http://www.duangden.com
สมจศ 519 ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมทางจริยธรรมของคน
[ SHES 519 Factors Influencing Human Ethical Behaviors ]

Lecture
 

ผศ. วารีญา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม


***

14 มิ.ย. 42

ตอนนี้มีกระแสความคิดในเรื่องการทำนายพฤติกรรมของมนุษย์ มีเหตุการณ์หลาย ๆ เหตุการณ์ที่เราสงสัย ทำให้เกิดความคิดขึ้นมาว่ากฎเกณฑ์, กฎระเบียบ หรือทฤษฎีต่าง ๆ สามารถอธิบายได้ในระดับหนึ่ง แต่คงไม่สามารถอธิบายทุก ๆ คนได้ เพราะมันเป็นปัจจัยภายในตัวของมนุษย์ ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้มันก็ไม่แตกต่างจากปัจจัยที่ปรากฏขึ้นในกระบวนการสับสนอลหม่ายของสรรพสิ่งทั้งหลาย

ภาวะสับสนอลหม่านเรียกได้ว่าเป็นภาวะสูญญตภาพ, ภาวะไร้ฟอร์ม, ไร้ระเบียบ, ไม่มีรูป, ไม่มีแบบแผนโครงสร้างที่ชัดเจน, แปรปรวนได้

ทฤษฎีนี้มีเชื่อเรียกหลายชื่อ อาทิ ;

- Theory of complex system : ทฤษฎีระบบที่ซับซ้อน

- Theory of non - Renoir system : เป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงภาวะของสิ่งที่ไม่เป็นไปตามกระบวนการ (เส้นตรง) กฎทั้งหลายถ้าเป็นเส้นตรงก็คือ ถ้าเกิดปัจจัยอย่างนี้ จะต้องเกิดอย่างนี้ แต่ว่ามันไม่เป็นอย่างนั้น มีปัจจัยและมีอะไรครบแต่กลับไปเกิดอีกแบบหนึ่งนอกระบบ

- Theory of dynamic system : เป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงภาวะแห่งความเป็นพลวัตร

วิธีการมองของทฤษฎี Chaos เป็นการมองแบบองค์รวม ซึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการของการศึกษา แนวคิดการอภิวัฒน์ทางวิทยาศาสตร์หลาย ๆ ทฤษฎี เช่น ทฤษฎีควอนตัม และมีผู้ทำนายไว้ว่าทฤษฎี Chaos (Chaos Theory) จะเป็นทฤษฎีที่แรงที่สุดที่จะทำให้กระแสของทฤษฎีควอนตัมอ่อนลง เพราะในศตวรรษที่ 19, 20 ทฤษฎีควอนตัมกับทฤษฎีสัมพันธภาพ (Relativity Theory) เป็นทฤษฎีที่เปิดประเด็นกระแสหลัก แต่ขณะนี้ Chaos Theory กำลังเป็นกระแสหลักในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นแนวความคิดที่พัฒนาจากขบวนการสังเกตของนักวิทยาศาสตร์ Ex. ศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์ประยุกต์ที่ชื่อ เอียน โพซิเบิล ของมหาวิทยาลัยลอนดอน ได้เขียนหนังสือชื่อ Chaos a science for the real world ( a science : ความรู้ , for the real world : ในโลกแห่งความเป็นจริง )

เราคิดว่านั่นคือกฎ แต่ความจริงไม่มีอะไรที่กำหนดชัดเจนว่าความเป็นจริงของโลกคือสูญญตภาพ (Chaos) ความไม่มีฟอร์ม ไม่ชัดเจน ภาวะของ chaos คือภาวะที่แท้จริงของโลก (Real world) ซึ่งศาสตราจารย์โพซิเบิลได้อธิบายไว้ในระบบของคณิตศาสตร์ โดยอธิบายไว้ว่า ทฤษฎีแห่งความไร้ระเบียบหรือ chaos theory (เขาใช้คำว่าไร้ระเบียบ ในปัจจุบันนี้สังคมไทยใช้คำว่า สับสนอลหม่าน, ซึ่งมีอยู่ในหลักของวิศวพันธุกรรมศาสตร์ในประเทศไทยใช้คำว่า สับสนอลหม่าน : Disorder เช่นกัน หรือภาวะไร้ระเบียบ, อาจารย์ชัยวัฒน์ อัคพัฒน์ ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ "วิถีทัศน์")

ศาสตราจารย์โพซิเบิลได้อธิบายไว้ว่า Chaos theory หรือทฤษฎีไร้ระเบียบนั้น เปรียบกับแม่น้ำสายใหญ่ที่เกิดจากแควใหญ่, น้อยที่ไหลมาบรรจบกัน เพราะฉะนั้น แหล่งที่มาของทฤษฎีไร้ระเบียบมาจากทุกสาขาวิชา

ในสภาพ Chaos, สภาพสับสนอลหม่าน, สภาพไร้ระเบียบ คือไร้เสถียรภาพ (unstable) ที่มีความอ่อนไหวสูงยิ่ง หรือมีความเปราะบาง เมื่อมีการกระทบเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่เป็นเส้นตรง แต่เป็นทางที่คดเคี้ยว กวัดแกว่ง และบางครั้งก้าวกระโดด (sporadic) เกิดตรงจุดนั้นบ้าง จุดนี้บ้าง… ทำให้ยากที่จะทำนายผลลัพธ์ได้ เพราะมีสิ่งอื่น ๆ ที่มาเป็นองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง

แนวความคิดอันนี้ก็ไปกระทบกับแนวความคิดเก่า ๆ หรือวิธีการคิดแบบวิทยาศาสตร์เก่า ๆ แบบดั้งเดิมเป็นอย่างมาก ที่คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องแน่นอน (1+1=2) ทำให้ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีกระแสใหม่

ในตอนหนึ่งของการอธิบายทฤษฎีไร้ระเบียบได้พูดถึงผลกระทบของ Butterfly Effect ซึ่งศาสตราจารย์ เอ็ดเวิร์ด เลอลอง ได้อธิบายไว้ว่า ในด้านทฤษฎีอุตุนิยมวิทยา ผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกที่ฮ่องกง สามารถที่จะทำให้ดินฟ้าอากาศที่แคลิฟอร์เนียเปลี่ยนแปลงได้เมื่อ 1 เดือนให้หลัง นี่คือกระบวนการที่เรียกว่า Butterfly Effect (หนังสือที่ศาสตราจารย์เลอลองเขียนได้พูดถึงศาสตราจารย์เลอลองเคยได้รับเชิญให้นำเสนอ Lecture ทางวิชาการ 3 ชุด ที่ University of Washington (Seattle) ภายใต้การสนับสนุนของคหบดีที่อุดหนุนด้านการศึกษามนุษยชาติ (Jessy Dance) ในการนำเสนอศาสตราจารย์ซึ่งเป็นนักอุตุนิยมวิทยามากว่า 30 ปี ได้เฝ้าวิจัยแนวความคิดด้านอุตุนิยมวิทยา ท่านบอกว่าท่านค้นพบโดยบังเอิญ จากกระบวนการที่ท่านนั่งเฝ้าตัวเลขที่ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนไปเป็น .0000001 ของทศนิยม ท่านนั่งเฝ้าเข็มรายงานความเคลื่อนไหวของอากาศ ทุกครั้งที่เกิดการสั่งสะเทือนของระบบการรับข่าวสารเกี่ยวกับสภาวะอากาศ และเฝ้าสังเกตดูจุดทศนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ละจุด ๆ เมื่อเกิดความคลาดเคลื่อนไปแล้วจะทำให้เกิดรูปร่างที่เมือนกับโครงสร้างของผีเสื้อ

