http://www.duangden.com
“ศักดิ์สิทธิ์” กับ “ธรรมดา” : ความเท่าเทียมของศาสนา ?
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

อีมีล เดอร์ไคม์(Emile Durkheim) นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส ได้เสนอทฤษฎีว่า "ทุกศาสนามีความเป็นศาสนาโดยเท่าเทียมกัน" โดยให้เหตุผลว่า ศาสนาแต่ละศาสนาล้วนเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบที่สำคัญสองสิ่งคือ สิ่งที่เรียกว่า "ศักดิ์สิทธิ์"(sacred) ในความหมายที่เป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ กับสิ่ง "ธรรมดา"(profane) ในความหมายที่เป็นสิ่งธรรมชาติทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นศาสนาคริสต์ที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนในยุโรป หรือศาสนาปฐมบรรพ์ของคนพื้นเมืองตามชนบทที่มีความเชื่ออย่างง่ายๆ ก็ตาม

ศาสนาที่มีโครงสร้างอย่างง่ายๆ เช่น ลัทธิบูชารูปเคารพ(Totemism) ของชนเผ่าอะบอริจิ้น(aboriginal) ในทวีปออสเตรเลีย อันเป็นรูปแบบหนึ่งของศาสนาปฐมบรรพ์(primitive religion) เกี่ยวข้องกับความเชื่อในเรื่อง "ศักดิ์สิทธิ์" กับ "ธรรมดา" อย่างชัดเจนกล่าวคือ ชีวิตความเป็นอยู่ของชนเผ่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องการล่าสัตว์ หรือการเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ธัญญาหารหรือวัฒนธรรมทางวัตถุใดๆ ล้วนแต่เป็นสิ่ง "ธรรมดา" ถ้าหากเกิดภัยพิบัติตามธรรมชาติในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฟ้าผ่า แผ่นดินไหว ความแห้งแล้ง โรคระบาด หรือภัยที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการกดขี่เบียดเบียนหรือสงครามก็ตาม ชนเผ่าอะบอริจิ้นก็จะเข้าหาสิ่ง "ศักดิ์สิทธิ์" เพื่อให้ปกป้องคุ้มครองจากภัยเหล่านั้น โดยรวมก็คือ ความเชื่อทางศาสนาของชนเผ่าอะบอริจิ้นเกี่ยวข้องกับสิ่งสำคัญพื้นฐานสองสิ่งคือสิ่ง "ศักดิ์สิทธิ์" และสิ่ง "ธรรมดา"

สำหรับศาสนาที่มีโครงสร้างอันสลับซับซ้อน อย่างเช่นศาสนาคริสต์ในตะวันตกนั้น มีการจัดองค์กรในระดับสูง(institutionalized religion) เช่น มีพระสันตะปาปา(Pope) เป็นประมุขสูงสุด โดยประทับอยู่ที่สำนักวาติกัน(Vatican) ในกรุงโรม มีการจัดระเบียบการปกครองในฝ่ายศาสนจักร โดยมีพระคาร์ดินัล (Cardinal) อาร์คบิชอพ(Arc-bishop)และอื่นๆ ปกครองลดหลั่นกันตามลำดับชั้น มีการบริหารงบประมาณกันอย่างเป็นระบบ และการปกครองศาสนจักรครอบคลุมไปในทุกประเทศ(ที่มีผู้นับถือศาสนาคริสต์) ทั่วโลก (ยกเว้นในบางประเทศที่มีนโยบายพิเศษเฉพาะตน เช่น จีน เป็นต้น)

ในด้านโครงสร้างทางความเชื่อนั้น ศาสนาคริสต์จัดอยู่ในศาสนาประเภท "เอกเทวนิยม" (Monotheism) ที่เชื่อในเรื่องการมีอยู่ของ "พระเจ้าองค์เดียว" และมนุษย์จะรอดพ้นได้ก็โดยผ่าน "ศาสดา"(Prophet) คือ พระเยซู(Jesus) แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น สำหรับ "พระเจ้า" (God) ในศาสนาคริสต์นั้นแสดงตนออกมาในสามลักษณะคือ "พระบิดา" (Father) "พระจิต" (Spirit) และ "พระบุตร" (Son) และพระเยซูซึ่งเป็น "พระบุตร" ของพระเจ้านั้นเกิดจากท้องแม่ซึ่งเป็นหญิงสาวพรหมจรรย์ชื่อมาเรีย(แม้ว่าจะมีคู่หมั้นชื่อโจเซฟก็ตาม) ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นลักษณะของสิ่ง "ศักดิ์สิทธิ์" ในศาสนาคริสต์ทั้งสิ้น

