***
Ethics
- What is Ethics?
- Why do we need Ethics?
- What are the different between Religion Moral and Ethics?
- How to study / approach Ethics?
จริยศาสตร์ (Ethics) เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาที่ศึกษาการโต้แย้งถึงคุณค่าการกระทำของมนุษย์โดยใช้เหตุผลเป็นพื้นฐาน แต่ไม่ได้ตัดสินว่าถูกหรือผิด
ปรัชญา มี 4 ประเภท คือ
1. อภิปรัชญา (Metaphysics):
เป็นปรัชญาที่ศึกษาการโต้แย้งกันตามความเป็นจริง (Reality) ความเป็นจริงของโลก คืออะไร? ของคนคืออะไร ? สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันเป็นความจริงหรือไม่ ? เช่น ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง ว่าตามหลักพระพุทธศาสนา เป็นการสะท้อนโลกทัศน์แบบใด ? พระพุทธศาสนามองโลกในแง่ความจริงอย่างไร ? สำนักจริยศาสตร์สำนักไหน ว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไร ?
2. ญาณวิทยา (Epistemology):
เป็นปรัชญาที่โต้แย้งเกี่ยวกับความรู้ของมนุษย์ (Knowledge) ว่าความรู้เกิดได้อย่างไร ? ความรู้ที่แท้จริงคือความรู้แบบไหน ? จะมีนักทฤษฎีแนวทางนี้มาโต้ตอบปัญหากันในเรื่องความรู้ในลักษณะต่าง ๆ
3. อัคฆวิทยา (Axiology) :
เป็นปรัชญาที่เกี่ยวกับคุณค่า (Value)
ข้อควรระวัง "ค่านิยม" เป็นความหมายของสังคมวิทยา แต่จริยศาสตร์ใช้คำว่า "คุณค่า" คืออะไร? เช่น ดี งาม สวย ถูก ผิด ควร ไม่ควร ซึ่งจะศึกษา Ethics: Value in Human Conduct. และ Aesthetic: Value in Arts
- Ethics: Value in Human Conduct.
การศึกษาคุณค่าการกระทำของมนุษย์ว่า ดี / ชั่ว, ถูก / ผิด, ควรทำ / ไม่ควรทำ, ยุติธรรม / ไม่ยุติธรรม
อธิบายว่า นักจริยศาสตร์จะโต้แย้งกันในเรื่องการกระทำของมนุษย์ ถึงคุณค่า ทำไมพูดจริงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และบางครั้งพูดจริงแล้วเกิดอันตราย ? สมควรจะพูดดีไหม ? การฆ่ามนุษย์เป็นสิ่งที่ผิด แต่ถ้าบุคคลผู้นั้นอยู่แล้วเป็นอันตราต่อสังคม สมควรจะฆ่าไหม ? นักจริยศาสตร์จะโต้แย้งกันถึงคุณค่าการกระทำของมนุษย์แบบลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น
เพราะฉะนั้น จริยศาสตร์จะไม่ตัดสินว่า ดี-ชั่ว, ถูก-ผิด สมควร-ไม่สมควร แต่ถ้าเราไปตัดสินว่า ดี-ชั่ว, ถูก-ผิด จะไม่ใช่หลักของจริยศาสตร์
- Aesthetic: Value in Arts
การศึกษาคุณค่าทางศิลปะ สุนทรียศาสตร์ (Aesthetic) ในเรื่องเกี่ยวกับความสวยงาม
อธิบายว่า การที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องศิลปะนี้เพราะว่า ศิลปะทำให้บุคคลเราเป็นผู้อ่อนโยน ยกตัวอย่างว่า นักศึกษาแพทย์ของมหิดลนี้ ทางมหาวิทยาลัยบังคับให้เรียนศิลปะ เพราะศิลปะทำให้คนเราเป็นคนอ่อนโยน ถ้าคนที่เรียนคอมพิวเตอร์ก็จะคิดแบบเลขคณิตเรื่องไป จะคิดแบบสวยงามไม่เป็น จะคิดแบบโจทย์เลขคณิต ซึ่งเป็นหลักความจริงทางทฤษฎีอย่างหนึ่ง
เพราะฉะนั้น เมื่อเรียนเกี่ยวกับศิลปะแล้ว จะทำให้เป็นคนอ่อนโยน อ่อนหวาน มองโลกในแง่ดี เป็นศิลปะ, ความสวยงาม ศิลปะจะสร้างสรรค์โลกเราให้น่าอยู่ เพราะเป็นโลกที่สวยงาม
4. ตรรกะวิทยา (Logic):
ปรัชญาที่เกี่ยวกับการใช้เหตุผล (Reasoning) ซึ่งปรัชญาทุกสาขาวิชาจะใช้ตรรกะวิทยาเป็นหลัก คือการใช้หลักเหตุผลมาอ้างในการพิจารณาการกระทำของมนุษย์
ทำไมเราจึงต้องเรียนปรัชญา
เพราะปรัชญาและจริยศาสตร์ต้องเรียนควบคู่กันไป เหตุที่นักปรัชญาและนักจริยศาสตร์เป็นบุคคลเดียวกัน แต่เมือใดนักปรัชญาพูดถึงความประพฤติ การกระทำของมนุษย์ เราเรียกว่า "นักจริยศาสตร์"
นักปรัชญาไม่ใช่บุคคลผู้จะรู้ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง รู้ศาสตร์ได้ทุกเรื่อง โดยมากจะรู้เฉพาะ (ชำนาญ) ในสาขาที่ตนถนัด หรือสอน
มนุษย์กับวิธีคิด : แนวความคิดของการเรียนปรัชญาอาศัยแนวใด
* Subjective Thinking: ความคิดแบบอัตถวิสัย
มีความคิดแบบอัตถวิสัย (ความคิดส่วนตัวเอง, โลกส่วนตัว) หมายความว่า มนุษย์มีความคิดจากความเชื่อ, เหตุผล, พื้นฐานความคิดของตนเอง เป็นความคิดส่วนตัวของแต่ละบุคคล เราไม่สามารถไปตัดสินความคิดของผู้อื่นได้ว่าถูกหรือผิด เพราะเป็นความคิดเห็นเฉพาะบุคคล (อยู่ที่วิธีคิดของคน, สิทธิที่จะคิดเช่นนั้น) ที่กล่าวมานี้ เป็นการถามความเห็นเฉพาะบุคคล แต่ข้อควรระวังบางเรื่อง คือ เราจะคิดแบบส่วนตัวได้ในบางกรณี บางเรื่องก็คิดเห็นส่วนตัวไม่ได้ (เราจะคิดแบบอัตวิสัยตลอดเวลาไม่ได้) โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญ ๆ, ต้องการหาทางแก้ไข เรื่องที่ต้องการหาข้อเท็จจริง, หาเหตุผลทางกฎหมาย, ศีลธรรม, ค่านิยม, วัฒนธรรมบ้าง เป็นต้น ลักษณะที่คิดแบบส่วนตัวไม่ได้นั้นต้องอาศัยความคิดที่เป็นระบบเข้าช่วยจึงจะแก้ไขได้ โดยจะต้องมีกฎเกณฑ์มาประกอบ คือการคิดอย่างเป็นระบบ (โลกทัศน์ : World View)
* World View: โลกทัศน์, ความคิดที่เป็นระบบ
