บัตรประจำตัวของพระสงฆ์
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร?
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

 

 

ก่อนหน้ารัฐประหารของ "คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ในวันที่ 19 กันยาย???2549 ภายใต้การนำของ พลเอ?สนธิ บุญยรัตกลิ?ผู้บัญชาการทหารบ?อันทำให้รัฐธรรมนูญฉบับปี ??2540 และรัฐบาลของ ???ทักษิณ ชินวัต?สิ้นสุดลงนั้?มีข่าวจากพระวินยาธิการ หรือ "ตำรวจพระ" ว่?จะมีการออกบัตร "สมาร์ทการ์? ให้แก่พระสงฆ์ทุกรูปในคณะสงฆ์ไท?นอกเหนือจากใบสุทธิที่พระสงฆ์ถืออยู่ในปัจจุบั?

ถ้ามองตามเจตนารมณ์ของพระวินยาธิการที่ว่า การออกบัตร "สมาร์ทการ์? ที่บรรจุข้อมูลส่วนตัวของพระสงฆ์ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับบัตรประชาช?เพื่อควบคุมมิให้พระสงฆ์ออกไปเรี่ยไรหรือประพฤติในทางอื่นที่ผิดไปจากสมณวิสัยนั้นนับว่าเป็นเจตนาที่ดี แต่ประเด็นปัญหาที่ตามมาก็คือ การออกบัตร "สมาร์ทการ์? ที่มีลักษณะคล้ายบัตรประชาชนแต่ไม่ใช่บัตรประชาช?จะทำให้คนไทยกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งมีจำนวนไม่น้อย) แม้จะอยู่ในประเทศเดียวกั?ภายใต้กฎหมายสูงสุดฉบับเดียวกัน ถือบัตรประจำตัวที่แตกต่างไปจากคนไทยส่วนใหญ?และได้รับสิทธิทางกฎหมายไม่เท่าเทียมกับคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ

แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาช?ปี ??2540 ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่คณะปฏิรูปการปกครองฯ ก็ได้ให้คำมั่นสัญญาว่า จะร่างธรรมนูญการปกครองชั่วคราวให้เสร็จภายใ?2 สัปดาห?และจะจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนบริหารประเท?พร้อมไปกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรให้แล้วเสร็จใ?1 ปี หลังจากนั้นจะมีการเลือกตั้งทั่วประเท?เพื่อจัดตั้งรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยตามปกติต่อไป ถ้าหากว่าทุกอย่างเป็นไปตามคำมั่นสัญญาของคณะปฏิรูปการปกครอง?เราก็จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรอีกครั้งหนึ่ง ภายในระยะเวลาประมา?1 ปีนับจากนี?

ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ภายในปลายปีหน้?บทบัญญัติต่างๆ ที่เกี่ยวกับศาสนาก็คงจะเหมือนเดิมเป็นส่วนใหญ?เพราะมิใช่เป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในขณะนี?และถ้าหากว่าบทบัญญัติทางด้านศาสนายังคงสาระเดิมไว?ก็จะมีประเด็นที่น่าคิดเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของพระสงฆ์ในฐานะพลเมืองไทยอย่างหนึ่ง และพระสงฆ์ในฐานะสมาชิกของคณะสงฆ์ไทยอีกอย่างหนึ่ง

หน่วยงานของรัฐบาลตีความสิทธิและหน้าที่ของพระสงฆ์ไม่ตรงกั?การตีความที่ไม่ตรงกันนี้น่าจะทำให้มีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งของรั?ตีความขัดต่อกฎหมายสูงสุดของประเท?โดยกระทรวงกลาโหมตีความว่าพระสงฆ์คือประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องมีหน้าที่เข้ารายงานตัวและเกณฑ์ทหารเมื่ออายุครบเกณฑ?แม้จะมีการผ่อนผันให้แต่เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของการผ่อนผันแล้ว พระสงฆ์รูปนั้นก็ต้องเข้าเกณฑ์ทหารอยู่ด?ถือเป็นหน้าที่ของพลเมืองไทยทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใ?ก็ต้องทำหน้าที่รับใช้ชาติในการป้องกันประเท?

แต่กระทรวงมหาดไทยตีความอีกอย่างหนึ่งว่?พระสงฆ์มิได้เป็นประชาชนไทยคนหนึ่?ดังนั้นสิทธิอันพึงมีพึงได้ของพระสงฆ์ในฐานะประชาชนก็มิควรได้รับ กล่าวคือ พระสงฆ์ไม่มีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้?หรือรับสมัครเลือกตั้?พระสงฆ์ไม่มีสิทธิได้รับบัตรประจำตัวประชาชน และสิทธิอื่น?อันเกิดขึ้นจากการถือบัตรประชาช?เช่น การได้รับหนังสือเดินทางตามขั้นตอนปกติของประชาชนทั่วไ?เป็นต้?