แต่ถึงแม้จะมีโครงสร้างทางความเชื่อ และโครงสร้างการจัดองค์กรที่สลับซับซ้อนอย่างไรก็ตาม ศาสนาคริสต์ในฐานะที่เป็น "ศาสนา" (Religion) ก็หนีไม่พ้นสิ่งพื้นฐานสองสิ่งคือ "ศักดิ์สิทธิ์" กับ "ธรรมดา" ตามทรรศนะของเดอร์ไคม์แล้วความ "ศักดิ์สิทธิ์" ในศาสนาคริสต์ที่สลับซับซ้อน โดยสาระสำคัญแล้วก็ไม่แตกต่างไปจากความ "ศักดิ์สิทธิ์" อย่างง่ายๆ ในศาสนาปฐมบรรพ์ของชนเผ่าอะบอริจิ้นในออสเตรเลียแต่อย่างใด เพราะทั้งคู่ต่างก็เป็น "สิ่งเหนือธรรมชาติ" เช่นเดียวกัน เมื่อเหนือธรรมชาติแล้วแม้จะพิสดารโอฬารพันลึกอย่างไรก็ตาม ก็อยู่ในประเภทสิ่งเหนือธรรมชาติเหมือนกัน

ในทรรศนะของเดอร์ไคม์สิ่ง "ศักดิ์สิทธิ์" กับสิ่ง "ธรรมดา" เป็นคู่ตรงข้าม(duality) ที่มีลักษณะหรือคุณสมบัติที่ตรงข้ามกันสุดกู่ยิ่งกว่าคู่ตรงข้ามใดๆ เช่น มืดกับสว่าง ร้อนกับหนาว หญิงกับชาย ดีกับชั่ว หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต เป็นต้น เพราะคู่ตรงข้ามดังกล่าวเรายังอาจจัดประเภทหรือหาคุณสมบัติร่วมในบางลักษณะของมันได้ แต่สิ่ง "ศักดิ์สิทธิ์" กับสิ่ง "ธรรมดา" นั้นเป็นคนละมิติกันอย่างสิ้นเชิง และเราไม่อาจหาลักษณะร่วมใดๆ ได้เลยในโลกทัศน์ของตะวันตก ศาสนาทั้งหลายจึงเป็น "ทวินิยม" (dualism) เพราะแบ่งโลกออกเป็นสองโลกกล่าวคือ โลกของสิ่ง "ศักดิ์สิทธิ์" กับโลกของสิ่ง "ธรรมดา" และศาสนาทั้งหลายก็เป็น "จิตนิยม" (Idealism) เพราะถือว่าโลกของสิ่ง "ศักดิ์สิทธิ์" (หรือโลกแห่งจิต) อยู่เหนือโลกของสิ่ง "ธรรมดา" (หรือโลกแห่งวัตถุ)

พุทธศาสนามิใช่ศาสนาในความหมายแบบตะวันตก คำถามที่ติดตามมาก็คือ ทฤษฎีของเดอร์ไคม์จะสามารถครอบคลุมพุทธศาสนาได้หรือไม่ ในฐานะที่เป็น "พุทธศาสนาของสามัญชน" (Popular Buddhism) ชาวพุทธอาจกราบไหว้พระพุทธรูปในฐานะที่เป็นสิ่ง "ศักดิ์สิทธิ์" หรือเชื่อถือในอำนาจลี้ลับของไสยศาสตร์ หรืออิทธิปาฏิหาริย์อันเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ ในแง่นี้ทฤษฎีของเดอร์ไคม์ก็อาจครอบคลุมถึงพุทธศาสนาได้ แต่ในฐานะที่เป็น "พุทธศาสนาของปัญญาชน" (Intelligent Buddhism) ชาวพุทธจะเคารพพระพุทธรูปในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และจะไม่ข้องแวะกับสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่จะปฏิบัติตามหลัก "ศีล สมาธิ ปัญญา" (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การเจริญสติ" ตามแนวสติปัฏฐาน 4) เพื่อความพ้นทุกข์ทางจิตใจ(psychological suffering) ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโลกของสิ่ง "ศักดิ์สิทธิ์" แต่ประการใด

ทฤษฎีของเดอร์ไคม์จึงมีข้อจำกัด โดยใช้ได้แต่กับศาสนาในความหมายแบบตะวันตกและศาสนาแบบปฐมบรรพ์เท่านั้น ไม่อาจครอบคลุมพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาในความหมายแบบตะวันออกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "พุทธศาสนาของปัญญาชน" ซึ่งมุ่งเน้นการแสวงหาอิสรภาพภายในจิตใจ(Psychological Liberation) ของมนุษย์มากกว่าจะเกี่ยวข้องกับโลกของสิ่ง "ศักดิ์สิทธิ์" อันตรงข้ามกับสิ่ง "ธรรมดา" เหมือนศาสนาในความหมายแบบตะวันตกหรือศาสนาปฐมบรรพ์ ดังคำอธิบายของเดอร์ไคม์ในทฤษฎีอันโด่งดังของเขา

***

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน. ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ปีที่ ๒๘ ฉบับที่ ๙๙๘๓. คอลัมน์หน้าต่างความจริง, หน้า ๖.

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Monday 2 October, 2006 4:00 PM