มีความคิดที่เป็นระบบ ที่เรียกว่า "โลกทัศน์" หมายความว่าเรามีความคิดเกี่ยวกับตัวเอง ชีวิตตัวเองว่าอย่างไร? เกี่ยวกับโลกว่าอย่างไร ? มองโดยส่วนรวม อาศัยเหตุผลมารองรับจึงเรียกว่า "คิดเป็นระบบ"
โลกทัศน์ที่มนุษย์ใช้มองสิ่งต่าง ๆ : ความคิดที่เป็นระบบ มี 3 แนวทาง คือ
1. โลกทัศน์ทางศาสนา : ความเชื่อ ความศรัทธา การอุทิศตนปฏิบัติ
- มองโลก มองชีวิต มองมนุษย์อยู่ในกรอบขอบเขตของคำสอนของศาสนานั้น ๆ โดยมีความเชื่อเป็นพื้นฐานสำคัญของทุก ศาสนา
- ศาสนาต้องมีความเชื่อ (ศรัทธา) เป็นหลัก ก็แล้วแต่ใครจะนับถือศาสนาใด ก็มีความเชื่อในคำสอนของศาสนานั้น
- หรือหน้าที่บางอย่างต้องเข้าใจคำสอนของศาสนาอื่น เพื่อประยุกต์ นำไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่นั้น ๆ เช่น เป็นพยาบาลต้องรักษาผู้ป่วยทุกศาสนา จึงจำเป็นต้องเข้าใจหลักของทุกศาสนาบ้างไม่มากก็น้อย เพื่อนำไปรักษาให้ผู้ป่วยหายเร็วขึ้น ดังเช่น พุทธศาสนิกชนต้องมีความเชื่อเรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เชื่อเรื่องกรรมและผลของกรรม
- หลักศรัทธา 4 ประเภท คือ
(1.) ความเชื่อในเรื่องกรรม คือ การกระทำ
(2.) ความเชื่อในวิบากกรรม คือการให้ผลของการกระทำ
(3.) ความเชื่อในพระตถาคตเจ้า คือ เชื่อในการตรัสรู้ความจริงของพระพุทธเจ้า
(4.) ความเชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน ตนผู้ใดทำกรรมใดไม่ว่าจะเป็นกรรมดี หรือกรรมชั่วผู้นั้นต้องได้รับผลกรรมเช่นนั้น
2. โลกทัศน์ทางปรัชญา :
ความสงสัย (Wender)
การไตร่ตรองด้วยความคิด (Reflection)
การโต้แย้งด้วยเหตุผล (Argument)
การวิพากษ์ (Critique of)
- เริ่มต้นจากความสงสัย เมื่อสงสัยก็พยายามไตร่ตรอง มีความคิดรอบด้านที่เป็นระบบ ไม่ใช่ความคิดส่วนตัว แล้วโต้แย้งกันด้วยเหตุผล เช่น Thales ผู้เป็นบิดาแห่งปรัชญา และเป็นคนแรกที่ตั้งปัญหาทางปรัชญาเป็นคำถามแรกว่า "โลกเกิดจากอะไร?" แล้วเขาก็อาศัยประสบการณ์ คิดไตร่ตรองแล้วก็ตอบปัญหานี้ว่า "เกิดจากน้ำ" เป็นต้น
- นักปรัชญานี้เองที่ทำให้เกิดความสงสัย แล้วโต้แย้งกันด้วยเหตุผล ทำให้เกิดปรัชญาอื่น ๆ และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ตามมาโดยลำดับ
- การโต้แย้งด้วยเหตุผล หลังจากสงสัยแล้วก็พยายามไตร่ตรองอย่างรอบคอบ แล้วหาเหตุผลมาโต้แย้งกัน เช่น คนเรามีสิทธิ์ฆ่าตัวตายหรือไม่ ? ธรรมชาติของมนุษย์คืออะไร ? การฆ่าตัวตายเป็นเป็นธรรมชาติของมนุษย์หรือ ? การฆ่าตัวตายสมควรหรือไม่ ? นักปรัชญาก็จะมาโต้แย้งกันด้วยเหตุผลทางศีลธรรมบ้าง ทางกฎหมายบ้าง ทางเสรีภาพบ้าง เป็นต้น
- การวิพากษ์ (ตัดสินความคิดได้) เช่น การฆ่าตัวตาย เมื่อนักปรัชญาโต้แย้งกันด้วยเหตุผลแล้ว ก็ลงความเห็นว่า ไม่สมควร เพราะผิดศีลธรรม เป็นบาป เป็นความเห็นแก่ตัว ตัดช่องน้อยเอาตัวเองรอดไปเท่านั้น ไม่คิดถึงความรับผิดชอบต่อครอบครัว อย่างนี้เป็นต้น
3. โลกทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ : ข้อเท็จจริง การทดลอง พิสูจน์ อธิบาย
- แนวทางแห่งการพิสูจน์จากสมมติฐาน, การพิสูจน์, การทดลอง แล้วมาอธิบายตามที่ปรากฏจากการพิสูจน์ที่ได้นั้น แต่ยอมรับว่ากันว่า พิสูจน์ข้อเท็จจริงไม่ได้ทั้งหมด อันได้แก่ สภาพทางนามธรรม หรือทางจิตใจ ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ยังหาข้อกำหนดกฎเกณฑ์ไม่ได้ ต้องอาศัยหลักของศาสนา คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นเครื่องช่วยในการอธิบายเกี่ยวกับนามธรรม
- ดังนั้นวิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงทั้งหมดได้ (ไม่สามารถอธิบายทุกปรากฏการณ์บนโลกใบนี้ได้)
การมองมนุษย์ : ในแนวโลกทัศน์
1. โลกทัศน์ทางศาสนา :
- เกี่ยวกับคุณค่าการกระทำ ความประพฤติ การเป็นอยู่ วัฒนธรรม ประเพณี เป็นอย่างไร ? อันเป็นการกระทำ ข้อคิดที่อยู่ในกรอบของศาสนา
- ในแง่ของศาสนาพุทธ มองกึงกำเนิด, คุณค่าของชีวิตมนุษย์ การเริ่มต้นของชีวิตเป็นธรรมชาติ และเป็นความทุกข์
2. โลกทัศน์ทางปรัชญา :
- เกี่ยวกับความรู้ความคิดในการดำรงชีวิต แนวคิดของกลุ่ม หรือของแต่ละบุคคล คุณค่า, ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อยู่ที่ไหน? ในแนวคิดของปรัชญา
3. โลกทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ :
- เกี่ยวกับชีวะ คือ กายภาพ, ระบบ, ส่วนประกอบของอวัยวะ ร่างกายมนุษย์จะทำอย่างไรให้แข็งแรงไม่เกิดโรค ถ้าเกิดโรคจะระงับด้วยวิธีไหน? การกำเนิดของมนุษย์ (ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวมนุษย์) สรุปได้ว่า : การมองมนุษย์ควรมองได้ทั้ง 3 แนว เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตที่สงบ อย่างใดจะมาก จะน้อยก็แล้วแต่ความจำเป็น จะนำไปประยุกต์ใช้ตามนัยของ "โลกทัศน์"
วัตถุประสงค์ของการเรียนปรัชญา
1. การคิดในเชิงปรัชญา : How to Philosophize? (รู้จักคิดในเชิงปรัชญาอย่างไร?)
