http://www.duangden.com
สมจศ 528 พื้นฐานเชิงประจักษ์ทางจริยศาสตร์
[ SHES 528 Empirical Foundation of Ethics ]

ครั้งที่ 10 Moral Reasoning (6 ม.ค.43)
 
 


***

Moral Reasoning แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "การให้เหตุผลทางจริยธรรม" โดยผู้ที่นำเสนอหัวข้อนี้ SHERIDEN PATRICK McCABE ได้นำเสนอว่าเหตุผลทางจริยธรรมที่เกิดขั้นในสังคมมนุษย์นั้นมีสาเหตุของการเกิดขึ้นมาได้หลายแบบ โดยได้ยกทฤษฎีของนักจิตวิทยา รวมทั้งนักภาษาศาสตร์ต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการกเรียนรู้, และที่มีอิทธิพลต่อเหตุผล การให้เหตุผลทางจริยธรรม อย่างเช่นของ โคลเบิร์ก กับเพียร์เจย์ หรือฟรอย์ด เป็นต้น ที่เราคุ้นเคยกับมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะที่เขากล่าวถึงในเรื่องนี้คือ รอเรน โคลเบิร์ก เป็นตัวอย่างที่เขาได้ยกปรัชญานี้ขึ้นมา เพื่อพูดถึงเหตุผลการพัฒนาการทางด้านจริยธรรม โดยได้ยกตัวอย่างจากงานเขียนของรอเรน โคลเบิร์ก แต่อย่างไรก็ตามเนื้อหาที่จะนำเสนอต่อไปนี้ เกี่ยวกับการพัฒนาทางด้านจริยธรรม

การพรรณนาให้เหตุผลทางจริยธรรม และการชี้ให้เห็นถึงปัญหาทางทฤษฎีหลักทางจริยธรรม ซึ่งอยู่ภายใต้ความพยายามที่จะทำความเข้าใจเหตุผลทางด้านจริยธรรมในทรรศนะของนักจิจวิทยา ที่จะยกตัวอย่างต่อไปนี้ไม่ใช่ทรรศนะของนักจิตวิทยาแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นทรรศนะของนักปราชญ์สาขาอื่นด้วย

ข้อคิดเห็นของการให้เหตุผลทางจริยธรรม นักจิตวิทยาคนนี้ได้จัดข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันของกระบวนการทางความคิดออกเป็นการตัดสินทางจริยธรรม เป็นข้อความที่บุคคลอื่นสร้างขึ้นเพื่อตอบคำถามความถูกต้อง ความขัดแย้ง หรือปัญหาทางจริยธรรม หมายความว่า ข้อเท็จจริงทางจริยธรรมต่าง ๆ นั้นของแต่ละคน, แต่ละสำนักก็จะแตกต่างกัน อย่างที่เราเรียนมาปรัชญาของแต่จะสำนัก ไม่ว่าจะเป็นของเพลโต้ อริสโตเติ้ล โสเครติส ก็จะมีความผิดแผกแตกต่างกัน ซึ่งเขาสร้างกระบวนการทางความคิดเหล่านั้นมาเพื่อตอบปัญหาทางด้านจริยธรรม และตรงนี้โคลเบิร์กได้สรุปว่า การอธิบายการให้เหตุผลทางจริยธรรมเชื่อมโยงกับการประพฤติทางจริยธรรม โดยการกำหนดการกระทำบางอย่าง หรือแนวทางการกระทำที่ว่าดี และไม่ดี คำตอบของบุคคลหนึ่งอาจจะแสดงให้เห็นการประเมินผลทางจริยธรรมว่าดีเลวหรือไม่ อยู่ในขอบเขตของจริยธรรม

ทฤษฎีที่นำเสนอต่อไปนี้มีทั้งหมด 3 ทฤษฎี โดยหัวข้อแรกคือ Social Learning Social เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้ทางสังคม ซึ่งเราได้ศึกษามาบ้างแล้วในวิชาอาจารย์วารียา ซึ่งทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม โดยเสนอทฤษฎีหลาย ๆ อย่าง ซึ่งแบ่งออกขนาดของโครงสร้างและหน้าที่ของแต่ละสังคมซึ่งไม่เหมือนกัน และข้อสันนิษฐานทางทฤษฎีบางอย่างก็มีพื้นฐานอยู่บนการพยายามที่จะให้แพร่หลาย ส่วนทฤษฎีที่ 2 คือ Psycho Dynamic Theory เป็นทฤษฎีพลวัตรทางจิต ส่วนทฤษฎีที่ 3 คือ Cognitive Structural Theory เป็นทฤษฎีที่ให้รู้ถึงโครงสร้างของกระบวนการทางความคิดหรือของจิต

 

Social Learning Theory

หมายถึง ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม ซึ่งเป็นการศึกษาทฤษฎีการเรียนรู้ของมนุษย์นั้นมีกี่ทฤษฎี และมีกระบวนการทางความคิดเป็นอย่างไร ???

การเรียนรู้เกิดขึ้นตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย มนุษย์ทุกคนนั้นมีการเรียนรู้ตั้งแต่เกิมาจนกระทั่งถึงจุดสิ้นสุดของชีวิต บางที่เราอาจจะเปรียบเทียบกับหลักทางพุทธศาสนาบ้าง อย่างเช่น สิ่งที่เรียนรู้บางอย่างเกิดขึ้นอย่าจงใจและบางอย่างเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว นักจิตวิทยาได้จำแนกการเรียนรู้ประเภทต่าง ๆ ซึ่งการเรียนรู้เงื่อนไขสิ่งเร้า การเรียนรู้เงื่อนผลกรรม การเรียนรู้มโนทัศน์ การเรียนรู้หลักการ และการเรียนรู้ภาษา เป็นกระบวนการ, ทฤษฎีการเรียนรู้ของสังคมที่จะสร้างหลักจริยธรรมขึ้นมา ซึ่งต่อไปจะศึกษาว่าเราสร้างจริยธรรมจากการเรียนรู้ได้อย่างไร

ที่บอกว่าเป็นกระบวนการในการเรียนรู้ เป็นทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมที่กล่าวไปแล้วก็คือ การเรียนรู้เงื่อนไขสิ่งเร้า การเรียนรู้เงื่อนไขผลกรรม การเรียนรู้มโนทัศน์ การเรียนรู้หลักการ การเรียนรู้ภาษา ในลำดับแรกจะพูดถึงการเรียนรู้เงื่อนไขของสิ่งเร้า อย่างเช่น สิ่งเร้า ความเปรี้ยวทำให้น้ำลายไหล เป็นเงื่อนไขแบบพาฟล็อก เพราะพาฟล็อกจะทดลองกับสุนัข โดยเอากระดิ่งไปสั่นใส่สุนัข แต่ถ้าสั่นกระดิ่งเฉย ๆ สุนัขก็คงไม่มีอะไร แต่เขาเนื้อบดเป็นผง และสั่นกระดิ่งให้สุนัขกินไปพร้อม ๆ กันและสั่นกระดิ่งไปเรื่อย ๆ สุนัขก็จะรู้ว่าเวลาอาหารมาถึงแล้ว น้ำลายจะเริ่มสอทันที แต่เมื่อไม่มีเนื้อแล้วสั่นกรดะดิ่งอย่างเดียวสุนัขก็จะเริ่มเรียนรู้ นี่คือการเรียนรู้ของสัตว์ แต่ทำไมเขาจึงไม่เอากระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ไปทดสอบบ้าง ? เพราะขัดกับหลักศีลธรรมหรือต่อทางสังคมที่กำหนดเอาไว้ หรืออย่างเช่น นักจิตวิทยาการทดสอบพฤติกรรมของมนุษย์ ก็ต้องใช้การสังเกตพฤติกรรมเอา ไม่ใช่เอาไปขังให้อยู่ในกรงเหมือนลิง

การเรียนรู้เงื่อนไของสิ่งเร้า : ตอนนี้เราไม่มีสิ่งเร้า แต่เราทราบว่ามะนาวนั้นมีรสเปรี้ยว มันสามารถทำให้น้ำลายสอได้ ความเปรี้ยวทำให้น้ำลายไหล แค่คิดเฉย ๆ ก้อเปรี้ยวปาก นี่คือสิ่งเร้า แต่ถ้าไปบอกคนที่ไม่รู้จักมะนาว หรือไปบอกกับฝรั่งให้นึกถึง "มะนาว" ที่เปรี้ยว ฝรั่งไม่รู้ว่า "มะนาว" คืออะไร แต่ถ้าพูดเป็นภาษาอังกฤษก็รู้ นี่คือการเรียนรู้เงื่อนไขสิ่งเร้า ซึ่งบางทีก็เกิดโดยการตั้งเอนไข แต่บางทีก็เกิดขึ้นโดยจงใจ หรือเกิดโดยธรรมชาติ ไม่จงใจ

กระบวนการเรียนรู้เงื่อนไขผลกรรม : พฤติกรรมที่ทำให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่ง เรียกว่า กรรมวิบาก เป็นศัพท์ทางพุทธศาสนา (Goborance) และผลที่เกิดจากกรรมวิบาก เรียกว่า วิบาก (Consequence) มนุษย์เรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างกรรม วิบาก และผลกรรมอยู่ตลอดเวลา ถ้าอธิบายเรื่องกรรม ผลกรรม ก็จะเข้าแนวทางของพุทธไป แต่เราจะยกถึงทฤษฎีที่เขาได้ยกมาเป็นตัวอย่าง

2.1 ประเภทผลกรรม : การให้ผลกรรมทางบวก เรียกว่า การเสริมแรง และเราจะทราบถึงเรื่องการเสริมแรงนี้ในงานวิจัยเรื่องพฤติกรรมของเด็ก การเสริมแรง และการลงโทษ เราต้องศึกษาในเรื่องนี้เพื่อจะทำวิจัยในเองนี้ การให้ผลกรรมทางบวก เรียกว่า การเสริมแรง, การให้ผลกรรมทางลบ เรียกว่า การลงโทษ

2.2 การเรียนรู้จากตัวอย่างและคำบอก ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของตัวอย่าง หมายความว่าถ้าเด็กมีกระบวนการ การเรียนรู้ทางสังคม ถ้าสังเกตว่าเด็กจะเชื่อเด็กหรือพ่อแม่มากกว่ากัน ถ้าเจอครูจะรับทำความเคารพ แต่ถ้าเจอครูก็จะเฉย หรือบางครั้งพ่อตีลูกอย่างไม่มีเหตุผล เด็กก็จะเรียนรู้กระบวนการนี้ ครูจะพาเด็กเรียนรู้ไปตามถูกผิด เด็กก็จะเชื่อถือครูมากกว่าพ่อแม่ อันนี้เป็นการเรียนรู้ตัวอย่างและคำบอก และการเรียนรู้จะดีหรือไมั่นั้นก็ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของตัวอย่างหรือผู้บอก

2.3 การเรียนรู้พฤติกรรมอัตบาล (Automatic Responcess) : เช่น การเต้นหัวใจ เป็นกระบวนการแบบอัตบาล (ถ้าแปลเป็นภาษาไทยแปลว่ารักษาตน) หมายถึงกระบวนการทางโครงสร้างของร่างกาย เช่น การสูบฉีดเลือดของหัวใจไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อย่างเช่น โกรธแล้วหน้าแดง ปกติร่างกายของเรา เราไม่สามารถบังคับให้มันเต้นหรือไม่เต้นไม่ได้ แต่อาศัยกระบวนการที่เรียนรู้ ได้รับสิ่งเร้า ถ้าเป็นการเสริมแรงทางบวกก็จะดี ถ้าได้รับการลงโทษก็จะเกิดการต่อต้านไม่พอใจ จากตัวอย่าง การเต้นของหัวใจ การสูบฉีดโลหิตไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายนั้นเป็นไปตามเงื่อนไขได้ด้วยเหมือนกัน ปกติร่างกายของเรา, หัวใจของเราก็ทำหน้าที่ของมันก็คือสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อย่างเช่น ตอนนี้อารมณ์ของเราปกติมันก็ทำหน้าที่ของมันไปตามปกติ แต่เมื่อใดก็ตามอารมณ์เกิดความปรวนแปรเนื่องจากคนด่าถึงบรรพบุรุษ ก็อาจจะโกรธขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่หัวใจ, เลือดก็ทำหน้าที่ของมัน แต่เมื่อได้รับการเสริมและหรือการลงโทษหรือเงื่อนไขที่มากระตุ้นทางอารมณ์ หัวใจก็จะทำหน้าที่เพิ่มมากขึ้น นี่เป็นเหตุเป็นผลที่เกิดมาจากกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมชนิดหนึ่ง