ท่านพบว่า .0000001 ที่คลาดเคลื่อนไปก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล การเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในภาวะแวดล้อมของอุตุนิยมวิทยาไม่ใช่เกิดขึ้นจากสาเหตุใหญื ๆ เลย หากแต่เกิดขึ้นจากสัญญาณเล็ก ๆ เป็นจุด ๆ ท่านจึงอธิบายว่าถ้ามันเป็นเช่นนี้จริงก็หมายความว่า แม้กระทั่งผีเสื้อตัวเล็ก ๆ กระพือปีกเบา ๆ อยู่ที่ฮ่องกง ปีกที่กระพือนั้นอาจจะสะเทือนส่งไปถึงแคลิฟอร์เนีย หรืออีกซีกโลกก็เป็นได้

แต่ก่อนนี้เวลาเราจะมองดูปัจจัยอะไรต่าง ไ เราจะมองดูแต่ปัจจัยใหญ่ ๆ และเราก็บอกว่าปัจจัยใหญ่ ๆ ทำให้เกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ แต่มาบัดนี้เราพบว่าปัจจัยที่เล็กที่สุด มองดูเหมือนกับปัจจัยที่ไม่มีใครจะสนใจเลย กลับเป็นปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในสภาวะความเป็นไปของโลก และจักรวาลได้

ท่านและนักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาค้นคว้า แต่ว่าอีกหลาย ๆ คนกลับไม่สนใจ เพราะมองดูว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ ไม่คิดว่าเรื่องเล็ก ๆ นี่เอง คือที่มาของเรื่องใหญ่ ๆ ท่านจึงเฝ้าติดตาม และก็สามารถสร้างคำอธิบายในเรื่องนี้จนเป็นที่รับฟังได้ในวงการวิทยาศาสตร์ และได้รับเชิญ ท่านใส่ใจที่จะสร้างความคิดที่จะอธิบาย หรือประมวลเอาหลักฐานต่าง ๆ (ภาพ Butterfly Effect) ทำให้เกิดกระแสความแตกตื่นขึ้นในกลุ่ม IT และกลุ่มนักวิทยาศาสตร์โลก ก็มีการพูดถึงเรื่องนี้

มีคำถามว่าอะไรคือแก่นสาร (Essence) หรือสารัตถะของ chaos อะไรคือสารัตถะของความสับสน, ความอลหม่านที่เกิดขึ้น ใน lecture ของศาสตราจารย์เลอลองนั้น ท่านได้ให้คำตอบใน 3 ขั้นตอน ก็ได้ให้คำอธิบายซึ่งว่าด้วยทฤษฎี Renoirlity, ทฤษฎี Dynamic, ทฤษฎีว่าด้วย Factuality (ซึ่งเป็นภาษาทางวิทยาศาสตร์)

ในข้อหนึ่ง ท่านอธิบายว่า Chaos จะเกิดผลกระทบต่อโลกอย่างไร? จะเกิด Global Effect อย่างไรต่อไป ? (เกิดกับคนทั้งโลก Ex. ปรากฏการณ์เอลนินโญ่ เกิดจากการที่กระแสน้ำอุ่นเปลี่ยนทิศทาง จากที่เคยไหลเรียบฝั่งแอฟริกาอยู่ดี ๆ ก็ข้ามฝากมายังอเมริกาใต้ สู่มหาสมุทรแปซิฟิก ผลส่วนหนึ่งคือ ทำให้เกิดไฟไหม้ป่าที่เกาะสุมาตรา จากป่าที่เป็นเคยสมบูรณ์ที่สุดในแถบเอเชีย ซึ่งการที่กระแสน้ำอุ่นเปลี่ยนทิศทางนั้นเป็นผลมาจากการสะสมความเปลี่ยนแปลงทีละเล็ก ละน้อย แต่ความเป็นจริงมีสัญญาณเตือนภัยที่ส่อเค้ามาก่อนแล้ว เช่น หิมะละลาย แผ่นดินถล่ม แต่ก็ไม่มีคนสนใจ

ในการอธิบายแบบ Butterfly effect แค่เศษผงหล่นจากใบไม้ ก็สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลต่อโลกมนุษย์แล้ว , แค่ใบไม้เพียงใบเดียวที่ร่วงหล่นจากต้นในป่าสาละวิน ก็ยังไม่มีคนสนใจ แม้แต่โค่นกันเป็นล้าน ๆ ต้นก็ยังไม่มีใครสนใจ นี่คือลักษณะนิสัยของคนไทย เพราะไม่มีความเข้าใจในหลักการนี้

Ex. การหย่าร้างของสามีภรรยา อาจเริ่มต้นจากว่าวันนั้นสั่งน้ำมูก แล้วกระเด็นใส่อีกคน ความโมโห ความรังเกียจก็สะสมความเกลียดเอาไว้ จนถึงวันสุดท้ายที่ความอดทนสิ้นสุด แล้วก็แยกทางกัน จะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยที่ทำให้คนเลิกกัน หรือทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนแตกแยก หรือแม้แต่ความคลาดเคลื่อนทางศาสนา เพียงจุดเล็ก ๆ นิดเดียว มันไม่ได้อยู่ที่นิพพานเป็นอัตตา หรืออนัตตา หากแต่เป็นเพียงเรื่องของคน ๆ เดียว หรือเพียงกลุ่มเดียวที่จะแสวงหาผลประโยชน์ โดยใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ ความคลาดเคลื่อนจึงเกิดขึ้นจากจุดเล็ก ๆ จากความโลภของคนเพียงกลุ่มเดียวก็รวมกันเป็นขบวนการโลภ โกรธ หลง จากตัวอย่างจะเห็นความคลาดเคลื่อนในตัวเอง ต่อมาก็คลาดเคลื่อนกันเป็นกลุ่ม และเคลื่อนเป็นระบบ ที่เรียกว่า butterfly effect

ใจกลางของระบบ Chaos คือ ภายในเนื้อในของตนเอง ของสรรพสิ่งทั้งหลาย เมื่อเกิดภาวะแห่งความคลาดเคลื่อน Ex. ระบบร่างกายของคน เมื่อน้ำตาลลดลงเรื่อย ๆ กระบวนการรักษาสภาพที่เรียกว่า Stable ซึ่งเป็นสิ่งที่ร่างกายเราพยายามจะรักษา, ทรงไว้ให้อยู่ในสภาวะที่ไม่เปลี่ยนแปลง (unchanged) ด้วยความพยายามที่จะให้กระบวนการทางสมองมาสั่งการให้ต่อมไฮโปทารามัสกระตุ้นความรู้สึกที่ขมับ และกระตุ้นไปยังระบบกระเพาะให้หลั่งน้ำย่อย ทำให้เราเริ่มถวิลหาอาหาร

ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ก็มีจิตแพทย์อีกคนค้นพบว่าคนเราทุกคนที่หน้าตาดี ๆ ใสซื่อ แต่เราทุกคนสามารถเป็นอาชญากรได้ทั้งสิ้น เพราะการก่อตัวของความรู้สึกเล็ก ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่โตแต่อย่างใด หรือกรณีที่เด็กอเมริกันคนล่าสุดที่นำปืนไปยิงเพื่อนและครู สาเหตุก่อตัวจากเรื่องเล็ก ๆ คือถูกเลื่อนล้อหลายต่อหลายครั้ง จนถึงวันสุดท้ายที่คุมอารมณ์ไม่อยู่จึงระเบิดออกมา ซึ่งเด็กพวกนี้มีการก่อตัวของความรู้สึก และอารมณ์ที่รุนแรง (เรียกว่า วัยอันตรายใจบริสุทธิ์) จะโทษว่าสังคมทำให้คนชั่ว / ดีนั้น ซึ่งไม่ใช่ปัจจัยภายในตัวคน อาจกล่าวได้ว่าหัวใจของการก่อให้เกิดภาวะ Chaos หรือความซับซ้อนของตัวเองในสิ่งนั้น ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้ เมื่อมีปัจจัยที่ซับซ้อนเข้ามากระทบกระเทือนต่อความซับซ้อน ในระบบที่ซับซ้อนของตนเอง

เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดความคลาดเคลื่อนแม้แต่ .0000001% ความคลาดเคลื่อนนี้เมื่อมันก่อตัวขึ้นมาแล้ว จะเกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาก คือเกิดความเปลี่ยนแปลงในคุณสมบัติของตัวมันเอง (Quality) ภายในใจของมันเองเกิดความเปลี่ยนแปลงของคุณสมบัติ เมื่อใดที่คุณสมบัติภายในสุด (Inner Quality) Ex. น้ำตาลในเลือดลดลง หรือการรับการกระทบอะไรบางอย่างภายในจิตใจ ก็จะเกิดความคลาดเคลื่อนออกจากศูนย์ของมัน ศูนย์ของเซลล์มนุษย์เราก็คือ การเปลี่ยนแปลงภายในโมเลกุล เกิดความคลาดเคลื่อนภายในอะตอม, ภายในปรมาณู (ทางด้านฟิสิกส์ + โมเลกุลผสมกัน จะพบว่าในร่างกายเรามีโมเลกุลวิ่งอยู่เต็มไปหมด แล้วมีโปรตอน, อิเล็กตรอน และถ้าใส่ความเร้าลงไปในโมเลกุลตัวนั้น จะทำให้อิเล็กตรอนวิ่งเร็วขึ้น และเมื่ออิเล็กตรอนยิ่งวิ่งเร็วมากเท่าใด จะยิ่งทำให้เกิดการหลุดตัวของอิเล็กตรอนออกจากศูนย์กลางได้มากเท่านั้น การหลุดตัวของอิเล็กตรอนยิ่งหลุดมากเท่าใด ยิ่งทำให้เกิดการแตกตัวของอนุมูลอิสระมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงภายใน ทำให้เกิดการคลาดเคลื่อนที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น เมื่อกระบวนการที่เป็นพลวัตรอยู่แล้วเกิดปฏิกริยาหลุดกระเด็นออกจากขั้ว แล้วไปในทิศทางที่ไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น นี่เองที่ภาวะสับสนอลหม่าน หรือภาวะไร้ระเบียบได้เกิดขึ้น ในสภาวะไร้เสถียรภาพ (Unstable) ทำให้เกิดสัญญาณอันตราย

ภายตัวของมันเองที่มีขอบเขตในตัวของมันเอง, ภายในระบบเดิม ๆ ของตัวมันเอง เกิดภาวะจำกัดในการเปลี่ยนแปลง และเกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ Ex. สังคมไทยมีความเปลี่ยนแปลงที่เป็นความคลาดเคลื่อนในระบบย่อย ๆ อันได้แก่ ระบบศาสนา วัฒนธรรม ซึ่งพบว่ามีวัฒนธรรมกลุ่มย่อยอยู่ พวกนี้จะมีลักษณะพิเศษ เช่น กลุ่มเด็กที่คลั่งวัฒนธรรมญี่ปุ่น มองดูอาจจะเป็นเพียงกระแสเล็ก ๆ แต่ในอนาคตอาจเป็นกระแสใหญ่ได้ เพราะฉะนั้น กลุ่มคนพวกนี้จึงเป็นหน่วยย่อย ๆ ที่แตกตัวออกออกไป แล้วกระทบต่อภาวะสังคมไทยทั้งหมด

อีกท่านหนึ่งที่พูดถึงภาวะอันนี้ คือ เออร์วิน ลาสโลว์ เดิมทีเดียวท่านเป็นนักเปียโน แต่หันมาศึกษาวิชาปรัชญา และได้เขียนหนังสือ วิวัฒนาการสังเคราะห์ใหม่ ขึ้นในปี 1987 อธิบายถึง "ทฤษฎีกระบวนระบบ" (System Theory) มองว่าแม้โลกจะเป็นโลกที่สมดุลย์ (balance) แต่จริง ๆ แล้วสภาพที่จะก่อให้เกิดขึ้นอีกระยะหนึ่ง คือ สภาพของสภาวะไร้ฟอร์ม, ภาวะไร้สมดุลย์ อันนำไปสู่วิวัฒนาการ Ex. การตัดต่อยีน, มนุษย์พันธุ์ใหม่

chaos คือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา จากระบบของความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น เป็นไปอย่างนอกรีตนอกรอย

เมื่อเกิดภาวะที่เป็นไปอย่างไร้ระเบียบ ก็จะเกิดพลวัตรในระดับของการโต้ตอบ, สะท้อนกลับขึ้นมา (Bifurcation เป็นภาวะที่แตกแยก, เริ่มแยกออกไปอย่างไร้ทิศทาง จะมีสองมุมประกอบกัน มุมหนึ่งคือ มุมของการโต้ตอบ เรียกว่า Feedback กับอีกมุมหนึ่งคือการเกิดซ้ำ หรือ reiteration ซึ่งอาจมีผลกระทบในทางลบหรือบวกก็ได้ อาจก่อให้เกิดสภาพที่เร่งเร้า ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ซึ่งความเร่งเร้าที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ในระดับที่สามารถจะควบคุมได้

 

