ศาสนาคือฝิ่นของประชาชน?
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร?
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

 

คาร์?มาร์กซ?( Karl Marx : 1818 - 1883) นักปรัชญาสังคม ผู้เป็นต้นตำรับของแนวความคิดเรื่อง "สังคมนิย?quot; (Socialism) และทฤษฎีการปฏิวัติระหว่างชนชั้?อันสั่นสะเทือนโลกเป็นเวลานานกว่าครึ่งศตวรร?โดยมีประชากรที่อยู่ภายใต้การปกครองระบอบสังคมนิยมกว่า 1 ใน 3 ของประชากรโล?และประชากรที่เหลือทั้งหมดต่างก็ได้รับผลกระทบจากแนวคิดและทฤษฎีดังกล่าวทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในคริสต์ศตวรรษที?20 ที่ผ่านมาได้แสดงทรรศนะที่เกี่ยวกับศาสนาไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง

คาร์?มากซ?เริ่มต้นวิเคราะห์ศาสนาด้วยคำพูดที่ว่?"การวิพากษ์วิจารณ์ศาสนา เป็นจุดเริ่มต้นของการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งมวล" ตามทรรศนะของมากซ?ศาสนาคือรากเหง้าของวัฒนธรรมในสังคม ?หนึ่งเลยทีเดีย?ถ้าหากว่าเราต้องการวิพากษ์วิจารณ์สังคมไม่ว่าเรื่องใด เราจะต้องรู้จักรากเหง้าของสังคมเสียก่อ?และวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาจึงเป็นภารกิจแรกของการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งปว?ในความเห็นของมาร์กซ์ ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เราจะต้องเปลี่ยนแปลงทรรศนะของผู้คนเกี่ยวกับศาสนาเสียก่อนเป็นอันดับแร?

มาร์กซ์ให้ความเห็นต่อไปว่า “มนุษย์เป็นผู้ที่สร้างศาสน?ศาสนามิได้เป็นผู้สร้างมนุษย์?ตามทรรศนะของมาร์กซ?สังคมมนุษย์เป็นสังคมที่มีการกดขี่ทางชนชั้นมาตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาต?ไม่ว่าจะเป็นสังคมทาสที่มีนายทาสกดขี่ทา?หรือสังคมศักดินาที่เจ้าขุนมูลนายกดขี่บ่าวไพร?หรือสังคมทุนนิยมที่นายทุนกดขี่คนงานและกรรมกร แน่นอนว่าผู้ที่ถูกกดขี่ย่อมมีความทุกข์ และพยายามหาวิธีการเพื่อให้พ้นจากภาวะที่ถูกกดขี่นั้?ซึ่งมาร์กซ์เห็นว่าทางออกก็คือการปฏิวัติทางชนชั้น ผู้คนหาทางออกชั่วคราวไปพลา??ก่อน และศาสนาก็ยื่นมือเข้ามาเป็นทางออกชั่วคราวนั้?เพราะทุกศาสนาล้วนกล่าวถึ?และอาสาพาคนออกจากความทุกข์ (อย่างน้อยในทางนามธรร? ทั้งสิ้น จึงตอบสนองต่อความต้องการในส่วนลึกที่จะออกจากทุกข์ที่เป็นจริง (ทุกข์ทางสังค?เศรษฐกิจ การเมือง) ของผู้คนได้เป็นอย่างดี ในแง่นี้ศาสนาจึงเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงต่อทุกข์ที่เป็นจริงของผู้ค?(จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตา? ในยามที่ยังไม่มีทางออกที่ดีกว่านั้?

แล้ว คาร์?มาร์กซ?ก็กล่าวคำที่สั่นสะเทือนศาสนจักรไปทั่วโลกด้วยคำพูดที่ว่?“ศาสนาคือฝิ่นของประชาชน” (Religion is the opium of the people) ในงานเขียนอันมากมายของเขานั้นมาร์กซ์ได้เอ่ยถึงประโยคดังกล่าวเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่เป็นประโยคที่ถูกเอ่ยอ้างมากที่สุดประโยคหนึ่?แม้เขาจะไม่ได้ขยายความประโยคนี้อย่างชัดเจนก็ตา?คำว่?“ฝิ่น” (opium) ในที่นี้อาจตีความได้สองอย่าง อย่างแรกฝิ่นอาจหมายถึง ยาระงับปวด ที่แม้แต่ในวงการแพทย์ก็ใช้สำหรับระงับความเจ็บปวดเป็นการชั่วครา?ในแง่นี้ศาสนาคือยาระงับปวดซึ่งผู้คนที่ถูกกดขี่ใช้บริโภคเพื่อระงับความทุกข์ที่เป็นจริงเพียงชั่วครั้งชั่วครา?แต่ไม่อาจระงับความทุกข์ที่เป็นจริง (ทางสังคมการเมือง) ได้อย่างถาวร

