีถกเถียงกันในเรื่องที่ว่า อารมณ์นั้นมีติดตัวมาตั้งแต่เกิดหรือได้จากการเรียนรู้กันแน่ แต่เขาจะเถียงกันอย่างไรผู้นำเสนอไม่รู้แต่เขายอกมาแค่นี้ เขาให้เราคิดต่อว่าอารมณ์นั้นมีติดตัวมาแต่เกิดหรือว่าได้มาจากการเรียนรู้กันแน่ ประเด็นตรงนี้ก็น่าคิดเนอะ อันนี้เป็นทฤษฎีที่กอร์แมนยกมาให้ดูคร่าว ๆ ว่าแต่ละคนนั้นก็มีความเห็นที่แตกต่างกัน

กอร์แมนอธิบายว่า อารมณ์ ตัวกำหนดที่มีอิทธิพลต่อคนเรานั้นมีอยู่ 3 ประเภท เป็นสิ่งที่ทำให้เราแสดงพฤติกรรมออกมาทางด้านร่างกาย, ทางด้านจริยธรรม 3 ประการนั้นคือ (หน้า 90…ย่อหน้าแรก) คือสิ่งที่อิทธิพลต่อร่างกายของเรา ทำให้คนนั้นแสดงพฤติกรรมออกมา มีอยู่ 3 ประการด้วยกัน

ประการที่ 1 Psychological Aroundson คือตัวกระตุ้นทางกายภาพ หมายความว่าในร่างกายของเรามีตัวกระตุ้นทางกายภาพ ทำให้เราแสดงพฤติกรรมนั้นออกมา อย่างเช่น ร่างกายของเรานั้นเกิดความร้อน ขึ้นมาทางกายภาพเราจึงเปิดแอร์ หรือเกิดความร้อนขึ้นมาต้องการน้ำ จึงแสดงออกมาถึงอาการแสดงอาการหิวกระหาย ถ้าเราเจ็บท้องก็แสดงอาการหน้าบูดหน้าเบี้ยว ถ้าเราหนาวก็แสดงอาการว่าหนาว นี่คือสิ่งแวดล้อมทางกายภาพประการที่ 1 ที่มีอิทธิพลต่อคนเรา เป็นตัวกระตุ้น

ประการที่ 2 Cognition คือการรับรู้ความคิด อันนี้เป็นความคิดที่คนเรามีอยู่ ความคิดของเราสั่งสมขึ้นมา และเกิดความคิดขึ้นมาเป็นตัวกระตุ้น อย่างเช่น เราเกิดความคิดขึ้นมาว่าวิชานี้เป็นวิชาที่แปลยาก แปลแล้วก็ยังต้องตีความอีก ยังไม่แน่ใจว่าจะถูกหรือผิด เพราะฉะนั้นเกิดความคิด เมื่อเกิดความคิดขึ้นมาแล้ว เกิดการรับรู้ว่าเราจะทำอย่างไรดี ก็หาวิธีการก็ต้องไปสอบถามอาจารย์ ให้รับรู้ว่าเป็นอย่างไร เมื่อรับรู้แล้วก็เกิดการแสดงพฤติกรรมขึ้นมา เมื่อเรารับรู้แล้วก็แสดงพฤติกรรมทางกายออกมา เช่น เรารู้ว่าวันที่ 22 นี้เราจะไปจังหวัดกาญจน์ เราแสดงพฤติกรรมโดยการคุยกับเพื่อนว่าจะไปไหมน้อ ก็แสดงพฤติกรรมออกมาทางร่างกายพูดคุยทางกายและวาจาและแสดงออกมา อันนี้เรารู้ รู้แล้วแสดงออกมาเป็นการรับรู้

ประการที่ 3 Environmental Cues คือสิ่งกระตุ้นทางสิ่งแวดล้อม อย่างในห้องนี้ก็มีสิ่งแวดล้อม หรือสิ่งแวดล้อมในห้องก็คือในห้องนี้มีผู้นำเสนอ หลวงพี่ ผู้หญิง ผู้ชาย อันนี้คือแรงกระตุ้นสิ่งแวดล้อม ถ้าเราไปอยู่กับพระเราก็ต้องแสดงอาการสำรวม ถ้าเราอยู่กับผู้หญิงก็ต้องแสดงอาการอีกอย่างหนึ่งคือแสดงความเป็นสภาพบุรุษ อันนี้คือการแสดงอาการอกมาอยู่กับสิ่งแวดล้อม หรือถ้าหนาวก็ใส่เสื้อ หรือถ้าร้อนก็ถอดเสื้อออก อันนี้คือสิ่งกระตุ้นทางสิ่งแวดล้อมทำให้แสดงพฤติกรรมขึ้นมา

ทั้ง 3 ประการนี้คือสิ่งที่มีอิทธิพลต่อคนเรา ทำให้เรานั้นแสดงพฤติกรรมทางกายและวาจาออกมา 3 ประการสำคัญนี้คือสิ่งที่กอร์แมนยกให้เราได้ทราบถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อการแสดงพฤติกรรมของคนเรามาก

ต่อไปสิ่งที่จะนำเสนอนั้นเกี่ยวกับ Emotion and Morality ในบทนี้จะพูดถึง Emotion เป็นส่วนมากเมื่อกี๋เป็นการแนะนำว่า Emotion มีคำจำกัดความว่าอย่างไรและนักทฤษฎีแต่ละคนนั้นได้เสนอทฤษฎีของตนว่าอย่างไร อันนี้คือลักษณะของ Emotion 3 ประการ ต่อไปให้ดูหน้า 93 จะพูดถึงลักษณะของ Emotion ทั้ง 4 ประการ แต่ไม่มีเพียงเท่านี้ ที่เขายกมาถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการแสดงออกทางพฤติกรรมทางจริยธรรม มีอยู่ 4 ประการคือ

ประการที่ 1 จะนำเสนอเกี่ยวกับ anxiety and fear ความกังวลใจและความกลัว

ความกระวนกระวายใจตามมุมมองของหลักทฤษฎี (หน้า 93) มุมมองของนักทฤษฎีบอกว่า ความกลัวหรือว่ากระวนกระวายใจนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นปฏิกริยาทางอารมณ์ที่ผ่านการเรียนรู้ หมายความว่าความกระวนกระวายใจนี้ถ้าจะพูดไปอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีความเกี่ยวเนื่องกันกับความกระวนกระวายใจและความกลัว เมื่อเกิดความกลัวและก็จะเกิดความกระวนกระวายใจขึ้นมา เช่นเรากลัวว่าเราจะรายงานเรื่องนี้ไม่ได้ เราก็เกิดความกลัวและเกิดความกระวนกระวายใจขึ้นมา และก็พยายามที่จะศึกษา อันนี้เป็นมุมมองตามหลักทฤษฎี

ทีนี้ตามทรรศนะหรือตามทัศนะคติของจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ เชื่อว่าความกระวนกระวายใจช่วยเป็นสัญชาตญาณคอยเตือนให้ระบบทางกายภาพได้รับรู้ถึงสิ่งอันตรายที่กำลังจะมาถึง ฟรอยด์มีความเห็นว่าถ้าความกระวนกระวานใจนี้เป็นสิ่งที่ดี เช่น เรามีความกระวนกระวายใจว่าวันนี้จะกลับรถเมล์ไม่ทัน เพราะฉะนั้นเราต้องรีบไป หรือจะมาโรงเรียนไม่ทันเราจึงต้องรีบมา อันนี้คือความกระวนกระวายใจในทางที่ดี ถ้าเป็นความกระวนกระวายใจในสิ่งที่ไม่ดี ฟรอยด์ยกตัวอย่างว่า ระหว่างคนที่เป็นโรคจิตกับคนที่เป็นปกติธรรมดาอย่างเรา ๆ มีความกระวนกระวายใจในสิ่งที่เป็นจริง, สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง, มีความกลัวต่ออันตรายจริง ๆ แต่ว่าคนที่เป็นโรคจิต มีความกระวนกระวายใจต่อสิ่งที่ไม่เป็นจริง ก็คือมีความเพ้อฝัน คิดว่าเขาจะมาฆ่า นั่นคือสิ่งที่ไม่เป็นจริงที่เขายกตัวอย่างให้เราดูหน้า 93 Behavior View นี่คือมุมมองจากพฤติกรรม

พฤติกรรม คือการแสดงออก นักทฤษฎีหลายคนได้ยกตัวอย่าง เช่น คอทเติ้นได้แยกแยะระหว่างความกลัวกับความกระวนกระวายใจ คือทรรศนะพฤติกรรมแห่งความกังวลใจก็ได้มีแนวโน้มที่จะพิจารณาว่า ความกระวนกระวายใจกับความกลัวมีลักษณะที่คล้ายกัน เพราะฉะนั้น ความกระวนกระวายใจกับความกลัวนี้ไปด้วยกัน เมื่อมีความกระวนกระวายใจก็มีความกลัว เพราะฉะนั้นเมื่อมีความกระวนกระวายใจความกลัวนั้นก็แสดงพฤติกรรมออกมา อันนี้คือมองในทรรศนะเกี่ยวกับพฤติกรรม

ประการสุดท้าย คือ ……………….. (หน้าที่ 95) แปลง่าย ๆ ก็คือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา นั่นก็คือว่าเวลาที่เราเห็นคนอื่นมีความทุกข์เราก็มีความทุกข์ด้วย มีความกระวนกระวายใจไปด้วย เวลาเขามีความสุขเราก็มีความสุขไปด้วย อันนี้ก็คือความหมายของ ………………..

ตรงนี้ขอสรุปว่า Emotion กับ Morality มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ---> Emotion นั้นเป็นตัวกระตุ้นภายในที่จะให้แสดงพฤติกรรมทางจริยธรรมออกมาทางภายนอก เพราะฉะนั้น Emotion กับ Morality จึงมีความสัมพันธ์

Emotion and Morality ซึ่งก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกทั้งนั้น ในวันนี้ก็จะได้รับทราบเกี่ยวกับความแปรปรวนทางสภาวะจิตใจ แต่ตอนนี้จะพูดถึงนั้นมี 4 หัวข้อคือ

 

หัวข้อที่ 1. ความละอาย, ความรู้สึกผิด (shame & guilt)

ความละอายนี้มีผลต่อเนื่องมาจากอารมณ์ความรู้สึก ปกติความละอายนี้เราท่านทั้งหลายก็คงจะมีกันทุกคน ปัญหาอยู่ที่ว่าความละอายนี้เกิดขึ้นกับเราตอนไหน คือมีมาตั้งแต่กำเนิดหรือเปล่าความละอายนี้ ความละอายและความรู้สึกผิดนี้มีความสัมพันธ์กัน สำหรับความละอายตามทฤษฎีของอิริคสันได้แบ่งระยะ, วัยของคนไว้ 8 ช่วงที่จะแสดงให้เห็นว่าคนเรานั้นเกิดความละอายขึ้นช่วงไหนหรือตอนไหน ในช่วงแรก ตามระยะพัฒนาการทางจิตสังคมของอิริคสันแบ่งเป็น 8 ช่วง คือ

ช่วงแรก คือวัยทารก ขวบปีแรกคือช่วงนี้จะไม่มีผลอะไรในด้านความรู้สึกละอาย เนื่องจากเป็นช่วงที่ยังเด็กอยู่มาก เป็นวัยเตาะแตะที่ติดพ่อติดแม่อยู่ ความละอายของการพัฒนาทางด้านจิตจึงยังไม่เกิดขึ้น คือยังไร้เดียงสา หรือยังไม่รู้เดียงสาอยู่