21 มิ.ย. 42

ยึดมั่นถือมั่นแนวความคิด ทฤษฎีกันไป และเชื่อมั่นว่าถ้าหากมีการพิสูจน์ออกมาเป็นกรณี ๆ แล้ว สามารถนำไปโยงสู่การสรุปผลที่เป็นกฎสากลได้ และเราจะมองดูแต่เรื่องใหญ่ ๆ มองดูปัจจัยใหญ่ ๆ ทั้งหลาย แต่เราหารู้ไม่ว่าปัจจัยที่เล็กที่สุกภายในสรรพสิ่งนั้น ซึ่งล้วนแล้วแต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา จากภายตัวของมันเอง (เหมือนอย่างภาพของเหตุการณ์เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นจากจุด จากมุมต่าง ๆ ของจักรวาลและโลกของเรา ซึ่งผู้ที่คิดออกมานั้นมีความรู้ความสามารถที่จะมองโครงสร้าง (Structure) ของเหตุการณ์นั้น ๆ แล้ววาดภาพ Butterfly Effect แสดงให้เห็นว่า เนื้อในแห่งความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งทั้งหลายเกิดจากความเปลี่ยนแปลงภายในตนเอง, เปลี่ยนแปลงจาก atomic, ภายในโครงสร้างในสุด

Ex. คนเราจะเปลี่ยนแปลงความคิดก็ต่อเมื่อมีสิ่งหนึ่งมากระทบใจ หรือกระทบความรู้สึก ซึ่งถ้ากระทบ 100 คน จะเกิดผลลัพธ์ 100 อย่าง, กระทบกับคน ๆ หนึ่งในเรื่องเดียวกัน อาจจะไม่มีผลกระทบทางใจ (เป็นผลกระทบที่เรียกว่าเป็นผล A มันอาจจะเป็นผล B ไปจนถึง Z หรือเป็น X ยกกำลังอัลฟ่า หรืออินฟินิตี้ไปเลย) หลายคนหลายหลายผลกระทบ เพราะปัจจัยภายในของคนเรามีความซับซ้อนภายในตัวของมันเอง ความซับซ้อนที่สำคัญมากคือความซับซ้อนท่เกิดขึ้นจากคุณสมบัติภายในตัวของมันเอง

เพราะคนเราแต่ละคนถูกเลี้ยงดูไม่เหมือนกัน, มีปฏิสัมพันธ์ไม่เหมือนกัน แม้แต่แฝดในไข่ใบเดียวกันก็ไม่เหมือนกัน เพราะมุคุณสมบัติด้านใน ซึ่งคุณสมบัติด้านในเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด ภาวะความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งทั้งหลายนั้นมีความโน้มเอียงไปสู่ Chaos (สูญญตภาพ) คือความไม่มีแบบฟอร์มใด ๆ ทั้งสิ้น เหมือนการศึกษาภาวะนิพพาน ภาวะสูญญตภาพไม่มีใครที่ยึดมั่งถือมั่นได้ ในที่สุดแล้วเราก็พบว่าสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้มีแนวโน้มไปสู่ความไม่มีสารัตถะ ที่จะเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกันได้ยาวนาน ปัจจัยของธรรมชาติจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และปัจจัยภายในตัวมนุษย์ก็เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าปัจจัยของธรรมชาติ เพราะฉะนั้นศูนย์กลางของความเปลี่ยนแปลงจึงเริ่มต้นจากด้านใน และเริ่มขยายวง, แตกดอกออกไปเรื่อย ๆ แต่ภาวะความไม่เหมือนกันน่าจะเป็นกฎ A + B = C แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น มันเกิดผล X,Y,Z,… นั่นคือแนวคิดที่เรียกว่า chaos หรือปรัชญาเรียกว่า "หลักการสับสนอลหม่านของสรรพสิ่ง" แม้กระทั่งชีวิตเรา, ชีวิตคนเราโดนกระแทกเพียงนิดก็เกิดการสับสนอลหม่านแล้ว ทำให้ความมั่นคงภายในหลุดหายไป

เพราะฉะนั้น จากการเรียนรู้โครงสร้างนี้ทำให้เราจึงต้องเฝ้าระวังจิตของเราเอง เพราะถ้าเราไม่เฝ้าระวังเสถียรภาพภายในตัวเอง ก็อาจถูกทำลายได้ง่าย Ex. ชายกับหญิง ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เมื่อรู้จักกันได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งก็รักกัน แต่ต่อมาฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนใจไปมีรักใหม่ คนที่ผิดหวังจึงฆ่าตัวตาย นั่นคือการสั่นสะเทือนทางจิต, ทางอารมณ์อย่างรุนแรง จนกระทั่งมันทำลายเสถียรภาพของร่างกายและจิตใจ คนเราและสังคมจึงพร้อมที่จะเข้าสู่วิกฤติได้ง่าย เพราะประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตที่ไร้เสถียรภาพอยู่ตลอดเวลา

Ex. การทดลองโยนเหรียญ หัว / ก้อย จะนับความเป็นไปได้ของหัว / ก้อย สามารถวิเคราะห์ความเป็นไปได้ตามทฤษฎีความเป็นไปได้

1. X : Y = Z น่าจะเท่ากันในโอกาสการเกิดปรากฏการณ์

เราใช้ประสบการณ์ที่เกิดจากการทดลอง แต่สิ่งนั้นสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการที่เรียกว่า Renoir Thinking คือคิดว่า 1 + 1 = 2 เราเคยชินกับการคิดแบบ Renoir Thinking, คิดเป็นเส้นตรง คนไทยเคยชินกับการคิดแบบเส้นตรง แม้แต่การคิดแบบถูกวิธีที่เป็นเส้นตรงก็ยังทำไม่เป็น เพราะในระบบการศึกษาไม่เคยสอนให้เด็กคิด คนเราถ้าไม่เคยฝึกการคิดสมองก็จะไม่แล่น เวลาถูกถามเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่มีคำตอบอยู่ล่วงหน้า จึงเกิดความประหวั่นพรั่นพรึง และกลัวผิด เพราะเขาถูกฝึกมาว่าถ้าไม่มีคำตอบที่แน่ชัดจากพ่อแม่ ครูอาจารย์ และสังคมให้ไว้ คือการเสี่ยงอันตราย ทำให้เราไม่กล้าจะแสดงความคิดที่แปลก หรือแตกต่างออกมา ซึ่งสิ่งนี้เราต้องแก้ไขให้ได้

เส้นตรงที่มีอยู่ในโลก แต่เกิดจากจุดที่มาต่อกันตามแนวโค้ง ทำให้เรามองเห็นเป็นเส้นตรงจริง ๆ แล้วการคิดแบบเส้นตรงเป็นแนวคิดที่เสี่ยงภัย, มีโอกาสจะพลาด เพราะถ้าเราทำต่อไปเรื่อย ๆ Ex. การโยนหัว / ก้อย ถ้าเรายังทำต่อไปอีกล้านครั้ง ผลก็อาจจะไม่ออกมาเป็นครึ่งต่อครึ่ง