(1.) (รู้จัก) การไตร่ตรอง Reflection
(2.) (รู้จัก) การวิเคราะห์ Analysis
(3.) (รู้จัก) การวิพากษ์ Critique of ไม่ใช่ Criticize อันเป็นลักษณะการติ (เกลียด) - ชม (ชอบ)
Critique of (การวิพากษ์) ไม่ใช่ Criticize อันเป็นลักษณะการติ (เกลียด) - ชม (ชอบ) หรือการวิพากษ์วิจารณ์
E.g. การทำแท้ง : คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับการทำแท้งในเชิงปรัชญา? (Philosophize)
(1.) การไตร่ตรอง
- จรรยาบรรณแพทย์ (ต้องรักษาผู้ป่วย)
- ศีลธรรม (ควรละเว้นการฆ่าสัตว์)
- ค่านิยม, วัฒนธรรม
- กฎหมาย (ฆ่าคน)
- สิทธิเสรีภาพ (อิสรภาพในการกระทำ)
- ความจำเป็น (เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่)
(2.) การวิเคราะห์
- การทำแท้งเป็นการฆ่ามนุษย์ใช่หรือไม่ ?
- ชีวิตมนุษย์เริ่มต้นที่จุดไหน ? ตามแนวคิดทั้ง 2 แนวคิดนี้ อันได้แก่
1) ไข่ + สเปิร์มผสมกัน (Moment of Concept)
2) ตามแนวคิดของอริสโตเติลว่า มนุษย์เป็นตัว (ชีวิตมนุษย์เริ่มต้น) เมื่อประมาณ 12 สัปดาห์ ถ้าใครทำแท้งก็ถือว่าเป็นการฆ่ามนุษย์
(3.) การวิพากษ์
- การทำแท้งเป็นการฆ่ามนุษย์
- เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ, ทำได้ยาก (ที่จะอนุญาตให้มีการทำแท้งแบบเสรี) เพราะสังคมไทยเป็นโลกทัศน์แบบนับถือพุทธศาสนา อันถือว่าการทำแท้งเป็นการฆ่ามนุษย์ เป็นปาณาติปา ฯ ผิดศีลธรรม
2. การมีโลกทัศน์กว้าง : Communities of Wind.
ทำให้แนวความคิด ความรู้สึกขยายออกไป มีใจกว้าง ไม่คิดเฉพาะส่วนของตน วางความคิดส่วนตนเอาไว้ แล้วมองความเป็นไปของโลก การอยู่ร่วมกัน รับความคิดเห็นของผู้อื่นมาพิจารณา ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ซึ่งความคิดของผู้อื่นบางครั้งก็ผิด บางครั้งก็ถูก พยายามคิดให้รอบด้าน ไม่เอาความคิดของตัวเองเป็นกฎเกณฑ์ไปตัดสินผู้อื่น (ถ้าฟังแล้วไม่เห็นด้วย ก็ต้องสามารถให้เหตุผลได้ว่าเพราะเหตุใดจึงไม่เห็นด้วย) ควรมองโลกในแง่ดี มีประโยชน์ เป็นไปเพื่อการสร้างสรรค์ จรรโลงสังคมมวลมนุษย์ ให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
3. การมองภาพรวมของสิ่งต่าง ๆ : Holistic View
ไม่ควรมองโลกในแง่ใดแง่หนึ่ง โดยเฉพาะทางการแพทย์, กฎหมาย, ศีลธรรม, ค่านิยม นักจริยศาสตร์ต้องมองโดยภาพส่วนรวม แล้วไตร่ตรองหาเหตุผลมารองรับด้วยความสมเหตุสมผล (เป็นการมองแบบองค์รวมถึงจิตใจ ความเชื่อ วัฒนธรรมของคน) ก็จะรู้ว่าสิ่งนั้นควรปฏิบัติ หรือไม่ควร / ถูกหรือผิดอย่างไร? มากน้อยแค่ไหน ?
4. การมีวิจารณญาณ : Critical Thinking
การคิดของคนเราส่วนมากมักจะคิดพิจารณาเหตุผลด้วยอารมณ์ส่วนตัว นักจริยศาสตร์จะต้องวางความรู้สึก เหตุผล อารมณ์ ความเชื่อส่วนตัวเอาไว้ก่อน แล้วหันมาพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบกับแนวความคิดของผู้อื่น โดยมีเหตุผลเป็นพื้นฐานในการตัดสินว่า ควร-ไม่ควร สมเหตุผลหรือไม่? ความรู้ ความเข้าใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ ร่วมกับประสบการณ์ของผู้อื่น เพื่อหาแนวความคิดที่ถูกต้องตามเหตุผลที่เป็นระบบมากที่สุด
***
Ethics Ethos is a branch of Philosophy.
จริยศาสตร์เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา (ศึกษาความคิด, การกระทำของมนุษย์)
ขอบเขตของจริยศาสตร์ (จะศึกษาถึงเรื่องต่อไปนี้)
- The study of value in human conduct.
ศึกษาคุณค่าการกระทำ (ความประพฤติ, พฤติกรรม) ของมนุษย์ว่าดี/ชั่ว ถูก/ผิด ควร/ไม่ควร อย่างไร? จะมีนักจริยศาสตร์จากสำนักต่าง ๆ ออกมาโต้แย้งกันถึงคุณค่าการกระทำของมนุษย์ว่าดี/ชั่ว อย่างไร? คุณค่ามาจากไหน ? สำคัญอย่างไร ?
- The study of how we make Judgments in regard to right and wrong.
เกณฑ์ตัดสินการกระทำทางจริยศาสตร์ มนุษย์นำสิ่งใดเป็นเกณฑ์ในการตัดสินเรื่องต่าง ๆ เป็นการศึกษาว่าเราตัดสินเชิงจริยธรรมว่าถูก-ผิดอย่างไร? ที่ว่าถูก/ผิด ควร/ไม่ควร จะเอาอะไรเป็นปลักในการตัดสิน เช่น วิสามัญฆาตกรรมคนค้ายาบ้า ควรทำหรือไม่? อย่างไร ? จะเอาอะไรตัดสิน ไม่ใช่ว่าเอาความรู้สึกส่วนตัว คือ เกลียดตำรวจที่ชอบรีดไถ มาเป็นเครื่องตัดสิน หรือว่าควรจะปล่อยให้ความเป็นอิสระแก่แม่ผู้ขายกัญชา เพื่อเอาเงินมาซื้ออาหารเลี้ยงลูกซึ่งมีหลายคน หรือจะทำอย่างไรในเมื่อเด็กเอายาบ้ามาขาย เพื่อกตัญญูเอาเงินไปซื้ออาหารมาเลี้ยงแม่ผู้ตาบอด เป็นต้น ควร/ไม่ควร มีเหตุผลอะไรมารองรับเป็นเครื่องในการตัดสินเรื่องนั้น ๆ
- Offer a way of examining moral right. " What is good life? "
โต้แย้งในเรื่องแนวทางชีวิตที่ดี ชีวิตที่ควรแสวงหา ควรเป็นชีวิตแบบใด ? "ชีวิตที่ดีเป็นแบบไหน"
ทำไมเราจึงต้องเรียนจริยศาสตร์ : Why do we need Ethics?