ช่วงที่สอง เป็นช่วงที่สำคัญสำหรับวัยที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านความละอาย คือวัยขวบที่สอง มีอายุตั้งแต่ 1-2 ปี คือเป็นระยะของการพัฒนาความสามารถ ควบคุมตนเอง หรือเกิดความละอาย และไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตนเองกระทำอยู่นั้นจะเป็นความละอายหรือไม่ เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่สามารถเดิน, พูดได้สำรวจสิ่งแวดล้อม เริ่มการฝึกหัด ควบคุมร่างกาย การกิน การนอน ขับถ่าย ช่วงนี้ถ้าหากว่าผู้ปกครองเข้มงวดเกินไป อย่างเช่นว่า เด็กอาจจะซนหรือว่าทำของตกแตกถ้าหากพ่อแม่ไปบีบคั้น หรือพยายามที่จะกีดกั้นไม่ให้เด็กได้แสดงออก เด็กจะเกิดความไม่แน่ใจ และเกิดความรู้สึกผิดได้ ในช่วงนี้เองจึงเป็นช่วงเริ่มต้นที่เด็กจะเกิดความละอายขึ้น และส่งผลให้เกิดความรู้สึกที่ผิด ในช่วงนี้ผู้นำเสนอมีความเห็นว่าเป็นช่วงที่เด็กเกิดความรู้สึกในการละอายที่อาจจะไม่มีเหตุผล ถ้าเปรียบเทียบกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ ซึ่งฟรอยด์นั้นได้แบ่งทฤษฎีออกเป็น 3 ระดับ กล่าวคือโครงสร้างของจิตนั้นมี 3 ระดับ คือ ID ในช่วงนี้เด็กก็จะมีอารมณ์ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีเหตุผล อาจจะทำ จะคิดนั้นไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล ก็แล้วแต่จะกำหนด

ในช่วงวัยเด็กเล็กอิริคสันได้กำหนดเป็น 8 ช่วง แต่ผู้นำเสนอจะพูดแค่ 2 ช่วงเท่านั้นคือช่วงที่ 2 กับ 3 เนื่องจากว่าเป็นช่วงที่อิริคสันได้พูดถึงเกี่ยวกับพัฒนาการความรู้สึกทางด้านความละอายในจุดสองจุดนี้

ช่วงที่สาม เป็นวัยเด็กเล็กอายุตั้งแต่ 2-5 ปี คือระยะของการพัฒนาความคิดริเริ่มรือความรู้สึกผิดซึ่งก็ต่อเนื่องมาจากวัย 1-2 ขวบนี้เอง แต่วัยนี้จะมีความตั้งใจในการทำสิ่งต่าง ๆ และแสดงออกถึงความต้องการที่จะมีบทบาทในฐานะสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว คนเลี้ยงดู ได้แก่บิดามารดา ตลอดจนสมาชิกอื่น ๆ ในครอบครัว ถ้าการควบคุมดูแลในวัยดังกล่าวนี้เป็นในลักษณะของการปกป้องคุ้มครอง และประคับประคองเด็ก เด็กก็จะเกิดความภาคภูมิใจ หรือ self as thing และสนใจที่จะแสดงออกซึ่งความคิดริเริ่มต่อไปกับบุคคลรอบตัวเขา ถ้าหากว่าการห้ามปรามนั้นเข้มงวดจนเกินไปและปราศจากเหตุผล จะคล้ายกับวัยช่วง 1-2 ปี ก็จะเป็นเหตุให้เด็กนั้นเกิดความรู้สึกผิด คือเกิดความกดดันว่าสิ่งที่เขาได้แสดงออกนั้นเป็นสิ่งที่ผิดหรือเปล่า จนทำให้เด็กนั้นเกิดความไม่แน่ใจและเกิดความละอายใจ ในช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ทำให้เด็กนั้นเกิดความรู้สึกที่ลังเล ไม่กล้าที่จะแสดงออกเท่าที่ควร

นี่ก็เป็นช่วงระยะที่ปรากฏตามหลักทฤษฎีเกี่ยวกับคำอธิบายของความละอายและความรู้สึก หรือ theoretical Perspective : definition of Shame and Guilt. ซึ่งระยะดังกล่าวนี้ก็เป็นช่วงระยะเวลาที่สำคัญ ก็มีข้อโต้แย้งจากนักทฤษฎีทั้งหลายที่มีความเห็นไม่ลงรอยกันเกี่ยวกับความละอายและความรู้สึก บอกว่า ช่วงอายุของคนที่เกิดความรู้สึกละอายนั้นควรจะเริ่มตอนไหน สำหรับความเห็นของผู้นำเสนอนั้น ความรู้สึกละอายนั้นถ้าเป็นความรู้สึกละอายที่เกิดจากเหตุผล หมายความว่า ถ้าเรารู้สึกอะไรแล้วเกิดตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล อย่างเช่นว่า พระก่อนที่จะมาเรียนหนังสือที่มหิดลบางท่านก็เอาความเป็นพระไว้ที่วัดครึ่งหนึ่ง และพยายามจะปรับตัวเข้ากับบรรยากาศอีกครึ่งหนึ่งเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าพระมาเรียนแล้วเคร่งไม่ยอมพูดจากับโยม แต่ในส่วนหนึ่งก็เกิดความรู้สึกละอายว่าเราถ้าเรามาเรียนแล้วไม่สมกับเป็นสมณะ คือละเลยเกินไปไม่อยู่กับร่องรอย บางท่านอาจจะคิดอย่างนี้แต่บางท่านก็อาจจะไม่คิด นี่คือจุดหนึ่งที่บอกว่าความละอายนั้นขึ้นอยู่กับระยะของอายุเหมือนกัน

ในช่วงระยะวัยรุ่นจะเริ่มตั้งแต่ 13-20 ปี ในช่วงนี้ความรู้สึกถ้าเปรียบกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ก็จะอยู่ในโครงสร้างส่วนของ EGO เป็นช่วงที่สามารถรู้จักควบคุมจิตใจของตนเองให้อยู่ในขอบข่าย แต่บางคนก็เอาตัวเองไม่อยู่ ก็อาจจะแสดงกริยาอาการไม่เหมาะกับเพศตรงข้ามหรือกับเพื่อนฝูง ในช่วงระยะนี้จึงเป็นช่วงที่เกิดความละอายในช่วงเริ่มต้นที่เป็นเรื่องเป็นราวที่สุดในช่วงวัยรุ่น

สำหรับในช่วงอย่างเราทั้งหลายนั้นน่าจะอยู่ในช่วงที่เข้าสู่เลยวันรุ่นเล็กน้อย ความคิดความอายในเรื่องความละอายหรือความรู้สึกผิดนั้น ถ้าจะเปรียบกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ก็จะอยู่ในส่วนของ SUPEREGO คือมีความรู้สึกผิดชั่วดี ช่วงนี้เป็นช่วงที่น่าจะพูดได้เต็มปากว่าเกิดความละอายทั้งด้านความรู้สึกที่สมเหตุสมผลที่สุด อย่างที่บอกไปว่าเพื่อนนักศึกษาหญิง หรือพระก็ดี ก่อนที่จะมาเรียนที่นี่ก็อาจจะมีความรู้สึกว่าจะวางตัวอย่างไรเวลาคุยกับฝ่ายตรงข้าม จะคุยกับอาจารย์อย่างไร จะแสดงความเป็นพระออกมากมายแค่ไหน หรือเราจะเอาความเป็นพระป่ามาเรียนหนังสือก็ไม่ได้ เพราะก่อนที่เราจะลงชื่อสมัครสอบนั้นเราต้องทำใจตั้งแต่ต้นแล้วว่าเราอาจจะเจอภาพเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หรืออารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ คือจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับกับสภาพแวดล้อม, หรืออารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบกระทั่ง ความรู้สึกละอายนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องมีอยู่ตลอดเวลา เมื่อเราเกิดความรู้สึกกลัว และความรู้สึกกลัวนี้ทำให้เราเกิดความรู้สึกละอาย ละอายว่าถ้าหากว่าทำไม่ดี นำเสนอไม่ดีก็จะเกิดความรู้สึกผิด ความรู้สึกละอายกับความรู้สึกผิดนั้นมีความประสานเกี่ยวเนื่องกันมาก เหมือนกับในหัวข้อที่ 3 เรื่องพัฒนาการของความละอายหรือการเปลี่ยนแปลงของความละอายนี้ ได้อธิบายว่าพัฒนาการของความละอายถูกประสานอย่างแนบสนิทกับพัฒนาการทางด้านความรับรู้ เกี่ยวกับความรู้สึก, อารมณ์ผิดชั่วดี ดังนั้น ในส่วนนี้จึงเป็นส่วนที่มีเกี่ยวเนื่องกัน

ความเห็นทางด้านจิตวิเคราะห์ : ขอยกตัวอย่างทฤษฎีของซิกมันต์ ฟรอยด์ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ชาวโลกยอมรับว่าท่านได้แบ่งโครงสร้างของจิตนั้นออกเป็น ID, EGO, SUPEREGO

- สำหรับในส่วนของ ID มีความเกี่ยวข้องกับช่วงระยะเวลาอายุขวบแรก (ในขวบปีแรก คือ 1 ปี) คือระยะของการสร้างความไว้วางใจและไม่ไว้วางใจ เป็นช่วงที่ไม่เกี่ยวกับความรู้สึกทางด้านความละอายใด ๆ เลย แต่ในช่วงวัยขวบปีที่ 2 และที่ 3 นั้นเป็นช่วงระยะเวลาที่สำคัญ ถ้าหากเอาทฤษฎีจิตวิเคราะห์มาจับช่วงวัยเวลาดังกล่าวเช่นช่วงอายุ 1-5 ปี ที่อิริคสันได้แบ่งไว้นั้นเป็นช่วงอายุที่เด็กจะเกิดความละอายนั้น ถ้าหากเอาทฤษฎีของจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์มาจับ เด็กในช่วงวัยนี้ก็คืออยู่ในช่วงของ ID ที่มีความคิด ที่ยังไม่มีเหตุผลการรับรู้ การจำ การสื่อทางภาษา และการแสดงออกทางกริยาท่าทางต่าง ๆ นั้น คือยังไม่มีเหตุผล

- แต่สำหรับช่วงวัยที่เรียกว่า EGO อยู่ในช่วงของอายุตั้งแต่ 6-ปฐมวัย (33 ปี) เป็นช่วงที่ความคิดหรือการแสดงออกต่าง ๆ จะมีเหตุผล และรู้จักควบคุมตนเองนั้นน่าจะอยู่ในส่วนของ EGO

- ในส่วนที่ 3 นี้เป็นส่วนที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่ ตั้งแต่วัย 34 ปีขึ้นไปจนถึง 100 ปี เป็นช่วงที่การแสดงออกทางด้านกริยาอาการ คำพูด ความคิด ในด้านต่าง ๆ ก็จะรู้จักยับยั้งชั่งใจคือมีเหตุผลในการที่จะคิดหรือพูด เป็นช่วงที่มีความรู้สึกรับผิดชอบเต็มที่ ความจริงก็คือขึ้นอยู่กับสติปัญญาของแต่ละคนด้วย บางคนอายุไม่ถึง 20 ปี แต่มีความคิดที่มีเหตุผล

สรุปประเด็นเรื่องความละอายและความรู้สึกผิด : ความละอาย ความรู้สึกผิดนี้จะเกิดขึ้นถ้าพูดตามทฤษฎีของอิริคสันจะเกิดขึ้นในช่วงอายุตั้งแต่ 1-5 ปี เป็นช่วงที่เริ่มต้นรู้สึกของความละอายหรือความรู้สึกผิด แค่ถ้าพูดตามทรรศนะของผู้นำเสนอแล้ว ความรู้สึกละอาย, ความรู้สึกผิดนี้จะเกิดขึ้นกับคนที่มีการศึกษาที่จะเรียนรู้ เข้าใจพฤติกรรมกับคนรอบข้างต่าง ๆ อย่างเช่น ในวัยเด็กเป็นวัยที่จะต้องไปเรียนหนังสือก็ได้ศึกษาพฤติกรรมของเพื่อน ๆ เห็นเพื่อน ๆ มีจุดเด่นหรือมีอะไรที่ดีกว่าตน เด็กที่มีปมด้อยกว่าก็อาจจะมีความรู้สึกละอายหรือความรู้สึกผิดว่าตนเองมีความไม่มั่นใจหรือไม่เป็นตัวของตัวเอง สรุปแล้วก็คือ เป็นช่วงของวัยที่จะเกิดความรู้สึกที่ถ้าเปรียบกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ก็เป็นช่วง ID คือไม่มีเหตุผล แต่ในช่วงของวัยที่มีความรู้สึกละอายหรือมีเหตุผลก็จะอยู่ในช่วงของ EGO ต่อเนื่องด้วย SUPEREGO คือความรู้สึกละอายในส่วนของ EGO นี้จะเป็นส่วนที่รู้จักยับยั้งชั่งใจ คือสามารถควบคุมตนเองได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ชัดเจน ได้มีเหตุผลเป็นเรื่องเป็นราวเป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น สำหรับในส่วนของวัยที่อยู่ใน SUPEREGO เป็นช่วงของวัยที่คนเรียกตนเองว่าเป็นปัญญาชน ในช่วงวัยนี้จะเป็นช่วงที่จะทำอะไรก็ตามจะคิด พูด เกี่ยวกับกริยาอาการแสดงออกมาจะต้องส่วนมากเป็นช่วงที่รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดีอย่างมีเหตุผล เมื่อกี๋แยกแยะผิดชอบชั่วดีได้เหมือนกันแต่อยู่ในช่วงต่อจาก EGO แต่คล้าย ๆ กัน แต่เป็นช่วงที่มีความเจริญทางด้านปัญญาเต็มที่ก็อยู่ในช่วงอายุวัยผู้ใหญ่ขึ้นไป ก็คือตั้งแต่ 34 ปีขึ้นไป