2. X : Y ? Z ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยแวดล้อม และปัจจัยภายใน

สิ่งต่าง ๆ มีโอกาสจะเกิดและไม่เกิด จากการทดลองโยนเหรียญครั้งที่สอง เราสามารถสร้างทฤษฎีได้ ความสามารถในการเรียนรู้ คือเราทั้งหลายได้ทั้งความรู้ เราไม่ได้รับข้อมูล แต่การที่เรานำความรู้ประมวลหาความสัมพันธ์กันได้ และสามารถอธิบายปรากฏการณ์นั้นได้อย่างใกล้เคียงที่สุด เรียกว่า "การอธิบายในเชิงทฤษฎี" เพราะฉะนั้น ถ้าเราคิดกันต่อไปอีก เรามีเหตุผลในการอธิบายถึงโอกาสความเป็นไปได้ของการเกิดมากกว่าหรือไม่ ตอบว่า "มากกว่า" นี่เป็นเพียงตัวอย่างปรากฏการณ์ของการเกิดที่มองเห็นได้ชัด ๆ ที่มองดูว่าน่าเป็นไปได้ (Possible Plausibility : ความน่าจะเป็นไปได้)

เวลาอธิบายปรากฏการณ์ของสิ่งต่าง ๆ และพฤติกรรมต่าง ๆ เราอธิบายได้ถูกต้องหรือไม่ ? ถ้าหากคนที่เชื่อมั่น หรือยึดมั่นในทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง และมีวิธีการคิดทีเรียกว่า วิธีการคิดแบบเป็นเส้นตรง เช่นอาจจะมองว่าทฤษฎีของฟรอยด์, ทฤษฎีชีววิทยา, ทฤษฎีพฤติกรรมสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้ตรง เชื่อมั่นว่าทุกสิ่งย่อมเป็นไปตามกฎ หมายความว่า ถ้าเรายังคิดอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา ในศตวรรษที่ 21 เราจะต้องล้มเหลวและผิดหวังกับสิ่งที่เราคิด

เรามักจะเชื่อกันว่าโอกาสความเป็นไปได้ของสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้นมีสูง แต่มาบัดนี้ ระบบหลักการทางวิทยาศาสตร์ต้องรื้อความคิดใหม่หมด จนกระทั่งฝรั่งเศสเสนอแนะให้ตั้ง The High of Science เพราะศาสตร์ต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง ถ้าเรายังคงไม่เปลี่ยนแปลงความคิด, หรือไม่ทำให้ความคิดของตนเองเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไป สู่ความเข้าใจที่ดีขึ้น ทำให้โอกาสที่เราจะรับรู้ถึงสรรพสิ่งฝืดลง, ช้าลง หรือด้อยลง Ex. อาจารย์ให้ลองคำนวณหาความเป็นไปได้ แต่บางคนจะบอกว่าทำไม่เป็น แล้วรู้สึกเครียดที่ตนเองทำไม่ได้ เพราะเรากำลังเผชิญกับการปะทะด้วยความคิดใหม่ มันกำลังจะเข้ามาแทนที่ความคิดเก่าที่อยู่ภายในตัวเรา โอกาสของคนที่จะเปลี่ยนความเชื่อ, ความคิดจะช้าและมีแรงต้าน และแรงต้านนี้เองที่สร้างความสับสนอลหม่านในใจ, ในความคิด

โอกาสต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น ไม่มีใครรู้ การที่ไม่มีใครรู้ไม่สามารถที่จะทำนายได้อย่างชัดเจนออกมาเป็นสูตร หรือคำตอบที่ตรงไปตรงมา และโอกาสที่มันจะหนีออกจากสูตร หรือศูนย์กลางของความ balance หรือดุลยภาพมีสูงมาก

ทฤษฎีหนีออกจากศูนย์กลาง (Equilibrium Theory) คือสรรพสิ่งจะมาบรรจบที่ศูนย์กลาง Ex. ศูนย์กลางในร่างกายของเรา pH คือค่าความเป็นกรดด่าง สำหรับร่างการมนุษย์ค่าความเป็นกรดด่างที่สมดุลย์คือ 5.5 การที่เรายอกว่าสารเคมีในร่างกาย, ความเป็นกรดด่างในร่างกายไม่สมดุลย์ และเกิดมีค่าสารเคมีในร่างกายลดลงไป ถ้าหากในร่างกายเราที่มีหลักความเป็นดุลยภาพ (Equilibrium) ร่างกายก็จะดึงสารเคมีตัวอื่น ๆ ในร่างกายและในสภาพแวดล้อมมาทดแทน เพื่อสร้างความสมดุลย์ (ถ้าหากกรดมากไป ร่างกายก็จะดึงส่วนต่าง ๆ มาทำให้กรดสมดุลย์ แต่ร่างกายจะต้องสูญเสียสารบางส่วนของไป เพื่อสร้างปริมาณทดแทนส่วนที่ลดลง ซึ่งเป็นการใช้กระบวนการเพิ่มและลด เพื่อให้เกิดภาวะเสถียรภาพ : stability)

แต่ก่อนเรามีความเชื่อว่า ร่างกายมนุษย์มีความมหัศจรรย์ในการสร้างความมีเสถียรภาพ / ดุลยภาพทุกย่าง รวมถึงสารเคมีในร่างกาย แต่ทาง Chaos Theory มีข้อเตือนใจว่าสิ่งทั้งหลายที่ทำได้ยาก คือการรักษาเสถียรภาพ เหตุที่ร่างกายต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาเสถียรภาพอยู่ตลอดเวลาให้เกิดขึ้นภายในร่างกาย เพื่อให้ function ทั้งหลายทำงานได้อย่างปกติสุข ขบวนการนี้คือขบวนการที่สะท้อนให้เห็นว่าสรรพสิ่งทั้งหลายมีอาการที่เรียกว่า Weakness Causbility มันมีความอ่อนแอที่สุดในระบบของมัน อ่อนแอต่อการเปลี่ยนแปลง นี่คือความคิดที่ได้จากการศึกษา chaos ผนวกกับทฤษฎีที่เราเชื่อมั่นว่าแน่นอน (stability ในร่างกายเราแน่นอน) แต่ถ้าถามว่าการที่สรรพสิ่งในร่างกายเราพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะรักษาสภาพคงที่ (Equilibrium), ความพอเหมาะ / ดุลยภาพ เพื่อที่จะทำให้เกิดเสถียรภาพในสิ่งนั้น ซึ่งสะท้อนถึงความอ่อนแอที่สุดของสรรพสิ่งเหล่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างมีแนวโน้มที่จะไร้เสถียรภาพได้อย่างรวดเร็วและคาบเกี่ยว เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยด้านในของตนเอง Ex. ความหนาวของร่างกายเกิดขึ้นจากอะตอมภายในเซลล์ เมื่อหนาวมือจะเริ่มเย็นลง, ตัวร้อน ร่างกายจะมีปฏิกิริยาเพราะปรับตัวเพื่อทำให้ร่างกานเกิดความอบอุ่น ซึ่งเป็นการสรางความสมดุลยภาพ

