พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไ?/div>
 


***

คำนำ

สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย?ทรงมีพระปรารภว่านักเรียนนักศึกษา ตลอดถึงข้าราชการผู้ที่ไปศึกษาต่อหรือไปรับราชกา??ต่างประเทศ ควรจะมีหนังสือแนะแนวคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาเป็นคู่มื?สำหรับอ่านเพื่อให้เกิดความรู้เป็นแนวทางสำหรับปฏิบัติตนเอ?และเพื่ออธิบายให้บรรดามิตรชาวต่างประเท?ผู้ต้องการจะทราบเข้าใจได้ถึงหลักธรรมบางประการในพระพุทธศาสน?จึงอาราธนา พระสาสนโสภ?(สุวฑฒโ? วัดบวรนิเวศวิหาร ให้เรียบเรียงเรื่อ?"พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไ? ในแนวความโดยพระประสงค์ในพากษ์ภาษาไทย และทรงอาราธนาให้พระขนติปาโ?(Laurence C.R.Mills) วัดบวรนิเวศวิหาร กับพระนาคเสโ?วัดเบญจมบพิต?แปลเป็นภาษาอังกฤษขึ้นก่อ?และโปรดให้พระยาศรีวิสารวาจ?พันตำรวจโท เอ็จ ?ป้อมเพ็ชร์ และนายจอห์?โบลแฟลด์ ตรวจแปลเรียบเรียงขึ้นอีกโดยตลอ?จนเป็นที่พอพระหฤทัยในพากษ์ภาษาอังกฤษแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้จัดพิมพ์ขึ้น เนื่องในวาระดิถีวันคล้ายวันประสูติ วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๐

วังสระปทุม
๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๐


เมื่อก่อนพุทธศักรา?๘๐ ปี ได้มีมหาบุรุษท่านหนึ่งเกิดขึ้นมาในโล?เป็นโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ สักกชนบท ซึ่งบัดนี้อยู่ในเขตประเทศเนปาล มีพระนามว่?"สิทธัตถะ" ต่อมาอีก ๓๕ ปี พระสิทธัตถะได้ตรัสรู้ธรร?ได้พระนามตามความตรัสรู้ว่า "พุทธ? ซึ่งไทยเรียกว่?"พระพุทธเจ้? พระองค์ได้ทรงประกาศพระธรรมที่ได้ตรัสรู้แก่ประชาชนจึงเกิดพระพุทธศาสนา (คำสั่งสอนของพระพุทธะ) และบริษั??คื?ภิกษ?(สามเณร) ภิกษุณ?(สามเณร? อุบาสก อุบาสิกาขึ้นในโลกจำเดิมแต่นั้น บัดนี้ ในเมืองไทยมีแต่ภิกษุ (สามเณร) อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุนั้?คือชายผู้มีอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปี หรือแม้อายุเกิ?๒๐ ปี แล้วเข้ามาถือบวช ปฏิบัติสิกขาของสามเณ?อุบาสก อุบาสิกานั้นคื?คฤหัสถ์ชายหญิงผู้นับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ (ที่พึ่? และปฏิบัติอยู่ในศีลสำหรับคฤหัสถ์ บัดนี้ มีคำเรียกชายหญิงทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ?ผู้ประกาศตนเป็นสรณะว่า "พุทธมามะกะ" "พุทธมามิกะ" แปลว่า "ผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นพระของต? พระพุทธศาสนาได้แผ่ออกจากประเทศถิ่นที่เกิดไปในประเทศต่า??ในโล?

หลักเคารพสูงสุดในพระพุทธศาสน?คื?พระรัตนตรั?(รัตน?? ได้แก่ พระพุทธเจ้?คื?พระผู้ตรัสรู้พระธรรม แล้วทรงประกาศสั่งสอนตั้งพระพุทธศาสนาขึ้น พระธรร?คื?สัจธรร?(ธรรม คื?ความจริง) ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และได้ทรงประกาศสั่งสอนเป็นพระศาสนาขึ้น พระสงฆ?คื?หมู่ชนผู้ได้ฟังคำสั่งสอน ได้ปฏิบัติและได้รู้ตามพระพุทธเจ้?บางพวกออกบวชตา?ได้ช่วยนำพระพุทธศาสนาและสืบต่อวงศ์การบวชมาจนถึงปัจจุบันนี้