ในเมื่อ 1. We have Laws to Project People's Right?
- เรามีกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของมนุษย์,
- กฎระเบียบที่เป็นแนวทางในการปฏิบัติสิ่งที่ถูกต้อง
2. We have Religious Beliefs Customs to Guige their Actors?
- เรามีศาสนา ความเชื่อ จารีตประเพณี และขนบธรรมเนียมเป็นตัวชี้นำ , เป็นแนวทางในการกระทำ
3. If the Law are Enforced and Beliefs Forward?
- ถ้ากฎหมายมีการบังคับใช้ให้ปฏิบัติตาม และถ้าเชื่อก็ปฏิบัติตาม
- ถ้าเป็นลักษณะการกระทำที่ถูกบังคับ ต้องทำโดยกฎหมาย แต่มีความเชื่อ ความนิยมว่าผิดทำนองครองธรรม จะทำอย่างไร ? เช่น ถูกใส่ร้ายว่าฆ่าคนตาย ทั้งที่เจ้านายเป็นคนทำ แต่ยอมรับเอง เพราะรักเจ้านาย แต่ต้องพูดหลอกตำรวจ ว่าตัวเองเป็นผู้ทำเอง จะใช้กฎเกณฑ์ทางจริยศาสตร์ตัดสินอย่างไร ? ควรหรือไม่ที่ทำ ?
แต่เพราะ 1. Conflict of Value: ความขัดแย้งทางคุณค่า
- ชีวิตคนเรานั้นไม่ราบรื่น หรือโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป บางครั้งก็เกิดความขัดแย้งทางคุณค่าการกระทำของมนุษย์ขึ้นได้ เช่น แนวทางศาสนาทุกศาสนา ถือว่าการทำแท้งเป็นบาป สิ่งที่ไม่ดี แต่มีผู้หญิงคนหนึ่งถูกข่มขืนอย่างทารุณ แล้วเกิดตั้งท้องขึ้นมา แล้วจะทำอย่างไร? สมควรจะทำแท้งหรือไม่ ทางการแพทย์บอกว่าสมควรทำแท้งให้ เพราะถ้าเอาไว้จะเสียสุขภาพจิต แล้วความรักในตัวเด็ก ไม่มีเหตุ ไม่ตั้งใจให้เกิด หรือตัวแม่เป็นโรคร้ายแรง เช่น หัดเยอรมัน เอดส์ ถ้าให้เด็กเกิดมาไม่แข็งแรง หรือเป็นอันตรายแก่แม่ได้ เป็นต้น เราควรจะช่วยเหลือตัดสินอย่างไร ?
- หรือการดื่มสุรา เล่นการพนัน เป็นข้อห้าม ไม่พึงกระทำ เพราะผิดศีลธรรม แต่ถ้าการพนันนำไปจดทะเบียนถูกต้องแล้ว การเล่นในที่เขาจัดไว้ให้ก็ไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดศีลธรรม เป็นกฎเกณฑ์ในการตัดสินทางหลักจริยศาสตร์ จะเข้าไปช่วยได้
- หรือว่าคนป่วยที่เป็นมะเร็ง ถ้าหมอบอกความจริง อาการของคนป่วยก็อาจทรุดหนัก เพราะกำลังใจตกต่ำ เสียใจ แต่ถ้าโกหกว่าคนป่วยไม่เป็นอะไรมาก ก็จะผิดศีลข้อมุสา ฯ
- หรือว่าสังคมไทยมีค่านิยมผัวเดียวเมียเดียว แต่บังเอิญเมียตัวเองป่วยอย่างหนัก ไม่มีใครดูแล อีกทั้งแม่ตัวเองก็แก่เฒ่า ไม่มีใครสนใจ เด็กก็ต้องไปโรงเรียน ตัวเองต้องไปทำงานหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวทั้งหมด ถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีเงินค่าใช้จ่ายรักษาเมีย ค่าเล่าเรียนลูก อุปการะแม่บังเกิดเกล้า จะหาผู้หญิงคนใหม่มาดูแลแม่ เมีย และลูก แทนตัวเองซึ่งต้องไปทำงาน อย่างนี้สมควรหรือไม่ ? ถ้าไม่ต้องเป็นเมีย เป็นเพียงผู้ดูแล ชาวบ้านก็จะนินทาติเตียนอีก จะทำอย่างไร ? ในเมื่อคนป่วยมีใบยืนยันว่าทำได้ แต่ผิดกฎหมาย ศีลธรรม หรือยินดีเป็นเมีย ไม่ผิดกาเม ฯ แต่สังคมประณามว่าเป็นหญิงชั่ว แย่งผัวเขา ทำให้แตกแยก จะทำอย่างไร ?