เพราะฉะนั้น หลักการนี้มีความเป็นไปได้สูงว่า สรรพสิ่งทั้งหลายมีแนวโน้มที่จะไร้เสถียรภาพลูงมากกว่าที่จะมีเสถียรภาพ หมายความว่า เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ง่าย และอ่อนแอที่จะเปลี่ยนแปลงได้ง่าย Ex. หลักไตรลักษณ์ : อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สรรพสิ่งทั้งหลายโอกาสที่จะมีดุลยภาพ / เสถียรภาพเอาแน่นอนไม่ได้ แนวความคิดนี้ทำให้เราเข้าใจว่าอาการไร้เสถียรภาพ เป็นอาการที่เป้นความจริงของโลก / ภาวะที่เป็น Real World เหมือนอย่างไตรลักษณ์ เป็นสภาวะที่เป็นชีวิตจริง คนทั่วโลกยอมรับเรื่องไตรลักษณ์ โดยสะท้อนจากความเชื่อ, ความคิดทางศาสนาสมัยใหม่ ที่เขียนออกมาเป็นคำทำนาย ที่สะท้อนแนวความคิดว่าด้วยไตรลักษณ์ ถ้าพิจารณาแล้ว chaos กับไตรลักษณ์มีหลักการที่สามารถไปด้วยกันได้ บางทีอาจมองดูว่าไตรลักษณ์ไม่ใช่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ แต่จริง ๆ แล้วเป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์

ภาวะการรักษาความคงที่เป็นสภาวะที่ยากที่สุด เราคิดว่าไม่มีความเปลี่ยนแปลง แต่จริง ๆ ไม่ใช่ เราจะพบว่าชีวิตไม่มีความจีรังยั่งยืน อาจดับสูญเมื่อใดก็ได้ พร้อมที่จะกลับไปสู่ความไม่มีอะไรเลย (Non-form) ความไม่มีสารัตถะ (essence)

โลกเรากำลังก้าวเข้าสู่ Age Shock Lighten ครูอาจารย์กำลังเปลี่ยนความคิดใหม่ว่าอย่ายึดมั่นทฤษฎีใด สมัยก่อนเราเคยมีความเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามทฤษฎี แต่มาบัดนี้ความเป็นไปได้ของความไม่น่าจะเป็นไปได้ของสรรพสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นตลอดเวลา และเมื่อศึกษาแนวความคิดทางวิทยาศาสตร์ให้ลึกซึ้งแล้ว จะพบว่าตรงกับหลักไตรลักษณ์ ความเป็นไปได้ / เป็นไปไม่ได้ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยภายในตัวของมันเอง (initiative condition) และปัจจัยแวดล้อม, (Bandary condition)

แต่เหตุปัจจัยแวดล้อมไม่สำคัญเท่ากับปัจจัยภายใน สมัยก่อนถ้าคนทำเลวก็จะโทษสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าวิเคราะห์ตามหลักการนี้เราจะพบว่าไม่ใช่ เพราะเหตุปัจจัยภายในต่างหากที่ทำให้คนเป็นคนเลว

Ex. กรณีเด็กขายซาลาเปา ถามว่า : เด็กชายคนนี้กับแม่กระทำลงไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือจริง ๆ แล้วกระทำไปด้วยสันดานเดิมภายในตนเอง ? สามารถเสนอประเด็นคำตอบได้ดังต่อไปนี้

1. ความถี่ของพฤติกรรม เราไม่อาจทราบได้ว่าเขาเคยทำพฤติกรรมเช่นนี้มาก่อนหรือไม่ เพราะการที่ถูกจับได้ครั้งนี้เขาอาจจะอ้างว่าเป็นการกระทำครั้งแรก เพื่อให้ความผิดเบาลงเพราะเป็นการทำผิดครั้งแรก คงไม่ใครคนใดที่จะบอกว่าเคยทำมาหลายครั้งแล้ว

2. ปัจจัยสิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวย / โอกาส ปัจจัยภายนอกทั้งหลาย (bandary condition)

3. ปัจจัยภายในตนเอง, โลภ, อยากได้ของคนอื่น (initiative condition) เมื่อสบโอกาส หรือจังหวะพอเหมาะ พฤติกรรมจึงแสดงออกมา ซึ่งทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพ

คนเราเวลาทำผิด หรือก่อกรรมทำเข็ญเกิดขึ้นจากมีอะไรผลักดัน หรือเราผลกดันตัวเอง กฎแห่งกรรมบอกว่า เกิดจากภายในทั้งสิ้น

Ex. นก 2 ตัวถูกเลี้ยงดูในสภาพที่แตกต่างกันไป ตัวหนึ่งถูกเลี้ยงดูโดยเศรษฐี แต่อีกตัวถูกเลี้ยงดูโดยโจร นกจะเป็นเช่นไรนั้นคนเลี้ยงก็มีส่วนผลักดันพฤติกรรมของนกเช่นกัน แต่บางครั้งแนวคิดนี้ก็ไม่สามารถใช้ได้ในบางกรณี อย่างคน ๆ หนึ่งที่ครอบครัวอบอุ่นถูกเลี้ยงดูมาดีอาจจะเป็นคนเลวก็เป็นได้

Ex. หรือเวลาที่เราดูภาพยนตร์ที่มีความรุนแรงมาก ๆ เราจะมีพฤติกรรมก้าวร้าวตามไปด้วยหรือไม่ ? ถ้าเราก้าวร้าวตาม ก็อาจจะนำทฤษฎีเส้นตรงมาอ้างว่าที่ทำไปเพราะรับมาจากสื่อทั้งสิ้น โทษสื่ออย่างเดียว หรือโทษสังคมไปเรื่อยเปื่อย ทั้งนี้เพราะเรามองปัจจัยภายนอก ว่าสิ่งแวดล้อมทำให้เราเป็นไป

ถ้าถามด้วย Chaos Theory ว่า individual factor (ปัจจัยภายในตัวเอง) หรือไม่ที่ทำให้คนทำสิ่งนั้น ๆ ลงไป

Individual factor เป็นตัวการที่ทำให้มนุษย์เกิดความไร้เสถียรภาพมากที่สุด (สิ่งนั้นพระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้แล้ว แต่คนไทยฟังไม่เข้าใจ จึงพยายามนำหลักการที่เป็นศาสตร์แท้จริงมาทำให้ง่ายขึ้น จนกลายเป็นไม่ใช่ศาสตร์ และไม่มีค่าเพียงพอที่จะนามาอธิบายอะไรที่เป็นหลักการได้ คือเอาธรรมะมาทำให้เป็นเศษ จนไม่สามารถอธิบายอะไรได้อย่างเป็นหลักการ แล้วนำไปอธิบายสิ่งต่าง ๆ อย่างผิด ๆ ถูก ๆ

แนวคิดเรื่อง Chaotic เป็นแนวคิดที่อธิบายถึงหลักพุทธธรรมที่สำคัญมาก คือไตรลักษณ์ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่เป็นกระแสหลักในปัจจุบันนี้ และเป็นทฤษฎีที่ผ่านการมองอย่างลึกซึ้งถี่ถ้วน