ทุกคนผู้เข้ามานับถือพระพุทธศาสนา จะเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม จะถือบวชก็ตา?ต้องทำกิจเบื้องต้น คื?ปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัยนี้เป็นสรณ?คื?ที่พึ่?หรือดังที่เรียกว่านับถือเป็นพระของตน เทียบกับทางสกุ?คื?นับถือพระพุทธเจ้าเป็นพระบิดา ผู้ให้กำเนิดชีวิตในทางจิตใจของตน พุทธศาสนิกชนย่อมสังคมกับผู้นับถือศาสนาอื่นได?และย่อมแสดงความเคารพสิ่งเคารพในศาสนาอื่นได้ตามมรรยาที่เหมาะว?เช่นเดียวกับแสดงความเคารพบิดาหรือมารดา หรือผู้ใหญ่ของคนอื่นได?แต่ก็คงมีบิดาของตน ฉะนั้น จึงไม่ขาดจากความเป็นพุทธศาสนิกชนตลอดเวลาที่นับถือพระรัตนตรัยเป็นของต?เช่นเดียวกับเมื่อยังไม่ตัดบิดาของตนไปรับบิดาของเขามาเป็นบิดา ก็คงเป็นบุตรธิดาของบิดาตนอยู?หรือ เมื่อยังไม่แปลงสัญชาติเป็นอื่น ก็คงเป็นไทยอยู่นั่นเอง ฉะนั้น พระพุทธศาสนาจึงไม่คับแคบ ผู้นับถือย่อมส่งคมกับชาวโลกต่างชาติต่างศาสนาได้สะดวก ทั้งไม่สอนให้ลบหลู่ใคร ตรงกันข้ามกลับให้ความเคารพต่อผู้ควรเคารพทั้งปว?และไม่ซ่อนเร้นหวงกันธรรมไว้โดยเฉพา?ใครจะมาศึกษาปฏิบัติก็ได้ทั้งนั้น โดยไม่ต้องมานับถือก่อน ทั้งนี?เพราะแสดงธรรมที่เปิดทางให้พิสูจน์ได้ว่?เป็นสัจจ?(ความจริง) ที่เป็นประโยชน์สุขแก่การดำรงชีวิตในปัจจุบั?สัจธรรมที่เป็นหลักใหญ่ในพระพุทธศาสนา คื?อริยสั??

อริยสั? แปลว่า "สัจจะของผู้ประเสริ?(หรือผู้เจริญ)" "สัจจะที่ผู้ประเสริฐพึงรู? "สัจจะที่ทำให้เป็นผู้ประเสริฐ" หรือแปลรวบรัดว่า "สัจจะอย่างประเสริฐ" พึงทำความเข้าใจไว้ก่อนว่?มิใช่สัจจะตามชอบใจของโลก หรือของตนเอง แต่เป็นสัจจำทางปัญญาโดยตรง อริยสัจม??คื?

? ทุกข?ได้แก่ความเกิด ความแก?ความตา?ซึ่งมีเป็นธรรมดาของชีวิต และความโศก ความระทม ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใ?ความคับแค้นใ?ซึ่งมีแก่จิตใจและร่างกายเป็นครั้งครา?ความประจวบกับสิ่งที่ไม่รักไม่ชอบ ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอ?ความปรารถนาไม่สมหวัง กล่าวโดยย่อก็คือ กายและใจนี้เองที่เป็นทุกข์ต่าง ?จะพูดว่า ชีวิตนี้เป็นทุกข์ต่า??ดังกล่าวก็ได?

? สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณห?ความดิ้นรน ทะยานอยากของจิตใ?คื?ดิ้นรนทะยานอยา?เพื่อที่จะได้สิ่งปรารถนาอยากได?ดิ้นรนทะยานอยากเพื่อจะเป็นอะไรต่าง?ดิ้นรนทะยานอยากที่จะไม่เป็นในภาวะที่ไม่ชอบต่าง?

? นิโร?ความดับทุกข์ ได้แก่ดับตัณหา ความดิ้นรนทะยานอยากดังกล่า?

? มรรค ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ ทางมีองค??คื?ความเห็นชอ?ความดำริชอ?วาจาชอ?การงานชอ?อาชีพชอบ เพียรพยายามชอบ สติชอบ ตั้งใจชอ?

