***
ตอนนี้เวลาเรามาเรียน empirical foundation
argument เราคงจะไม่ได้เรียนเหมือนกับที่เราเรียนจริยศาสตร์ ที่มาวิเคราะห์ความหมายอะไรดี / ไม่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่อาจารย์อยากจะชี้ให้เห็นก็คือว่า ปรากฏการณ์ในเรื่องของสิ่งที่เรียกว่าดีหรือไม่ดี ที่มีคุณค่าในทางจริยธรรมนั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในพฤติกรรมมนุษย์หรือของสังคม เพราะฉะนั้น ตรงนี้เองเราจึงใช้คำว่า empirical foundation
สิ่งที่เป็น empirical นั้นเราหมายถึงสิ่งที่สามารถที่จะพิสูจน์, สามารถที่จะวัดออกมาได้, หรือเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่วิเคราะห์โดยเหตุผลอย่างเดียว แต่ว่าสามารถที่จะดูในลักษณะที่เป็นข้อมูลดิบ หรือข้อเท็จจริงอันหนึ่งที่ปรากฏในสังคม ว่าเป็นมุมมองที่สามารถที่จะขยายความรู้หรือความเข้าใจในทางจริยศาสตร์เข้าไปด้วย เพราะฉะนั้นพฤติกรรมตรงนี้ค่อนข้างจะเป็นเรื่องปรากฏการณ์ทางสังคม และปรากฏการณ์ในเชิงของพฤติกรรมศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางจิตวิทยา
ถามว่า ความเข้าใจตรงนี้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับจริยศาสตร์ - มันก็มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะว่าเวลาจริยศาสตร์พยายามจะอธิบายหรือทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของจริยธรรม ในเรื่องของความดี, ความชั่ว ที่เรากล่าวถึงหรือเอ่ยถึงออกมาในสังคมนั้นยังมีแนวคิดทางจริยศาสตร์เหมือนกัน โดยเฉพาะในเช่นปัจจุบันที่พยายามที่จะแยกตัวออกมา โดยไม่พยายามจะให้ความเห็นว่านี่ดีหรือชั่วเป็นข้อเสนอเพื่อเป็นแนวทางดำเนินชีวิตในสังคม แต่พยายามที่จะอธิบายถึงปรากฏการณ์อันหนึ่งที่มีอยู่ในมนุษย์ ก็คือ ความรู้สึกในเรื่องของความดี หรือความคิดในเรื่องของความดี ความชั่ว อาจารย์ยกตัวอย่าง พวกกลุ่มที่เรียกว่าเป็นสัมพันธ์นิยม (Relativism : คำว่า relate แปลว่าเกี่ยวข้อง)
สัมพันธ์นิยม (Relativism) เป็นกลุ่มความคิดที่บอกว่า สิ่งนี้ที่มันเป็นอยู่อย่างนี้ มันมาจากเหตุผล / สาเหตุ / ปัจจัยอะไร แทนที่จะไปตัดสินด้วยตัวของเราเอง หรือสิ่งนี้มันเป็นอย่างนี้ มันไปเกี่ยวข้องกับสิ่งใด เพราะฉะนั้นมองปรากฏการณ์อย่างเป็นเหตุเป็นผล Relativism มีเยอะแยะไปหมดในทางปรัชญา แต่มีคำหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้อง คือคำว่า Ethical Relativism เป็นแนวคิดทางปรัชญาแบบหนึ่งเหมือนกัน