จากภาพปรากฏการณ์ Butterfly Effect ที่เกิดจากความไร้เสถียรภาพ เป็นภาพแห่งความกวัดแกว่ง และนำไปสู่ bipercation หรือทางแพร่ง / วิกฤติ Ex. สังคมไทยมีวิกฤติการศึกษา เราต้องเลือกทางให้ถูกต้อง เพราะถ้าเราเลือกทางผิดก็หายนะต่อตนเองและสังคม แต่ถ้าเลือกถูกทาง ก็จะสามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้, สามารถจะไปสู่ชีวิตที่ดีได้ (ไปสูวิถีแห่ง Enlightenment)

จากแนวคิดเรื่อง Freemansory ผู้แต่งได้ทำนายว่า ศาสนาทั้งหลายบนโลกนี้จะมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว แล้วนำไปสู่การพัฒนาภูมิปัญญา เป็นแนวความคิดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานขงเมตตาธรรมต่อกัน

Freemansory เป็นความรู้สึกถึงความเมตตา, ความกลมเกลียวต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งเป็นกระแสอีกอันหนึ่งที่กำลังเข้าสู่โลก ซึ่งเป็นหลักการที่จะทำให้โลกมีการพัฒนาทางภูมิปัญญา (spirit) และทำให้มนุษย์เข้าไปสู่ยุค Enlightenment (คำว่า Enlighten แตกต่างจากความหมายในศตวรรษที่ 15, 16 ในที่นี้หมายถึง แสงสว่างทางจิตวิญญาณ) โดยกาล และศาสนา จะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันบนพื้นฐานของ Freemansory (ปรัชญาว่าด้วยเมตตาธรรมระหว่างเพื่อนมนุษย์)

หลักการนี้คือกระแสใหม่ที่ก้าวเข้ามาสู่กระแสสังคมไทย มันจะบีบผ่านขบวนการที่เรียกว่า ขบวนการค้าเสรี เศรษฐกิจเสรี และการเมืองเสรี ในแง่ของหลักการ ถ้าหากเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงใจตามหลักเมตตาธรรม (เกื้อกูลกันและกันระหว่างเพื่อนมนุษย์) เข้าสู่วิถีชีวิตใหม่ Freedom Society คือสังคมที่การเมือง เศรษฐกิจ และศาสนา ทุกคนจะพัฒนาจิตวิญญาณให้หลุดพ้นออกจากการกดขี่ข่มเหงจากอำนาจที่มองไม่เห็นตัว (invisible power) ซึ่งอาจอยู่ในรูปของกลไกธนาคารที่เอารัดเอาเปรียบ, กลไกธุรกิจที่พยายามบีบมหาชนให้อยู่ในภาวะลำบาก แต่ตัวเองกลับร่ำรวย อาจจะในระดับชุมชน ระดับประเทศ หรือระดับโลก ถ้าหากเราหลุดพ้นจากการครอบงำ หรือหลุดพ้นจากความบีบคั้นไปได้ แล้วพัฒนาทั้ง 3 องค์กรการเมือง เศรษฐกิจ และศาสนา) ควบคู่ไปกับการพัฒนาชีวิตมนุษย์ และพาชีวิตไปสู่สังคมที่เสรี

Ex. การพูดถึงพระศรีอารยะ ฯ หมายความว่า มนุษยชาติจะพัฒนาตัวออกไป และจะช่วยรักษามนุษยชาติเอาไว้ได้อย่างมั่นคง แต่เราก็ไม่รู้ว่าขณะนี้กระแสแห่งความโลภ โกรธ หลง ที่มันอยู่ภายในและภายนอกประเทศมันจะบีบตัวคล้ายหลักการอันนั้นหรือไม่ เราต้องแยกแยะให้ชัดเจน

Ex. กระแสที่บีบให้เรามีเศรษฐกิจแบบเสรี จริง ๆ แล้วเป็นเศรษฐกิจเสรีที่เข้ามากดขี่หรือไม่ จึงเป็นหน้าที่ของคนในสังคมที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะว่าความชั่วของมนุษย์ ความโลภ โกรธ หลงไม่เข้าใครออกใคร

ถ้าหลักการนี้เป็นหลักการอย่างแท้จริง มันจะต้องพัฒนามนุษย์ไปสู่สังคมที่ดีขึ้น, สังคมที่มีชีวิตที่ดีกว่า และเกื้อกูลกันและกันอย่างแท้จริง แต่ถ้าไม่ใช่ มันคือการใช้หลักการที่นำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ อำนาจทางสังคม, เศรษฐกิจ และการเมืองที่เรามองไม่เห็น

ในสังคมไทยความโลภ โกรธ หลง เข้าครอบงำจิตใจของคนที่มีอำนาจ รวมทั้งครอบงำองค์กรใหญ่ ๆ อย่างรัฐสภา ไม่มีใครเลยที่จะประกอบกิจการโดยปราศจากความโลภ โกรธ หลง เพราะคนเหล่านั้นเป็นมาเฟียที่แสวงหาอำนาจภายในชุมชนชั้นล่าง และท้องถิ่น Ex. การเลือกตั้ง อบจ. ก็ต้องคิดว่าจะโกงอย่างไรจึงจะเข้ามาได้ และจะโกงอย่างไรจึงจะได้อยู่ตำแหน่งอยู่ไปอย่างถาวร และจะทำอย่างไรจึงจะหลอกให้คนเชื่อในหลักการ ฯลฯ

เพราะฉะนั้น กระแสที่บีบเข้ามา "ศาสนา" เท่านั้นจึงจะช่วยได้ แต่ศาสนากลับกลายเป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้ นี่คือความน่าเศร้าใจ และคือวิกฤติที่จะนำไปสู่ความหายนะของประชาคมโลก

สำหรับคนที่เล็งเห็นในเมตตาธรรมต่อมนุษยชาติ จะรู้ว่าสิ่วนี้คืออันตรายต่อความไร้เสถียรภาพที่มีอยู่อย่างมากมาย และนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพที่หนักหนาขึ้นไปอีก นี่คือตัวอย่างของมุมมอง ไม่ใช่แบบแผนที่เราจะต้องยึดถือ เราจะต้องฝึกการคิดอย่างไม่ยึดติด และต้องสามารถสร้าง (Construct) ความนึกคิดที่แบบแผน ที่เป็นระบบในการอธิบายได้ย่างสมเหตุสมผล และมีหลักการ

 

ทฤษฎี และแนวคิดเกี่ยวกับมนุษย์ในภาพรวม :

ความเป็นมนุษย์คืออะไร ? (on human being) มีผู้ให้ทัศนะในวิธีการศึกษามนุษย์

1. มนุษย์แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างไร ? มีคำถามว่า

- มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อย่างไร ?

- มนุษย์เป็นสัตว์หรือเปล่า ?

- ถ้ามนุษย์เป็นสัตว์ ในอาณาจักรของสัตว์มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อย่างไร ?