ได้มีบางคนเข้าใจว่?พระพุทธศาสนามองในแง่ร้าย เพราะแสดงให้เห็นแต่ทุกข์ และสอนสูงเกินกว่าที่คนทั่วไปจะรับได้ เพราะสอนให้ดับความดิ้นรนทะยานอยากเสียหมดซึ่งจะเป็นไปได้ยาก เห็นว่าจะต้องมีผู้เข้าใจดังนี้ จึงต้องซ้อมความเข้าใจไว้ก่อนที่จะแจกอริยสัจออกไป พระพุทธศาสนามิได้มองในแง่ร้ายหรือแง่ดีทั้งสองแต่อย่างเดียว แต่มองในแง่ของสัจจ?คือความจริงซึ่งต้องใช้ปัญญาและจิตใจที่บริสุทธิ์ประกอบกันพิจารณ?

ตามประวัติพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้ามิได้ทรงแสดงอริยสัจแก่ใครง่าย ?แต่ได้ทรงอบรมด้วยธรรมข้ออื่นจนผู้นั้นมีจิตใจบริสุทธิ์พอที่จะรับเข้าใจได้แล้ว จึงทรงแสดงอริยสั?ธรรมข้ออื่นที่ทรงอบรมก่อนอยู่เสมอสำหรับคฤหัสถ์นั้น คื?ทรงพรรณนาทาน พรรณนาศี?พรรณนาผลของทาน ศี?ที่เรียกว่าสวรรค?(หมายถึงความสุขสมบูรณ์ต่า??ทีเกิดจากทาน ศี?แม้ในชีวิตนี? พรรณนาโทษของกา?(สิ่งที่ผูกใจให้รักใคร่ปรารถน? และอานิสงส?คื?ผลดีของการที่พรากใจออกจากกามได?เทียบด้วยระดับการศึกษาปัจจุบัน ก็เหมือนอย่างทรงแสดงอริยสัจแก่นักศึกษาชั้นมหาวิทยาลั?ส่วนนักเรียนที่ต่ำลงมาก็ทรงแสดงธรรมข้ออื่นตามสมควรแก่วัย พระพุทธเจ้าจะไม่ทรงแสดงธรรมที่สูงกว่าระดับของผู้ฟั?ซึ่งจะไม่เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่า?แต่ผู้ที่มุ่งศึกษาแสวงหาความรู?แม้จะยังปฏิบัติไม่ได?ก็ยังเป็นทางเจริญความรู้ในสัจจะที่ตอบได้ตามเหตุผ?และอาจพิจารณาผ่อนลงมาปฏิบัติทั้งที่ยังมีตัณห?คื?ความอยากดังกล่าวอยู่นั่นแหละ ทางพิจารณานั้นพึงมีได้ เช่นที่จะกล่าวเป็นแนวคิดดังนี้

? ทุ??คนปรารถนาสุข ไม่ต้องการทุกข?แต่ทำไมคนเราจึงต้องเป็นทุกข์ และไม่สามารถจะแก้ทุกข์ของตนเองได?บางทียิ่งแก้ก็ยิ่งทุกข์มาก ทั้งนี?ก็เพราะไม่รู้เหตุผลตามเป็นจริงว่?อะไรเป็นเหตุของทุกข์ อะไรเป็นเหตุของสุข ถ้าได้รู้แล้วก็จะแก้ได?คื?ละเหตุทีให้เกิดทุกข์ ทำเหตุที่ให้เกิดสุ?อุปสรรคที่สำคัญอันหนึ่งก็คือใจของตนเอง เพราะคนเราจามใจตนเองมากไ?จึงต้องเกิดเดือดร้อน

?ที่พูดกันว่าตามใจตนนั้?โดยที่แท้ก็คือตามใจตัณหาคือความอยากของใจ ในขั้นโล??นี?ยังไม่ต้องดับความอยากให้หม?เพราะยังต้องอาศัยความอยา?เพื่อสร้างโล?หรือสร้างตนเองให้เจริญต่อไ?แต่ก็ต้องมีการควบคุมความอยากให้อยู่ในขอบเขตที่สมคว?และจะต้องรู้จักอิ่มรู้จักพอในสิ่งที่ควรอิ่มควรพอ ดับตัณหาได้เพียงเท่านี้ก็พอครองชีวิตอยู่เป็นสุขในโลก ผู้ก่อไฟเผาตนเองและเผาโลกอยู่ทุกกาลสมัยก็คือ ผู้ที่ไม่ควบคุมตัณหาของใจให้อยู่ในขอบเขต ถ้าคนเรามีความอยากจะได้วิช?ก็ตั้งใจพากเพียรเรีย?มีความอยากจะได้ทรัพย?ยศ ก็ตั้งใจเพียรทำงานให้ด?ตามกำลังตามทางที่สมควร ดังนี้แล้วก็ใช้ได้ แปลว่า ปฏิบัติมรรคมีองค??ในทางโลก และก็อยู่ในทางธรรมด้วย