Ethical Relativism นั้นก็คือทฤษฎีหลายทฤษฎีทางด้านจริยธรรม / จริยศาสตร์ที่มองว่าสิ่งที่เป็นจริยธรรม หรือสิ่งที่มนุษย์บอกว่าเป็นสิ่งที่ดี หรือความรู้สึกว่าสิ่งใดดีหรือสิ่งใดไม่ดีนั้น เช่น สิ่งนี้คือสิ่งที่ควรทำ คนเราจะต้องหรือไม่ควรที่โกหก การโกหกเป็นสิ่งที่ผิด อย่างนี้เป็นต้น ที่เป็นอย่างนั้นเขาก็อธิบายว่า เพราะมันเกี่ยวกับบรรทัดฐานหรือจารีต ขนบธรรมเนียมของสังคมของเขาที่ถือกำหนดมาอย่างนั้น หรือบางที่เขาบอกว่ามันขึ้นอยู่กับค่านิยมของคน หรือบางทีก็เกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพของคน แล้วปรัชญาในพวกนี้ที่เป็นก็มีมาก บางทีก็มีคำอื่น ๆ ในสายนี้เหมือนกันอย่างเช่นคำว่า Cultural Relativism หรือ Situation Ethics
อย่างเช่น สมมติว่า นาย ก. เป็นคนป่วย หรือเราบอกว่าเราควรบอกความจริงถึงอนาคตของผู้ป่วยที่เป็นประเภทต้องตายแน่ ๆ หรือไม่
- ควรบอกหรือไม่ควรบอก : ถ้าเป็น Ethical Relativism ถ้าพยาบาลท่านนี้บอกว่าไม่ควรบอก มันก็ขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานของสังคม ของโรงพยาบาล ขึ้นอยู่กับจริยธรรมของพยาบาล ควร / ไม่ควรนั้นที่เขาตัดสินอย่างนั้นเพราะขึ้นอยู่กับว่า ถูก / ไม่ถูก ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของสังคม, และวิธีการต่อจริยธรรมการแพทย์ มันก็กลายเป็น Ethical Relativism
ส่วน Situation Ethics สมมติว่าเป็นญาติผู้ป่วย ถ้าหากว่าเป็นผู้ป่วยในกรณีที่เป็น เรียกว่า Terminal คือใกล้ถึงสถานี / ตาย จะต้องตายแน่ ๆ เป็นโรคเอดส์ระยะสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นญาติ หรือจะเป็นอะไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วเราควรจะบอกความจริงแก่ผู้ป่วยหรือไม่ สมมติว่าพอไปตรวจจะเห็นได้ชัดว่าอาการของโรคนั้นอยู่ในระยะไหน และจะต้องตายภายใน 3 วัน 7 วัน เราควรจะบอกหรือไม่
- ถ้าเป็น Situation Ethics จะบอกว่า ควรหรือไม่ควรแล้วแต่สถานการณ์ แล้วแต่เหตุการณ์ในขณะนั้น อาจจะแล้วแต่สภาวะจิตใจของผู้ป่วย แล้วแต่สิ่งแวดล้อมของผู้ป่วย เงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับผู้ป่วย อันนี้เป็น Situation Ethics ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
พวกนี้เป็น Relativism ทั้งนั้น คือเอาเรื่องหนึ่งไปเกี่ยวกับเรื่องหนึ่ง ถ้าเป็นเรื่องของดีหรือไม่ดีตัดสินอย่างไรนั้น ว่าควรหรือไม่ควรจะเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าเป็นบรรทัดฐานต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เอามาเป็นข้อคำนึงในการตัดสินใจว่าถูกไม่ถูกนั้นก็เป็น Situation Ethics อย่างนี้เป็นต้น
เพราะฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่า ethics ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องทางด้านจริยศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยใดก็ตามก็ไม่สามารถจะทิ้งบางสิ่งบางอย่างได้ สิ่งที่ไม่สามารถจะทั้งได้ก็คือปรากฏการณ์ หรือข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในพฤติกรรมของมนุษย์ อาจจะเป็นเรื่องของความประพฤติ, ความคิด, อาจจะเป็นเรื่องของคำกล่าวหรืออะไรต่าง ๆ ก็ตาม แต่ว่ามีความเกี่ยวข้อง และเมื่อมีความเกี่ยวข้องตรงนี้ นักศึกษาก็จะพอมองเห็นว่า ถ้าหากว่าเราจะลงลึกเข้าไปถึงความคิดที่ว่า ในกระบวนการทางสังคมหรือในทางด้านจิตวิทยานั้นมนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่าความดีหรือความชั่วอย่างไร ถ้าหากเราลงลึกในส่วนนี้เราก็จะได้ความคิดที่กว้างไกลออกไปนอกเหนือจากการวิเคราะห์ในเชิงเหตุหรือผล หรือพยายามจะทำความเข้าใจกับความหมายของคำว่าจริยศาสตร์ที่เราเรียนมากันโดยทั่วไป
ตรงนี้เองนักศึกษาจะต้องทำความเข้าใจให้ได้ว่า วิชาในลักษณะนี้ที่มาเป็นส่วนประกอบอยู่ในหลักสูตรนั้น มันเป็นมาตามภูมิหลังของหลักสูตรของเราด้วย ซึ่งนักศึกษาควรจะทราบให้แน่ชัดก่อนที่จะพยายามตอบคำถามแก่สังคมได้
สมมติว่า นักศึกษาทำวิทยานิพนธ์เรื่องหนึ่ง ปรากฏว่าเราออกไปสำรวจทัศนคติ, ความเห็นต่าง ๆ ในบางเรื่องจากนักศึกษารุ่นพี่ อาจจะไปดูเรื่องทัศนะคติในเรื่องความถูกความผิดของข้าราชการตำรวจ เป็นต้น ที่พูดถึงเรื่องวินัยของข้าราชการตำรวจ หรือนักศึกษาอาจจะศึกษาในเรื่องของพฤติกรรมในเชิงจริยธรรมของสื่อมวลชน หรือผู้ประกอบวิชาชีพธุรกิจ หรือแพทย์ พยาบาล อย่างนี้เป็นต้น หากมีคนมาท้วงติงเราว่า เรียนจริยศาสตร์ไปทำไมหรือไปวิจัยพวกนี้ทำไมจะต้องมีสถิติ, ทำไมจะต้องมีข้อมูล , ทำไมวิจัยออกมาเป็นเชิงปริมาณ นักศึกษาก็คงจะตอบได้ ที่นี้ถ้าหากเราไปที่อักษรศาสตร์ จุฬาฯ เขาอาจจะวิเคราะห์ความคิดเชิงจริยศาสตร์ของอริสโตเติ้ล, ของค้านท์, หรือของใครต่อใครที่เป็นนักคิดในสมัยเก่า หรืออาจจะเป็นของคนในประวัติศาสตร์ หรือของคนในยุคปัจจุบันของสังคมไทย หรือสังคมใดก็ได้ ไม่มีการไปสอบถาม, ไม่มีการไปสำรวจ, ไม่มีสถิติใด ๆ ก็ได้ ถ้าหากว่าเขาทำก็คงไม่แปลกอะไร แต่ถ้าเราทำตรงนี้ก็ไม่แปลกอะไรที่นักศึกษาจะไปศึกษาหรือวิเคราะห์แบบนั้น ใช้วิธีการตรรกะศาสตร์ขึ้นมา หรือใช้วิธีการมองปัญหาในเชิงเปรียบเทียบเพื่อจะหาข้อสรุป, วิเคราะห์หาความสอดคล้อง หรือหาความหมาย หาความกระจ่าง ตีความในเรื่องของความคิดในทางจริยศาสตร์ของใครต่อใคร แค่นั้นก็ทำได้ ซึ่งปกติแล้วจะไม่มีคนท้วงติงเท่าไหร่ เพราะเรามักจะเคยชินกับเรื่องเหล่านั้น แต่ถ้านักศึกษาจริยศาสตร์ไปทำงานวิจัยในเรื่องของทัศนะคติในทางจริยธรรมของใครต่อใครอย่างที่กล่าวมาแล้ว ในวงวิชาชีพต่าง ๆ หรือเป็นคนทั่วไป, หรือเป็นนักศาสนาก็ตาม นึกษึกษาอาจโดนท้วงติงได้