เพราะชีวิตคนไม่ได้ราบเรียบเสมอไป บางครั้งก็เกิดความขัดแย้งทางคุณค่า คือความรู้สึก 2 ทาง ที่ขัดแย้งกัน จนเราไม่สามารถตัดสินใจได้ การกระทำต่าง ๆ ในสังคม ต้องมีกฎเกณฑ์มาตัดสิน
We need ethics there is a conflict of values
Ethical Theories : ทฤษฎีจริยศาสตร์
l
l
l
V
Principles : ระเบียบแบบแผน
l
l
l
V
Rules : กฎการปฏิบัติ
l
l
l
V
Action : การกระทำ
ความแตกต่างระหว่างศาสนา / ศีลธรรม และจริยศาสตร์ (Religions / Morality / Ethical)
ศาสนา : Religions |
ศีลธรรม : Morality |
จริยศาสตร์ : Ethical |
1. faith / belief / commitment |
1. faith / belief / commitment |
1. Argument / Reasoning |
2. คำตอบตายตัว (คำสอน) |
2. คำตอบตายตัว (การปฏิบัติ) |
2. คำตอบไม่ตายตัวขึ้นอยู่กับสถานการณ์ |
- เชื่อและต้องปฏิบัติตาม |
- หลักความประพฤติที่เราเชื่อว่าดี, เป็นหลักที่ตายตัว |
- ไม่ได้ให้เชื่อหรือทำตาม, ไม่มีคำตอบที่ตายตัว และเป็นมาตรฐาน |
- หลักการประพฤติดี ตัดสินดี ชั่วได้ |
- หลักการประพฤติดี ตัดสินดี ชั่วได้ |
- โต้แย้ง และใช้เหตุผล ตัดสินดี / ชั่ว ถูก / ผิด ไม่ได้ |
ประเด็นที่เหมือนกันของศาสนา / ศีลธรรม และจริยศาสตร์
| 1. Desting Human of Life |
เชื่อในกฎแห่งกรรม, จุดมุ่งหมายของชีวิตมนุษย์ |
| 2. Ethical Value |
คุณค่าทางจริยะ / ศีลธรรม |
| 3. Moral Judgement |
การตัดสินทางศีลธรรม, เกณฑ์ตัดสินการกระทำ |
| 4. Moral Reasoning |
การใช้, การตัดสินด้วยเหตุผลทางศีลธรรม |
วิธีศึกษาจริยศาสตร์ : How to study / Approach Ethics? แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. Non Normative Ethics : ไม่ได้ศึกษาถึงทฤษฎีทางจริยศาสตร์ที่เป็นความคิดของ นักจริยศาสตร์ตะวันตก แต่ศึกษาถึง
1.1 Descriptive Ethics: จริยศาสตร์พรรณา
การศึกษาจริยศาสตร์ในแนวทางค่านิยมของศีลธรรม ความเชื่อทางศีลธรรม พฤติกรรมทางศีลธรรม จะใช้คำใดคำหนึ่งก็ได้ใน 3 คำนี้ ก็คือ ค่านิยม, ความเชื่อ, พฤติกรรมทางศีลธรรม (จริยธรรม) ที่ปรากฏเป็นข้อเท็จจริง (fact) ในสังคม เช่น ความเชื่อทางศีลธรรมของชาวเขา
1.2 Meta - Ethics: อภิจริยศาสตร์
การศึกษาจริยศาสตร์ในแนวทางคุณค่าทางจริยธรรม หรือค่าทางจริยธรรม ที่นักปรัชญาโต้แย้งกันในลักษณะแสดงทัศนะว่า ดี / ชั่ว, ถูก / ผิด ที่เกี่ยวกับการกระทำของมนุษย์ในสังคม และศึกษาถึง Aetical Ethics ว่าหมายความว่าอะไร? มีจริงหรือไม่ ?
2. Normative (Theory) Ethics : เป็นทฤษฎีจริยศาสตร์โดยตรง แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
2.1 Ethics Theories : ศึกษาเกี่ยวกับสำนักจริยศาสตร์ต่าง ๆ
2.2 Applied Ethics : เกี่ยวกับจริยศาสตร์ประยุกต์ คือเอาทฤษฎีจริยศาสตร์ไปปรับปรุงดัดแปลงได้ในการตอบปัญหา เป็นต้นว่า "ความสุขที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร? เราจะแสงหาความสุขในการดำรงชีวิตอย่างไร ?" หรือว่า จริยศาสตร์ทางการแพทย์, ทางพยาบาล, ทางสังคม เป็นต้นว่า "การที่หญิงชายในวัยเรียนสมัยนี้ ส่วนหนึ่งไปอยู่กินกันโดยไม่แต่งงาน เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่" นักปรัชญาก็จะใช้ทฤษฎีทางจริยศาสตร์ไปโต้แย้งกันว่า ถ้ามองกันในลักษณะที่มีเหตุผลตามแนวนี้จะได้คำตอบออกมาเป็นอย่างไร?
จริยศาสตร์จะไม่ตัดสินว่าอะไรดี / ชั่ว, ถูก / ผิด แต่จริยศาสตร์ต้องโต้แย้งกัน (Argument) ด้วยเหตุผล ว่าทำอย่างนี้มีอะไรเป็นเหตุผล ทำแล้วจะเกิดอะไรติดตามมา ฉะนั้น ควรทำ หรือไม่ควรทำ แต่ไม่ควรไปตัดสินว่าทำอย่างนี้ถูก / ผิดศีลธรรม เช่น การที่ชายหญิงในวัยศึกษาเล่าเรียนบางส่วนไปอยู่กินกันโดยไม่แต่งงาน เป็นการลองอยู่กันก่อน หน้าที่ของนักจริยศาสตร์ เพียงให้ความเห็นว่า การที่ชายหญิงทำเช่นนี้มีเหตุผลอะไร เอาอะไรเป็นกฎเกณฑ์ แต่นักจริยศาสตร์จะไปบอกว่า อยู่กินกันก่อนไม่ดี หรือไม่สมควร มีเหตุผลอะไร และถ้าบอกว่า อยู่กินกันก่อนไม่ได้เลยยังเป็นเด็กอยู่ แก่แดดเกินไป ทำไม่ได้ผิดวัฒนธรรม, ประเพณีไทย อย่างนี้เป็นต้น ไม่ใช่แนวคิดแบบจริยศาสตร์ เพราะบอกว่าผิดศีลธรรม ก็เป็นแนวทางศาสนา มิใช่แนวทางจริยศาสตร์ เพราะจริยศาสตร์ต้องไม่ตัดสินข้างใดข้างหนึ่ง แต่เป็นเพียงการให้เหตุผล (Reasoning) ว่าควรทำเพราะอะไร ไม่ควรทำเพราะอะไรเท่านั้น หรือตั้งปัญหาว่า "ครูต้องเป็นคนดีไหม ?" นักจริยศาสตร์ก็จะโต้แย้งกันด้วยเหตุผล ถ้าบอกว่าไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี ต้องเก่งอย่างเดียวก็ใช้ได้ ไม่ต้องดีก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น จะใช้อะไรมาเป็นเหตุผล ?