การเรียนรู้ทางภาษา : เป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อน เพราะในแต่ละสังคมนั้นภาษาอาจจะไม่เหมือนกัน ในแต่ละประเทศภาษาไม่เหมือนกัน บางคนสามารถพูดได้หลายภาษา แม้แต่ในประเทศไทยเราก็พูดหลายภาษา หรืออย่างภาคใต้ก็ไม่ได้มีแค่ภาษาใต้แต่ยังมีภาษามลายูอีกด้วย หรือทางภาษาแต่ละภาคแต่ละจังหวัดก็จะพูดกันอีกแบบหนึ่งทั้ง ๆ ที่เป็นความหมายเดียวกัน นี่เป็นการเรียนรู้ทางภาษาที่มีความซับซ้อน และการเรียนรู้ทางภาษานี้ต้องอาศัยสมองที่มีสมรรถนะวิสัย หรือเรียกว่า competent คือมีความสามารถสูงโดยนักภาษาศาสตร์

นักภาษาศาสตร์ท่านหนึ่ง ชื่อ Tosky เชื่อว่า "มนุษย์เท่านั้นที่สามารถเรียนรู้และใช้ภาษาได้" อย่างเช่นสัตว์นั้นก็สามารถพูดภาษาคนได้ เราก็เกิดคงวามขัดแย้ง แต่ก็ยังต้องอาศัยคน หรืออย่างถ้าถามว่าสัตว์รู้ภาษาคนรึเปล่าคาดว่าจะรู้แต่พูดไม่ได้ แม้แต่สัตว์ก็มีภาษาของมันเอง อย่างเช่น ช้าง ไม่ได้ใช้ภาษาพูด แต่มันมีประสาทที่สามารถรับรู้ถึง sense สัตว์ต่อสัตว์สื่อสารกันได้ แต่ในที่นี้ Tosky บอกว่า "มนุษย์เท่านั้นที่สามารถเรียนรู้และใช้ภาษาได้"

ภาษานั้นมีกระบวนการอยู่ 3 กระบวนการที่จะต้องเรียนรู้

1. การออกเสียง : ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะถ้าเสียงเพี้ยน ความหมายก็จะผิดเพี้ยนไปด้วย อย่างเช่น เราเห็นครูประถมที่สอนภาษาอังกฤษตามต่างจังหวัด การสอนภาษา, การออกเสียงสำเนียงนี้ถือว่าเป็นกระบวนการที่สำคัญอย่างมากในการเรียนรู้ทางภาษา

2. ความหมาย : คำพูดคำเดียวหรือประโยคเดียวกันนั้นอาจจะมีความหมายได้หลายอยาง หรือคำ ๆ เดียวกันนั้นอาจจะมีความหมายได้หลายประเภท อย่างเช่น คำว่า ราคะ ในทรรศนะของพระ แต่สำหรับโยมแล้วทางการแพทย์จะใช้ในความหมายที่ว่าความต้องการทางเพศ หรือต้องการมีเพศสัมพันธ์ หรือถ้าภาษาต่ำลงมาก็จะมีความหมายว่าอยากนอนร่วมกัน

3. กระบวนการทางภาษาที่เรียกว่า "ไวยากรณ์" : หนึ่งประโยค หรือคำ ๆ แต่ละคำที่สับกันนั้นความหมายก็จะแตกต่าง หรือผิดเพี้ยนกันไปเลย ยกตัวอย่างภาษาไทยที่ว่า เขา-ชอบ-เล่น-ไพ่ หมายความว่าเขาคนนั้นชอบเล่นเอา อันนี้เป็นการเล่นไวยากรณ์เล่นความหมายของคำ แต่เมื่อนำ 4 คำนี้มาแยกกันแล้วเรียงสลับกัน จะได้ว่า ชอบ-เล่น-ไพ่-เขา หมายความว่าใครก็ไม่รู้ชอบเล่นไพ่ของเขา หรือในอีกความหมายหนึ่งคือ ไพ่เขาชอบเล่น เอาไพ่มาเป็นตัวประธาน สำหรับภาษาบาลีเรียกประโยคแบบนี้ว่า เป็นประโยคกรรมวาจก

กระบวนการในการขัดเกลาทางสังคม ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งของทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม เป็นกระบวนการที่เรียกทางศัพท์วิชาการว่า สังคมประกฤต เป็นกระบวนการที่ทำให้บุคคลคนหนึ่งมีความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมต่าง ๆ ตามที่สังคมหนึ่ง ๆ มีอยู่ ซึ่งแต่ละสังคมนั้นก็แตกต่างกันทางกระบวนการหรือสังคมประกฤต อย่างเช่น ที่เราเรียนมา จะเอากระทำหรือ action ของเอสกิโมมาให้ชาวไทยเราทำก็เป็นไปไม่ได้ หรือสังคมฝรั่งจะนำมาใช้กับสังคมไทยก็จะมีความแตกต่าง, ความเหลื่อมล้ำกัน, มีข้อแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด อยู่ที่สังคมต่าง ๆ จะมีกระแสไปในทางใด จะไปเลียแบบสังคมอื่นก็ต้องดูพื้นฐานของตนเอง คนแข็งแรงไปยกหิน 20-30 โล จะให้เราไปยกแข่งก็ไม่ได้ ฉะนั้นสังคมแต่ละสังคมก็จะเป็นเช่นนี้ สังคมใหญ่แห่งหนึ่งก็จะมีวัฒธรรมอีกแหนึ่ง และกระบวนการหรือพฤติกรรม ความนึกคิดต่าง ๆ ของเขาก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งของคนในสังคมนั้น

สำหรับในสังคมไทยสามารถเปรียบเทียบได้กับทฤษฎีนักจิตวิทยาท่านนี้ได้ยกขึ้นมา สามารถเปรียบเทียบกันได้ (งง!!!! มั๊ย ?????) ต่อไปนี้คือกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมที่ทำให้เกิดจริยธรรม

1. พันธะแรกแห่งชีวิต : คือเกิดแรกเกิด - 6 เดือนแรกของชีวิต

ในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต เมื่อใครอุ้มก็จะให้อุ้ม ไม่ร้อง เพราะกระบวนการเรียนรู้ของเขายังไม่พัฒนา เพราะว่าเด็กแรกเกิด - 6 เดือนในทฤษฎีนี้ แต่ถ้า 7 เดือนขึ้นไป เด็กจะเริ่มงอแงถ้าเราเป็นอุ้ม แต่ถ้าเป็นคนที่อุ้มบ่อย ๆ เขาก็จะให้อุ้ม

2. การกล่อมเกลาบุคลิกภาพ : อยู่ในช่วงอายุ 7 เดือนขึ้นไป

เป็นการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม, เป็นบทบาทของพันธะผูกพันจากครอบครัว, เป็นบทบาทของภาษา, เป็นความแตกต่างระหว่างสังคม ทำให้บุคคลเกิดบุคลิกภาพแตกต่างกัน สังเกตได้จากห้องเราพระ, ตำรวจ, โยมก็จะมีบุคลิกภาพอีกแบบหนึ่ง นี่เรียกว่าการกล่อมเกลาบุคลิกภาพที่มาตั้งแต่เด็ก

3. การกำเนิดจริยธรรม : สาเหตุที่ทำให้เกิดจริยธรรมนั้นมีเป็นลำดับขั้น (เหล่านี้คือกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมที่ทำให้เกิดจริยธรรม)

           1. เกณฑ์การตัดสินถูก / ผิด อยู่ที่ผลกรรมที่เป็นการลงโทษ เหมือนเด็กที่ทำอะไรที่ผู้ใหญ่ไม่พอใจเขาก็จะถูกลงโทษ และเขาก็จะจำว่าสิ่งที่เราลงโทษไปนั้นเพราะเขาทำผิด เขาก็จะไม่ทำอีก

           2. เกณฑ์การตัดสินถูก / ผิด อยู่ที่ผลกรรมที่สนองความต้องการของตนเองหรือผู้อื่น อันนี้จะพบมากในเด็กตั้งแต่วัน 4 -10 ขวบ (ขั้นที่ 1 - ขั้นที่ 2) นี่เป็นกระบวนการที่เริ่มให้เด็กรู้ว่าอะไรคือถูก / ผิด ซึ่งคำว่าถูก / ผิดนั้นเป็นเกณฑ์ตัดสินจริยธรรมของแต่ละสังคม

           3. เกณฑ์การตัดสินถูก / ผิด อยู่ที่การยอมรับของผู้อื่น เพื่อร่วมกับผู้อื่นได้ เด็กจะเริ่มเข้าสังคมแล้ว เริ่มออกห่างจากพ่อแม่ เริ่มตัดสินว่าอะไรคือถูก / ผิด อยู่ที่การยอมรับของเพื่อน หรือของผู้อื่น เพื่อที่เขาจะได้เข้าร่วมหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่นได้

           4. เกณฑ์การตัดสินถูก / ผิด อยู่ที่ความเป็นระเบียบของสังคม ตั้งแต่หลังอายุ 10 ขวนขึ้นไป เขาก็เริ่มเรียนรู้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ อย่างเช่น การสอนธรรมะเด็กก็จะสอนเด็กตั้งแต่ ป.5-6 ขึ้นไป เขจึงจะเข้าใจถึงธรรมะได้บ้าง แต่ถ้าไปสอนเด็กอนุบาลก็ต้องสอนอีกแบบหนึ่ง

           5. เกณฑ์การตัดสินถูก / ผิด อยู่ที่การสัญญา โดยเฉพาะสัญญาสังคม พฤติกรรมที่ถูกต้องคือพฤติกรรมที่คนส่วนใหญ่ในสังคมได้พิจารณา แล้วเห็นว่าดี อันนี้เด็กเริ่มโดขึ้นมาแล้ว ซึ่งกระบวนการที่ 5 นี้ เป็นกระบวนการแห่งการเรียนรู้ประชาธิปไตย เริ่มให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของคนส่วนมากยิ่งขึ้น คือเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ นี่คือสังคมประชาธิปไตยเริ่มขึ้นได้เริ่มขึ้นในขั้นที่ 5

           6. เกณฑ์การตัดสินถูก / ผิด เป็นหลักการสากล เช่น ความยุติธรรม เขาจะรู้ว่าอันนี้เป็นระดับสูง ระดับสูงขึ้นไป คือเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว เขาสามารถที่จะรู้ได้ว่าอะไรคือถูก / ผิดที่เป็นหลักสากล

 

ทฤษฎีพลวัตรทางจิต (Psycho Dynamic Theory)

เป็นทฤษฎีที่พัฒนามาจากทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ เน้นองค์ประกอบทางด้านแรงใจและพลวัตรทางด้านบุคลิกภาพ (โดยอ้างแรงขับทางด้านแรงจูงใจเป็นพื้นฐาน เป็นแรงขับที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นสัญชาตญาณแต่กำเนิด ทฤษฎีเหล่านี้ยังอยู่ในระดับที่พัฒนาการอยู่ คือหมู่บุคคลได้ถูกตรวจดูในขณะที่การพัฒนาการที่เป็นระบบ ดังนั้น โครงสร้างที่ใช้จึงไม่สมบูรณ์เต็มที่ และยากที่จะจัดความได้อย่างเหมาะสมเพราะยังไม่มีบทสรุปที่แน่นอน อย่างไรก็ตามความซับซ้อนของทฤษฎีนี้ก็จะพูดในเรื่องกว้าง ๆ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้วิจัยที่จะสามารถวิจัยต่อไปได้