ตรงนี้ขอให้นักศึกษาทำความเข้าใจว่า ปรัชญาเบื้องต้นของการจบหลักสูตรนี้ มีลักษณะของการผสมผสานระหว่างการศึกษาเรื่องจริยธรรมของมนุษย์ในเชิงปรัชญา กับในเชิงพฤติกรรมศาสตร์ เรื่องของเรื่องก็มีว่าหลักสูตรที่ทางภาควิชาเปิดอยู่ตั้งแต่ปี 2518 มีอยู่หลักสูตรเดียวก็คือหลักสูตรอักษรศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาศาสนาเปรียบเทียบ ตอนหลังได้เปลี่ยนมาเป็นศิลปศาสตร์ ของจริยศาสตร์ก็เปลี่ยนจากอักษรศาสตร์มาเป็นศิลปศาสตร์ อย่างไรก็ตามในสมัยหลังเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้วนั้นทางภาควิชาได้มีความประสงค์ที่จะเปิดปริญญาโทอีกสาขาหนึ่งในทางด้านนี้ ที่มาเป็นอันนี้ เราก็เลยจัดสัมมนาที่ตึกอาเซียน หนังสือที่มีอยู่ที่มีลายคาดเขียวได้ทำบทสรุปในการสัมมนานักศึกษาสามารถไปหาอ่านได้
ในที่ประชุมสัมมนานั้นปรากฏว่าผู้อภิปรายที่เราเชิญเข้ามาจะมีความคิดเป็นเอกฉันท์หรือคิดตรงกันว่า หลักสูตรที่มหาวิทยาลัยเปิดนั้นควรที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม หมายความว่าสองสาขานี้ หลักสูตรหนึ่งนั้นคือควรจะให้ผู้เรียนเป็นคนดี อันที่สองก็คือผู้เรียนที่จบออกมาจากหลักสูตรนั้นไปทำให้สังคมดีขึ้น ไปทำให้คนอื่นดี ที่เรียนนั้นทำให้นักศึกษาดี นักศึกษาที่เรียนก็ไปทำให้สังคมดี อันนี้เป็นความคิดโดยทั่วไป
ทีนี้ถ้าหากว่าคิดแต่แบบนั้นก็หมายความว่า หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่พัฒนาพฤติกรรมของนักศึกษา ไม่ได้พัฒนาในเรื่องของสติปัญญา เอามาสังเคราะห์ในทางวิชาการอย่างเดียว ก็คือพัฒนาพฤติกรรมในเชิงจริยธรรมหรือจริยธรรม อย่างเช่นนักศึกษาที่ใช้ชีวิตอย่างไรก็ไม่รู้ พอมาเข้าเรียนหลักสูตรนี้ พอเขียนวิทยานิพนธ์จบเมื่อใดก็หมายความว่าดีเต็มที่เลย ตอนเข้ามาอาจจะไม่เรียบร้อยพอเข้ามาก็เริ่มจะเรียบร้อยขึ้น
พระภาสกรณ์ : คนที่มาเรียนรู้มากขึ้นจะฉลาดที่จะโกง
อาจารย์ : จากตรงนั้น
ทั้งฉลาดทั้งดีจะไม่มีพฤติกรรมอย่างนี้เด็ดขาด จะไม่เป็นอย่างที่เขาเป็น ๆ กันเยอะแยะ เราต้องการอย่างนั้น ถ้าหากว่าดีแล้ว ออกไปไม่ได้ดีคนเดียว แต่ยังทำให้คนอื่นดีด้วย และเมื่อต้องการที่จะให้คนอื่นดีด้วยเราก็ต้องมีวิธีการที่จะทำให้คนอื่นดี อย่างน้อยการทำให้คนอื่นดีเพราะฉะนั้นก็ต้องรู้ว่าพฤติกรรมของคนนั้นเป็นอย่างไร และ