สรุปได้ว่า "นักจริยศาสตร์จะโต้แย้งกันด้วยเหตุผล มิได้ตัดสินอย่างใดอย่างหนึ่ง"
หมายเหตุ อาจารย์เน้นว่าวิชา Ethical Theories เป็นวิชาที่ยากมากกก
พยายามจับประเด็น (concept) ให้ได้ จึงจะเข้าใจดี เพราะจะมีการโต้แย้งด้วยเหตุผล ถ้าจับประเด็นได้แล้ว ก็สามารถนำไปประยุกต์ (apply) ในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องนำไปทำวิทยานิพนธ์ ที่เรียกว่า Applied Ethical (จริยศาสตร์ประยุกต์)
***
วิวัฒนาการของแนวคิดทางปรัชญา - จริยศาสตร์ : Historical Periods แบ่งเป็น 4 ยุค คือ
1. Ancient Greek Philosophy : ปรัชญากรีกโบราณ
- กรีกสมัยโบราณอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล (ใกล้เคียงพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธศาสนาเกิดก่อนศักราชประมาณ 543 ปี)
- ในสมัยนี้แนวความคิดเป็นพหุเทวนิยม (Poly Theism) คือมีความเชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ เทพเจ้าที่ใหญ่ทีสุดคือ ซีอุส (Zeus) หรือจูปิเตอร์ (ภาษาไทยว่า ดาวพฤหัส) ซึ่งประทับอยู่ที่เทือกเขาโอลิมปัส (Olympus) อันเป็นสถานที่ที่มีต้นมะกอกมากมาย
- ฉะนั้น ชาวกรีกจึงถือว่าใครที่เล่นกีฬาเก่ง และเป็นคนดี มีกฎเกณฑ์ มีมารยาทดี ชาวกรีกจะนำในมะกอกมาสานเป็นวงกลมคล้ายมมงกุฎ แล้วมาคล้องที่ศีรษะ ถือว่าเป็นการให้เกียรติยศอย่างสูง
- ส่วนสถานที่ที่เขาเล่นกีฬาชื่อว่า "โอลิมเปีย" (Olympia) ซึ่งเป็นตำบลที่อยู่ในเทือกเขาโอลิมปุส
- ซึ่งสถานที่แห่งนี้มีความสำคัญ เพราะแต่ก่อนชาวกรีกโบราณจะอยู่แบบรวมกันเป็นรัฐ เรียกว่า "นครรัฐ: City State" มีเมืองหลวงชื่อกรุงเอเธนส์ ซึ่งมีชื่อเสียงทางศิลปวิทยาการมากมาย และเป็นเมืองที่มีนักปราชญ์ แต่จะมีการรบพุ่งกันตลอดเวลากับเมืองสปาร์ต้า อันเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในด้านการทหาร (คือ เป็นนักรบเหมือนกับโคซาโว ในปัจจุบันนี้)
- รัฐทั้งหลายเหล่านี้ประมาณทุก ๆ 4 ปีจะหยุดรบกันชั่วคราว และแต่ละรัฐจะต้องส่งตัวแทนเป็นนักกีฬามาแข่งขันกันที่สนาม Olympia เพื่อเป็นการบวงสรวงต่อเทพเจ้าซีอุส ซึ่งกีฬาที่เล่นเรียกว่า Pan Hellenic Game ซึ่งต่อมาก็เป็นที่มาของกีฬาโอลิมปิคเกมส์ ในปัจจุบันนี้ (ชาวกรีกในสมัยนั้นเรียกตนเองว่า Hellenic)
- ชาวกรีกนั้นต้องการให้เทพเจ้าเป็นผู้ตอบปัญหาธรรมชาติที่เกิดขึ้น เช่น ทำไมฟ้าผ่า ฟ้าร้อง แผ่นดินไหว เป็นต้น แต่เนื่องจากชาวกรีกเป็นผู้ฉลาด เป็นเมืองนักปราชญ์ จึงมีนักปราชญ์ผู้หนึ่งชื่อ Thales
- Thales ได้ตั้งคำถามแรกว่า "อะไรคือปฐมธาตุของจักรวาล: What is the First Element?" เมื่อ Thales เริ่มมีความคิดสงสัยแล้วก็พยายามคิดว่าจะต้องมีปรากฏการณ์อะไรบางอย่างในธรรมชาติ จักรวาล (Universe) เกิดจากอะไร? ธรรมชาติจะต้องมีกฎเกณฑ์แน่นอน ทั้งที่ Thales เองก็นับถือพระเจ้า แต่เขาคิดว่าถ้าไม่อ้างอิงถึงพระเจ้า หรือยกพระเจ้าซึ่งอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างออกเสีย อันเป็นประสบการณ์เหนือมนุษย์ เขาพยายามคิดว่าบางสิ่งบางอย่างที่เป็นขอบเขตที่พวกมนุษย์จะรู้ได้ มันจะต้องมีกฎเกณฑ์ในตัวของมันเอง ซึ่งศัพท์ทางวิชาการเรียกว่า "กฎธรรมชาติ: Natural Law" พูดง่าย ๆ ก็คือ Thales สงสัยในกฎธรรมชาติ หลังจากนั้นเขาก็พยายามหาคำตอบของกฎเกณฑ์ธรรมชาติว่าเป็นอะไร เขาพิจารณาไตร่ตรอง แล้วก็ตอบโดยการคาดคะเน (Speculative) เพราะสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องกำหนดวัด เขาจึงสันนิษฐานโดยการคาดคะเนทางความคิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง (สากลจักรวาล) เกิดจากอะไร ? เขาก็ตอบว่า "น้ำ: Water" และเขายังบอกต่อไปว่า โลกนี้สันนิษฐานว่ากลม เพราะเขานั่งที่ริมฝั่งเห็นเสากระโดงเรือก่อนเห็นตัวเรือ
- แต่ความสำคัญมิได้อยู่ที่ว่าเขาตอบปัญหาว่าอะไร "ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากน้ำ" หากแต่อยู่ที่ว่า Thales เป็นผู้บุกเบิกทางความคิด, ผู้จุดประกายทางความคิดว่า "กฎเกณฑ์ของธรรมชาตินั้นจะต้องมีอะไรบางอย่างที่สามารถนำมาอธิบายกฎของธรรมชาติได้" ทำให้ชาวกรีกช่วยกันโต้แย้งเพื่อค้นหาความจริง (Thales and Other Greek Philosophy) อันเป็นจุดเริ่มต้นของวิชาที่เรียกว่า "อภิปรัชญา: Meta Physics" และคนทั่วไปยังยกย่องว่า Thales ว่าเป็น "บิดาแห่งปรัชญา: Father of Philosophy"
- ลักษณะแนวคิดของกรีกโบราณที่เริ่มแรกเป็นลักษณะ "อภิปรัชญา" ที่เรียกว่า Philosophy - Natural Science Concept คิดแบบ "ปรัชญา-วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ" [คิดแบบปรัชญา ---> ทุกอย่างเกิดจากอะไร?, ผสมผสานกับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ---> ทุกอย่างเกิดจากน้ำ]
- การที่ Thales อาศัยประสบการณ์อธิบายว่าทุกอย่างเกิดจากน้ำ เพราะกรีกเป็นเกาะ และข้อสันนิษฐานว่าโลกกลม เพราะเห็นเสากระโดงเรือก่อนตัวเรือ นี่เป็นแนวทางวิทยาศาสตร์ที่อาศัยธรรมชาติ เรียกว่า Natural Science Concept แต่การที่เขาตั้งปัญหาถามว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากอะไร? " เป็นปรัชญา (Philosophy)
- ในขณะนั้นเองมีกลุ่มนักปราชญ์กลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า "โซฟิสต์" ซึ่งไม่สนใจปัญหาของทาเลสที่ว่า "โลกเกิดจากอะไร หรือสรรพสิ่งเกิดจากอะไร" แต่พวกโวฟิสต์กลับตั้งปัญหาขึ้นว่า
"ชีวิตที่ดีเป็นอย่างไร?" (What is Good Life?)
"เราควรดำรงอยู่อย่างไรจึงจะมีความสุข?" (How should Man Live?)