ฟรอย์ได้มีแนวคิดในเรื่อง EGO ที่แตกต่างจาก ID อันนี้เป็นจุดของทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ผู้ที่พัฒนาหรือเอาทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์มาพัฒนาต่อไปอย่างเช่น อิริคสัน (ฟรอยด์จะไม่ให้ความสำคัญกันการพูดถึงจริยธรรม แต่พูดถึงผลจิตใต้สำนึกและลำดับขั้นตอนของบุคคลิกภาพ) และนักจิตวิทยาต่อ ๆ มาได้เอามาพัฒนาต่อ ๆ ไป เช่น อิริคสัน ได้เอาประโยชน์นี้มาแยก และก็ให้อธิบายเหตุผลทางจริยธรรมความประพฤติ ว่าเป็นผลผลิตจากทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ซึ่งทฤษฎี EGO ของฟรอยด์มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความรู้สึกและผลประโยชน์ทางจริยธรรม และได้ยืนยันขั้นตอนการขัดแย้งทางพัฒนาการซึ่งเกิดขึ้นมาตลอดชีวิตตั้งแต่เกิด ปัจเจกบุคคลเป็นคนพัฒนา คือตัวเราเองพัฒนาคุณธรรมทางจิตวิทยา อย่างเช่น ความหวัง ความต้องการ จุดประสงค์การดำรงชีวิต ความพอเพียง ความซื่อสัตย์ ความรัก คือขั้นตอนการพัฒนาการเหล่านี้แตกต่างจากจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ เพราะเขาจะให้ความสำคัญทางด้านคุณธรรม และผลประโยชน์ทางด้านจริยธรรม ซึ่งมันจะครอบคลุมถึงความเป็นผู้ใหญ่ ไม่ได้ถูกจำกัดแต่ว่าขั้นตอนการพัฒนาตั้งแต่เด็กและพูดถึงผู้ใหญ่ด้วย และมีความสนใจที่จะอธิบายพฤติกรรมที่จะเป็นจริยธรรมที่จะถูกโต้แย้ง และก็พิจารณาเป็นพิเศษ

ทฤษฎีของนักอัตติภาวนิยม (Existentialism) คือลัทธิที่ได้ให้ความสำคัญของความรู้สึกมากกว่าเหตุผล จะคล้าย ๆ กับปรากฏการณ์วิทยา (Phinominoligist คือนักปรากฏการณ์วิทยา) ซึ่ง 2 ทฤษฎีนี้จะมีความคิดเห็นใกล้เคียงกัน คือจะเห็นผลเชิงประจักษ์ คือเราสามารถประสบด้วยตนเองมากกว่าที่จะใช้เหตุผลในการคิด และสองทฤษฎีนี้มีความคล้ายคลึงกับทฤษฎีของอิริคสัน และฟรอยด์ แต่จะแตกต่างกันตรงที่ว่า เขาจะเน้นพื้นฐานเป็นแรงจูงใจ และสัญชาตญาณทางเพศ และจะใช้ค่านิยมและความหมายหรือการพิสูจน์ตนเองว่ามันมีจริง, เป็นจริงในฐานะที่เป็นพลัง, แรงจูงใจในพัฒนาการนี้ ทฤษฎีเหล่านี้จริยธรรมเป็นลักษณะเด่นที่สุด และเป็นผลผลิตที่มีการพัฒนาอย่างได้ผลเด่น

สรุปได้ว่ากลุ่มของทฤษฎีที่มีพื้นฐานอยู่บนแรงจูงใจ สนใจการพัฒนาการทางด้าน Ego ตามทฤษฎีของฟรอยด์เป็นอย่างมาก และเน้นที่จะทำให้เหมาะสมกับสังคม คือเอามาประยุกต์, เอามาพัฒนาใช้กับสังคม พัฒนามาจากจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์นี่เอง และจากการพัฒนาสังคมนี้เป็นการพัฒนาของปัจเจกบุคคลก่อนที่จะมีจริยธรรม คือเป็นการพัฒนามาก่อน และเราก็มาสร้างหลักจริยธรรมทีหลัง อันนี้จะแตกต่างจากทฤษฎีการเรียนรู้ซึ่งเน้นกระบวนการภายในที่มีอยู่แล้วในคำอธิบายข้างต้น

นอกจากนี้แล้ว เจน โลบอนเกอร์ ได้ใช้เรื่องการพัฒนาการของ EGO ของฟรอยด์มาประยุกต์ใช้ในทฤษฎีของหล่อน ผลงานของเขาได้พูดถึงกระบวนการพัฒนาของ EGO ตามลำดับ ก็คล้าย ๆ กันกับของฟรอยด์ แต่ว่าความคิด, วิธีประเมินการพัฒนาของ EGO ในการประเมินใช้ความคิดที่กว้างกว่า เมื่อบุคคลก้าวหน้าต่ออันดับของการพัฒนา EGO ไปแล้วก็คือพัฒนาไปแล้วเขาผู้นั้นก็จะมีอิสระ และมีความสามารถที่จะเป็นผู้ใหญ่และรับผิดชอบพฤติกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือของฟรอยด์จะพูดถึงลำดับและพัฒนาการตอนเด็ก ๆ เท่านั้นแต่ของเจนจะพูดถึงความสามารถในขณะที่เป็นผู้ใหญ่ด้วย

ในการอธิบายความสามารถที่จะรับผิดชอบต่อพฤติกรรมที่จะทำหรือการตัดสินใจก็จะคล้าย ๆ กับทฤษฎีของเพียเจยย์ และโคลเบิร์ก แม้ว่าลักษณะเฉพาะ, โครงสร้างที่เขาแสดงเอาไว้ก่อนหน้านั้นจะแจกจ่างกันไปบ้าง แต่ว่าเจนก็ได้ใช้กระบวนการทางความคิดเพื่อแสดงตัวอย่างเพื่อแบ่งการพัฒนาของ EGO ออกไปว่า ปัจเจกบุคคลสามารถเชื่อมโยงกับความเป็นจริงในขณะที่มีการเตรียมพร้อมที่จะรับผลของพฤติกรรมนั้น จะมีประสิทธิภาพในเชิงด้าน ……………………………………… จริยธรรมที่น่าเชื่อถือ เราก็จะไม่สามารถสรุปทฤษฎีได้ เหล่านี้เป็นทฤษฎี Psycho Dynamic หรือทฤษฎีพลวัตรทางจิต

 

Cognitive Structural Theory

คือทฤษฎีโครงสร้างทางความคิด แต่ก่อนที่จะเริ่มนั้นขอกล่าวถึงผู้เขียนก็คือ SHERIDEN PATRICK McCABE ต้อวการที่จะเอาจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องกับระบบแนวความคิด หรือการประพฤติทางจริยธรรมของบุคคลโดยที่เขาเอาทฤษฎีของฟรอยด์ และทฤษฎีของอิริคสัน โคลเบอร์ก เขาได้นำมาอธิบายเป็นขั้ตอนในการพัฒนาทางความคิดของคน (หน้า 52) ได้แบ่งระดับขั้นเป็นขั้นไว้แล้วคือ

1. Pre Moral Level : ระดับก่อนศีลธรรม คืออาจจะเป็นวัยเด็ก คือการอบรม

ในขั้นที่ 1 คือ obidience and punishment orentation : การอบรม การลงโทษ หรือการเชื่อฟัง

ในขั้นที่ 2 คือ …ly Egotisim เป็นวัยที่การอบรม การปฏิบัติตามตัวเองด้วยความไร้เดียงสา หมายถึงว่าอาจจะเป็นช่วงเด็กวันทารก

ในขั้นที่ 3 คือ Morality of …… คือการปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของจริยธรรม good boy orentaion ก็คือการอบรมให้เป็นเด็กดี อาจจะอยู่ในช่วงที่เด็กสามารถรับ, เรียนรู้พฤติกรรม, พัฒนาความคิดโดยผู้ใหญ่เป็นตัวอย่าง หรือพัฒนาความคิดโดยตัวของเด็กเอง

ถ้าเราดูความหมายก็คือ the child confirm to avoide … คือการไม่ยอมรับ อาจจะเป็นการไม่ยอมรับ, การหลีกเลี่ยง

ในขั้นที่ 4 คือ The Autority and Social Order Orientation คือการปฏิบัติตามคำสั่งทางสังคม หรือผู้ที่มีอำนาจ

ในขั้นที่ 3 Morality of self concept moral principle คือการยอมรับกฎเกณฑ์ทางจริยธรรมโดยตัวของเขาเอง

ในขั้นที่ 5 คือ Conflexition … คือการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือข้อตกลงของทางสังคม

ในขั้นที่ 6 คือ Consious … คือการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์หรือว่ามีมโนธรรม หรือมีความรู้สึกรับผิดชอบ หรือรู้ความถูกต้อง, ถูกกฎเกณฑ์ของสังคมนั่นเอง

นี่เป็นขั้นตอนในการพัฒนาทางความคิดทางจริยธรรมของบุคคล ในลำดับต่อไปนี้จะศึกษาว่า จิตวิทยาจะมีผลมาเกี่ยวข้องจริยธรรมของคนอย่างไร ฉะนั้นนักจริยศาสตร์ก็พยายามจะอธิบายโดยนำหลักของจิตวิทยามาอธิบายพฤติกรรมทางจริยธรรมของคน ยกตัวอย่าง ลักษณะของบุคคลแต่ละคน จะมีลักษณะความคิด พฤติกรรมท่าทางที่แสดงออกของแต่ละคนนั้นจะมีความแตกต่างหลากหลายกันไป ซึ่งลักษณะท่าทาง, ความคิด พฤติกรรมของคน ๆ นึงสามารถบอกแนวจริยธรรมและความประพฤติของเขาได้ ดังนั้น เราสามารถทำนายเขาได้

(หน้า 56) ขอบเขตทางทฤษฎี ซึ่งประกอบด้วย Concept of morality : กรอบความคิดทางจริยธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่เป็นความคิด ต่อไปมาดูประเด็นหลักในการให้เหตุผล

ประเด็นหลักต่อทฤษฎีต่อของการให้เหตุผลทางจริยธรรมซึ่งต้องไปดูที่การพัฒนาของกลุ่มบุคคล, มิติแรงจูงใจ, กฎของคุณธรรม นี่คือประเด็นหลักที่ SHERIDEN PATRICK McCABE ได้รวบรวม, ประมวลเพื่อที่จะมาบอก เพื่อให้เห็นภาพกว้าง ๆ ว่าการให้เหตุผลทางจริยธรรมนั้นมีส่วนประกอบอย่างไร และส่วนสุดท้ายที่กล่าวถึง (หน้า 60) คือการทำนายพฤติกรรมของแต่ละคน เพราะพฤติกรรมเป็นการบอกลักษณะทำนายพฤติกรรมของบุคคลว่าเป็นอย่างไร เช่น คน ๆ หนึ่งเห็นหน้าก็อาจจะบอกได้เลยว่าคบไม่ได้ ในขณะที่อีกคนหนึ่งเป็นคนที่หน้าตามีคุณธรรม, ศีลธรรม

สรุป : การให้เหตุผลทางจริยธรรมนั้นต้องเกี่ยวข้องกับทางจิตวิทยา เพราะนักจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องในบทนี้ก็คือทฤษฎีของเพียร์เจย์, โคลเบิร์ก ในประเด็นหัวข้อที่สองก็คือแนวคิดของเหตุผลทางจริยธรรมนั้นใช้ของโคลเบิร์ก ทฤษฎีการให้เหตุผลทางจริยธรรมเหล่านี้ก็ดึงเอาทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ และของอิริคสินเข้า ในส่วนของทฤษฎีโครงสร้างทางความคิดนั้น ก็ดึงเอาทฤษฎีของนักจิตวิทยาเหล่านี้เข้ามาอธิบายโดยอธิบายเป็นขั้นตอนในการพัฒนาทางความคิดและพฤติกรรมทางจริยธรรม และให้เหตุผลทางจริยธรรมของบุคคล

***

คำถามจากมนุษย์เจ้าปัญหา (จักรพงษ์)

1. Moral Reasoning คืออะไร ???

Moral Reasoning หมายถึงกระบวนการการเรียนรู้ทางจริยธรรม ซึ่งได้อธิบายขั้นตอนแต่ละทฤษฎี อย่างเช่นของฟรอยด์ เช่นในเรื่อง ID, EGO, SUPEREGO เป็นประเภทจิตวิเคราะห์ หรือทฤษฎีที่อธิบายอย่างเป็นขึ้น ๆ ซึ่งมีด้วยกัน 6 ขั้นนั้น แยกตามโคลเบิร์ก

