มัมมี่ ยาอายุวัฒน?แล?“จิตอมตะ?/div>
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร?
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

 

มนุษย์ในทุกยุคทุกสมั?ในทุกหนทุกแห่ง และในทุกอารยธรรม ล้วนรักตัวกลัวตา?ไม่อยากตาย ต่างแสวงหา ?ความไม่ตาย ?(Immortality) ด้วยกันทั้งสิ้?มนุษย์แสวงหา ?ความเป็นอมตะ ?ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันไป ชาวอียิปต์โบราณแสวงหาความเป็นอมตะด้วยการทำมัมมี่ โดยมีความเชื่อว่าคนที่ตายไปแล้วหากรักษาสภาพร่างกายไว้ให้ดี ก็อาจจะมีโอกาสฟื้นกลับคืนชีพขึ้นมาใหม่ได้อีก ชาวอียิปต์โบราณจึงได้สร้าง ?วัฒนธรรมมัมมี่ ?ขึ้นมา ด้วยวิธีการดองศพและพันห่อทั่วทั้งร่างกายด้วยผ้าขาว แล้วนำไปบรรจุลงในโลงศพ เก็บรักษาไว้ภายใต้ปิรามิ?ชนชั้นสูงในสมัยนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่ากษัตริย์ฟาห์โ?บรรดาขุนนา?และผู้มั่งคั่งทั้งหลาย ต่างเสาะแสวงหาความเป็นอมตะด้วยการทำมัมมี่แทบ?ั้ งสิ้?เทคโนโลยีการทำมัมมี่ของอียิปต์นับว่าก้าวหน้าเป็นที่เลื่องลือ เพราะสามารถรักษาสภาพศพมิให้เน่าเปื่อยมาได้นับหลายพันปี

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถค้นพบตัวยาสมุนไพ?และเทคนิควิธีการทำมัมมี่ของชาวอียิปต์โบราณได้สำเร็?นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบวินิจฉัยสภาพร่างกายของมัมมี่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันได้อย่างแม่นยำ ว่ามัมมี่เหล่า?ั้ นก่อนตายป่วยด้วยโรคอะไ?และตายด้วยสาเหตุใด เช่น มัมมี่บางตนไขข้ออักเสบก็ยังตรวจพบได้ และมัมมี่บางตนถูกฆาตรกรรมด้วยวิธีใดก็บอกได?เป็นต้?มีการนำเทคโนโลยีการสืบสวนสอบสวนในยุคปัจจุบัน ไปสืบหาตัวคนร้ายในคดีฆาตรกรรมที่เกิดขึ้นในอียิปต์เมื่อหลายพันปีก่อ?โดยอาศัยร่องรอยที่ทิ้งไว้ในมัมมี่ได้สำเร็จ เป็นที่ฮือฮาในวงการอาชญวิทยาเป็นอย่างยิ่?

ในสหรัฐอเมริกามีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ได้ใช้ความต้องการที่จะเป็นอมตะของมนุษย์ทำธุรกิจที่สร้างกำไรอย่างมหาศาล โดยอิงอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่า ปัจจุบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็?มนุษย์จะมีความรู้เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวในทุก?4 ปี ด้วยอัตราความเร็วของความรู้ที่เพิ่มขึ้นนี้ บริษัทแห่งนี้ประมาณการว่?ในอี?100 ถึ?200 ปีข้างหน้า มนุษย์จะสามารถค้นพบเทคโนโลยีที่จะปลุกชีวิตให้ตื่นขึ้นจากความตายได้ บริษัทจึงเสนอตัวที่จะเป็นผู้เก็บรักษาร่างกายของผู้ที่ถึงแก่ความตายในปัจจุบัน ด้วยแนวคิดแบบอียิปต์โบรา?แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่คื?เก็บรักษาร่างกายของคนตายในแคปซูลที่ควบคุมความเย็?แล้วนำไปเก็บไว้ในห้องเย็นใต้ดิ?รอวันเวลาที่นักวิทยาศาสตร์ในอนาคตจะค้นพบความรู้ในการปลุกชีวิตให้ตื่นขึ้นจากความตาย ปรากฏว่ามหาเศรษฐ?นักการเมือ?ดาราฮอลลีวู๊?และชาวอเมริกันผู้มั่งคั่งอื่นๆ แห่กันมาใช้บริการอย่างคับคั่?โดยยินดีจ่ายเบี้ยประกันราคาแพงให้กับบริษัท เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในส่วนลึกของจิตใจที่อยากจะเป็นอมตะของต?

จีนในสมัยโบราณแสวงหาความมีอายุยื?(Longevity) และความไม่ตายด้วยวัฒนธรร??ยาอายุวัฒน??โดยการเสาะหาตัวยาสมุนไพรที่หาได้ยา?มาเล่นแร่แปรธาตุเพื่อให้เป็นยาอายุวัฒน?โดยเชื่อว่าเมื่อดื่มกินเข้าไปแล้วจะทำให้ร่างกายอยู่ยงคงกระพั?ชาวจีนโบราณทำได้สำเร็จอย่างมากก็เพียงทำให้อายุยืนยาวขึ้นเท่านั้น ด้วยกายบริหารแบบ ?ไทเก็ก ?และการหลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์และอาหารบางประเภ?แต่ก็ไม่อาจเอาชนะความตายไปได?