ทั้งหมดนี้เกี่ยวเนื่องกันระหว่างความรู้สึกละอายกับความรู้สึกผิด ที่กล่าวมานี้เป็นความคิดเห็นของนักจิตวิเคราะห์ว่าเขาเห็นอย่างไรในช่วงที่เด็กระยะต่าง ๆ นั้นเกิดความรู้สึกผิด, ความรู้สึกละอาย

ความโกรธ : ซึ่งเป็นทฤษฎีหนึ่งที่เกี่ยวกับความรู้สึกหรือว่าอารมณ์ของมนุษย์ ไม่ว่าคนหรือสัตว์ก็มีได้ทั้งนั้น ซึ่งมีบทเขียนของอริสโตเติ้ลกล่าวไว้ว่า คนใดก็ตามจะมีความโกรธ แต่ไม่ใช่ว่าความโกรธนั้นจะเกิดขึ้นกับบุคคลทั่ว ๆ ไป แต่จะต้องมองว่าความโกรธนั้นจะโกรธกับบุคคลใด และมีขอบเขตในการโกรธแค่ไหน หรือเวลาใดที่จะโกรธ และมีจุดมุ่งหมายอยางไรในการโกรธ และที่สำคัญก็คือการที่จะทำให้โกรธนั้นเกิดจากสาเหตุอะไร และไม่ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเสมอไป นี่คือส่วนที่บทความที่อริสโตเติ้ลได้กล่าวไว้

ต่อไปเป็นการพิจารณาความ "ความโกรธ" นั้นคืออะไร ก็คือความรุนแรงหรือความก้าวร้าวไปตามอารมณ์ ซึ่งจะมองว่าจะเกิดขึ้นในสังคมสมัยกลางสิ่งเหล่านี้ก็คือมีการพัฒนากันไปเรื่อย ๆ ซึ่งมันจะมีความเกี่ยวข้องกับทางด้านสังคมวิทยา หรือจิตวิทยาและในประวัติศาสตร์ก็ยังมีเกี่ยวข้องด้วย ได้กล่าวถึงว่าบุคคลเรานั้นมีความโกรธอย่างไร หรือท่าทางของสัตว์นั้นมีความโกรธเป็นอย่างไร เพราะว่าทางด้านศิลปะก็ยังมีการแสดงอาการว่าความโกรธมีหน้าตาอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้ก็จะบ่งบอกถึงความโกรธได้ จากหน้าตาของคนเรา ดังนั้นความก้าวร้าวนั้นก็เป็นอารมณ์เกี่ยวกับความโกรธซึ่งเกิดจากความผิดหวัง หรือว่าเกิดจากความเกลียดชัง ซึ่งในทฤษฎีต่าง ๆ ได้กล่าวไว้พอสมควรในหัวข้อที่หน้า 105 ได้กล่าวเกี่ยวกับทฤษฎีแนวความคิดที่เกี่ยวกับความโกรธและความก้าวร้าวไว้ ซึ่งจะเห็นได้ในตัวเอง ที่บอกว่าแนวความคิดความรู้สึกบางเวลาที่มีแรงกระตุ้นให้เกิดความโกรธขึ้นจะมีอาการที่เรียกว่าดูได้จากสีหน้าของคนเรา หรือว่าจากเสียงก็คือแสดงถึงอาการโกรธ ก็คือมีอาการตะคอกหรือตะโกนออกมา ซึ่งสิ่งเหล่านี่บอกถึงอาการของคนที่โกรธ และในลักษณะของความโกรธซึ่งจะนำไปสู่อาการที่ว่ามีความจริงจัง เคร่งเครียด ดุร้าย หรือว่าอาจจะก่อเกิดความเสียหาย หรือบางครั้งบางเวลาก็อาจจะนำไปสู่การเข่นฆ่ากัน นี่เป็นส่วนหนึ่งที่จะนำไปสู่สิ่งเหล่านี้ในการกระทำ แต่บางส่วนของการกระทำนั้นจะเห็นว่าเป็นการที่ว่าเป็นพฤติกรรมได้เสมอไป (เข้าใจป่าวน้อ ???) และในลักษณะท่าทางของสีหน้า หรือการที่เราสังเกตได้ก็คือเสียง หรือว่าสีหน้าขงบุคคลในสิ่งเหล่านี้ก็คือในตัวของความเป็นมนุษย์และก็สัตว์นั้นจะมีลักษณะนี้เช่นเดียวกัน เป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึงอาการที่มีเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งแน่นอนจะเกิดขึ้นกับบคคลเราได้เสมอไปหรือว่ากับการที่มีอาการโกรธเหล่านี้

ในด้านชีววิทยาและเกี่ยวกับพฤติกรรมศาสตร์ที่ว่าด้วยพฤติกรรมของสัตว์ได้กล่าวถึงธรรมชาติของความโกรธและความก้าวร้าวไว้ว่า เกิดจากความโต้แย้งกันซึ่งเกิดอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ก็คือการที่ว่ามีการพัฒนาไปมากยิ่งขึ้น เพราะความที่ว่าไม่ถูกต้องตามเกิดจากการที่ว่าถูกบังคับ และทฤษฎีเหล่านี้ก็ได้พัฒนามุ่งว่าการไม่ได้ปลดปล่อยออกอาการที่มีความก้าวร้าวเกิดขึ้นเป็นปฏิกริยาอย่างหนึ่งใตัวสัตว์นั่นเอง นี่คือในส่วนที่เป็นทฤษฎีของจิตวิทยา พฤติกรรมของสัตว์ พฤติกรรมของมนุษย์ที่แสดงออกมาอย่างนี้ และก็มีหลากหลายทฤษฎีที่กล่าวไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงทางที่ว่าเกิดจากไม่ได้แนะนำในทางที่ถูกต้องว่าควรจะโกรธในเวลาใด หรือกับบุคคลเช่นไร สิ่งเหล่านี้ก็ย่อมจะเปลี่ยนเช่นเดียวกัน เพราะเด็กมีวิวัฒนาการจากบุคคลผู้ที่เป็นแบบในครอบครัวหรือว่าตัวผู้นำหรือผู้ปกครองซึ่งจะเป็นอาการแสดงออกมาในส่วนนี้

ในส่วนต่อไปเป็นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความโกรธก็มีหลายทฤษฎีที่ได้กล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้ ทฤษฎีที่เป็นจิตวิเคราะห์ซึ่งบอกเกี่ยวกับความบีบคั้นทางด้านจิตใจหรือความผิดหวังของบุคคล สำหรับสิ่งเหล่านี้ซึ่งทฤษฎีก็คล้ายคลึงกันทั้งหมดที่บอกไว้ในจุดประสงค์อันนี้ และส่วนหนึ่งก็คือเกิดจากความเปลี่ยนแปลง ความผิดปกติของหน้าที่หรือกล้ามเนื้อทางด้านร่างกายนั่นเอง

อีกส่วนหนึ่งก็คือ ความผิดหวังนี้อาจจะปรากฏขึ้นในส่วนที่เกิดจากการปลดปล่อยของแม่ที่ปลดปล่อยความโกรธออกมาจะทำให้เกิดความก้าวร้าว บุคคลต่าง ๆ ที่พูดออกมาหน้าตาตึงเครียดนี่คือสิ่งที่บ่งบอกถึงอาการของคน

ทรรศนะที่สร้างสรรค์ทางด้านสังคมที่มีต่อความโกรธของ……………. ตรงนี้ก็คือการที่มีการได้กล่าวไว้เกี่ยวกับทางด้านสังคมว่ามีการเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพที่มีความโกรธเกิดขึ้นมาว่ามีอาการอย่างไร และเกิดจากอะไร ก็คือเกิดจากการที่บุคคลนั้นถูกกฎข้อบังคับจากสังคมบ้าง จากบรรทัดฐานทางครอบครัวอันนี้จึงทำให้เกิดอาการตึงเครียดและเกิดความกลัวขึ้นมา และทำให้อาการตรงนี้เกิดขึ้นได้

บรรทัดฐานทางสังคมเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดส่วนที่เป็นข้อสังเกตว่าจะเห็นได้ชัดเจนก็คือกฎหมาย หรือเกี่ยวกับกฎทางด้านปรัชญาเหล่านี้ ซึ่งบรรทัดฐานเหล่านี้ก็จะให้เหตุผลว่าเกิดจากคำสั่งซึ่งมีอยู่ เกี่ยวกับศีลธรรมที่มาบังคับตัวเด็กเพื่อจะให้เขาทำสิ่งเหล่านี้ ข้อต่อไปก็คือกฎที่เหมาะสมแก่การพัฒนาความโกรธ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นในบทของอริสโตเติ้ล แต่ในวันนี้จะกล่าวว่าเราจะพัฒนาในความโกรธ เราจะรู้สึกว่าบุคคลนั้นจะมีความโกรธอย่างไร เมื่อเรารู้ว่าคน ๆ นั้นโกรธด้วยอาการอย่างไร แล้วก็จะสามารถที่จะพัฒนาให้ไปสู่เป้าหมายให้หายความโกรธไปได้ ซึ่งในบทนี้ก็ได้กล่าวไว้ว่าคนที่โกรธนั้นจะมีอาการก็คือหน้าจะแดงหรือคล้ำขึ้นมา หรือว่าจะมีอุณหภูมิในร่างกาย หรือว่าคำพูดที่ออกมานั้นจะก้าวร้าว นี่ก็คือลักษณะที่เราจะนำไปสู่และไปสู่การควบคุมได้อย่างไร ก็คือจะต้องให้การศึกษาหรือแนะนำในทางที่ถูกต้อง และจึงจะนำไปสู่การพัฒนาในความโกรธ และอีกส่วนหนึ่งคืออารมณ์โกรธนั้นส่วนมากจะพบในเด็กวัยเล็ก ๆ ที่อาจจะแสดงอาการต่าง ๆ ซึ่งมีการร้องไห้, ดิ้นอยู่กับพื้น, กระทืบเท้า หรืออาจจะทำร้ายคนอื่น ๆ เพราะฉะนั้นเราต้องฝึกให้เด็กรู้จักควบคุมอารมณ์ การปรับเปลี่ยนความรุนแรง หรือบอกถึงความรู้สึกและความต้องการของตน เด็กเหล่านี้อาจจะดื้อเงียบ ๆ หรืออาจะไม่สนใจต่อคำสั่งของผู้ใหญ่ก็ได้ หรือกิจวัตรต่าง ๆ ที่กระทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก็ไม่อยากจะทำ เด็กวัยเล็ก ๆ ก็จะถ้าเราป้อนข้าวก็จะอมข้าวไว้ในปาก หรืออมน้ำไว้ไม่ยอมกลืนเข้าไป หรือการขับถ่ายก็ขับถ่ายช้า ไม่ยอมนอน นี่คืออาการของเด็กที่มีความก้าวร้าวที่แสดงถึงอาการโกรธของเขา เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่าอาการโกรธนั้นเป็นการอาการที่เป็นอารมณ์แห่งความสัลซับซ้อน ซึ่งเกิดจากแรงกระตุ้นส่วนหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปถ้าเราเปลี่ยนทำให้ระบบมีมาตรฐานในการปรับเปลี่ยนทางอารมณ์เหล่านี้ ก็จะนำไปสู่การพัฒนาในทางด้านศีลธรรมที่ดีงามต่อไปได้เกิดจากการเลี้ยงดู เอาใจใส่หรือว่าคุ้มครองสิทธิที่ดีงามเหล่านี้ให้แก่เด็ก (จบแล้วจ้าาาา)