พฤติกรรมที่เรารู้แล้วว่าเป็นอย่างนี้แล้วเปลี่ยนไปจะทำอย่างไรด้วย
ทีนี้ถามว่า ถ้าหากหลักสูตรต้องการจะบอกว่าจะทำอย่างไรให้นักศึกษาเป็นคนดี ให้สังคมเป็นคนดี วิธีหรือกระบวนการที่เราเรียนมาทั้งหมดนั้นมันน่าที่จะยุติลง และวิชาเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นวิชาที่อยู่ในภาควิชามนุษยศาสตร์หรือศิลปศาสตร์ แต่น่าจะไปอยู่ในศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ จริงหรือไม่ เป็นวิชาครู เวลาที่สอนก็ไม่ใช่ Ethics แต่เป็น Moral Education การอบรมบ่มนิสัยให้เป็นคนดี เรียบร้อย
เราจะเห็นปัญหาอยู่ 2 อย่าง อย่างที่หนึ่งคือในแง่ของโครงสร้างของการศึกษา ถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่าจะไปเรียนศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ และวิชาที่จะเรียนนั้นก็ต้องดูถึงพฤติกรรมของมนุษย์ด้วย
จะต้องเรียนจิตวิทยาพัฒนาการ ไปเรียนพฤติกรรมศาสตร์ ไปเรียนจิตวิทยา ไปเรียนวิธีการสอน ไม่ใช่หน้าที่ของนักศึกษาที่จะไปเรียน ทีนี้ปัญหาก็เกิดว่า แล้วที่บอกว่าดีนั้นเราจะเอาสูตรไหนกันแน่ อาจารย์บางคนบอกว่าถ้าสำเร็จ
ควรจะสำเร็จ
ไม่ใช่อารัมภบท เริ่มที่จะมี 2 แนว และก็มีแบบคิดแบบอิสระก็มี แบบของมิลล์ก็มี แบบของอริสโตเติ้ล แบบของเพลโต้ก็มี หรือแม้กระทั่งของ
หรือใครก็แล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่าถ้าหากเป็นอย่างนั้น กระบวนการเรียนการสอนไม่ได้เป็นการที่เรียกว่า การล้างสมอง นี่คือปัญหาเกิดขึ้น พอปัญหาเกิดขึ้นทั้งนี้ทั้งนั้นก็คือว่า ถ้าหากว่าเป็นอย่างนั้นสิ่งที่มหาลิทยาลัยควรจะทำ โดยเฉพาะสาขาจริยศาสตร์ควรที่จะให้นักศึกษานั้นมีความรู้ที่กว้างขวาง มีความคิดในลักษณะของการ
อย่างมีระบบ นั่นก็คือการเรียนจริยธรรม หรือจริยศาสตร์แบบปรัชญา
ถ้าหากเราคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการล้างสมอง ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ควรจะเรียนแบบนั้น ไม่ควรจะเรียนแบบปรัชญา ถ้าเรียนแบบปรัชญาก็
ถ้าจะเรียนไปที่อักษรศาสตร์ จุฬา หรือไปที่คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ที่ศิลปากร ที่เรียนปรัชญา หรือราชภัฏที่เปิดสาขาทางด้านปรัชญาพวกนี้
แล้วสังคมคิดว่านึกศึกษาจะได้ประโยชน์อะไร พัฒนาแต่ในเรื่องสมองอย่างเดียว แต่พฤติกรรมนั่น
มีคนที่มีอุดมการณ์มาเล่าให้ฟังว่า
เขาไม่ได้ติติงที่นักศึกษาเรียน พูดง่าย ๆ แต่งตัวยังงัยก็ได้มาเรียน แต่สนใจว่าในสมองของคุณมีอะไร
*** |