อย่างที่สองฝิ่นอาจหมายถึ?ยาเสพติด ที่ผู้คนใช้เสพเพื่อให้ลืมความทุกข์ที่เป็นอยู่จริงของตน และมีความสุขชั่วคราวไปในโลกแห่งอารมณ์และจินตนาการของตน แต่เมื่อเสพไปนาน ?ก็จะเป็นอันตรายต่อบุคคลนั้?และกลับจะเพิ่มทุกข์ให้มากขึ้นอีก ในแง่นี้ศาสนาคือยาเสพติด ที่ผู้ปกครองรัฐใช้มอมเมาประชาช?เพื่อให้ลืมความทุกข์ยากจากการถูกกดขี่เป็นการชั่วคราว (เช่น ทุกครั้งที่ไปวัด โบสถ?หรือสุเหร่?ก็จะรู้สึกเพลิดเพลินชั่วคราว เพราะถูกชักจูงให้จินตนาการไปถึงโลกหน้า แต่เมื่อกลับมาก็ต้องเผชิญกับความทุกข์ที่เป็นจริงทางสังคมอี? และลืมการปฏิวัติทางชนชั้นอันเป็นการแก้ปัญหาที่รากเหง้าของการกดขี่อย่างแท้จริ?ตามทรรศนะของมาร์กซ์แล้วศาสนาจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เงื่อนไขของการปฎิวัติต้องถูกเลื่อนออกไป การวิพากษ์ศาสนาจึงเป็นภารกิจแรกที่ต้องทำในงานปฏิวัติทางชนชั้?

ในความคิดเห็นของมาร์กซ?“การเป็น radical คื?การลงลึกถึงรากเหง้าของสิ่งทั้งหลาย แต่สำหรับมนุษย์แล้?รากเหง้าก็คือตัวมนุษย์เอง” ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากเหง้า (radical) จะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจและเข้าถึงรากเหง้านั้น ในความคิดเห็นของมาร์กซ?รากเหง้าของมนุษย์มิใช่ ”พระเจ้า?หรือสวรรค์ หรืออำนาจศักดิ์สิทธิ์จากที่ไหน แต่รากเหง้าของมนุษย์ก็คือตัวมนุษย์เอ?มาร์กซ์กล่าวต่อไปว่า “มนุษย์คือสิ่งสูงสุดสำหรับมนุษย์เอง” (Human is the supreme being for human) มนุษย์เป็นผู้ที่แสวงหาสติปัญญาและความจริงด้วยตัวมนุษย์เอ?ไม่มีอำนาจดลบันดาลจา?“พระเจ้า?หรือสวรรค์ที่ไหนที่จะมาช่วยมนุษย์ได้ มนุษย์ต่างหากที่เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์เอ?ในแง่นี้มาร์กซ์จึงได้ชื่อว่าเป็นนักมนุษยนิยม (humanist หรือ secular humanist) เพราะเชื่อว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลางของภารกิจและเป้าหมายทั้งหลาย

มาร์กซ์สรุปว่า “ปรัชญาคือมันสมอ?และชนชั้นกรรมาชีพคือหัวใจของการปลดปล่อยมนุษย์” ปรัชญาคือการคิดวิเคราะห์ไปหาที่รากเหง้าของปัญห?วิพากษ์วิจารณ์ด้วยจิตใจที่อิสร?และให้โลกทรรศน์ที่เป็นระบบ จึงเปรียบเสมือนมันสมอง ส่วนชนชั้นกรรมาชีพคือผู้ที่ถูกกดขี่ภายใต้ระบบทุนนิยม เป็นคู่กรณีโดยตรงกับนายทุนที่กดขี่ จึงเป็นหัวใจของการปฏิวัติทางชนชั้นและการปลดปล่อยมนุษย์ออกจากระบบที่กดขี่นั้น

ส่วนศาสนาประเภ?“เอกเทวนิยม” (Monotheism) ที่เชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าองค์เดียว เช่น ศาสนายูดาย ศาสนาคริสต?และศาสนาอิสลาม เป็นต้?และศาสนาประเภท ?พหุเทวนิยม ?(Polytheism) ที่เชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าหลายองค?เช่น ศาสนาขงจื้?ศาสนาชินโต และศาสนาพราหมณ์ฮินดู เป็นต้?อาจจะหวั่นไหวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์อันสั่นสะเทือนโลกของ คาร์?มาร์กซ?เพราะเขาโจมตีแนวคิดในเรื่อ??พระเจ้??โดยตรงว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง และถูกผู้มีอำนาจนำไปใช้มอมเมาประชาชน ศาสนาจึงเป็นเครื่องมือของรัฐในการปกครองประชาชน

สำหรับพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประเภ?“เอกเทวนิยม” (Atheism) ซึ่งไม่เชื่อการมีอยู่ของพระเจ้านั้?ดูเหมือนว่าแนวคิดของมาร์กซ์จะสอดคล้องกับพุทธศาสนามากกว่าจะขัดแย้งกัน เพราะทั้งพระพุทธเจ้าและคาร์ล มาร์กซ?ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องอำนาจดลบันดา?และเน้นการพึ่งพาตนเองด้วยกันทั้งคู?เพียงแต่ว่าขณะที่มาร์กซ์สนใจแสวงหา “ความรอดในทางสังคม?(Social Liberation) นั้น พระพุทธเจ้ากลับทรงสั่งสอ?"ความรอดพ้นในทางจิตใจ?(Psychological Liberation) และในขณะที่มาร์กซ์เลือกใช้วิธีปฏิวัติทางชนชั้นที่รุนแร?(violence) นั้น พระพุทธเจ้ากลับทรงใช้หลักเมตตาธรรมและสันติวิธี (non-violence) ในการนำมนุษย์สู่ความหลุดพ้นทั้งปวง

***

Google
 
 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 22 February, 2009 1:03 AM