กระบวนการเรียนรู้ทางจริยธรรมหรือศีลธรรมนี้ เกี่ยวกับเกณฑ์การตัดสินว่าอะไรคือถูกหรือผิดนี้ ในที่นี้ (หนังสือ) ได้ยกมาหลายทฤษฎีมากมาย แต่จะยกมาเพียงทฤษฎีเดียว ซึ่งมีด้วยกัน 6 ขั้น คือ

พันธะแรกแห่งชีวิต เด็กภายในระยะแรกของ 6 เดือนนี้ จะยังไม่มีการเรียนรู้ใด ๆ ทั้งสิ้น ยังไม่ได้แยกแยะเกี่ยวกับการรับรู้ เช่น เด็กที่อายุไม่เกิน 6 เดือนไม่ว่าใครจะอุ้มก็ยอมให้อุ้มหมด แต่เด็กที่มีอายุ 7 เดือนเป็นต้นไปจนถึง 10 ปีไปก็สามารถจะแยกแยะได้ เริ่มมีการพัฒนาการกระบวนการเรียนรู้ คือจะรู้ว่าถูกผิดถืออะไร เด็กจะรู้ว่าสิ่งที่ผิดคือทำแล้วถูกลงโทษ แต่สิ่งที่ถูกคือสิ่งที่ทำแล้วได้รับรางวัล ได้รับแรงเสริม หรือที่เรียกว่าเป็นกรรมวิบาก หรือผลกรรม เมื่ออายุเด็กเพิ่มมากขึ้น ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป หรือ 13 ปีขึ้นไปก็จะเข้าสู่ขั้นที่ 5

ในที่นี้ขอพูดถึงช่วงอายุ 10 ปีขึ้นมาก่อน เป็นช่วงที่เริ่มปรับตัวเข้ากับเพื่อนฝูง เริ่มตั้งแต่เริ่มอนุบาลมาก็จะเริ่มแยกจากสังคมที่เคยอยู่กับพ่อแม่มาตลอด และจะเริ่มเข้าสู่สังคมเพื่อ และเด็กก็จะทำสิ่งที่บุคคลอื่นยอมรับว่าดี นั่นคือศีลธรรม ความถูกต้อง ดีชั่วของเขา แต่เมื่อโตขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ตามทฤษฎีของโคลเบิร์กนั้น เมื่ออายุ 13 ปีขึ้นไปนั้นเป็นขั้นที่ 5 ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้ทางจริยธรรมที่เริ่มมีพันธะสัญญาขึ้นมา เป็นกระบวนการของประชาธิปไตยเบื้องต้น ยอมรับความคิดเห็นของบุคคลอื่น ยอมรับถูกผิดดีชั่วที่สังคมกำหนดให้

ในระดับที่ 6 นั้น 13 - 16 ปีขึ้นไป เด็กก็จะเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการ เริ่มรู้ว่าหลักการสากลคือความยุติธรรมที่ทุกคนยอมรับกันนั้นคืออะไร นี่เป็นกระบวนการในการเรียนรู้ หรือ Moral Reasoning

2. จากที่อธิบายทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม อยากทราบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไรกับ Moral Reasoning ??? และยกตัวอย่างมา 1 ตัวอย่างในสังคมไทย

3. จากที่อธิบายทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม จากหัวข้อย่อยเรื่องการเรียนรู้ทางภาษา ท่านว่าในแต่ละสังคมมีการเรียนรู้ทางภาษาเหมือนกันหรือไม่ และสามารถที่จะให้เหตุผลทางจริยธรรมได้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ???

4. ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psycho Dynamic Theory) มีความสัมพันธ์อย่างไรกับ Moral Reasoning ???

อันนี้ไม่ใช่ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (อย่างที่คนถามเข้าใจ) แต่พัฒนามาเป็น Psycho Dynamic Theory ที่เรียกวาทฤษฎีพลวัตรทางจิต ซึ่งพลวัตรอาจแปลได้ว่าการเคลื่อนที่, การเคลื่อนไหว ซึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลงทางจิตจากเด็กสู่ผู้ใหญ่ คือฟรอยด์จะพูดถึงลำดับขั้นตอนเด็กเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีอิริคสัน, เจน มาพูดต่อ ก็คือเอาทฤษฎีนี้มาพัฒนาต่อ เพราะฟรอยด์จะพูดแค่ บุคลิก ลักษณะ อุปนิสัยโดยเฉพาะ แต่ก็มีความสัมพันธืกับทรรศนะทางจริยธรรมของปัจเจกบุคคล แต่ฟรอยด์ไม่ได้ให้ความสนใจที่จะให้เหตุผลทางจริยธรรมเป็นพิเศษ

ทีนี้ถ้าจะตอบว่าสัมพันธ์อย่างไรกับ Moral Reasoning นั้น คือ เป็นทฤษฎีหนึ่งที่ SHERIDEN เอามาอธิบายหลังจากทฤษฎีของการเรียนรู้ของฟรอยด์

5. Cognitive Structural Theory มีความสัมพันธ์อย่างไรกับ Moral Reasoning ???

ที่ถามว่า "ทฤษฎีโครงสร้างทางความคิดเกี่ยวข้องกับการให้เหตุผลทางจริยธรรมอย่างไร" นั้น สามารถกล่าวได้ว่าทฤษฎีทางความคิดเกี่ยวข้องกับการให้เหตุผลทางจริยธรรมอย่างไร การให้เหตุผลทางจริยธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ต้องให้เหตุผล แต่จริยธรรมตัวนี้ซึ่ง จริยะ คือแนวความประพฤติ สิ่งที่เป็นธรรมชาติของการประพฤติของคนที่แสดงออกมาโดยธรรมชาติ เมื่อเป็นความประพฤติของคนแล้วเราต้องไปดูว่าสิ่งที่เกี่ยวข้องนั้นที่เขาแสดงออกมาแบบนี้นั้นเอาอะไรมาเป็นตัวจับ ต้องมาดูระบบความคิดของเขาว่าเป็นอย่างไรก่อน ว่าทำไมเขาจึงคิดเช่นนี้ แล้วแสดงออกมาเป็นแบบนี้

สามารถตั้งเป็นขั้นตอนได้ว่า เราต้องดูระบบความคิดของเขาก่อนว่าเขาคิดเป็นอย่างไร ---> มีองค์ประกอบของความคิดนั้นที่ให้เขาแสดงผลทางจริยธรรมออกมา ---> เอาหลักอะไรมาเป็นตัววัดความคิดของเขา ---> เมื่อเอาหลักอะไร เราก็ต้องย้อนกลับไปหาทฤษฎีทางความคิดมาเป็นตัวจับ ซึ่งทฤษฎีทางความคิด ถ้าหากพูดเรื่องจิตก็ต้องโยงไปหาจิตวิทยา และดูว่าทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีของใคร พอเราเอาทฤษฎีนั้นมาอธิบายว่าอย่างไร อย่างเป็นเป็นตอนว่าที่เขาแสดงพฤติกรรมทางจริยธรรม เพราะโครงสร้างทางความคิดเขาอธิบายว่าอย่างไร

ยกตัวอย่างในเชิงพุทธศาสนา คือผู้พูดเชื่อว่าความคิดกับจิตน่าจะคล้ายคลึงกัน ในทางพุทธศาสนา จิตก็คือการรับรู้อารมณ์ความคิดที่เรารับรู้ ในกรณีการแสดงพฤติกรรมหรือจริยธรรมออกมา เช่น พระอาจจะลืมตัวไปเมื่อเห็นผู้หญิงสวยและผิวปาก ซึ่งเป็นการแสดงพฤติกรรมออกมา นั่นแสดงว่า ระบบความคิดหรือจิตของเราเป็นอย่างไร เราต้องไปดูก่อนว่าทำไมจึงทำอย่างนั้น ระบบความคิด เอาทฤษฎีมาจับเพราะทำไมจึงคิดอย่างนั้นและแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมในแนวทางเชิงจริยธรรมความประพฤติ ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีก็ได้ โดยเฉพาะพระหากจะแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นออกมาอาจจะไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง …พอเหอะ !!!!!…จะข้ามไปหาอาจารย์เลยเน้อ !!!!!

***

ทฤษฎีทางจิตวิทยามีส่วนช่วยให้คนมีจริยธรรมได้อย่างไร ??? คำถามนี้เป็นคำถามที่ตอบได้ง่ายที่สุด เพราะเป็นการถามความเห็น ไม่ได้ถามตัวความรู้ที่เรียน ที่เรียนไปทั้งหมดนั้นไม่ได้บอกว่าทฤษฎีจริยธะรมนั้นั้นจะช่วยให้คนมีจริยธรรมได้อย่างไร หนังสือที่เรียนทั้งหมดนี้เป็นตัวทฤษฎีที่จะอธิบายพฤติกรรมทางจริยธรรมของมนุษย์ ตัวทฤษฎีที่พยายามทำงานแบบวิทยาศาสตร์ที่จะอธิบายพฤติกรรมทางจริยธรรมของมนุษย์ และก็เป็นทฤษฎีในทางจิตวิทยา

จิตวิทยาก็เหมือนกับศาสตร์แขนงอื่น ๆ ที่พยายามจะหากฎของความเป็นจริง ความจริงที่เป็นปรากฏการณ์นั้นมีกฎเกณฑ์หรือมีข้อสรุปหรือมีรูปแบบอย่างไร ในทำนองเดียวกันเวลาเรียนสังคมวิทยา, มานุษยวิทยา เป็นเรื่องของวัฒนธรรม ในขณะที่วิทยาศาสตร์กายภาพให้ความสำคัญในเรื่องของกฎแห่งแรงโน้มถ่วง ในขณะที่ชีววิทยาหรือการแพทย์ให้ความสำคัญในเรื่องของทฤษฎีวิวัฒนาการ สังคมวิทยาพยามที่จะอธิบายปรากฏการณ์ในทางสังคม โดยพยามที่จะบอกว่ามันมีรูปแบบของมันอยู่ เป็นเงื่อนไขที่เป็นตัวกำกับอยู่เบื้องหลังของอาการทางสังคมเหล่านั้น สิ่งนั้นเองที่เรียกว่าวัฒนธรรม เพราะฉะนั้น หนังสือเล่มนี้เป็นการพยายามที่จะเอาทฤษฎีทางจิตวิทยาต่าง ๆ เข้ามาเพื่อที่จะอธิบายพฤติกรรมในทางศีลธรรมหรือจริยธรรมของมนุษย์ เพราะฉะนั้นมันเป็นความพยายามที่จะมองปรากฏการณ์ตามที่มันเป็น แต่เวลาเราจะมองนั้นไม่ใช่ว่ามองเฉย ๆ แต่พยายามที่จะหาข้อสรุปเพื่อเป็นกฎเกณฑ์ที่มันมีอยู่ เหมือนกันว่าเราเห็นว่าตรงนี้น้ำ ตรงนี้ก็คือน้ำ และตรงนี้ก็คือน้ำ และปรากฏว่าน้ำตรงนี้เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ร้อนขึ้น น้ำตรงนี้พอร้อนขึ้นก็เดือด ทีนี้เวลาจะทำให้เป็นทฤษฎีเราก็พยายามหาข้อสรุปว่า น้ำนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในระดับหนึ่งมันก็จะเดือด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นก็คือการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ และถามว่าการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมินั้นมีรูปแบบที่ชัดเจนมั๊ย ??? มันก็ต้องหารูปแบบที่ชัดเจน รูปแบบที่ชัดเจนนั้นมันก็ต้องมีมาตรฐาน ซึ่งมาตรฐานอันแรกที่จำเป็นจะต้องหาคือ อุณหภูมิ ซึ่งอุณหภูมินั้นเป็นเรื่องของปรากฏการณ์อันหนึ่ง ซึ่งปรากฏการณ์บางอย่างนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอัตตวิสัย อย่างเวลาที่รู้สึกหนาวเวลาที่อากาศร้อน เหตุที่รู้สึกหนาวเพราะผลการสอบได้ F อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ตรงนี้จะเอาเป็นหลักเป็นเกณฑ์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นตัวปรอทที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อที่จะวัดอุณหภูมิก็คือการพยามยามที่จะหามาตรการที่เป็นกลาง ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับความรู้สึกของคนเข้าไปตัดสิน แต่ทีนี้เวลาเราพูดถึงการเปลี่ยนแปลงเราไม่ได้พูดถึงในลักษณะของความรู้สึก แต่เราพูดถึงในลักษณะของอุณหภูมิ แต่ปรากฏว่าพอวัดตรงนี้ 100 องศาก็เดือด อีกตรงนึง 100 องศาก็เดือด ซึ่งปรากฏว่า 100 องศาเมื่อใดน้ำก็เดือด เพราะฉะนั้นจากข้อเท็จจริงอันนี้เราก็สรุปได้ว่า น้ำเมื่อมีอุณหภูมิสูงถึงระดับ 100 องศาก็จะมีการเดือดขึ้นมา ทีนี้คำที่บอกว่าน้ำจะเดือดที่ 100 องศาเซลเซียสนั้น อันนี้คือหลักสากลหรือว่ากฎทั่วไป ซึ่งเมื่อเราเอากฎนี้เข้าไป ปรากฏว่าเราไม่ได้พิสูจน์น้ำตรงนี้ซักหน่อย แต่ว่าเราไปอีกที่หนึ่งแต่เราก็รู้ว่ามันคือน้ำ และเราก็สามารถจะพยากรณ์ได้ด้วยว่าน้ำนี้ถ้านำไปต้นให้เดือนที่ 100 องศาเมื่อใดมันก็เดือด อันนี้เป็นกฎสากลซึ่งเป็นเรื่องของการอนุมานอุปนัยและนิรนัย