นอกจากนี้กระทรวงมหาดไทยยังออกกฎระเบียบ อันน่าจะขัดต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศว่า ถ้าหากพระสงฆ์รูปใดเข้าไปในหน่วยราชการเพื่อขอยื่นเรื่องให้ออกบัตรประชาชนให้ พระสงฆ์รูปนั้นจะต้องถูกจับสึกในทันที ระเบียบข้อนี้น่าจะขัดต่อกฎหมายสูงสุดอย่างร้ายแรง พระสงฆ์ในฐานะประชาชนไทยคนหนึ่ง ต้องการถือบัตรประชาชนในฐานะพลเมืองของประเท?มีความผิดร้ายแรงถึงขั้นต้องให้ลาสิกขาบ?อันเป็นความผิดร้ายแรงเทียบเท่ากับปาราชิก

ความลักลั่นของการตีความสิทธิและหน้าที่ของพระสงฆ์ในฐานะพลเมืองไทยนั้น ทำให้พระสงฆ์กลายเป็นบุคคลชั้นสามของประเท?(สิทธิอันไม่เสมอภาคของสตรีเมื่อเทียบกับบุรุ?ทำให้สตรีกลายเป็นพลเมืองชั้นสองของประเทศนี? โดยพระสงฆ์มิได้รับสิทธิใดๆ ในฐานะพลเมืองไทยแต่ประการใ?แต่มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติเท่ากับคนไทยทุกค?(ดังเช่นการเกณฑ์ทหา? พระสงฆ์จึงมีแต่หน้าที่แต่ขาดสิทธิในฐานะพลเมืองไท?

รัฐธรรมนูญฉบับปี ??2540 มาตร?38 (รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็จะต้องมีมาตรานี้ด้วยอย่างแน่นอ? ระบุว่?"...บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้รัฐกระทำการใดๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสน?ลัทธินิยมในทางศาสน?หรือปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถื?แตกต่างจากบุคคลอื่?

นักบวชในศาสนาอื่นๆ ที่เป็นพลเมืองไท?ไม่ว่าจะเป็นบาทหลวงในศาสนาคริสต์ หรือเจ้าหน้าที่ในศาสนาอิสลาม (เช่น อิหม่า?โต๊ะคร?ฯล? หรือผู้ประกาศศาสนาฮินดูหรือศาสนาสิกข?อันเป็นศาสนาที่เป็นทางการของไท?ล้วนแล้วแต่ได้รับสิทธิในฐานะพลเมืองไทยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการมีสิทธิในการเลือกตั้ง หรือสมัครรับเลือกตั้?สิทธิในการถือบัตรประชาชน และสิทธิอื่น?ที่ตามมาจากการถือบัตรประชาชน แต่ทำไมพระสงฆ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองไทย จึงมิได้รับสิทธิเทียบเท่ากับนักบวชในศาสนาอื่นของไท?ทั้งที่เป็นศาสนาที่เป็นทางการเช่นเดียวกั?เรื่องนี้จะมิเป็นการขัดรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวหรือ

ประเทศที่นับถือพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี 5 ประเทศคื?ศรีลังกา พม่า ไท?ลา?และกัมพูชา ในประเทศพุทธศาสนาเถรวาทดังกล่าวทั้งหมด ยกเว้นไทยเพียงประเทศเดีย?พระสงฆ์มีสิทธิเทียบเท่ากับพลเมืองของประเทศทุกประกา?กล่าวคือ พระสงฆ์มีสิทธิถือบัตรประชาชน และมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้?อันทำให้พุทธศาสนามีบทบาทในการควบคุมกำกับจริยธรรมของนักการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเท?ความข้อนี้ทำให้พุทธศาสนาในประเทศไทยล้าหลังกว่าในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเห็นได้ชั?

การถือใบสุทธิของพระสงฆ์นั้นเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้องอยู่แล้ว เพราะใบสุทธิก็คือบัตรที่แสดงความเป็นสมาชิกของคณะสงฆ์ไท?เช่นเดียวกับบัตรข้าราชการที่แสดงความเป็นสมาชิกของราชการไทย ขณะที่ข้าราชการไทยมีสิทธิในการถือบัตรข้าราชการและบัตรประชาชนในเวลาเดียวกัน พระสงฆ์ไทยก็ควรจะมีสิทธิในการถือใบสุทธิและบัตรประชาชนเช่นเดียวกั?

การออกบัตร "สมาร์ทการ์? แก่พระสงฆ์ตามข้อเสนอของพระวินยาธิการนั้น จึงน่าจะเป็นการออกทดแทนใบสุทธิ อันจะทำให้ใบสุทธิเป็นบัตรที่ทันสมั?(บรรจุข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นสมาชิกคณะสงฆ์ไทยอย่างครบถ้วน) ขณะเดียวกันพระสงฆ์ก็ควรมีสิทธิถือบัตรประชาชนในฐานะพลเมืองไทยคนหนึ่งด้ว?ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

***

ที่ม?: หนังสือพิมพ์มติชนรายวั? ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ กันยาย? ??๒๕๔๙ ปีที?๒๙ ฉบับที?๑๐๔๒? คอลัมน์หน้าต่างความจริ? หน้า ?

Google
 
 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Saturday 21 February, 2009 9:28 PM