? แต่คนเราต้องมีการพักผ่อน ร่างกายก็ต้องมีการพั?ต้องให้หลั?ซึ่งเป็นการพักทางร่างกาย จิตใจก็ต้องมีเวลาที่ปล่อยให้ว่าง ถ้าจิตใจยังมุ่งคิดอะไรอยู่ไม่ปล่อยความคิดนั้นแล้วก็หลับไม่ลง ผู้ที่ต้องการมีความสุขสนุกสนานจากรูป เสียงทั้งหลา?เช่น ชอบฟังดนตรีที่ไพเราะ หากจะถูกเกณฑ์ให้ต้องฟังอยู่นานเกินไป เสียงดนตรีที่ไพเราะที่ดังจ่อหูอยู่นานเกินไปนั้?จะก่อให้เกิดความทุกข์อย่างยิ่ง จะต้องการหนีไปให้พ้น ต้องการกลับไปอยู่กับสภาวะที่ปราศจากเสียง คือความสงบ จิตใจของคนเราต้องการความสงบดังนี้อยู่ทุกวั?วันหนึ่งเป็นเวลาไม่น้อ?นี้คือความสงบใ?กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คื?ความสงบความดิ้นรนทะยานอยากของใ?ซึ่งเป็นความดับทุกข์นั่นเอ?ฉะนั้น ถ้าทำความเข้าใจให้ดีว่?ความดับทุกข์ก็คือความสงบใจ ซึ่งเป็นอาหารใจที่ทุ??คนต้องการอยู่ทุกวั?ก็จะค่อยเข้าใจในข้อนิโรธนี้ขึ้?

? ควรคิดต่อไปว่า ใจที่ไม่สงบนั้?ก็เพราะเกิดความดิ้นรนขึ้?และก็บัญชาให้ท?พู?คิ?ไปตามใจที่ดิ้นรนนั้น เมื่อปฏิบัติตามใจไปแล้วก็อาจสงบลงได้ แต่การที่ปฏิบัติไปแล้วนั้น บางทีชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียวก็ให้เกิดทุกข์โทษอย่างมหันต?บางทีเป็นมลทินโทษที่ทำให้เสียใจไปช้านา?คนเช่นนี?ควรทราบว่า ท่านเรียกว่า "ทาสของตัณห? ฉะนั้น จะมีวิธีทำอย่างไรที่จะไม่แพ้ตัณห?หรือจะเป็นนายของตัณหาในใจของตนเองได้ วิธีดังกล่าวนี้ก็คือ มรรคมีองค์ ?ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่

? สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอ?คื?เห็นอริยสั??หรือ เห็นเหตุผลตามเป็นจริ?แม้โดยประการที่ผ่อนพิจารณาลงดังกล่าวมาโดยลำดับ

? สัมมาสังกัปป?ความดำริชอ?คื?ดำริ หรือคิดออกจากสิ่งที่ผูกพันให้เป็นทุกข์ ดำริในทางไม่พยาบาทมุ่งร้าย ดำริในทางไม่เบียดเบียน

? สัมมาวาจ?วาจาชอ?แสดงในทางเว้?คื?เว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูดส่อเสียดให้แตกร้าวกั?เว้นจากพูดคำหยาบร้าย เว้นจากพูดเพ้อเจ้อไม่เป็นประโยชน?

? สัมมากัมมันต?การงานชอ?แสดงในทางเว้?คื?เว้นจากการฆ่?การทรมาน เว้นจากการลั?เว้นจากการประพฤติผิดในทางกาม

? สัมมาอาชีว?เลี้ยงชีวิตชอบ คื?เว้นจากมิจฉาอาชีวะ (อาชีพผิด) สำเร็จชีวิตด้วยอาชีพที่ชอบ

? สัมมาวายาม?เพียรพยามยามชอ?คื?เพียรระวังบาปที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้?เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้?เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้?เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วมิให้เสื่อม แต่ให้เจริญยิ่งขึ้?