คำว่า "อุปนัย" คือพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นส่วนย่อยเข้ามาเพื่อหากฎสากล อย่างเช่นเราบอกว่านี่ นายกอ. นายขอ. นายคอ. นายกอตาย นายขอตาย นายคอตาย มีลักษณะร่วมกันคือความเป็นคน เพราะฉะนั้นเราสรุปอนุมานได้ว่าทุกคนต้องตาย ทีนี้เมื่อเราบอกว่าทุกคนต้องตายและเราไปเจอ นายฮอ เราก็บอกว่านายฮอต้องตาย เพราะนายฮอเป็นคน เพราะเขาเป็นคนเขาถึงต้องตาย เพราะเราค้นพบกฎว่าทุกคนต้องตาย

เพราะฉะนั้นในเรื่องจิตวิทยาก็เหมือนกันพยายามที่จะหารูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งรูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์นั้นมีมากมาย และรูปแบบพฤติกรรมตรงนี้ที่เขาต้องการจะพูดถึงคือ รูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์ในเรื่องของจริยธรรมและจริยธรรมนั้นมีมากเรื่อง แต่เรื่องที่เขาเพ่งเล็งถึงก็คือ Moral Reasoning และ Moral Reasoning ที่เขาพูดถึงนั้น เขาพาดถึงในลักษณะที่มันเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมของมนุษย์หรือคนทุกคน

BEHAVIOR ATTITUDE
l
l----------------------------------------l----------------------------------------l
Cognitive Domain
Affective Domain
Action Domain

ในเรื่องของทัศนคติ หรือเรื่องของพฤติกรรม มีองค์ประกอบ ซึ่งส่วนประกอบตรงนี้เรียกว่าเป็น … หรือ Domain มีส่วนหนึ่ง Cognitive Domain ส่วนที่สองคือ Affective Domain ส่วนที่สามอาจจะเป็น acting ก็ได้ Acting Domain ยกตัวอย่าง เวลาเราจะต่อยหน้าใครสักคน กว่าจะมาถึงขั้นนี้มันผ่านอะไรมาบ้าง อันที่หนึ่งในกระบวนการ ในเรื่องของ information หรือความความคิดเป็นเรื่องของการรับรู้หรือข้อมูล เมื่อมีข้อมูลไปในทิศทางใดความรู้สึกก็จะคล้อยตามไปในทิศทางนั้น และในที่สุดการกระทำก็จะตามไปในทิศทางอันนั้น

พ่อเราถูกฆ่า เราไปเห็นคน ๆ หนึ่งและเราได้ข้อมูลว่าคน ๆ นี้คือคนที่ฆ่าพ่อเรา นี่คือ Cognitive Domain การรับรู้ รายละเอียดมีเยอะ เราอาจจะได้ข้อมูลว่าคนจะต้องมีลักษณะผิวพรรณอย่างนั้น หน้าตาอย่างนั้น มรตำหนิอย่างนั้น มีพฤติกรรมอย่างนั้น เคยเป็นคนอย่างนี้ คิดคุกมาแล้วด้วยคดีอุกฉกรรจ์หลายครั้งนี่คือเรื่องของ Cognitive Domain เป็นเรื่องของ information เมื่อเรายิ่งมีข้อมูลในลักษณะนั้นมากขึ้นเท่าไหร่ความรู้สึกหรือความแค้นต่าง ๆ ก็ต้องเกิดขึ้น เมื่อมีโอกาสก็จำทำการทันที อาจจะไปฆ่าตอบหรือทำร้ายร้างกายเพื่อล้างแค้น เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน และเป็นภาพรวมของคนทั้งหมดซึ่งเขาได้ให้ข้อสังเกตว่าในเรื่องของ Moral Reasoning นั้นถึงแม่ว่าจะเป็นเพียงบางเรื่องแต่ว่าในที่สุดแล้วมันก็จะเกี่ยวพันกับเรื่องอื่น ๆ เพราะฉะนั้นถามว่าในเรื่องของ Moral Reasoning ตรงนี้อยากจะถามว่า ในภาพตรงนี้ถามว่ามันอยู่ตรงส่วนไหนของจิตวิทยา อีกนัยหนึ่งคือมันอยู่ตรงส่วนไหนของพฤติกรรม ??? เวลาพูดถึงหัวข้อของบทความอันนี้ หรือเวลาพูดถึง Moral Reasoning นั้นมันอยู่ตรงจุดไหนเป็นสำคัญ ??? มันเกี่ยวกันหมดก็จริงแต่เขากำลังพูดว่าด้วยเรื่องอะไร ??? เอาอีกหนเน้อถามว่า เรื่อง Moral Reasoning พูดเรื่องอะไรเป็นสำคัญ

ตอบ ---> ทั้งหมดนี้บทความทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นจิตวิทยาในเรื่องของ Reasoning เป็นศาสตร์พฤติกรรมของมนุษย์ที่เรียกว่าจิตวิทยา พูดถึงเรื่อง Moral Reasoning โดยการนำเอาทฤษฎีต่าง ๆ ที่เน้นต่าง ๆ กันไปแต่เกี่ยวกับเรื่องที่เขาสนใจ แล้วเรื่องที่เขาสนใจนั้นปรากฏว่าอยู่ใน Cognitive Domain เพราะเป็นเรื่องของ Reasoning แต่ในการนำเสนอนี้ผู้นำเสนอไม่ได้ตอบคำถามแรกของผู้ที่ถามว่า Moral Reasoning หมายถึงอะไร แต่การพูดเป็นการพูดลงลึกในรายละเอียดเกินไป ซึ่งจริง ๆ แล้ว Moral Reasoning เป็นเรื่องของกระบวนการคิด เพียงแต่กระบวนการความคิดนั้นในสำนักของจิตวิทยา ของพวก Cognitive Structural Domain หรือ Theory พวกนี้จะถือว่าตัวนี้เป็นตัวที่สำคัญในการก่อพฤติกรรม ในการกำระทำทางจริยธรรม หรือว่าถูกผิดของมนุษย์ เพราะฉะนั้นพฤติกรรมทางจริยธรรม ถูกผิดของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพในเรื่องของการใช้เหตุผลทางจริยธรรม และคนกลุ่มนี้ที่สำคัญคือเพียร์เจย์กับโคลเบิร์ก ซึ่งเกี่ยวข้องกัน เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ภาพกว้าง ๆ นี้ก่อน ตรงนี้เขาทำคล้ายๆ กับ Craft คือพยายามที่จะรวมทฤษฎีต่าง ๆ เข้ามาใช้เพื่อพุ่งไปสู่ความคิดบางความคิดของเขา แต่ของ Craft นั้นพยายามที่จะหาทฤษฎีที่มันรวบยอด ที่มาใช้กับในบางเรื่อง แต่ของ SHERIDEN PATRICK McCABE นั้นเขาพยามยามที่จะประมวลหลาย ๆ ทฤษฎีขึ้นมาเพื่อที่จะมามุ่งบางเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเจาะจง แต่เขาก็ตระหนักว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เจาะจง เขาจึงต้องการที่จะทำอย่างนี้ แต่ไม่ต้องการที่จะหาภาพรวมอย่างของ Craft เขาต้องการที่จะหาหลาย ๆ เรื่องเข้ามาเพื่อที่จะอธิบายบางเรื่อง ซึ่งเขาเห็นว่าทฤษฎีตั้งแต่โบราณมานั้นพูดกันไปยืดยาวแต่ไม่ค่อยมีที่จะทฤษฎีที่จะให้ในเชิงนิยามในเรื่องของ Moral Reasoning ในเชิงของความหมาย

สรุปได้ว่าทฤษฎีที่เรียนนั้นไม่ต้องการที่จะบอกว่าทฤษฎีนั้นเอาไปพัฒนาจริยธรรมอย่างไร แต่ทฤษฎีนั้นอธิบายการพัฒนาจริยธรรม ไม่ใช่เอามาประยุกต์เพื่อพัฒนาจริยธรรม คำถามข้างต้นจึงเป็นคำถามความเห็นไม่ใช่คำถามเนื้อหาคืออยู่นอกเนื้อหา จึงง่ายที่จะตอบหรือจะให้ความเห็นอย่างไรก็ได้ เหมือนกับถามว่าคนที่เรียนทฤษฎีทางด้านพัฒนาจิรยธรรมนั้นมันเสริมสร้างการพัฒนาจริยธรรมอย่างไร ก็เหมือนกับที่เรารู้ ๆ อยู่ นักตรรกะวิทยานั้นเป็นคนที่เอาแต่อารมณ์, เจ้าอารมณ์ นักสังคมวิทยานั้นไม่น่าคบ นักศาสนานั้นไม่คดโกง นักวิทยาศาสตร์ก็ทรงเจ้าเข้าผี นักจิตวิยาเรียนมากแต่ปรากฏว่าพูดไม่เข้าหูคน จะเห็นว่ามันออกมาเป็นอย่างนี้ เพราะว่าพวกนี้เรียนว่าอะไรเป็นอะไร แต่ไม่ได้เรียนว่าเอาไปพัฒนาอะไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าหากว่าทฤษฎีพวกนี้จะมีส่วนในการพัฒนาจริยธรรมมันก็เป็นเรื่องที่ว่า เมื่อคนเข้าใจความเป็นจริงอันนี้ก็สามารถที่จะเอาหลักเกณฑ์อันนี้เข้าไปสอนได้ อย่างเช่นในทฤษฎีการพัฒนาในเรื่องขั้นตอนทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก อย่างนี้เป็นต้น ถ้าหากทฤษฎีนี้พยายามจะเป็นหลักสากลคือถือว่าพฤติกรรมของมนุษย์นั้นมันผ่านขั้นตอนตรงโน้นตรงนี้ และก็ขั้นตอนต่าง ๆ มันเกิดขึ้นด้วยอะไรเราก็เอาไปปรับใช้ อย่างเช่น ครูสอนจริยธรรม หรือนักอบรมในโรงงานอุตสาหกรรม ทหาร ก็จะต้องเอาตรงนี้เข้าไปใช้ แต่ตัวมันเองนั้นไม่ได้ทำหน้าที่ ที่จะมาบอกว่าควรจะเป็นอย่างนั้น หรือว่าอะไรเป็นอะไรในเรื่องถูกเรื่องควรที่มีอยู่ในพฤติกรรมของมนุษย์ในเชิงจิตวิทยาเท่านั้น