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ในยุโรปตะวันตกพยายามค้นห??ยาอายุวัฒน??ด้วยแนวคิดแบบจีนโบรา?แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ นักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นได้ทำการวิจัยถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้คนมีอายุยืน โดยการสัมภาษณ์คนที่มีอายุยืนที่สุดในโลกจำนวนหนึ่?การวิจัยนี้พบว่า สาเหตุที่ทำให้คนมีอายุยืนนั้?การรักษาสุขภาพและการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นเพียงปัจจัยประกอบเท่านั้?ปัจจัยหลักอยู่ที่การมี ?ยีนอายุยืน ?ในตัวของบุคคลเหล่านั้น นักวิทยาศาสตร์จึงนำยีนของบุคคลเหล่านั้นมาวิจัยในห้องทดลอ?เพื่อศึกษาถึงองค์ประกอบของยีนอายุยืน โดยหวังว่าเมื่อค้นพบแล้วจะสามารถสกัดองค์ประกอบสำคัญนั้?มาเพาะขยายในห้องทดลอ?แล้วบรรจุลงในรูปของแคปซูลหรือยาฉีดหรือการปลูกถ่า?แล้วนำออกจำหน่ายเป็น ?ยาอายุวัฒน??เมื่อผู้คนบริโภคเข้าไปแล้ว จะไปทำให้ยีนของตนกลายเป็??ยีนอายุยืน ?ดังเช่นยีนต้นแบบ หากนักวิทยาศาสตร์ทำได้สำเร็จ จะทำให้บริษัทยาสร้างกำไรได้มหาศา?

ชาวอินเดียโบราณก็แสวงหาความเป็นอมตะเช่นเดียวกับชนชาติอื่?แต่ชาวอินเดียกลับเห็นว่ามนุษย์ไม่มีทางที่จะเอาชนะความตายทางร่างกายได?อินเดียโบราณจึงมุ่งไปยังการสร้างปรัชญาที่ลึกซึ้งขึ้นมาทดแท?พวกพราหมณ์ในอินเดียได้เสนอทฤษฎ??จิตอมต??( อาตมัน ) ขึ้นมา โดยอธิบายว่าร่างกายยังมิใช่ตัวตนที่แท้จริงของมนุษย??จิ??ต่างหากที่เป็นตัวตนที่แท้จริ?เมื่อร่างกายตายล??จิ??หาได้ตายตามไม่ ?จิ??จะล่องลอยไปหาร่างกายใหม่ เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ทฤษฎีนี้เป็นที่มาของความเชื่อในเรื่องการกลับชาติมาเกิดใหม่ ทฤษฎ??จิตอมต??จะเป็นจริงหรือไม่เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ทฤษฎีนี้สามารถตอบสนองต่อความต้องการในส่วนลึกของจิตใจที่อยากจะเป็นอมตะของมนุษย์ได้ จึงเป็นที่นิยมเชื่อถือกันอย่างกว้างขวางทั้งในอินเดียและประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดี?

ศาสนาที่เกิดในคาบสมุทรอารเบี?หรือที่เรียกกันว่า ?ศาสนาตะวันตก ?อันได้แก?ศาสนายูดาย ( ยิ?) ศาสนาคริสต?และศาสนาอิสลาม เป็นต้นนั้?ก็เชื่อในเรื่อ??จิตอมต??เช่นเดียวกัน แต่ทฤษฎี ?จิตอมต??ของศาสนาที่เชื่อพระเจ้าองค์เดียว (Monotheism) เหล่านี้กลับอธิบายว่?เมื่อร่างกายตายล??จิ??จะไม่แวะเวียนไปที่ไห?แต่จะตรงดิ่งไปยังสถานที่ซึ่งพระเจ้ากำหนดให?และรออยู่ที่นั่นจนกว่าจะถึงวันสิ้นโล?แล้วพระเจ้าจึงจะลงมาพิพากษ?ในทางดาราศาสตร์ดวงอาทิตย์จะมีเชื้อเพลิงเผาผลาญตัวเองไปอีกประมา?5,000 ล้านปี ถ้??วันสิ้นโลก ?คือวันที่สุริยจักรวาลถึงกาลแตกดั??จิ??ของคนตายจะต้องรอแกร่วอยู่นานโขทีเดียวกว่าจะถูกพิพากษ?นับเป็นความเชื่อที่แปลกไปจาก ?ศาสนาตะวันออ??มากทีเดียว

ถ้าชีวิตหลังความตายคือ ?การกลับชาติมาเกิดใหม??เป็น ?ข้อเท็จจริ??(fact) มนุษย์ไม่ว่าชาติใดภาษาใดหรือศาสนาใ?ก็ต้องกลับชาติมาเกิดใหม่เสมอไม่มียกเว้?แต่ถ้าชีวิตหลังความตายคื??การรอคอยวันสิ้นโลก ?เป็น ?ข้อเท็จจริ??มนุษย์ไม่ว่าจะมีความเชื่ออย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้?เพรา??ความเชื่??เป็นเรื่องหนึ่งและ ?ข้อเท็จจริ??เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเราย้อนหลังไปเพีย?500 ปี มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ต่างก็เชื่อว่??โลกแบน ?แต่ความเชื่อของคนส่วนใหญ่ไม่สามารถเปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ว่า ?โลกกลม ?ได้ฉันใด ?ความเชื่??ในเรื่องชีวิตหลังความตายก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ?ข้อเท็จจริ??เกี่ยวกับชีวิตหลังความตายได้ฉันนั้?เพียงแต่ว่ามนุษย์จะเสาะห??ข้อเท็จจริ??เกี่ยวกับชีวิตและความตาย หรือเพียงแต่เชื่อตาม ?ความเชื่??ของคนส่วนใหญ่ที่สืบทอดมาแต่โบราณเท่านั้น

***

Google
 
 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Saturday 21 February, 2009 9:29 PM