อารมณ์ของความรัก :
1. Love and Empathy
2. …………. Or Love ………….
3. Development of Shame
4. ……………. And Cultural

ความรักและความเห็นอกเห็นใจ ถ้าหากพูดถึง "ความรัก" ตามหลักจิตวิทยาแล้วคือการให้ความช่วยเหลือโดยไม่มีประโยชน์ส่วนตัว ก็คือสมมติว่าจิตวิทยาให้นิยามความรักว่าคือการช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่มีประโยชน์ส่วนตัวที่เราคิดจะได้จากคนที่เราช่วยเหลือ นี่คือนิยามของความรักทางจิตวิทยา ตรงกับทางพุทธศาสนาคือเมตตา ไม่ได้หวังผลตอบแทน

และสิ่งพัฒนาจริยธรรม คือความเห็นอกเห็นใจซึ่งนำมาซึ่งกฎเกณฑ์ทางจริยธรรม ความเห็นอกเห็นใจนั้นเป็นบ่อเกิดของจริยธรรมเพราะ ถ้าเราเห็นอกเห็นใจก็จะก่อให้เกิดจริยธรรมขึ้นมา เช่น ความเกรงใจในห้องมีความเกรงใจกัน ต่อมาก็เกิดเป็นวัฒนธรรมเป็นจริยธรรมและพัฒนาขึ้นมาตามลำดับขั้น ในหนังสือเล่มนี้ได้อธิบายว่าจริยธรรมนั้นเริ่มเดิมทีก็มาจากความเห็นอกเห็นใจกันนั่นเอง

ความรักเป็นคุณธรรมเปิดเผยอย่างมากในช่วงวัยรุ่น ในช่วงวัยรุ่นนั้นความรักเป็นคุณธรรมเปิดเผย คือจะแสดงออกอย่างตรง ๆ อย่างเช่น ถ้ารักใครชอบใครก็จะแสดงออกและบางครั้งก็ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวนั้นได้ จึงมีคนกล่าวว่าคนที่อยู่ในความรักมักจะตาบอดและบางครั้งความรักย่อมอยู่เหนือเหตุผล ไม่มีเหตุผลที่จะอธิบายได้ อันนี้ก็คือความรักเป็นคุณธรรมเปิดเผยอย่างมากในช่วงวัยรุ่น

ความรัก คือเป็นการแบ่งหน้าที่กระทำให้กันและกันสองฝ่าย คือแบ่งหน้าที่กันที่ อย่างเช่นความรักความเอื้ออาทรเป็นการแบ่งหน้าที่ซึ่งแต่ละคนก็มีหน้าที่แต่ละอย่างแตกต่างกันออกไป และเมื่อมาอยู่ร่วมกันก็ต้องแบ่งกันรู้ แบ่งกันทำ อันนี้คือหัวข้อ

 

หัวข้อที่ 2 "การวิจัยเรื่องการควบคุมรูปแบบพฤติกรรมในเรื่องการท้าทาย, ความก้าวร้าว ต่อพฤติกรรมซึ่งสามารถยอมรับได้" โคลเบิร์กได้เห็นพฤติกรรมเชิงลม ไม่ถูกมองว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคล, สิทธิของบุคคลอื่น คือในนี่เขาอธิบายว่า เหตุพฤติกรรมเชิงลบทางจริยธรรมก็คือการละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นเป็นการละเมิด, เป็นการมองจริยธรรมเชิงลบ เช่นตอนเช้าที่เราเรียนว่าการไปแอบถ่ายรูปคนแก้ผ้า อันนั้นก็เป็นจริยธรรมอย่างหนึ่งแต่เป็นจริยธรรมเชิงลบ ไม่ใช่จริยธรรมเชิงบวก แต่คงไม่ได้เป็นวัฒนธรรม แต่ถ้าเป็นวัฒนธรรมก็คือการแก้ผ้าอาบน้ำของชาวลาวนั่นเป็นวัฒนธรรมของเขา

เมื่อจริยธรรมออกมาเช่นนี้ทฤษฎีสองอย่างคือเชิงลบกับเชิงบวกนั้น ทำให้คนเราเกิดความช่วยเหลือคนอื่นเพมื่อเขาตกทุกข์ยากลำบาก ก็คือเมื่อเขาเกิดความทุกข์ยากลำบาก เราเกิดความเห็นใจอย่างเช่น เราเดินมาเห็นคนพิการ, ขอทานอยู่บนสะพานลอยจอตใจส่วนหนึ่งก็เกิดความเห็นใจว่าทำไมชีวิตคนเราจึงแตกต่างกัน ก็เป็นความเอื้ออาทรคือเกิดความเห็นใจก็อยากจะให้ความช่วยเหลือเขา

คินิกอน บอกว่าเป็นจริยธรรมแห่งความห่วงใยและความรับผิดชอบ เพราะการอยู่ในสังคมต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน และมีความห่วงใยเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ถ้าหากว่าขาดตัวนี้ไปสังคมก็จะเกิดความสับสนอลหม่าน เช่น เราอยู่ร่วมกันแต่ไม่มีความห่วงใยกัน ไม่มีความรับผิดชอบ ต่างคนต่างทำ ละเลยหน้าที่ สังคมก็จะเกิดความวุ่นวายสับสน มีความไม่สงบเกิดขึ้น

นอกจากนี้คนอื่น ๆ ได้วิจัยสิ่งที่มีมาก่อนพฤติกรรม คือห่วงใยนั้นมีมาก่อนและมีมานานแล้ว พอเกิดจากสังคมแล้วก็มีความห่วงใยซึ่งกันและกัน ความห่วงใยในครอบครัวในฐานะบิดา มารดา ลูกหรือครูอาจารย์ก็มีความห่วงใย เห็นอกเห็นใจต่อมาก็พัฒนาเกิดขึ้นเป็นจริยธรรม

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะทำให้เราเข้าใจจริยธรรมโดยปราศจากข้ออธิบาย เพราะความห่วงใย, ความเห็นอกเห็นใจกันทำให้เราเข้าใจถึงจริยธรรม เพราะว่าจิตใจเรามีความอ่อนน้อม อ่อนลงแล้วก็จะเกิดจริยธรรมขึ้นในจิตใจ เราก็ไม่สามารถบอกได้ว่าจริยธรรมนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เดิมทีแล้วเกิดมาจากความเห็นอกเห็นใจแล้วเมื่อเกิดมาสักพักก็จะพัฒนาเป็นบ่อเกิดของจริยธรรม และไม่ต้องอธิบายว่าจริยธรรมเกิดขึ้นมาแบบไหน

มาร์ติน ได้แสดงความคิดเห็นจริยธรรมของความยุติธรรมของโคลเบิร์กว่า ความยุติธรรมซึ่งเกิดจากความเห็นอกเห็นใจนั้นเป็นหลักสากล คือความยุติธรรมเป็นหลักสากลที่จะบอกว่าความเมตตาธรรมค้ำจุนโลก หรือความยุติธรรมก็เป็นสิ่งที่ประสานสังคมให้เกาะกลุ่มอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข การพัฒนาเห็นอกเห็นใจเกิดขึ้นก่อนกฎเกณฑ์ทางด้านจริยธรรม (กฎเกณฑ์ทางด้านจริยธรรมเกิดขึ้นทีหลังความเห็นอกเห็นใจ เพราะความเห็นอกเห็นใจเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงมาเป็นกฎเกณฑ์ทางจริยธรรม)

 

หัวข้อที่สาม "การพัฒนาความเห็นอกเห็นใจ" มาร์ตินเน้นความเห็นอกเห็นใจทางด้านอารมณ์ เขาพยายามโยงองค์ประกอบทางความคิดและทางความคิดเข้าด้วยกัน คือองค์ประกอบต่าง ๆ ทางความคิดและอารมณ์ ความคิดกันอารมณ์นั้นถ้าอธิบายจะเห็นภาพยาก แต่ถ้าเป็นทางศาสนาผู้นำเสนอคิดว่าน่าจะเข้าใจง่าย (ศาสนาอีกแล้วจ้าาาา)

ความเห็นอกเห็นใจต้องอาศัยความรู้สึกของคนอื่นว่าเป็นสัญชาตญาณของตนเองเพื่อวางพื้นฐานให้กับแรงจูงใจให้เห็นแก่ผู้อื่น หรือพฤติกรรมในการช่วยเหลือผู้อื่น คือความเห็นอกเห็นใจต้องอาศัยความรู้สึกของผู้อื่นด้วย เช่น เราอยู่ตัวคนเดียว อารมณ์เกิดความเห็นอาจจะยังไม่เกิด แต่ถ้าเราไปเห็นอะไรบางอย่างอย่างเช่นคนที่ตกทุกข์กว่าเรา เราก็อาจจะเกิดความเห็นอกเห็นใจเขา อันนี้คือต้องอาศัยบุคคลอื่น ๆ คล้ายกับสัมพัทธนิยม คือมีความเกี่ยวเนื่องกัน, อาศัยกันและกันและเกิดเป็นแรงจูงใจ แรงจูงใจคืออยากหรือต้องการที่จะช่วยเหลือคน ๆ นั้นที่เราพบเห็นว่าเขาลำบากให้เขาได้รับความสุขเช่นเดียวกับเรา

ระดับพัฒนาการทางด้านอายุ, อารมณ์ และความคิดที่มีต่อความเห็นอกเห็นใจของคน :

ระดับอายุ 1 ขวบ เด็กที่มีอายุ 1 ขวบจะสับสนตนเองต่อผู้อื่น คือยังสับสนทางเพศว่าตนเองเป็นอะไรกันแน่ 1 ขวบยังไม่มี Motion
ระดับอายุ 1-2 ปี
แยกแยะสิ่งที่เป็นรูปธรรมของสิ่งอื่นได้ คือสามารถแยกแยะได้กล่องสี่เหลี่ยม วัตถุสามเหลี่ยม วัตถุทรงกลม แต่ผู้นำเสนอไม่มั่นใจว่าจะแยกแยะความเป็นหญิงหรือชายได้หรือเปล่า
ระดับอายุ 2-3 ขวบ
มีความตระหนักเป็นพื้นฐานว่ามีความรู้สึกภายในว่าเป็นอารมณ์เฃ่นเดียวกับตนเอง ก็คือรู้ว่าคนอื่นมีอารมณ์เช่นไร เช่นคนอื่นโกรธก็พอจะรู้บ้าง และรู้ว่าตนเองมีอารมณ์เช่นไร เป็นต้นว่าอารมณ์โกรธ, อารมณ์รัก
ระดับอายุ 6-9 ขวบ

เห็นคนอื่นว่ามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง การปฏิสัมพันธ์เชิงสงเคราะห์ เด็กก็จะเริ่มเข้ากลุ่ม สามารถที่จะมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง สามารถที่จะปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ต้องการที่จะเข้ากลุ่ม และต้องการสงเคราะห์ คือมีน้ำใจที่จะหยิบยื่นอะไรให้คนอื่น ถ้าหากว่าพูดตามภูมิปัญญาชาวบ้านแล้วที่ได้แยกแยะไว้หรือแบ่งอารมณ์ตอนนี้ กล่าวไว้ว่า สิบปีอาบน้ำไม่หนาว ก็คือสิบปียังไม่รู้จักร้อนรู้จักหนาว กว่ายี่สิบปีแอ่วสาวไม่เบื่อ คือยังไม่เบื่อที่จะไปเที่ยว สามสิบปีไม่หน่ายสงสาร ทำงานเหมือนฟ้าผ่า ห้าสิบปีสาวน้อยพูดด่าไม่เจ็บใจ อันนี้เป็นข้อคิดปลีกย่อยที่เข้าได้พูดได้ (สิบปีอาบน้ำไม่หนาว ก็คือสิบปียังไม่รู้จักร้อนรู้จักหนาว ยี่สิบปีก็จะหมกมุ่นอยู่กับความรักระหว่างหญิงชาย สามสิบปีก็ยังทำงานหนัก สี่สิบปีก็… ห้าสิบปีก็เฒ่าหัวงูจ้าาา) อันนี้เป็นการแบ่งตามช่วงอารมณ์ของคน