พระสุริยัญ : ทฤษฎีทางจิตวิทยาจะช่วยให้คนมีจริยธรรมได้อย่างไร ? ตอบว่าไม่ได้เพราะจิตวิทยาเป็นการอธิบายการพัฒนาทางจริยธรรมหรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นของมนุษย์ ก็เหมือนกับว่าเป็นตัวอธิบายเท่านั้นเอง จากการฟังอาจารย์มาขอสรุปว่า การให้เหตุผลทางจริยธรรมนอกจากนักจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องแล้วนั้น กล่าวคือถามว่า ---> นอกจากจิตวิทยาเข้ามาอธิบายพฤติกรรมแล้วนั้นการให้เหตุผลต่าง ๆ น่าจะมีตรรกะวิทยามาอธิบายอีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะให้เหตุผลนั้นชัดเจนขึ้น ---> อาจจะมีส่วนช่วยเท่านั้นเองแต่ไม่พอ ที่เรียนมานั้นทฤษฎีบางทฤษฎีบอกว่า การพัฒนาจริยธรรมของคนนั้น หมายความว่าวุฒิภาวะทางจริยธรรมของคนนั้นขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะในเรื่องของสมอง ในที่นี้หมายถึงวุฒิภาวะของ Cognitive Domain คือวุฒิภาวะในเรื่องของ Moral Reasoning ก็หมายความว่า คนที่มีศีลธรรมดีนั้นโดยลักษณะทั่วไปแล้วจะต้องมีวุฒิภาวะที่ดีในเรื่องของการให้เหตุผลทางจริยธรรม อีกกย่างก็คือว่ามีความสามารถรู้ดีรู้ชั่ว ต้องมีความสามารถที่จะให้เหตุผลในเรื่องว่าที่มันดีเพราะอะไร และที่มันไม่ดีเพราะอะไร มันคู่กัน แต่ปรากฏว่ามันไม่เสมอไปที่ว่าคนที่รู้ดีรู้ชั่วจะต้องเป็นคนดี เพราะมันมีอะไรต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเยอะ ที่ว่าเกี่ยวข้องเยอะก็เพราะอะไร อย่างน้อยที่สุดก็มีอยู่ 2 ทฤษฎี

ทฤษฎีอันหนึ่งก็เป็นทฤษฎีในเรื่อง Social Learning ที่พูดถึงว่า Social Learning นั้นจะเน้นในเรื่องของปัจจัยภายนอกที่เขามามีผลต่อพฤติกรรม ก็คือ Socialization และก็ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับตัวอื่นที่มาเป็นสิ่งจูงใจ, ที่มาเป็นตัวกระทบต่าง ๆ นั้นจะมีผลต่อจริยธรรมของคน อีกทฤษฎีหนึ่งก็คือทฤษฎี Motivational Theory ที่พูดทฤษฎีตรงนี้เป็นกลุ่มทฤษฎีทั้งสิ้นซึ่งเขาใช้คำว่า Cluster คือเป็นทลายของทฤษฎีมันไม่ใช่เป็นทฤษฎีเดี่ยว ๆ แต่เป็นทลายของทฤษฎี คือทฤษฎีทลายนี้จะเน้นไปในทางนี้คือ Social Learning หรือทฤษฎีนี้เป็น Psycho Dynamic หรือทฤษฎีนี้เป็นในเรื่อง Cognitive เป็นกลุ่มทฤษฎี จะเห็นได้ว่ากลุ่มทฤษฎีบางทฤษฎีคือ Psycho Dynamic นั้นเป็นทฤษฎีที่เน้นในเรื่องของ Motive Motion เวลาพูดถึงทฤษฎีในแง่ของ Motive Motion แล้วมันพัฒนาในลักษณะที่เป็นศาสตร์สมัยหลัง คำว่าเป็นศาสตร์สมัยหลังเพราะว่า ทฤษฎีนี้ได้รับความสนใจหรือเป็นที่ประทับใจเท่านั้นเอง แต่เมื่อก่อนนั้นมันไม่ค่อยจะเป็นศาสตร์มันค่อนข้างที่จะเป็นทฤษฎี, สมมติฐาน ที่ค่อนข้างจะเป็นสมมติฐานเพราะทฤษฎีนี้มันเป็นทฤษฎีพื้นฐานมาจากจิตวิเคราะห์ คนสำคัญที่ให้ความคิดเรื่องจิตวิเคราะห์ก็คือซิกมันต์ ฟรอยด์

เวลาที่ฟรอยด์อธิบายนั้นเป็นคำอธิบายที่เกิดจากการไปเกี่ยวข้องกับคนป่วยที่มีปัญหา เมื่อมีปัญหาที่ปรากฏออกมาหรือพฤติกรรมที่แปลก ๆ ฟรอยด์ก็พยายามที่จะหาคำอธิบาย เมือพยายามจะหาคำอธิบายนั้นในช่วงแรก ๆ ฟรอยด์ก็พัฒนาทฤษฎีในเรื่อง ID มาก่อน ID ก็คือเป็นธรรมชาติเดิมที่มีอยู่ในตัวของบุคคลที่เป็นแรงกระตุ้น ค่อนข้างจะเป็นในลักษณะที่เรียกว่าเป็นสัญชาตญาณดิบ ซึ่งในทฤษฎีของฟรอยด์ได้ขยายไปมากกว่านี้ก็คือความรุนแรง, ความก้าวร้าว / agression กับในเรื่องของ Psycho Sexual ก็คือในเรื่องความต้องการทางเพศซึ่งถือว่าเป็นตัวยืนพื้น ฟรอยด์ได้พัฒนาทฤษฎีตอนหลังโดยบอกว่า สันดานดิบพวกนี้ถ้าหากว่าไม่มีตัวอื่นมาควบคุมโดยการไปสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และมนุษย์รู้จักคิดให้เหตุผลในการควบคุมสิ่งเหล่านี้มันก็จะเป็นอันตราย ฟรอย์จึงได้พัฒนาทฤษฎีในเรื่องของ EGO ขึ้นมา ในขณะที่พัฒนาทฤษฎีทาง EGO นั้นตอนหลังฟรอยด์ก็ถือว่ามนุษย์นั้นมีความพยายามที่จะแก้ไขพฤติกรรม โดยการเก็บในสิ่งที่เป็น ID นั้นไว้เบื้องหลังอยู่ใต้จิตสำนึก และก็สะท้อนออกมาในภาพที่สังคมยอมรับ ก็คือในเรื่องของ SUPEREGO เพราะฉะนั้นการอธิบายอย่างนี้เขาถือว่าเป็นการอธิบายที่เป็นสมมติฐาน มันไม่ใช่เป็นตัวทฤษฎี อธิบายพฤติกรรมในเชิงที่เป็นบรรทัดฐาน และข้อมูลในการศึกษาจำกัด ซึ่งผิดกับของโคลเบิร์ก, เพียร์เจย์, เพอร์รี่ ที่พยายามที่จะมาเอาตัวอย่างศึกษา บางคนใช้เวลาตั้ง 20 ปีในการที่จะเอาข้อคำถามต่าง ๆ เพื่อไปถามในเรื่อง Moral Reasoning ต่าง ๆ ของคน แล้วใช้ระหว่างวัฒนธรรมด้วย แต่ของฟรอดย์หรือของนักจิตวิทยาไม่ใช่อย่างนั้น แต่ค่อนข้างจะเป็นสมมติฐานที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ แต่เนื่องจากว่าผลของทฤษฎีแบบนี้หรือสังคมให้ความสนใจมาก คนสมัยหลังจึงพยายามที่จะไปน็น

ดูตัวอย่างหรือไปศึกษาเพื่อหารูปแบบพฤติกรรม การไปหารูปแบบของพฤติกรรมก็เหมือนกับการเก็บข้อมูล การพยายามที่จะไปหานั้นก็เหมือนกับความพยามที่จะไปพิสูจน์ทฤษฎี ซึ่งความพยายามตรงนี้เป็นลักษณะของ Scientific Method ก็คือวิธีการทางด้านวิทยาศาสตร์ มันจึงเป็นวิทยาศาสตร์ในสมัยหลัง แต่อย่างลืมว่าในขณะนี้เราก็ยังไม่สามารถที่จะอธิบายให้ชัดเจนไปว่าทฤษฎีของฟรอยด์หรือทฤษฎีพวกนี้มันใช้ไม่ได้

เพราะฉะนั้นถ้าหากถามอาจารย์ว่าเรื่องของ Cognitive Domain. Moral Reasoning นั้นมันจะทำให้คนดีมั๊ย อาจารย์ตอบได้อย่างมั่นใจเลยว่าอาจจะไม่เสมอไป เนื่องจากว่าอาจจะมีตัวแปรอื่น, ปัจจัยอื่นเข้ามาที่มีผลต่อพฤติกรรมของคน ทำให้คนซึ่งสามารถจะใช้ตรรกะอย่างดีเลิศในการอธิบายในเรื่องของการกระทำว่าดีหรือชั่วแต่เป็นคนเลวก็ได้ เนื่องจากอาจจะเป็นมี Motivation หรือว่ามีบุคลิกส่วนตัวซึ่งทฤษฎีในเรื่องของทางด้านของ Motivational ในกลุ่ม Psycho Dynamic นั้นพยายามที่จะเน้น การพยายามจะเน้นตรงนี้จึงอาศัยปัจจัยส่วนบุคคลเข้ามาเป็นตัวหลัก และปัจจัยส่วนบุคคลบางอย่างนั้นเป็นเหมือนกับว่าติดมาในธรรมชาติ ซึ่งตัวนี้มันค่อนข้างที่จะอธิบายไม่ได้ แต่ว่าเราก็เห็นด้วยสามัญสำนึกของเราว่าคนที่ให้เหตุผลทางจริยธรรมมากหรือรู้มากไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี ตอนนี้เราก็ได้คำตอบโดยการเรียนทฤษฎีว่าพฤติกรรมของคนนั้นซับซ้อนมากกว่าที่จะไปตัดสินกับเรื่องของตรรกะ จริงอยู่คนที่พัฒนาในทางจริยธรรมดีนั้นมันคู่กับวุฒิภาวะในเรื่องของการใช้เหตุผลทางจริยธรรม แต่ไม่จำเป็นว่าคนที่มีวุฒิภาวะในทางจริยธรรมนั้นจะเป็นคนดีเสมอไป

พระสุริยัญ : สรุปบทนี้ภาพกว้าง ๆ ก็คือว่าพฤติกรรมจริยธรรมของคนนั้นเกี่ยวข้องกับจิตวิทยาเป็ยตัวหลักสำคัญ

คำถามต่อไปอยากให้สรุป Concept of moral reasoning ตามแนวคิดของ SHERIDEN PATRICK McCABE และตรง Key Moral Level (หน้า 52) ช่วยอธิบายด้วยว่ามันคืออะไร และปรากฏการณ์แต่ละขั้นตอนสามารถที่จะนำมาอธิบาย Moral Reasoning ได้อย่างไร

สรุป Concept of moral reasoning ตามแนวคิดของ SHERIDEN PATRICK McCABE : ข้อคิดเห็นในการให้เหตุผลทางจริยธรรม การให้เหตุผลทางจริยธรรมเป็นข้อชี้แนะ การประเมิน และการพิสูจน์ด้วยเหตุผลกับความสัมพันธ์ต่อสิ่งที่ทางสังคมถือว่าดี และเป็นการกระทำที่ถูกต้อง รวมทั้งกระบวนการ…ซึ่งบุคคลคนหนึ่งถึงข้อสรุปและแสดงความเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกต้องและผิด ซึ่งโคลเบิร์กได้จัดลำดับข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันของกระบวนการทางความคิดได้เป็น 3 ระดับใหญ่ ๆ เช่น การตัดสินทางจริยธรรม เป็นข้อความที่คน ๆ หนึ่งสร้างขึ้นในการตอบคำถามเกี่ยวกับความถูกต้องทางจริยธรรม และก็คำตอบที่เป็นไปได้ต่าง ๆ ต่อความขัดแย้งหรือปัญหาทางศีลธรรม, ความคาดหวังทางจริยธรรม เป็นข้อความที่เกิดขึ้นเฉพาะปัจเจกบุคคลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ

โคลเบิร์กสรุปว่า การพรรณาการให้เหตุผลทางจริยธรรมนั้นของเขาเชื่อมโยงกับการประพฤติทางจริยธรรม โดยการกำหนดการกระทำบางอย่าง, โดยแนวของการกระทำบางอย่างที่พูดกันว่าดี และโดยการกำหนดการกระทำหรือแนวการกระทำบางอย่างที่กำหนดว่าไม่ดี ดังนั้น เขาได้สรุปไว้ว่าการประเมิน หรือข้อขัดแย้งหรือปัญหาทางจริยธรรมอันใดอันหนึ่ง อาจจะแสดงให้เห็นถึงการประเมินผลทางจริยธรรมว่าดีเลวไม่ได้ภายในขอบเขตของจริยธรรม