อาจารย์ผู้สอนกล่าวว่า ถ้าจะพูดกันอย่างยุติธรรมแล้ว กลุ่มแรกที่เริ่มตั้งปัญหาทางจริยศาสตร์ก็คือกลุ่มโซฟิสต์นั่นเอง พร้อมทั้งประกาศแนวความคิดของกลุ่มตัวเองอย่างชัดเจน ทำให้เป็นที่ยำเกรงของกลุ่มชาวกรีกในขณะนั้นเป็นอันมาก ด้วยเหตุนี้เองทำให้นักปราชญ์ชาวกรีกคนหนึ่งทนไม่ได้ เพราะปัญหาที่ว่านี้เป็นลักษณะที่ท้าทายความคิดของเขาเป็นอันมาก เขาก็คือ "โสเครติส" (Socrates) ซึ่งเป็นนักปราชญ์คนสำคัญในทางปัญญา เขาไม่เห็นด้วยกับความเห็นของโซฟิสต์ โดยได้ประกาศคำโต้แย้งกับกลุ่มโซฟิสต์ จากจุดนี้เองจึงเป็นปัญหาโต้แย้งทางจริยศาสตร์ที่เกิดขึ้นโดยตรงเป็นครั้งแรก (ถือเป็นประเด็นสำคัญของกรีกโบราณ) โสเครติสประกาศปรัชญา หรือคำโต้แย้งกับกลุ่มโซฟิสต์ว่า
อะไรคือความสุขที่แท้จริงของชีวิต? (What is true happiness of life?)
เราจะเสวงหาความสุขในชีวิตได้อย่างไร? (How can we get happiness in this world?)
กล่าวโดยสรุป ประเด็นโต้แย้งที่สำคัญในสมัยกรีกโบราณคือ Good Life, True (ชีวิตที่ดี และความจริง)
ปรัชญากรีกโบราณ แบ่งเป็น 3 ช่วง คือ
1. Pre-Socrates Period (Beginning Period) : ยุคเริ่ม สมัยก่อนโสเครติส เริ่มต้นตั้งแต่ทาเลสตั้งคำถามว่าอะไรเป็นปฐมธาตุของจักรวาล? (What is the first principle?)
2. Socrates, Plato, Aristotle (Flourishing Period) : ยุคเจริญ ยุคของนักปราชญ์ชาวกรีก เป็นช่วงที่เจริญที่สุด หรือเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของกรีก คือยุคที่นักปรัชญาชาวกรีกทั้ง 3 คน ต่างก็ประกาศคำสอนของตนเองเพื่อโต้แย้งกลุ่มโซฟิสต์ ถือว่าเป็นยุคที่เจริญที่สุดของปรัชญา และถ้อยคำทางปรัชญาในช่วงนี้ยังนำมาใช้ในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะถ้อยคำของโสเครติสที่เป็นประเด็นทางจริยศาสตร์ ที่ถือเป็นหลักในการดำเนินชีวิตที่ชัดเจนมาก เช่น
- ความสุขของชีวิตคืออะไร
- เราควรอยู่อย่างไร
- ความยุติธรรมคืออะไร
- เราควรแสวงหาความสุขหรือดำเนินชีวิตอย่างไร
คำพูดของเพลโตที่ใช้กันอยู่ เช่น "คนเราจะทำอะไรก็ตาม จุดเริ่มต้นสำคัญที่สุด ถ้าเริ่มต้นดีก็ไปด้วยดี"
3. Post-Aristotalian Period (Declined Period) : ยุคเสื่อมของปรัชญากรีก เริ่มตั้งแต่อริสโตเติลตาย
ในสมัยกรีกยุคที่รุ่งเรื่องมากคือพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ชาวเปอร์เซีย ปกครองกรีกนานมาก แต่พอพระเจ้าอเล็กซานเดอร์สิ้นไป อาณาจักรกรีกก็ล่มสลาย ในขณะเดียวกันจักรพรรดิ์ชาวโรมันคือซีซ่าร์ ก็ได้เป็นจักรพรรดิ์ที่เกรียงไกร เป็นชาตินักรบโดยแท้
เอกลักษณ์ของโรมัน
1. นักรบเก่ง เป็นกลุ่มชนที่รบเก่งมาก ฉลาดในการรบ
2. กฎหมาย เป็นผู้ริเริ่มกฎหมาย โดยมีกฎหมายขึ้นมาเพื่อควบคุมบริหารการทหาร
3. สถาปัตยกรรม จากคำพูดที่ว่า "ถนนทุกสายมุ่งไปกรุงโรม" เพราะเมื่อชนะสงครามที่ไหน ก็จะให้สร้างถนนมาเชื่อมต่อกับกรุงโรม อันเป็นเมืองหลวง เพื่อสะดวกในการติดต่อ
4. การแพทย์ สามารถทำการผ่าเอาเด็กออกทางหน้าท้องได้ ซึ่งกษัตริย์ซีซ่าร์ก็คลอดโดยผ่าตัดออกทางหน้าท้องแม่ ด้วยเหตุนี้วงการแพทย์จึงเรียกชื่อวิธีการผ่าหน้าท้องว่า "ซีซ่าร์เรีย โอเปอเรชั่น"
ด้วยความเก่งของชาวฌรมันทำให้ตีกรีกได้ แล้วพวกชาวโรมันจึงเข้าครอบครองกรีก
ส่วนดีของจักรพรรดิ์โรมันคือ ไม่สนับสนุนนักปรัชญาชาวกรีก แต่ก็ไม่ได้คัดค้านหรือทำลาย แต่ยังเปิดโอกาสให้ตั้งสำนักปรัชญาอย่างมากมาย ทั้งยังปล่อยให้สำนักเหล่านั้นแข่งขันกันสอนปรัชญาและศาสนาไปด้วย เช่น ศาสนาคริสต์มาจากปาเลสไตน์ ศาสนาอิสลามมาจากแถบสเปน เป็นต้น
ในสมัยนั้นใครจะสอนปรัชญาอย่างไรก็ได้ แต่ทุกสำนักทุกศาสนาต้องมีความเคารพนับถือจักรพรรดิ์โรมันเสมือนเคราพต่อเทพเจ้า เพราะฉะนั้น ทุกศาสนาจึงแบ่งแยกชาวกรีกออกเป็นหลายกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีแนวคิดต่างกันออกไป จึงเป็นเหตุให้เกิดสำนักจริยศาสตร์มากมายในภายหลังจากที่อริสโตเติลตายไปแล้ว ซึ่งสำนักที่มีชื่อเสียง คือ Epicureanism และ Stoicism (เป็นสำนักที่มีคำสอนทางปรัชญาคล้ายพระพุทธศาสนามาก)
2. Medieval Philosophy : ปรัชญาสมัยกลาง หรือยุคบุพกาล (1-15 A.D. / ระหว่างคริสตศตวรรษที่ 1-15)
ปรัชญาสมัยกลางนี้เป็นยุคที่ศาสนาคริสต์มีอิทธิพลมาก เพราะปกติคริสเตียนพยายามรบกับโรมันมาตลอด แต่สู้ไม่ได้ ต่อมาชาวคริสเตียนมีแม่ทัพที่เก่งชื่อว่า "คอนสแตนติน" เป็นชาวโรมัน ในวันนั้นแม่ทัพคนนี้ออกไปรบตามปกติ และได้เอาไม้กางเขน (ของชาวคริสต์) ไปติดที่ยอดธงของนักรบในกองทัพ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ศรัทธาศาสนาคริสต์เลย และวันนั้นเขาก็รบชนะข้าศึก เป็นที่อัศจรรย์แก่ตัวเองมาก เหตุนี้จึงทำให้แม่ทัพผู้นี้หันมาเลื่อมใสในศาสนาคริสต์