หัวข้อที่สี่ : ความลำเอียงและอรรถาธิบายทางจริยธรรม มีเรื่องที่หน้าเป็นห่วงอยู่ประการหนึ่งเกี่ยวกับการเห็นอกเห็นใจ ซึ่งบางอย่างเมื่อมันมีสิ่งที่ดีมันก็ย่อมดี คือมีทั้งขั้วลบและขั้วบวก ได้ถูกประยุกต์เข้ากับสังคมที่แตกต่างกันคือคนต่างวัฒนธรรม จากของตนเองคนที่สังเกตจะรู้สึกเห็นอกเห็นใจ เช่นว่าความเห็นอกเห็นใจก็ต้องอยู่กับสิ่งแวดล้อมและตัวเรา สิ่งไหนที่เราให้ความสนิทสนมมากหรือให้ความเสน่หามาก อย่างเช่น เราได้ข่าวว่ารถชนคนตาย สมมติว่าคนที่ถูกรถชนคนนั้นเป็นญาติของเรา ความเสียอกเสียใจก็จะมีมากขึ้น แต่สมมติว่าคนที่ถูกรถชนตายนั้นไม่ใช่ญาติของเราแต่เป็นเพื่อนร่วมสุขร่วมทุกข์เราก็เสียใจธรรมดา หรือบางครั้งอาจจะคิดว่าตายเสียได้ก็ดีเพราะเราไม่ชอบคน ๆ นั้น อันนี้ก็คือความลำเอียงและอรรถาธิบายทางจริยธรรม เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมหรือความรู้สึกเช่นกัน

ฮอบแมน ได้ให้ข้อคิดเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างความเห็นใจและแรงจูงใจสำหรับผู้อื่นและการกระทำต้องมีอารมณ์ร่วม คือสิ่งที่จะก่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจก็คือต้องมีบาง ๆ หนึ่งที่เป็นอารมณ์ก่อให้เกิดหรือแรงกระตุ้นภายใน หากจะพูดง่าย ๆ ก็คือความเห็นอกเห็นใจจะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบคือ
1. ตัวเราเอง คืออารมณ์ของตัวเราเอง
2. อารมณ์ร่วม ซึ่งเป็นตัวแปรจากภายนอก




หัวข้อที่ 5 : การส่งเสริมพัฒนาการ การมีอารมณ์ร่วม ความเห็นอกเห็นใจ ฟรอยด์อธิบายว่าการมีอารมณ์ร่วมก็คือการทำให้เท่ากันโดยความต้องการของแต่ละคนในวัยใดวัยหนึ่ง ก็คือสิ่งเหล่านี้องค์ประกอบทั้ง 3 อย่างต้องมีเท่า ๆ กัน, ทำให้เท่ากัน อันนี้เข้าใจว่าจะเป็นวัยเด็ก ประสบการณ์ที่จะส่งเสริมเหล่านี้เป็นประสบการณ์ตรงทางด้านอารมณ์ เด็ก ๆ มักจะมีอารมณ์ร่วมกับคนอื่นถ้าเขาประสบกับอารมณ์เช่นเดียวกัน อย่างเช่นเด็กที่จะเล่นด้วยกัน คิดแค่ว่าจะสนุกสนานด้วยกัน คือมีอารมณ์ร่วมด้วยกัน หากว่าคนอื่นมีอารมร์โกรธแต่อีกคนหนึ่งมีอารมณ์สนุกสนานก็ไม่สามารถเล่นด้วยกันได้เพราะเดี๋ยวจะทะเลาะกัน เพราะประสบการณ์ตรงทางอารมณ์แตกต่างกัน

การเรียกร้องความสนใจต่อความรู้สึกต่อผู้ที่เป็นเหยื่อ หรือกล้าจินตนาการว่าตนเองในสถานะการณ์เช่นนั้นควรจะช่วยคนอื่น ก็คือเรียกร้องความสนใจต่อความรู้สึกผู้ที่เป็นเหยื่อ ก็คือเด็กต้องการที่จะโชว์ออฟ คือต้องการให้ตนเองเป็นจุดเด่นเพราะฉะนั้นจึงต้องทำอะไรซักอย่างที่เปิ่น ๆ ไม่เข้าพรรคพวก หรือทำให้มันเด่นขึ้นมา

โอกาสที่จะแสดงบทบาทช่วยทำให้ความรู้สึกของเด็กดีนั้นก็ควรจะเป็นสิ่งแวดล้อมทางสังคมมากกว่าการแสดงบทบาท คือสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อการแสดงออกของเด็กมาก และเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาการทางด้านอารมณ์หรือว่าจริยธรรม


สรุป : จากทั้งหมดสิ่งเหล่านี่ที่พูดมาเกี่ยวกับความรู้สึกทางด้านอารมณ์ซึ่งบางครั้งมันก็มีหลายอารมณ์ บางครั้งก็สามารถที่จะถ่ายทอดออกมายากว่าความรู้สึกพัฒนาการทางอารมณ์เป็นอย่างไรบ้าง แต่ถ้าจะสรุปเป็นที่ชัดเจน

ในอารมณ์ที่สำคัญในการพัฒนาอุปนิสัยทางจริยธรรมคือการมีอารมณ์ร่วม ก็คือการจะพัฒนาอุปนิสัยทางด้านจริยธรรมเราจะต้องมีอารมณ์ร่วม อารมณ์ร่วมก็คือการมีส่วนร่วมทางด้านอารมณ์ คือมีอารมณ์ร่วมเช่นว่าเรามีอารมณ์โกรธ ซึ่งคนอื่นก็มีอารมณ์โกรธเหมือนเรา ก็คือมีอารมณ์ร่วมกัน ถ้าหากว่าเรามีอารมณ์ที่แจ่มใส คนอื่นก็จะมีอารมณ์ที่แจ่มใส อย่างเช่น ในห้องนี้ทุกคนมีอารมณ์ของความง่วง ทำให้ผู้พูดง่วงตามไปด้วย ก็คือมีอารมณ์ร่วมกัน คือบรรยากาศสร้างสิ่งแวดล้อม และสิ่งแวดล้อมก็ทำให้คนมีอารมณ์ร่วมกัน สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดจริยธรรม

ความเห็นใจต่อคนอื่นจึงมีส่วนช่วยสนับสนุนให้วัยเด็ก บทนี้แสดงให้เห็นถึงการวิจารณ์ของจิตวิทยา กับการพัฒนาทางด้านจริยธรรมก็คือจิตวิทยาทำให้เราสามารถรู้อารมณ์ทางด้านจริยธรรมว่าเป็นเช่นไร เพราะฉะนั้นเมื่อสรุปโดยส่วนรวมก็คือเป็นการพูดถึง

1. อารมณ์รัก อารมณ์เอื้ออาทร 2. เกี่ยวกับการวิจัยหรือการควบคุมรูปแบบพฤติกรรมในเรื่องการท้าทาย ความก้าวร้าวต่อพฤติกรรมที่สามารถยอมรับได้3. การพัฒนาความเห็นอกเห็นใจ4. ความลำเอียง และอรรถาธิบายทางด้านจริยธรรม5. การส่งเสริมพัฒนาการ การมีอารมณ์ร่วม ความเห็นอกเห็นใจ6. บทสรุป อารมณ์ต่าง ๆ เป็นบ่อเกิดในการพัฒนาอุปนิสัยทางด้านจริยธรรมให้ไปในทิศทางที่พึงประสงค์

***

คำถามท้ายเรื่อง

1. ที่พูดถึงเรื่อง emotion and morality มาทั้งหมดนี้ emotion ก็คือ axity and fear และ shame and guilt และ ……………….. และ ……………….. ซึ่ง 4 อันนี้ ถ้าหากว่ามันเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมมากที่สุด มันเกี่ยวข้องอย่างไรจึงก่อให้เกิดจริยธรรมขึ้นมา / เกี่ยวข้องในลักษณะใดกับพฤติกรรมจึงก่อให้เกิดจริยธรรมขึ้นมา

คุณวิจิตร : จริยธรรมมีอยู่ 2 ทางคือจริยธรรมทางลบ และจริยธรรมทางบวก เพราะฉะนั้น 4 อันนี้จึงมีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นเมื่อความรักความโกรธแสดงออกมา มันจะเป็นสิ่งกระตุ้นเร้าให้แสดงพฤติกรรมทางจริยธรรมออกมา อาจจะเป็นจริยธรรมในทางที่ดีและจริยธรรมในทางที่ไม่ดีก็ได้ เพราะฉะนั้น 4 ประการนี้มีความสำคัญมากที่สุด (ตรงประเด็นยังน้อ)

อย่างเช่นคนที่มีความกลัว ทำไมจึงแสดงพฤติกรรมออกมา --- แล้วมันเกี่ยวข้องกับจริยธรรมอย่างไร --- ตอบไม่ได้จ้า !!!!!

พระนิคร : อย่างเช่นความกลัวของมนุษย์ กลัวภัยก็ต้องพยายามหาสิ่งที่มาป้องกันภัย อย่างน้อย ๆ ก็คือที่จะให้ก่อความเป็นจริยธรรมขึ้นมา ความกลัวก่อให้คนอยู่ในสังคมเดียวกันเกิดความเห็นอกเห็นใจกันขึ้น พอเห็นอกเห็นใจเกิดขึ้นก็เป็นบ่อเกิดทางด้านจริยธรรมขึ้นมา ก็คือต้องมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

 

2. Emotion คืออะไร และ Emotion มีความสัมพันธ์กันอย่างไรกับ Morality

Emotion คือสภาพของอารมณ์ซึ่งมีทั้งดีและเลว อย่างเช่น ที่ยกมา 4 ประการในหนังสือเล่มนี้ นั่นคือสภาพของอารมณ์ สำหรับคำถามที่ว่า Emotion มีความสัมพันธ์กับจริยธรรมในประเด็นนี้ขอยกให้อาจารย์ตอบแทน

 

3. ให้บอก Definition ของ Shame and Guilt ตาม Thoritical Perspective

คำจำกัดความหรือคำอธิบายของความละอายหรือความรู้สึกผิด ซึ่งความละอายนั้นความจริงมันต่อเนื่องกับความรู้สึกผิด ก่อนที่เราจะรู้สึกอายก็ต้องรู้สึกผิดมาก่อน อย่างเช่น ลักษณะของความละอายนี้จะอยู่บนพื้นฐานของจิตสำนึก กล่าวคือเกิดจากจิตสำนึกไม่ใช่เกิดจากการสัมผัสภายนอก อย่างเช่นคนหนึ่งถูกชมอาจจะมีอาการหน้าแดงเพราะเกิดความละอายขึ้น แต่ไม่ใช่ความละอายในลักษณะความหมายนี้ เป็นความหมายที่เกิดจากสิ่งมาสัมผัสหรืออารมณ์ความโกรธทำให้เราเกิดความรู้สึกละอาย

ความละอายนี้ควรจะเป็นความละอายที่เกิดจากจิตใต้สำนึก อย่างเช่นการที่พระมาเรียน ก่อนจะมาเรียนไม่ได้มีแต่พระแต่มีผู้หญิงและผู้ชายด้วย ความอายที่เกิดจากจิตสำนึกนั้นก่อนที่เราจะมาเรียนเราจะต้องคิด ว่ามีผู้หญิงอยู่ด้วยพระจะต้องวางตัวอย่างไร จะพูดอย่างไร ตรงนี้ทำให้เรามีความรู้สึกละอายในใจ จิตสำนึกเราแยกแยะว่าถูกไม่ถูก ควรไม่ควร ในขั้น Superego ที่แยกแยะผิดชอบชั่วดี นี่คือคำจำกัดความของ Shame and Guilt

เมื่อพูดถึง Shame กับความรู้สึกละอายกับความรู้สึกผิดนั้น ตามที่อิริคสันบอกว่ามันแยกกัน แต่ในทรรศนะของผู้นำเสนอคิดว่ามันไม่น่าจะแยกกัน ก่อนที่จะเกิดความรู้สึกละอายข้างในมันจะมีความรู้สึกผิด คนเราถ้าไม่อายก็ไม่รู้สึกผิด มันเกิดความรู้สึกผิด อย่างที่การที่เราจะจีบผู้หญิง ถ้าเราคำนึงถึงความเป็นพระ ในขณะช่วงที่เราคิดเราก็จะเกิดความรู้สึกละอาย เมื่อละอายแล้วจะเกิดความรู้สึกตามมา คือมันจะต่อเนื่องกัน

 