เราสามารถดูได้จากความสามารถในการรังสรรค์ของมนุษย์ เช่น ความสามารถในการสร้างภาษา ความนึกคิด ความเข้าใจ ความตระหนักรู้ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต หรือในเรื่องของผัสสะ สามารถคิกพิจารณาสิ่งไหนดี / ชั่ว นั่นคือ "คุณค่าความเป็นมนุษย์" จากตรงนี้จะบอกได้ว่ามนุษย์คืออะไร โดยการมองว่าเราแตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่นอย่างไร และเราเป็นสัตว์หรือเปล่า

ในทัศนะของอาจารย์ผู้สอน ถ้าพูดถึงความเป็นมนุษย์แล้ว มนุษย์ไม่ใช่สัตว์ แต่มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตอีกอาณาจักรหนึ่ง (Kingdom) อันประเสริฐ เพราะถ้าหากใช้หลักการ, แนวความคิดเกี่ยวกับมนุษย์ของชาวตะวันออก ตั้งแต่สมัยอารยันจนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ไม่เคยมีการพูดว่าพระเจ้าสร้างขึ้นมาโดยการอุทิศ พลีชีพของพระองค์เอง และมนุษย์ไม่ได้มาจากสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ

ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล พระเจ้าสร้างมนุษย์โดยวิธีพิเศษ ตามฉายาของพระองค์ มนุษย์มีความสามารถที่จะเป็นเทพชั้นสูงสุดได้ทั้งนั้น ขอให้มีวัตรปฏิบัติอย่างพรหมตามที่พระเจ้าอธิบายไว้ เพราะฉะนั้นมนุษย์เราในแง่แนวความคิดทางปรัชญาและศาสนาทางตะวันออกแล้ว "ไม่ใช่สัตว์ธรรมดา" หากแต่จะเป็นสัตว์อันประเสริฐยิ่ง

"มนุษย์" เป็นคำที่มีความหมายอยู่ในตัวแล้ว แปลว่า "ผู้มีใจสูง" เพราะฉะนั้น ถ้าเทียบกับในอนาคตข้างหน้าวิทยาศาสตร์จะต้องประกาศแบ่งอาณาจักรของสิ่งมีชีวิตเป็น 3 อาณาจักร คือ
1. อาณาจักรมนุษย์
2. อาณาจักรพืช
3. อาณาจักรสัตว์

สังเกตได้จากการศึกษาวิชาชีววิทยา และสรีระวิทยา ถ้าเป็นการศึกษาเรื่องสัตว์ชนิดอื่นก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลย แต่ถ้าเกี่ยวกับมนุษย์ก็ต้องเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มีลักษณะเฉพาะ ในอนาคตจะต้องมีคำว่า Human Biology หรือ…

2. ศักยภาพของสมอง และจิต

เพราะมนุษย์มีลักษณะที่ไม่ธรรมดา หรือมีลักษณะพิเศษเพราะตัว และศักยภาพที่เด่นมาก ๆ คือ "สมอง กับ จิต"

บรรพบุรุษของเราเคยกล่าวว่า "สมอง" คือศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ และนักวิทยาศาสตร์บอกว่าทั้งจิต และสมองต่างทำงานเกื้อกูลกัน แต่หากจะถามว่าใครรับใช้ใคร ระหว่างสมองกับจิต ? แนวความคิดทางปรัชญาและศาสตร์ตะวันออก บอกว่า สมองรับใช้จิต ศักยภาพทางจิตของมนุษย์เรายิ่งใหญ่ข้ามภพ ข้ามชาติ ข้ามจักรวาลได้ แต่ว่ามนุษย์เราไม่ได้พัฒนาศักยภาพของจิตและสมองให้ใช้ หรือให้มีคุณภาพสูงสุด ปัญหาภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ เกิดขึ้นจากการที่เราไม่ได้ใช้ศักยภาพของความเป็นมนุษย์ได้อย่างเต็มที่ เราไม่ได้พัฒนาสมองและจิตใจให้ทำงานอย่างมีศักยภาพจริง ๆ

Ex. จากการทดลองคิดเกี่ยวกับความน่าจะเป็นไปได้ต่าง ๆ ของการถูกล็อตเตอรี่ตาลี่ หรือการโยนเหรียญหัว / ก้อย บางคนอาจเกิดอาการ Bloc (ตาราง, กรอบ, เส้นตายของชีวิต) คนบางคนจะตีเส้นตายของชีวิตไว้แค่นั้นคือในกรอบ บางคนก็สร้างเกราะชั้นเดียว แต่บางคนก็สร้างเกราะไว้หลาย ๆ ชั้น และบางตนก็สร้างจนเป็นกงขัง หรือคุก ที่เราคิดไม่ออกก็เพราะเราเข้าคุกมานานแล้ว อยู่ในคุกด้วยความเคยชิน ว่าปลอดภัย แล้ว Bloc เป็นชั้น ๆ หนาขึ้นไปเรื่อย ๆ ในที่สุดศักยภาพของตัวเราเองก็จะตกต่ำลง ตอนหลังก็เกิดเป็นกลไกที่เป็นสุญญากาศ ไม่มีอะไรที่จะสามารถทะลุเข้ามาได้ เมื่อภูมิปัญญาจะฉายแสงเข้ามาตัวเราก็ได้แต่กรีดร้อง

Sir. Francis Bacon บอกว่าคนเราชอบตกอยู่ในมิจฉาทิฐิ (คนที่เคยพูดถึงเรื่องนี้มีอยู่ 2 คน คือ พระพุทธเจ้า กับ Plato พูดถึงกรณีของมนุษย์ถ้า และ Bacon ได้นำความคิดของ Plato มาพัฒนาต่อ) สิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นเอาไว้อาจกลายเป็นมิจฉาทิฐิได้ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำลายตัวเราเอง มันจะทำให้เราดับศักยภาพของตัวเอง ปัจจุบันมนุษย์เราจำนวนมากที่มีศักยภาพเพียงน้อยนิด และความรู้สึกนึกคิดทางศีลธรรมยังด้อย เพราะความรู้สึกนึกคิดทางศีลธรรมนั้นจะต้องควบคู่ไปกับพฤติกรรม ไม่ใช่ว่าจะแสดงออกถึงพฤติกรรมที่มีจริยธรรม แต่อีกมุมหนึ่งเป็นนักธุรกิจที่กอบโกย เอารัดเอาเปรียบ แล้วทำทรัพย์สินที่ได้มาด้วยมิจฉาทิฐิไปบริจาคให้ใครต่อใคร Ex. การบริจาค เพื่อจ้างให้ล้มล้างทุนนิยมแบบผกขาดในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นล้มล้างระบบธนาคาร เป็นต้น

หมายเหตุ : ยังมีต่ออีกแยะค่ะ แต่ขี้เกียจพิมพ์ซะแล้ว ถ้าอยากอ่านต่อ สามารถขอยืม lecture ได้ค่ะ

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 8 October, 2006 5:36 PM