Key Moral Level (หน้า 52) ช่วยอธิบายด้วยว่ามันคืออะไร และปรากฏการณ์แต่ละขั้นตอนสามารถที่จะนำมาอธิบาย Moral Reasoning ได้อย่างไร : ในหน้า 52 อันนี้เป็นการพัฒนาจริยธรรมของคนนั่นเอง ก็คือเป็นตัวที่จะมาอธิบาย Moral Reasoning ถ้าจะโยงประเด็นทั้งหมดแล้วคือย้อนไปถึงถามของอาจารย์ ที่เขาพูดถึงทฤษฎี, ตัวเงื่อนไขต่าง ๆ ก็คือตัวที่จะเป็นการอธิบายหรือใช้หลักจิตวิทยามาพัฒนาจริยธรรมหรือปรากฏการณ์ของมนุษย์นั่นเอง ขั้นตอนอันนี้อาจจะไม่ละเอียด อันนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่าเขาดึงเอาจิตวิทยา ขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อที่จะมาอธิบายการพัฒนาจริยธรรมของมนุษย์นั่นเอง

***

ประเด็นหนึ่งที่จะตอบไป อาจารย์ก็ขอเสริมในเรื่องความหมายของ Moral Reasoning ที่เขาเขียนไว้ตั้งแต่ต้นโดยการอ้างของ 2-3 คนเข้ามาช่วย หรือบางท่านก็อธิบายในลักษณะที่เป็นนิยาม หรือของบางท่านก็อธิบายในลักษณะที่เป็นตัว concept, ตัวความหมายซึ่งคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ และเราควรที่จะเข้าใจตรงนี้อีกต่อไป

ก่อนที่จะมาถึงจุดนี้เขาบอกว่า เรื่องที่เขาจะพูดนั้นเป็นเรื่องของการพัฒนาจริยธรรมของมนุษย์ การพัฒนาจริยธรรมของมนุษย์นั้นไม่ใช่เรื่องที่เขากำลังจะบอกว่าเราจะพัฒนาจริยธรรมของมนุษย์กันได้อย่างไร แต่เขากำลังจะบอกว่าการก่อเกิดพฤติกรรมทางจริยธรรมในตัวของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เพราะเป็นเรื่องของจิตวิทยา และจิตวิทยาในโลกนี้มีอยู่ 2 แขนงใหญ่ จิตวิทยาอันหนึ่งที่เราพูดถึงเราก็คิดถึงทันทีก็คือ จิตวิทยาปัจเจกบุคคล เรียกว่าเป็น (Individual Psychology) เป็นจิตวิทยาของบุคคล ก็คือพยายามอธิบายจิตวิทยาในลักษณะที่ดูที่ตัวพฤติกรรมของคน ดูที่ความเป็นตัวตนของบุคคลเป็นตัวหลัก ซึ่งมีจิตวิทยาอีกแขนงหนึ่งที่ต่างไปจากนี้ที่เรียกว่าเป็น Social Psychology คือไม่เพียงแต่อธิบายว่าบุคคลมีพฤติกรรม หรือมีองค์ประกอบทางด้านจิต หรือบุคลิกภาพอย่างไรหรืออะไรต่าง ๆ เท่านั้น แต่กำลังจะพูดว่าบุคลิกภาพ, เอกลักษณ์อะไรต่าง ๆ ก็ดีในกระบวนการความเป็นตัวตนมนุษย์นั้นได้รับผลกระทบมาจากสังคมอย่างไร นี่เป็นจิตวิทยาสังคม เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึง Moral Development ตรงนี้จริง ๆ แล้วถึงแม้เขาจะพูดถึงการพัฒนาของบุคคลก็จริงอยู่ แต่การอธิบายตรงนี้ก็ไปคาบเกี่ยวกับเนื้อหาของจิตวิทยาสังคมอยู่ด้วย อย่างเช่นทฤษฎีในเรื่องของ Social Learning แต่ที่เห็นได้ชัดก็คือว่าเป็นเรื่องของการพัฒนาจริยธรรมซึ่งเป็นตัวตนของบุคคลที่ชัดเจนก็คือพวก Motivational Psycho Dynamic ของฟรอยด์ที่พูดถึงเรื่องของ EGO, ตัวตน แต่ทฤษฎีอื่น ๆ ก็อธิบายในเรื่องของสังคม แต่ทฤษฎีในเรื่องของ Moral Reasoning เขาบอกว่าเขาพยายามที่จะเป็นกลาง ๆ ก็คือคาบเกี่ยวทั้งในเรื่องของดูปัจจัยส่วนบุคคล และก็ดูปัจจัยภายนอกด้วย นี่คือในเรื่องโดยทั่วไป

เพราะฉะนั้น เวลาดูถึงพัฒนาจริยธรรมของบุคคลนั้น มีมุมมองหลายมุมมอง from many difference perspective และมุมมองที่ว่ามีหลายมุมมองนั้น มีมุมมองแบบไหนบ้าง ---> อย่างเช่น มุมมองในลักษณะของการพัฒนาบุคลิกภาพ (Character Davalopment) และมีมุมองในเรื่องของความรู้สึก (Choice or Attractivity) คำว่า Attactive Domain ที่ได้พูดถึงไปแล้วนั้นตรงนี้คือเรื่องของความรู้สึก (feeling) ความรู้สึกชอบ, ความรู้สึกชัง, ความรู้สึกโกรธ, ความรู้สึกรัก อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นเรื่องของความรู้สึก ซึ่งแน่นอนความรู้สึกอันนี้มีอยู่ในตัวของบุคคล แต่ว่าจะรู้สึกไปในทิศทางใดนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูล และข้อมูลอันนี้มันก็เป็นไปตามแบบที่ถูกปลูกฝังกันมาด้วย อย่างนี้เป็นต้น แต่แน่นอว่าพวกทฤษฎีที่เป็น Motivational บางทีไม่เจอรูปแบบที่ถูกปลูกฝัง แต่อธิบายในลักษณะที่เป็นสัญชาตญาณ อย่างเช่นความฝังใจในเรื่องของอำนาจ หรือสถานภาพของพ่อ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งฝังลึกลงในคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยต้น เพราะฉะนั้นฟรอยด์จึงพยายามอธิบายในสิ่งที่หาคำอธิบายในเชิงของปรากฏการณ์ยากขึ้นมาโดยตั้งเป็นสมมติฐาน นี่เป็นเรื่องความรู้สึก

และก็มีทฤษฎีในเรื่องของ Environmental In…………… ซึ่งเข้าใจว่ากลุ่มที่รับผิดชอบในเรื่องของ Social Environment และ Morality เข้าใจว่าจะต้องพูดตรงจุดนี้ และเข้าบอกว่า ในการพิจารณาถึงการพัฒนาศีลธรรมของบุคคลจากแง่มุมในเรื่องของการให้เหตุผลเชิงจริยธรรม ก็ถือว่ามันเป็นพัฒนาการที่ใหม่, เป็นพัฒนาการในปัจจุบัน ที่จริงมันก็มีมานานพอสมควรแล้ว เขาบอกว่าแง่มุมในเรื่องของการให้เหตุผลทางจริยธรรมในสถานการณ์ทางศีลธรรม ถือว่ามันเป็นแง่มุมอีกแง่มุมหนึ่งซึ่งเป็นแง่มุมที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้เหตุผล ตรงนี้อาจจะเป็นเรื่องของตรรกะ เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึง Moral Reasoning เขาจึงโยงไปถึงทฤษฎีในเรื่องของทฤษฎีญาณวิทยาในเรื่องของค้านท์ ในขณะนี้ทฤษฎีในทางเชิงประจักษ์นั้นจะไปโยงกับทฤษฎีของพวกกลุ่ม Positivism คนหนึ่งก็คือ จอห์น ล็อค ถ้าหากว่าดูในนี้ เพราะฉะนั้นจุดนี้จึงค่อนข้างเป็นจุดเริ่มต้นในเรื่องของปรัชญา เป็นในเรื่องของความคิดมากกว่าที่จะเน้นไปในเรื่องทางด้านของปรากฏการณ์ทางจริยศาสตร์ แต่ว่าแน่นอน…………………………ตรงจุดนี้ปรากฏว่าทฤษฎีเขาพูดกันมามากในด้านเนื้อหา แต่จะมาประมวลในลักษณะที่เป็นตัว concept หรือ definition นั้นมันน้อย แต่มาตอนหลังคนที่ให้ภาพชัดเจนนั้นคนที่สำคัญก็คือเพียร์เจย์ และคนที่ได้ขยับขยายเอาของเดิมมาปรุงแต่งจนได้รับความสำคัญอย่างมากก็คือของโคลเบิร์ก และต่อจากนั้นท่านก็ได้พูดถึงในเรื่องของ concept หรือว่าความคิดหรือว่าความหมายของคำว่า Moral Reasoning ตรงนี้อาจารย์จะเน้นและให้อ่านไปด้วยกันเน้อ เวลาอธิบายของบางคนเขาจะแบ่งเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ นั้นเวลาเขาพูดถึงตอนหลังเอาทฤษฎีของคนนั้นคนนี้มา เขาบอกทฤษฎีนี้จะมาตรงกับตอนนี้ของคนนั้นคนนี้โยงกันยุ่งไปหมด

ความหมายแรกที่เขายอกมาก็คือของ กิฟฟ์ บอกว่า เรื่องของการให้เหตุผลในเชิงจริยธรรมนั้นมันว่าด้วยการกำหนด (to c……ing), การตีค่า ว่าถูกผิดดีชั่ว (……………), และอีกอย่างคือ and justifieding diffrent to social good and right action และการให้เหตุผลสนับสนุน โดยการอ้างถึงสิ่งที่สังคมเห็นว่าดีงาม หรือถือว่าถูกต้อง เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องของการตัดสิน, เป็นเรื่องของการกำหนด, เป็นเรื่องของการชั่งน้ำหนักว่าอะไรถูก อะไรควร และการให้เหตุผลว่าที่ถูกหรือไม่ถูกมันเป็นเพราะอะไร แต่ว่าผู้เขียนก็จะเอาความคิด ความหมายของอีกคนเข้ามาโยงโดยที่ไม่พยายามจะโยงกับของกิฟฟ์มากนัก คนที่เขายกมาก็คือ ไรเบิร์ก

ไรเบิร์กได้จำแนก, ได้จัดประเภทขององค์ประกอบของกระบวนการในโลกของความคิด อย่าลืม Cognitive Process เพราะในเรื่องของเหตุผลนั้นเป็นกระบวนการของความคิด ถึงแม้ว่าจะเกี่ยวโยงไปถึงความรู้สึกหรือการกระทำก็ตาม แต่ตรงนี้อาจารย์บอกว่าจะเน้นตรงที่ Cognitive Domain คือส่วนที่เป็นเรื่องของความคิด, ความอ่าน ท่านได้แบ่งกระบวนการในความคิดนั้นออกเป็น 4 ระดับ, 3 กลุ่มใหญ่ ๆ อันนั้นก็คือ

- Moral Judgement การตัดสนในทางจริยธรรมหรือว่าในทางศีลธรรม การตัดสินในทางจริยธรรม ก็คือการกำหนดโดยปัจเจกบุคคลต่อคำถามที่เกี่ยวกับความถูกความผิดในขณะที่มันมีคำตอบไปได้หลาย ๆ อย่างและอาจจะขัดแย้งกัน ก็คือการตัดสินว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร เราจะเห็นได้ชัดตรงนี้เวลามันเกิดสถานการณ์ที่จะต้องตัดสินใจ อย่างเช่น ในห้องสอบ ปรากฏว่าเราจำเป็นจะต้องสอบ และเราขาดคะแนนไปจำนวนหนึ่ง และถ้าหารเราพลาดคะแนนตรงนี้เราจะสอบตก ปรากฏว่าเราเตรียมตัวมาที่จนกระทั่งมึนไปหมดและเมื่อเข้าห้องสอบ ในห้องสอบมีเพื่อนที่เก่ง ๆ เราจึงคิดจะลอกเพื่อนเพราะการลอกนั้นจะมีผลต่อคะแนนของเรามาก ตรงนี้เราจะลอกหรือไม่ลอก หรือว่าการลอกนั้นจะถูกหรือไม่ถูกตรงนี้ ก็เป็นเรื่องของการตอบคำถามว่าอะไรถูกผิด