4. Factor Associate with anger and agerssion คืออะไรมีความสัมพันธ์อย่างไรกับ Emotion and Morality

ตรงนี้ก็คือที่บอว่าเป็นทฤษฎีเกี่ยวข้องกับความโกรธหรือความก้าวร้าว และมีความเกี่ยวข้องกันก็คือ ความโกรธก็เป็นอารมณ์หนึ่ง Emotion หรือความรู้สึกในอาการแห่งความโกรธหรือความก้าวร้าวที่บุคคลแสดงออกมาให้เห็นความรู้สึกให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น หรือความก้าวร้าวของคนที่แสดงในอาการต่าง ๆ อย่างเช่น เด็ก อาการก้าวร้าวของเด็กก็คือนอน ไม่ยอมรับฟังพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่ไล่ตีแล้วให้ลุกขึ้นก็ไม่ยอมรับ นี่คืออาการก้าวร้าวอย่างหนึ่ง หรืออารมณ์ที่โกรธเมื่อพ่อแม่ยอมซื้อของที่ตนเองปรารถนาจึงเกิดอารมณ์ความโกรธหรือความก้าวร้าวขึ้นมา

 

5. จากที่บอกว่าความรักและความเห็นใจก่อให้เกิดวัฒนธรรมซึ่งเป็นบ่อเกิดของจริยธรรมในสังคมนั้น ๆ อยากจะถามว่า Love and Empathy ก่อให้เกิดวัฒนธรรมด้านใด และเป็นบ่อเกิดของจริยธรรมในด้านไหนได้บ้าง และ Love and Empathy มีความสัมพันธ์อย่างไรกับ Emotion and Morality

Love and Empathy มีความเกี่ยวเนื่องกับ Emotion และก่อให้เกิดเป็นจริยธรรมอย่างไร --- Love ตัวนี้ก็แปลว่ารัก / Empathy ก็คือความสงสาร, ความเอื้ออาทร, ความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน / Emotion ก็คืออารมณ์

ซึ่ง Love and Empathy ก็คือส่วนหนึ่งของอารมณ์ ก็คือเป็นอารมณ์นั่นเอง เมื่อสองสิ่งนี้เป็น Emotion แล้วเกิดเป็นอารมณ์ คือสภาพของอารมณ์ คืออารมณ์ตอนนั้น อย่างเช่นว่าตอนนั้น Love ก็คือความรัก หรือว่าความเห็นอกเห็นใจ 2 ตัวนี้ก็ก่อให้เป็น Emotion เมื่อคนเรามี Emotion คือสภาพของอารมณ์อาจจะเป็นอารมณ์รักหรือความเห็นอกเห็นใจ เมื่อ 2 ตัวนี้เกิดขึ้นเป็นสภาพหนึ่งของอารมณ์แล้ว เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเมื่อเราอยู่ร่วมกันในสังคมเราจะต้องมีการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอาจจะออกมาในรูปแบบของจริยธรรม อย่างเช่น เราขับรถบนถนน คนแก่กำลังเดินข้ามถนน เมื่อเราเห็นเราก็อาจจะเกิด Emotion ซึ่ง Emotion ตัวนั้นก็คือ Empathy คือความเห็นอกเห็นใจ เนื่องจากเห็นว่า คนแก่เมื่อแก่ตัวไปสภาพสังขารก็เชื่องช้าลง ดังนั้นเราต้องชะลอความเร็วรถลงให้คนแก่ข้ามถนนไปก่อน ตัวนั้นก็เป็นจริยธรรมที่เกิดขึ้นสำหรับคนที่เป็นคนขับรถ อันนี้เป็นความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงซึ่งกันและกันที่ก่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมหรือเป็นจริยธรรมขึ้นมาใหม่ก็ได้

 

6. ให้พูดย่อ ๆ ว่าระหว่างสิ่งกระตุ้นทางอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมทางจริยธรรมนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร อย่างเช่นสิ่งที่เป็นสิ่งที่กระตุ้นทางอารมณ์ ความคิด มันจะเชื่อมโยงหรือสัมพันธ์กับพฤติกรรมทางจริยธรรมได้อย่างไร

ให้อาจารย์ช่วยตอบด้วยจ้า !!!!!

***

หัวเรื่องนี้เขียนเรื่อง Emotion and Morality และในที่สุดท่านได้ยกเอาตัว Emotion ขึ้นมาหลายตัว ซึ่งก็มีการแยกแยะออกไปให้เห็นรายละเอียด และในรายละเอียดนั้นก็บอกว่ามันเกี่ยวโยงกับเรื่องของศีลธรรมอย่างไร ตัวที่ยกมาก็คือ axity and fear ความวิตกกังวลและความกลัว, shame and guilt ความรู้สึกละอาย และความรู้สึกผิดและบาป, anger ความโกรธ, ความรักและ empathy ความเห็นอกเห็นใจเนื่องจากความเข้าอกเข้าใจ นี่คือ 4 ตัวที่ยกมา และ 4 ตัวนี้ไม่ใช่ความรู้สึกที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของมนุษย์แต่ถือว่าเป็นตัวที่เกี่ยวข้องที่สำคัญที่สุดกับพฤติกรรมทางศีลธรรมของมนุษย์

การอธิบาย 4 ตัวนั้นอธิบายในลักษณะของ Interactionism Universal Universal Emotion คือมีวิธีมองบางอย่าง วิธีมองที่สรุปมานั้นเรียกว่าเป็น Interactionism เป็นแบบมองว่ามันมีปัจจัยอะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ไม่ใช่เป็นเรื่องเดี่ยว ๆ แต่มีหลายเรื่องเข้ามาเกี่ยวข้องกัน เพราะฉะนั้นวิธีมองอารมณ์ที่ว่าเกี่ยวกับศีลธรรมนั้นมองแบบว่ามีหลายเรื่องเข้ามาเกี่ยวข้องกัน ถ้าถามว่าหลายเรื่องที่มาเกี่ยวข้องกันนั้นมันเรื่องอะไรบ้าง แต่ก่อนที่จะพูดเรื่องอะไรบ้างผู้สอนก็พยายามที่จะขุดค้นว่ามันมีอะไรที่มันมากกว่านั้นมั๊ยที่จะทำให้นักศึกษาได้เข้าใจ ก็พอจะมองเห็น

โดยสรุปก็คือว่าก่อนที่จะมาถึงตัวนี้อาจารย์จะขอขุดขึ้นมาให้ดู คงจะเคยจำได้ว่าผู้บรรยายเคยพูดว่าเวลาเราพูดถึงพฤติกรรมของคนมันมีองค์ประกอบ 3 ส่วน
1. ส่วนหนึ่งมันเป็น Cognitive Invent หรือ Component องค์ประกอบในทางด้านของตัว "รู้"
2. อันที่สอง
3. Action

Emotion - Cognition - Action นี่คือองค์ประกอบที่สำคัญ เพราะฉะนั้นในเรื่องของ Action นั้นจะออกไปในทางทิศทางใดมันมีกรอบมีเกณฑ์ ซึ่งบางเรื่องนั้นเป็นกรอบเกณฑ์ที่เราเรียกว่าถูกผิด ดีชั่ว เป็นเรื่องศีลธรรม อย่างเช่น โกหก ลักขโมย ฆ่าคน มันออกเป็นรูปแบบของการกระทำ แต่ก่อนจะถึงรูปแบบของการกระทำมันต้องมีตัวประกอบอื่นมาก่อน ในบทความนี้ปรากฏว่าเขียนในเรื่องของ Emotion กับ Morality เพราะฉะนั้นพอจะมองว่าถ้าหากพูดตรงนี้แล้วบทความต้องการนี่ต้องการที่จะมุ่งไปถึงเรื่องอะไรใน 3 ตัวของพฤติกรรมนี้ ---> Emotion ---> และใน 3 ตัวนี้ตัวที่ถือว่าเป็นตัวหลักของบทความนี้คือ Emotion และเวลาพูดถึง Emotion เป็นเรื่องของความรู้สึก (feeling) เพราะเรื่อง axity and fear ความวิตกกังวล, ความรู้สึก shame เค้ามีคำว่า shyness ด้วยเป็นความเหนียมอาย

shyness - shame and guilt ซึ่งไม่เหมือนกัน / anger ความโกรธ / empathy ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของ Emotion ทั้งสิ้น ตอนนี้เวลาเขามองในเรื่องของ Emotion ว่ามันมีผลเกี่ยวข้องกับเรื่องของ Morality อย่างไรนั้น เขามองในลักษณะ Interactionism ผู้บรรยายพยายามองว่า Inter แปลว่า between ระหว่าง เช่นระหว่างฉันกับคุณ ระหว่างผมกับคุณ ระหว่างท่านกับเธอ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องของความเกี่ยวข้อง ไม่ใช่เป็นเรื่องเดี่ยว ๆ --->ถามว่าอะไรมาเกี่ยวข้องกันบ้าง ---> ก็ปรากฏว่าสิ่งที่มาเกี่ยวข้องที่เขาพูดถึงนั้นก็คือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ Emotion ซึ่งมีอยู่ 3 ตัวใหญ่ ๆ ซึ่งถือว่าเป็นแง่มุม / ด้าน / มิติของเรื่องราวที่ผูกพันเกี่ยวข้องเกี่ยวกับเรื่องของอารมณ์ 3 เรื่องดังกล่าวอันนั้น
เรื่องแรก คือ Physiological Arousal
เรื่องที่สอง เรียกว่า Cognition
เรื่องที่สาม Environment or Kill

3 ตัวนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน เพราะฉะนั้นผู้เขียนบอกว่า สามสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของอารมณ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องศีลธรรม เพราะฉะนั้นถ้าเราจะเข้าใจว่าอารมณ์เกี่ยวข้องกับศีลธรรมได้อย่างไร เวลาพูดไปพูดมาก็หมายความว่า ก็จะต้องโยงเข้าไปสู่ในเรื่องของ Physiological Arousal กับ Cognition และโยงไปถึงเรื่องของ Environmental Kill การที่เอาเรื่องต่าง ๆ เข้ามาโยงกันเป็นลักษณะของ Interactioness Rule คือทัศนะเชิงปฏิสัมพันธ์ ก็คือสัมพันธ์ต่อกัน action คือปฏิกริยา เพราะฉะนั้นปฏิสัมพันธ์ก็คือสัมพันธ์ในลักษณะที่มีการกระทำต่อกัน ก็คือข้องเกี่ยวกันหรือเกี่ยวข้องกัน เพราะฉะนั้นเขาจะพูด 3 ส่วน แต่ถ้าสังเกตให้ดีเวลาผู้เขียนงานนี้ไปสรุปแทบจะเรียกได้ว่าทิ้งซึ่ง Physiological Arousalไปเกือบจะอย่างสิ้นเชิง จะมาพูดในเรื่องของ Cognition เป็นตัวหลัก และแนวโน้มเวลาพูด พูดในลักษณะของ Cognition เป็นตัวหลัก ก็คือตัวในเรื่องของการ "รู้" เป็นตัวหลัก และการ "รู้" ในตัวนี้ที่ผู้เขียนพูดนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นในลักษณะของเชิงการใช้เหตุใช้ผลผูกโยงกันว่าถ้าทำอย่างนี้จะมีผลเป็นอย่างนั้นเสมอไปซึ่งไม่ใช่ เพียงแต่ให้รับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรและมีลักษณะของการประเมินที่เรียกว่าเป็น Expressal ว่าอะไรเป็นอย่างไรแค่นั้น หรือจำแนกแยกแยะได้ในเชิงจิตวิเคราะห์นิด ๆ หน่อย ๆ นั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องของ Cognition แล้วที่มีผลต่อในเรื่องนั้น ผู้บรรยายขอยกตัวอย่างที่ให้เห็นได้นอกเหนือไปจากนั้น อย่างเช่นในขณะนี้พ้นเดือนในการถือศีลอดมาถึงเดือนแล้ว พึ่งพ้นมาวันที่ 8 นี้เอง ในช่วงการถือศีลอดนั้นมุสลิมทั่วโลกจะอดอาหารตั้งแต่เริ่มมีแสงตะวันขึ้นมากระทั่งดวงอาทิตย์ตกทั้งวันนั้นจะอดอาหาร เวลาอดอาหารทั้งวันนั้นพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอดนั้นก็คือมันมีตัว cause action เข้ามาด้วยก็คือจะไปกิน ดื่ม หรือไปมีความประพฤติต่าง ๆในลักษณะของวาจาที่ไม่เหมาะสมไม่ได้ เมื่ออดอาหารสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนก็คือ Physiological Arousal ความหิวบางคนอาจจะตาลาย ตัวสั่น มือสั่น ตรงนี้เป็นเรื่องของ Physiological Arousal และเมื่อมี Physiological Arousal แล้วปกติคนเราจะความทุกข์เพราะหิว มันก้อต้องหาทางที่จะไปตอบสนอง ถามว่าในลักษระของการตอบสนองนั้นในลักษณะที่จะไปแอบกินได้นั้นกินไม่ได้ ตรงนี้ก่อให้เกิดความรู้สึกหิวขึ้นมาแต่ว่าไปกินไม่ได้ การที่ไปกินไม่ได้ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ แล้วกินไม่ได้แต่มันต้องมีในลักษณะของ Cognition ซึ่งเป็น Cognition ในเรื่องว่าอะไรถูกหรือผิด ได้หรือไม่ได้ แต่เมื่อรู้ว่าได้หรือไม่ได้แต่ว่าหิวแล้วจะทำอย่างไร แอบกินก็ไม่ได้มันเป็นเรื่องของการควบคุมจิตใจของตนเองในทางศีลธรรมหรือว่าถูกผิดดีชั่วขึ้นมา เพราะฉะนั้น Action จึงอยู่ในลักษณะที่อยู่ในกรอบไม่มีการละเมิด เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าอารมณ์หรือความหรือความรู้สึกนั้นมันเริ่มจะมีองค์ประกอบในเรื่องของ Physiological Arousal เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และมีเรื่องของ Cognition ด้วยก่อนจะถึง Action มันเกี่ยวข้องกัน