ต่อมาภายหลังเขาเขาก็ปราบดาภิเษกเป็นจักพรรดิ์ขึ้น ชื่อว่า "พระเจ้าจักรพรรดิ์คอนแสตนติน" และส่งเสริมศาสนาคริสต์ให้รุ่งเรือง
ช่วงนี้มีเหตุการณ์สำคัญคือ แม้ว่าจะเป็นยุคทองของคริสเตียน ก็จริง แต่คำสอนของนักปรัชญาชาวกรีกก็ยังมีอิทธิพลอยู่มาก ในเมื่อคนทั่วไปซึ่งเป็นคนส่วนมากยังศรัทธาในคำสอนของนักปรัชญากรีกอยู่ ด้วยเหตุนี้ทำให้นักปรัชญาชาวคริสเตียน (Christianity) พยายามที่จะรวบรวม และพิสูจน์คำสอนให้คนทั่วไปเห็นว่า คำสอนของหรือความเชื่อของศาสนาคริสต์ กับปรัชญากรีกนั้นไปด้วยกันได้ (คำสอนของคริสต์กับวิธีการของกรีกเข้ากันได้) จึงบูรณาการทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน จึงทำให้เกิดกลุ่มที่เรียกว่า "ปรัชญาคริสเตียน" (Christian Philosophy) คือปรัชญาที่นักปราชญ์ชาวคริสต์เตียนพยายามบูรณาการคำสอนของศาสนาคริสต์กับปรัชญากรีกเข้าด้วยกัน เพื่อให้คนในสมัยนั้นเห็นว่าวิธีการของกรีก กับคำสอนของศาสนาคริสต์เข้ากันได้ดี และนักปราชญ์ชาวคริสต์จะบูรณาการปรัชญากรีกเข้ากับคำสอนของคริสต์ในประเด็นที่เกี่ยวกับจริยศาสตร์ คือ จะอธิบายจริยศาสตร์กรีกให้เข้ากับจริยศาสตร์ของคริสต์ (Christain Ethics)
สรุปได้ว่า ยุคสมัยกลาง จริยศาสตร์ของศาสนาคริสต์ได้ถูกบูรณาการเข้ากับจริยศาสตร์ของกรีก
ในสมัยกลางนี้แบ่งเป็น 3 ช่วง คือ
1. Partistic Period (C.1-8) : ประมาณ 1-800 ปี เป็นช่วงที่นักปราชญ์ชาวคริสต์ส่วนใหญ่เป็นบาทหลวง (คุณพ่อ - Father) และมีบทบาทมาก ที่สำคัญคือ Saint Augustine เป็นนักปราชญ์ชาวคาทอลิค ที่นิยมปรัชญาของเพลโต มาใช้ในการอธิบายจริยศาสตร์คริสตศาสนา นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการประกาศคำสอนมาก เพราะถ้าใครมีปัญหาอะไรก็จะมาไตร่ถาม และยึดหลักคำสอนของนับบุญออกัสติน โดยหลักการสอนจะใช้หลักปรัชญาของเพลโตเป็นแนวการสอน
2. Islam Philosophy (C.9-11) : ช่วงของนักปราชญ์ชาวอิสลาม โดยนำเอาปรัชญากรีกมาอธิบายร่วมกับ (บูรณาการ) คำสอนของอิสลาม เพื่อให้คนทั่วไปเห็นว่าคำสอนอิสลามกับวิธีการของกรีกเข้ากันได้ โดยใช้หลักปรัชญาแนวของอริสโตเติล
3. Schoolastic Period (C.12-15) : ยุคอัสมาจารย์ (ยุคกลางตอนปลาย) หรือระบบครู เข้ามามีบทบาท โดยจะสอนคล้าย ๆ โรงเรียน มีนักบุญที่สำคัญคือ Saint Thomas Aquinas โดยใช้ปรัชญาแนวของอริสโตเติล
3. Modern Philosophy: ปรัชญาสมัยใหม่ (ศตวรรษที่ 16-18) สิ้นสุดลงเมื่อค้านท์ตาย
- เป็นยุคที่คริสเตียนหมดอิทธิพลลงเป็นศาสนาธรรมดา เหมือนศาสตร์ทั่ว ๆ ไป
- เป็นยุคเริ่มต้นของวิทยาศาสตร์ มีการพัฒนาวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม (ปฏิวัติอุตสาหกรรม) และมีเทคโนโลยีเกิดขึ้นมากมาย
- เป็นปรัชญายุคใหม่ เพราะเกิดปรัชญาทางการเมืองที่เด่นชัดมาก
- เป็นยุคกำเนิดและเฟื่องฟูของกฎหมาย รวมถึงขบวนการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ
นักปรัชญา และสำนักปรัชญาที่สำคัญ คือ
1. Immanual Kant หรือ Kant's Ethics (Kantism Ethics) เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมัน
2. สำนัก Utilitarianism (ประโยชน์นิยม) โดย.John Stuart Mill
ในยุคนี้นักปรัชญาโต้แย้งกันเรื่อง "อภิจริยศาสตร์" (Meta-Ethics) เป็นการใช้คุณค่าทางจริยธรรม คือการโต้แย้งถึงคุณค่าการกระทำว่าเป็นอย่างไร โดยศึกษาเกี่ยวกับ good/bad, right/wrong, ought/ought not, should/should not
แนวคิดหลัก หรือ Concept ได้แก่
- Moral Judgement คือ เกณฑ์ตัดสินทางจริยธรรม หรีอการตัดสินการกระทำ
- Moral Reasoning คือ การใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมมาเป็นเกณฑ์
4. Contemporary Philosophy: ปรัชญาร่วมสมัย หรือปรัชญาสมัยปัจจุบัน (ศตวรรษที่ 19-20) เกิดขึ้นหลังจากค้านท์ตายไป ซึ่งสำนักปรัชญาที่มีชื่อคือ
1. Logical Positivism : สำนักปฏิฐานนิยมตรรกะวิทยา (เน้นเหตุผล) ส่วนคำว่า Logical Positivist เป็นคำที่ใช้เรียกชื่อตัวนักปรัชญาสำนักนั้น ๆ ซึ่งนักปรัชญาในสำนักนี้จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด จะไม่เห็นด้วยกับปรัชญาเก่า ๆ และเห็นว่า "ความรู้ที่ถูกต้องคือความรู้ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น"
2. Existential : อัตถภาวนิยม เรียกนักปรัชญาสำนักนี้ว่า Existentialist เป็นปรัชญาแห่งเสรีภาพ เน้นภาวะการมีอยู่ของมนุษย์ นักคิดที่สำคัญคือ ฌอง พอล ซาร์ส.
*** |