- Moral Effectuation ก็คือขอความหรือคำกล่าวของปัจเจกบุคคลว่าอะไรควรจะเป็นไป หรือไม่ควรจะเป็นไป ตรงนี้อาจจะเป็นการมองถึงเหตุการณ์ที่อยู่ภายนอกของตัวเองก็ได้ เป็นการตัดสินโดยทางอ้อมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่าควรหรือไม่ควร

- Moral Justification ที่บอกว่าถูกนั้นทำไมจึงบอกว่าถูก และที่บอกว่าผิดนั้นทำไมถึงผิด นั่นก็คือการอธิบาย หรือการให้เหตุผลซึ่งบุคคลให้ เพื่อที่จะสนับสนุนเกี่ยวกับการวินิจฉัยหรือตัดสินว่าอะไรถูกหรือผิดในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเขา

เหล่านี้เป็นเรื่องของ Moral Reasoning ในส่วนของ ……………… ก็คือสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องนั่นเอง อย่างที่ยกตัวอย่างเข้ามา ก็คือสถานการณ์ที่ยกขึ้นมาตัวอย่าง (given)

ไรเบิร์กได้สรุปคำอธิบายของท่านเกี่ยวกับการให้เหตุผลทางจริยธรรมว่า มันว่าด้วยเรื่องของการกระทำในทางศีลธรรมโดยการกำหนดการกระทำบางอย่าง หรือแนวการกระทำบางอย่างว่าเป็นสิ่งที่ควรทำหรือเป็นสิ่งที่ดี โดยการกำหนดพฤติกรรมอื่น ๆ หรือแนวการกระทำอื่น ๆ ว่าเป็นสิ่งที่เลว ก็คือการจำแนกนั่นเองว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด การกระทำใดถูก การกระทำใดตรงกันข้าม เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้คนก็จะตอบสนองหรือแสดงท่าทีต่อสภาวะที่เกิดความขัดแย้งว่าจะเอาอย่างไร จะตัดสินอย่างไรดี โดยการประเมินค่าดีหรือเลวหรือไม่ ภายในกรอของศีลธรรม และปรากฏว่าคำอธิบายในเรื่องของการให้เหตุผลทางจริยธรรมดังกล่าวนั้น ถือว่าโดยพื้นฐานแล้วเป็นเรื่องของ Cognitive เป็นกระบวนการของความคิด แต่ว่าเรื่องการะบวนการความคิดนี้ก็ได้ก้าวไปไกลกว่าในเรื่องของกระบนการความคิดในลักษณะที่นำไปสู่การประเมิน และในที่สุดก็นำมาสู่การกระทำ เพราะฉะนั้นกระบวนการอันนี้จึงไม่ใช่กระบวนการที่แยกโดดเดี่ยวจากเรื่องอื่น แต่เป็นกระบวนการที่แผ่คลุมไปถึงเรื่องอื่น และมีลักษณะเป็นการเกี่ยวเนื่องของการกระทำคือเป็นพลวัตร Dynamically Oriented

การให้เหตุผลนั้นมันอาจจะถือว่า มองได้ดีที่สุดว่ามันเป็นเรื่องที่ว่าด้วยบุคคลทั้งตัว, บุคคลทั้งคน และในลักษณะที่มุ่งไปสู่การกระทำด้วย เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า Moral Reasoning นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในลักษณะที่ว่าจะไม่มีผลต่อพฤติกรรม แสดงว่ามันมีน้ำหนักบางอย่างที่ผลักดันการกระทำของบุคคล เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผลว่าทำไมนักจิตวิทยากลุ่มหนึ่งที่เป็นพวกทางด้านทฤษฎีในเรื่อง Cognitive นั้น จึงถือว่าตัวนี้เป็นตัวใจกลางของพฤติกรรมทางจริยธรรม เพราะว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องของกระบวนการความคิดธรรมดาแต่นำไปสู่การกระทำ ซึ่งถ้าหากว่าเราพิจารณางานของคนอื่น ก็คือของโรกีต ซึ่งโรกีตได้บอกว่าความเชื่อซึ่งโดยปกติคนถือว่าเป็นเรื่องของ Cognitive Domain เป็นโลกของความคิดนั้นจริง ๆ แล้ว value ก็ถือว่าเป็นความเชื่ออันหนึ่ง แต่ความเชื่อในทรรศนะของโรกีตนั้นไม่ใช่เป็นความเชื่อที่บอกว่า เชื่อว่าตอนนี้รถชนกันหน้ามหาลัย หรือเชื่อว่าแตงโมกำลังออกลูก ไก่ออกไข่ มันไม่ใช่อย่างนั้น แต่เป็นความเชื่อในเรื่องที่ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดี อะไรเป็นสิ่งที่เลว เพราะฉะนั้นจึงมีองค์ประกอบทั้งในแง่ของ Cognitive คือกระบวนการความคิด และมีองค์ประกอบในเรื่องของ Effectional ก็คือในเรื่องของความรู้สึก และมีองค์ประกอบในเรื่องของการกระทำด้วย

ในที่สุดแล้ว ท่านก็ได้กำหนดว่าในเรื่องของกระบวนการให้เหตุผลในทางจริยธรรมนั้นประกอบด้วยองค์ประกอบที่เกี่ยวเนื่องกัน 4 องค์ประกอบ องค์ประกอบแรกของกระบวนการการให้เหตุผลในทางจริยธรรม คือบุคคลจำเป็นที่จะต้องเข้าไปสู่สถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่มีความหมายในทางจริยธรรม ที่อาจารย์ยกตัวอย่างอยู่ดี ๆ พอออกจากห้องไป มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่มีความหมายในทางจริยธรรม แต่ถ้าออกจากห้องไปในลักษณะที่เราเร่งรีบอย่างมากหรือมีนัดไปรับลูก สมมติบางคนไปมีนัดกับแม่ อยู่ ๆ ก็มีเพื่อนของเราล้มลงตรงหน้าซึ่งต้องการความช่วยเหลือและถ้าเราไม่ช่วยเข้าก็อาจเสียชีวิตได้ เราจะทำอย่างไรดีลูกเล็ก ๆ ก็รออยู่ที่โรงเรียนและในขณะเดียวกันก็มีคนประสบอุบัติเหตุและไม่มีใครช่วยด้วยนอกจากเรา ตรงนี้เองเป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ตรงนี้ด้วย นี่คือองค์ประกอบอันหนึ่ง และจะต้องตามมาด้วยความรู้สึกที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจนั้นก็ไม่มีความหมายในทาง Moral Reasoning อีกระดับหนึ่งก็คือจะต้องเข้ามาถึงการตัดสินเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่จะต้องตัดสินใจตรงนั้น ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งในแง่ที่ว่าเป็นเรื่องดีหรือเป็นเรื่องไม่ดี ถูกผิด ควรหรือไม่ควร และการตัดสินวินิจฉัยตรงนี้จะตามมาด้วยการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรดี และขั้นสุดทั้ายคือการให้เหตุผลในขบวนการทางจริยธรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับการกระทำอันมีผลมาจากการตัดสินใจอันนั้น ความคิดในเรื่องของการให้เหตุผลทางจริยธรรมเกี่ยวข้องกับแง่มุมและขั้นตอนต่าง ๆ ของกระบวนการดังกล่าวนี้ และไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะแต่ในเรื่องของความคิดในลักษณะที่เป็นนามธรรม หรือว่าเป็นเรื่องของการวิเคราะห์ในเชิงของเหตุผลเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นการมองภาพของการให้เหตุผลในทางจริยธรรมที่เข้ามาสู่ความเป็นจริงมากขึ้น ตรงนี้คือความหมายหลัก ๆ และเวลาเข้าพูดถึงทฤษฎีต่าง ๆ ถึงบางจุดเขาก็จะบอกว่าตรงนี้ก็จะมาเกี่ยวข้องกับตรงนี้

และอีกอันหนึ่งที่ขอให้ไปดูเองก็คือ ประการที่ 1 เขามีการวิจารณ์ในเรื่องของทฤษฎีต่าง ๆ ว่ามีข้อจำกัดอย่างไรบ้าง และในการอธิบายทฤษฎีนั้นเวลาเขายกของโคลเบิร์ก หรือของบางคนที่มีลักษณะของการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์นั้นเราก็จะเห็นภาพชัดเจนขึ้น แล้วในเรื่องของข้อสรุปพื้นฐานอันหนึ่งที่ถือว่าเป็นลักษณะร่วมก็คือตั้งแต่ในหน้าที่ 58 ที่ว่า Nature issue in a theory of moral reasoning คือเขาพยายามที่จะบอกว่าทฤษฎีทั้งหมดที่พูดถึง moral reasoning นั้นซึ่งทฤษฎีที่ใกล้เคียงหรือตรงกันมากที่สุดก็คือในเรื่องของทฤษฎี cognitive structure ซึ่งทฤษฎีอื่นก็เกี่ยวแต่เกี่ยวน้อยกว่า แต่ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับ moral reasoning มันมีลักษณะที่หลายอย่าง, มีลักษณะลายอย่างที่ขอให้เป็นข้อสังเกตว่ามีลักษณะร่วมกันว่าในเรื่องนี้ Development of the ………… person มันเป็นเรื่องของการพัฒนาบุคคลทั้งบุคคล ถึงแม้ว่าจะไปมองส่วนย่อยแต่มันกระทบบุคคลทั้งบุคคล ประการที่ 2 ก็คือมันมีลักษณะ Motivational Dimension อยู่ซึ่งตรงนี้ก็ตอบคำถามว่าถ้าเราบอกว่าการที่ให้เหตุผลทางจริยธรรมดี มี Logic นั้นพฤติกรรมจะดีหรือไม่ ซึ่งมันไม่จำเป็น เพราะเรื่อง Motivational Dimension นั้นก็มีความสำคัญ ซึ่งทฤษฎี Moral Reasoning นั้นบางทีมองข้ามด้วยซ้ำไปคือเขาสรุปและเขาวิจารณ์ไปด้วย อีกอันหนึ่งก็คือ Role of Virtue ในบทบาทในเรื่องของความดีนั้นมันมีความสำคัญมาก เพราะในเรื่องของ Virtue, Moral Reasoning หรืออะไรต่าง ๆ นั้นมันมีแนวโน้มที่นำไปสู่พฤติกรรมหรือว่าการกระทำ

อีกอันหนึ่งก็คือทฤษฎีทั้งหมดที่กล่าวมาหรือว่าไปเน้นที่บางส่วนก็ตาม แต่ว่ามันมีการโยงใยกันในระหว่างของในเรื่องของระหว่างบุคคลกับปัจจัยในทางด้านสิ่งแวดล้อม (เป็นเรื่องของส่วนบุคคล, ระหว่างบุคคล, และปัจจัยสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง)

อีกอันหนึ่งก็คือ Inclusion of the Attractive Domain ถึงแม้ว่าเราจะมอง Moral Reasoning ในลักษณะที่เน้นใน cognitive, กระบวนการความคิด แต่ว่ามันจะนำเรื่องของความรู้สึกต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง นี่คืออีกประเด็นหนึ่ง

อีกประเด็นหนึ่งก็คือเป็น Disability of behavior ในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์นั้นทฤษฎีทั้งหลายพยายามที่จะนำมาใช้เพื่อพยากรณ์ด้วย อย่างที่อาจารย์บอกว่า คนคนคน ตายตายตาย ทุกคนเป็นคน ทุกคนต้องตาย เราเป็นคนเราต้องตาย อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเวลาได้ข้อสรุปนั้นไม่ว่าจะเป็นของเพียร์เจย์ ของอิริคสัน หรือของใครก็พยายามเป็นสูตรที่นำมาอธิบาย ถ้าคนอยู่ในลักษณะอันนี้ มีเงื่อนไขอันนี้ พฤติกรรมของเขาจะเป็นอย่างนี้ นี่คือลักษณะของ Disability ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของความเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเข้าใจตรงนี้ เวลาเราเรียน Empirical Foundation of Ethics นั้นเราจะได้เข้าใจชัดว่าเรื่องพวกนี้มีประโยชน์และตรงประเด็นของเรา.

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 8 October, 2006 6:38 PM