เพราะฉะนั้นในลักษณะของความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นแนวในการที่จะนำมาอธิบายว่าความวิตกกังวล ความโกรธ เรื่องของความเห็นอกเห็นใจบนพื้นฐานของความเข้าอกเข้าใจ หรือ guilt อะไรต่าง ๆ นั้นมันมีผลไปถึงเรื่องของจริยธรรมอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตได้ ผู้เขียนบอกว่าในเรื่องของข้อตกลงหรือความเข้าใจพื้นฐานหลายอย่างในเชิงความหมายของคำเขามีหลากหลาย และนักคิดนั้นก็มีจำนวนมากในเรื่องต่าง ๆ บางทีก็ไม่ได้เห็นสอดคล้องต้องกัน แต่อย่างน้อยที่สุดนั้นผู้เขียนพยายามที่จะโยงแนวคิดหรือทฤษฎีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมาทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เข้ามาเพื่ออธิบายความเกี่ยวข้องระหว่างตัว Emotion กับในเรื่องของพฤติกรรมในทางจริยธรรมต่าง ๆ นี่คือกรอบใหญ่ ๆ ซึ่งภายใต้กรอบเหล่านี้มันโยงกันอย่างไร

เวลาพูดถึงองค์ประกอบในทางด้านทั้ง 3 ที่เกี่ยวกับเรื่องของอารมณ์นั้นมันเป็นอย่างไร ในเรื่องของ Physiological Arousal ก็คือปฏิกริยาในทางด้านร่างกาย เขาจะให้คำอธิบายมันเป็นเรื่องของระบบที่เกิดขึ้นในทางด้านสมอง ทางด้านระบบของประสาทซึ่งเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อมีสิ่งที่มากระทบกับทางด้านร่างกาย และเขามีการวิจารณ์ว่าความพยายามที่จะเพ่งเล็งว่าตัวปฏิกริยาอย่างนี้มีผลต่อศีลธรรมอย่างไร เรียได้เลยว่าไม่มประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ด้วยเหตุผลหลายประการว่าสภาพของคนที่มันเกิดความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ภายในร่างกายนั้นจะมีผลต่อจริยธรรมอย่างไรนั้นมันไม่มีคำตอบที่พอเพียง ก็เหมือนอย่างที่อาจารย์บอกว่าอาจารย์หิว และความหิวนั้นจะอธิบายว่าพฤติกรรมของอาจารย์นั้นจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้มันไม่พอเพียง ใครหิวก็เหมือนกัน แต่ทำไมอาจารย์จึงหิวในช่วงนั้นมันก็ต้องเป็นอย่างนี้ และคนอื่นหิวก็ต้องเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการที่ไปเพ่งเล็งในเรื่องของตัวทางด้านร่างกาย ปฏิกริยาในทางด้านระบบประสาทต่าง ๆ นั้นจะเห็นไม่ชัดเจนว่าไปเกี่ยวข้องกับจริยธรรมอย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่เขานำมากล่าวตรงนี้ เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นเหตุผลตรงนี้กระมังที่ว่าในที่สุดแล้วเมื่อตอนผู้เขียนก็คือ Mary Brabeck และ Margaret Gorman ไปสรุปแล้วปรากฏว่าเกือบจะทิ้งเรื่องนี้ไปเลย

ในหน้าสุดท้ายได้สรุปใหญ่ในหน้าที่ 114 อธิบายว่า This chapter has presented a review of the psychological literature on the relationship between selected emotions and morality. บทที่ผู้เขียนรับผิดชอบเขียนนี้ได้นำเสนอการทบทวนวรรณกรรมในทางด้านจิตวิทยา ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์ความรู้สึกบางประการที่เลือกมา เพราะว่ามนุษย์มีอารมณ์เยอะแยะไปหมดแต่ที่เลือกมา กับศีลธรรม มีข้อเสนอว่าความรูสึกกลัว ความรู้สึกผิดบาป ความละอาย ความโกรธ ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและความรักให้ความรู้ หรือมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของศีลธรรมจากทฤษฎีต่าง ๆ ที่มาบูรณาการที่พิจารณาร่วมกัน องค์ประกอบพฤติกรรมในด้านการรับรู้นั้นมีบทบาทที่สำคัญมาก ถือว่าเป็นบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งยวด เขายกองค์ประกอบตัวที่ 2 เข้ามาเป็นตัวหลัก

ปัจเจกบุคคลอาจจะเรียนรู้ที่จะรู้สึกวิตกกังวลหรือกลัวเมื่อมีความเลวร้าย หรือความโกรธ เมื่อมีความอยุติธรรม สิ่งเหล่านี้อาจจะพัฒนาความรู้สึกเห็นอกเห็นใจกับผู้อื่นในการกระทำซึ่งนำไปสู่ความรู้สึก การเสียสละ ก็คือความเห็นอกเห็นใจคนอื่นเพื่อคนอื่นล้วน ๆ อันนี้เขาได้พูดถึงข้อถกเถียงว่า มีนักจิตวิทยาในสมัยก่อนบางกลุ่มบอกว่าแท้ที่จริงแล้วที่บอกว่าเห็นอกเห็นใจคนอื่นนั้นมันไม่มี แต่พื้นฐานจริง ๆ แล้วก็คือความเห็นแก่ตัวนั่นเอง อย่างที่พูดว่าเวลาเราไปเห็นคนตกทุกข์ได้ยากนั้นไม่ใช่ว่าเราอยากจะช่วยเพราะว่าคนอื่นหรือคนนั้นตกทุกข์ได้ยาก แต่ที่เราช่วยเพราะว่าเราทนเจ็บปวดที่เห็นคนเขาเดือดร้อนไม่ได้ คือเราเดือดร้อนไปด้วย แต่ตรงนี้เขาเถียงว่าบางทีคนเรานั้นได้แต่ทำลงไปโดยไม่เห็นแก่ความเดือนร้อนของตนเองของตนเอง แม้กระทั่งตนเองยังต้องเสียสละชีวิตต่าง ๆ ก็มี ซึ่งเขาถกเถียงและผู้เขียนก็เชื่ออย่างนั้นด้วย อย่างไรก็ตาม ปฏิกริยาเหล่านี้ทั้งในแง่ของพฤติกรรมและในแง่ความรู้สึกจำเป็นที่จะต้องอาศัยการประเมินทางด้านของความรู้ ก็คือในการรู้นั้นมีการประเมินค่าอยู่ด้วย ถึงแม้ว่าการประเมินนั้นจะไม่มีลักษณะที่เป็นการใคร่ครวญ โยงเป็นเหตุเป็นผลอย่างเป็นระบบก็ตาม เขายกของอาร์โนนเข้ามา เพราะฉะนั้นความคิดที่ว่าอารมณ์กับในเรื่องของการรู้มีผลต่อพฤติกรรมทางจริยธรรมนั้น เข้ากับทรรศนะของนักทฤษฎีในทางด้านของอารมณ์เป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะกล่าวได้ว่าตัวอารมณ์นั้นเป็นตัวที่กระตุ้น ก่อให้เกิดการกระตุ้นหรือผลักดันการกระทำในทางศีลธรรมเป็นตัวที่ทำให้เกิดการประเมินค่า หรือเป็นตัวที่เบี่ยงเบนพฤติกรรมทางจริยธรรม และการกระทำของตัวอารมณ์นี้ก็เกี่ยวข้องไปถึงการประเมินในทางด้านของจิตใจด้วย ยกตัวอย่างหนุ่มสาวที่ชอบหรือรักกันอย่างมาก เวลาอยู่กันสองต่อสองมันหนีไม่พ้นในเรื่องของ Physiological ซึ่งเป็นตัวยืนพื้น แต่ว่าตัวนี้ไม่สามารถที่จะพยากรณ์ได้นักเพราะทีพี่สาวกับน้องชาย หรือน้องชายกับน้องสาว หรือพ่อกับลูกสาวอยู่ด้วยกันทำไมตัว Physiological ซึ่งถ้าพูดไปในเชิงชีววิทยาแล้วไม่น่าที่จะจำแนกอะไร ก็คือสิ่งมีชีวิตชายกับสิ่งมีชีวิตหญิงที่มีความพร้อมในเรื่องของการเกี่ยวข้องในเรื่องทางเพศ แต่ทำไมมันจึงไม่เกิดขึ้น และทำไมคู่นี้ที่คิดว่าไม่มีใครเห็นที่จะทำอะไรกันก็ได้จึงมีการควบคุมตนเอง ในกาควบคุมตนเองนั้นมันจะต้องมีอะไรทั้ง ๆ ที่มี felling แต่ทำไมควบคุมตนเอง --- เพราะมันมีส่วนที่เรียกว่าเป็น Cognition อยู่ ก็คือการรับรู้สถานภาพ หรือสถานการณ์ของตนเอง และมีสิ่งที่เรียกว่าเป็น Environmental Cure ในที่นี้หมายถึงบรรทัดฐานในทางสังคม และเขาประเมินว่าถ้าหากว่าทำไปอะไรจะเกิดขึ้นบางที อาจจะไม่ใช่บรรทัดฐานเชิงสังคม บอกว่าในขณะนี้เป็นอย่างนี้ ถ้าหากว่าเกิดท้องขึ้นมาจะรับผิดชอบไหวหรือไม่ หรือจะเป็นอย่างไร หรือถ้าไปทำอย่างนี้แล้วผลที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตัวพฤติกรรมของเขาที่อาจจะตัดสินได้ว่าถูกหรือผิด ในตรงนี้มันหนีไม่พ้นในเรื่องของความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และความรู้สึกผิดชอบชั่วดีนี้มันขึ้นอยู่กับการรับรู้ในเรื่องของกฎระเบียบอะไรบางอย่าง หรือแม้กระทั่งการประเมินสถานการณ์ต่าง ๆ เข้ามาด้วย เพราะฉะนั้นลักษณะอันนี้เป็นลักษณะของ Interactive View เพราะฉะนั้นในเรื่องของความโกรธหรืออะไรก็เหมือนกันตัวของมันเองนั้นไม่จะเป็นจะต้องมีผลในทางลบต่อศีลธรรม ในตรงนี้เขาพูดว่าอารมณ์ความโกรธนั้นเป็นตัวที่ส่งเสริมจริยธรรมได้เพราะตัวความโกรธนั้นมันปลุกเร้าให้มนุษย์ชิงชังต่อการอธรรม หรือการกดขี่ ก่อให้เกิดความเห็นใจผู้อื่นที่ได้รับความอยุติธรรม หรือไม่พอใจที่ตนเองถูกอยุติธรรมซึ่งเป็นเรื่องของการปกป้องสิทธิก็ได้

Guilt หรือความรู้สึกผิดในทรรศนะของฟรอยด์นั้นอาจจะถึงขั้นที่ว่าอาจจะทำให้คนนั้นจะต้องทำลายตัวเอง หรือกระทำความผิดก็ได้ในทรรศนะของฟรอยด์ ทำไมคนต้องการกระทำความผิด เพราะต้องการที่จะให้ถูกลงโทษ คนที่รู้สึกผิดมาก ๆ ถ้าหากมี Superego สูงนั้นไม่สามารถจะทนความรู้สึกผิดได้ก็เลยหาเรื่องให้ถูกจับหรือถูกลงโทษ เพื่อจะได้ลบล้างความรู้สึกที่กดดันอยู่ในตัวของตัวเอง

ในเรื่องของความ Guilt หรือ shyness (ความเหนียมอาย) หรือ shame ในเรื่องของความอายตรงนี้เขาอธิบายรายละเอียดที่จำแนกแยกแยะ (ในหน้าที่ 102 By emphasizing the distinction between shame (fear of less of the respect of others) and guilt …) ในเรื่องของความละอายก็คือเป็นความรู้สึกสูญเสียคุณค่าในสายตาของคนอื่น guilt เป็นเรื่องของการไม่ยอมรับตนเองและเป็นเรื่องของการติหรือตำหนิตนเอง ตรงนี้ก็คือคำอธิบายส่วนหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าในเรื่องของความละอายนั้นจะมีเหตุผลในทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนในเรื่องของ guilt มันจะเป็นการเน้นในเรื่องของความผิดตัวเองต่อหลักการ และหลักการบางอย่างที่เขายกมากล่าวนั้นในแง่หนึ่งบางทีก็คือการละเมิดสิทธิของคนอื่น เราจะเห็นได้ว้า guilt มันเป็นเรื่องของพื้นฐานแล้ว, เป็นเรื่องของการตำหนิตนเองซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ

มีอยู่บางช่วงที่เขาแยก 3 ตัวออกมาในโดยอธิบายว่า "นักทฤษฎีมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องความหมายของคำว่า Shame, Shyness (ความเหนียมอาย), Guilt ซึ่งคำเหล่านี้ถือว่าเป็นความรู้สึกเดียวกัน และจะเห็นว่าพอพูดถึงกลไกในทางด้านของทางด้านร่างกายจะมองไม่เห็นข้อจำแนกความแตกต่างในเรื่องเหล่านี้ ดาร์วินและยีสัดถือว่า Shame และ Shyness เป็นคำที่สามารถใช้แทนกันได้

ในทางตรงกันข้ามของอะซีเดลได้แยกคำว่า Shame ออกจาก Guilt กล่าวคือแยกความละอายออกไปจากความรู้สึกผิด โดยแสดงให้เห็นว่าคำว่าความละอายนั้นมันมาจากการะทำซึ่งไม่มีลักษณะอิงกับศีลธรรม แต่ก็ถือว่าเป็น non moral shame กล่าวคือถือว่าเป็นความละอายที่ไม่ใช่เป็นเองศีลธรรม เป็นต้นว่าการแต่งตัวเชย ๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องความชั่ว บางทีอาจจะผิดกาละเทศะแต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นความชั่ว และ ถ้าหากว่าใครทำผิดตรงนี้ที่ก่อให้เกิดความละอายแต่ว่าไม่ใช่เป็นความชั่ว

อิริคสันก็แยกกันระหว่างความละอายกับความรู้สึกผิด ในทรรศนะของอิริคสันถือว่าความละอายนั้นเป็นผลมาจากความล้มเหลวที่จะแก้ปัญาหาในทางด้านจิตซึ่งปรากฏอยู่ในการพัฒนาในช่วงชีวิตของเด็ก ซึ่งอิริคสันก็พูดถึงการพัฒนาการเยอะ

ออลซีเดล พยายามที่จะแยกแยะในเรื่องของ shame โดยพยายามบอกว่าความละอายนั้นเป็นผลมาจากการประเมินของคนอื่น แต่ guilt นั้นเป็นเรื่องของการประเมินตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องของบุคคลที่ตระหนักถึงเรื่องของการรับรู้ตนเอง และความรับผิดชอบของตนเองที่มีต่อการกระทำซึ่งไปกระทบกระเทือนถือว่าเป็นผลเสียต่อคนอื่น

ขอให้สังเกตเวลาเขาพูดในแต่ละช่วงนั้นเขาจะมีสรุปพูดแต่ละช่วง พูดแต่เรื่องก็สรุป และสรุปนั้นเขาก็พยายามที่จะโยงให้เห็นความสัมพันํของสิ่งที่เขาพูดก็คืออารมรณ์ต่าง ๆ กับศีลธรรม และก็มีการสรุปใหญ่ และการสรุปใหญ่นั้นเราจะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อเขามีอะไรที่เป็นแกนภาพรวม เหมือนที่ผู้บรรยายชี้ให้เห็นว่าในที่สุดแล้วเวลาเขาพูดในเรื่องนี้ เขาพูดในลักษณะที่เป็นเรื่องของปัจจัยหลายตัวนั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเพ่งเล็งไปที่อารมณ์เป็นตัวศูนย์กลาง และตัวที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการอธิบายว่าอารมณืแต่ฃะตัวโยงกับสิ่งต่าง ๆ นั้นเวลาไปพูดคำอธิบายแล้วมันก็หนีไม่พ้นในหลายเรื่อง อันหนึ่งที่แน่นอนก็คือว่า Psychological Arousal ซึ่งเขาจะพูดพาดพิงอยู่เรื่อย ๆ แต่ว่าจะน้อย แต่สิ่งที่จะพูดมากก็คือ Cognition และในที่สุดก็คือเรื่อง Environment Cure เขาจะเอาสามตัวนี้เข้ามาพูด โดยตอนหลังนั้นเขาไม่จงใจที่จะไปจับตัวหนึ่งตัวใดเข้ามาอีกแล้ว แต่มันยังมีสิ่งเหล่านี้เข้าไปปน ถ้าเรายังจับกรอบไม่ได้ เราก็จะไม่รู้ว่าแกนต่าง ๆ ที่เป็นตัวยืนพื้นของเขา ที่เขายึดเป็นหลักนั้นมันเป็นแนวอะไรเราจะไม่เห็น ถ้าเรายึดแนวนี้เราก็สามารถจะวิจารณ์ผู้เขียนได้ว่าปัจจัยอะไรบ้างที่เขาทิ้งไป และสิ่งที่เขาคิดไปตรงนี้ที่เห็นได้ชัดก็คือในเรื่องของ Psychological Arousal ซึ่งอาจจะเป็นเพราะตัวนี้มันมีข้อโต้แย้งในตัวของมันมากในเรื่องของการทดลอง และเป็นตัวที่อาจจะไม่มีนัยยะสำคัญที่เห็นได้ชัดว่ามันเกี่ยวข้องกับตัวศีลธรรม สู้ Cognition นี้ไม่ได้ซึ่งมีมากกว่า และ Environment Cure ก็เหมือนกับเป็นเรื่องธรรมดาที่ว่าเขามองในลักษณะที่ค่อนข้างเป็น Social Psychology ก็คือเวลาพูดถึงศีลธรรมนั้นมันไปเกี่ยวโยงกับบรรทัดฐานต่าง ๆ ของสังคม ซึ่งตัวบรรดฐานตัวนั้นเมื่อมีการรับรู้ของบุคคลแล้วมันเป็นตัวที่ไปกำหนดตัวความรู้สึก และความรู้สึกเองนั้นเป็นตัวที่ไปกำหนดแนว Cognition ด้วยเพราะที่กระตุ้นให้เกิดการประเมิน ก็เหมือนกับคนเราว่าเมื่อเรารู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดนั้นเราก็จะมีความรู้สึกไปตามนั้นเพราะเราได้รับการอบรมมาอย่างนั้น อย่างในสังคมไทยเราบอกว่าถ้าหากว่าผ่านผู้ใหญ่เราจะต้องมีท่าทีที่นอบน้อม เมื่อเราก็พอเดินผ่านผู้ใหญ่เราก็มีความรู้สึกบางอย่างในลักษณะที่ว่ามันมีผลกระทบต่อความรู้สึกของเรา ทีนี้ถ้าหากว่าเรามีความรู้สึกอันนั้นต่อไปเมื่อเราไปเห็นตัวพฤติกรรมบางอย่างเราก็เอาความรู้สึกนี้เข้าไปประเมิน เพราะฉะนั้นตัวความรู้สึกนั้นมีผลเรื่องของ Cognition ด้วย ซึ่งในบางส่วนนั้นเขาก็เขียนเอาไว้ ยกบางทฤษฎีเข้ามาแต่เพราะมันมากเข้ามากเข้ามันก็จะยุ่งเหยิงให้เราเข้าใจยาก แต่หากว่าเราไล่ให้ดีเราก็จะเห็นว่ามันยังไม่หนีไปในกรอบ และเราก็จะเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น และบางคนก็อธิบายในลักษณะที่ว่าความสึดอันนั้นมันมีขั้นตอนในการพัฒนาการอย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาว่า จิตวิทยานั้นพยายามที่จะมองบุคลิกภาพ อุปนิสัยหรือพฤติกรรมของบุคคลในส่วนลึกด้วย เพราะฉะนั้นเขาจึงพูดถึงเรื่องของพัฒนาการต่าง ๆ และพูดในเรื่องของพัฒนาการในลักษณะที่ความรู้สึกโกรธที่ถูกต้อง หรือ guilty ในทางที่น่าจะพัฒนาหรือส่งเสริม หรือ Imparity ต่าง ๆ และพูดถึงทฤษฎีหลายอย่าง อย่างบางคนก็พูดถึงในเรื่องของเหยื่อหรือผู้ที่เคราะห์ร้ายนั้น ปรากฏว่าทฤษฎีบอกว่าคนเรามักจะเห็นอกเห็นใจพวกด้วยกันเองมากกว่าที่จะเห็นใจคนอื่น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าลักษณะอันนี้มันเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ถ้าเราจะคิดว่าความเห็นอกเห็นใจนั้นควรจะเป็นลักษณะของ untrolistic และควรขยายไปสู่โลกที่กว้างมากกว่านั้น ไม่ใช่ว่าถ้าเป็นพวกเดียวกันนั้นเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ………………..มันมีผลมาจากการให้ส่องภายนอกในลักษณะที่เป็นนามธรรม อย่างเช่นคนที่มีความวิตกต่อการลงโทษการกระทำของตนเอง ที่ผิดไปจากบรรทัดฐานในลักษณะที่เป็นในทางด้านร่างกายหรือทางด้านวัตถุนั้นจะมีผลต่อการพัฒนาจริยธรรมของการตัดความรัก กล่าวคือจะมีผลน้อยกว่าการตัดความรัก อย่างเชนถ้าเด็กจะทำอย่างนี้แล้วพ่อแม่ลงโทษ ซึ่งการลงโทษของพ่อแม่ในลักษณะของการเขี่ยนตี หรือในลักษณะของการไม่ให้รางวัลที่เป็นวัตถุนั้นสำคัญน้อยกว่าการที่เด็กรู้สึกถูกทอดทิ้งหรือพ่อแม่ไม่รัก นี่คือลักษณะของความวิตกกังวล (exiety) ในลักษณะที่มี cognition ต่อผลทีเกิดขึ้น แต่ผลที่เกิดขึ้นมันมีสิ่งเร้าอะไรบ้าง และปัจจัยของสิ่งเร้านั้นมีน้ำหนักเบาในการพัฒนาจริยธรรมอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้เขาก็นำมาและบางทีก็เป็นข้อเสนอว่าถ้าเราจะพัฒนาจิตสำนึกในเรื่องของ a party และ unpolistic love นั้นเราควรจะพัฒนาอย่างไร เพราะฉะนั้นในบางส่วนจึงมีลักษณะของ evaluation ซึ่งเป็น evaluation ในลักษณะที่ว่าอะไรควรไม่ควรไปด้วย แต่ว่าในลักษณะอันนั้นมันค่อนข้างจะเป็น Moral Education ถ้าหากเถียงกันในด้านปรัชญานั้นมันก็จะยังไม่จบเน้อ.

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 8 October, 2006 6:45 PM