? สัมมาสติ ระลึกชอบ คื?ระลึกไปในที่จั้งของสติที่ดีทั้งหลา?เช่น ในสติปัฏฐา??คื?กา?เวทน?จิ?ธรรม

? สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอ?คื?ทั้งใจให้เป็นสมาธิ (ตั้งมั่นแน่วแน? ในเรื่องที่ตั้งใจจะทำในทางที่ชอบ

มรรคมีองค์ ?นี?เป็นทางเดียว แต่มีองค์ประกอบเป็??และย่อลงได้ในสิกขา (ข้อที่พึงศึกษาปฏิบัต? คื?

สีลสิกขา สิกขาศีลคือศีล ได้แก่ วาจาชอ?การงานชอ?อาชีพชอบ พูดโดยทั่วไป จะพูดจะทำอะไรก็ให้ถูกชอบ อย่าให้ผิด จะประกอบอาชีพอะไรก็เช่นเดียวกั?ถ้ายังไม่มีอาชีพ เช่น เป็นนักเรียนต้องอาศัยท่านผู้ใหญ่อุปการ?ก็ให้ใช้ทรัพย์ที่ท่านให้มาตามส่วนที่ควรใช้ ไม่ใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายเหลวแหล?ศึกษาควบคุมตนเองให้งดเว้นจากความคิดที่จะประพฤติตนที่จะเลี้ยงเพื่อนไปในทางที่ผิ?ที่ไม่สมคว?

จิตตสิกข?สิกขาคือจิ?ได้แก่ เพียรพยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอ?พูดโยทั่วไ?เรื่องของจิตเป็นเรื่องสำคั?ต้องพยายามศึกษาฝึกฝน เพราะอาจฝึกได้โดยไม่ยากด้ว?แต่ขอให้เริ่?เช่นเริ่มฝึกตั้งความเพีย?ฝึกให้ระลึกจดจ?และระลึกถึงเรื่องที่เป็นประโยชน์ และให้ตั้งใจแน่วแน?สิกขาข้อนี?ใช้ในการเรียนได้เป็นอย่างด?เพราะการเรียนจะต้องมีความเพียร ความระลึ?ความตั้งใจ

ปัญญาสิกขา สิกขาคือปัญญ?ได้แก่ เห็นชอ?ดำริชอ?พูดโดยทั่วไป มนุษย์เจริญขึ้นก็ด้วยปัญญาที่พิจารณา และลงความเห็นในทางที่ถูกที่ชอบ ดำริชอ?ก็คือพิจารณาโดยชอบ เห็นชอ?ก็คือลงความเห็นที่ถูกต้อ?นักเรียนผู้ศึกษาวิชาต่าง ?ก็มุ่งให้ได้ปัญญาสำหรับที่จะพินิจพิจารณาและลงความเห็นโดยความถูกชอบ ตามหลักแห่งเหตุผลตามเป็นจริง และโดยเฉพาะควรอบรมปัญญาในไตรลักษณ์ และปฏิบัติพรหมวิหา??

***

?ไตรลักษณ??

หมายถึ?ลักษณะที่ทั่วไ?ไดแก?สังขารทั้งปว?คื?อนิจจะ ทุกข?อนัตตา

อนิจ?ไม่เที่ย?คื?ไม่ดำรงอยู่เป็นนิตย์นิรันดร์ เพราะเมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องดับในที่สุ?ทุ??สิ่งจึงมีหรือเป็นอะไรขึ้นมาแล้?ก็กลับไม่ม?เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ชั่วครา?

ทุกข?ทนอยู่คงที่ไม่ได?ต้องเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสม?เหมือนอย่างถูกบีบคั้นให้ทรุดโทรมเก่าแก่ไปอยู่เรื่อ??ทุ??คนผู้เป็นเจ้าของสิ่งเช่นนี?ก็ต้องทนทุกข์เดือดร้อนไม่สบายไปด้ว?เช่นไม่สบายเพราะร่างกายป่วยเจ็?

อนัตตา ไม่ใช่อัตต?คื?ไม่ใช่ตัวต?อนัตตานี?ขออธิบายเป็นลำดับชั้นสามชั้นดังต่อไปนี?

? ไม่ยึดมั่นกับตนเกินไ?เพราะถ้ายึดมั่นกับตนเกินไป ก็ทำให้เป็นคนเห็นแก่ตัวฝ่ายเดียว หรือทำให้หลงตน ลืมต?มีอคติ คือลำเอียงเข้ากับต?ทำให้ไม่รู้จักตนตามเป็นจริ?เช่นคิดว่า ตนเป็นฝ่ายถู?ตนต้องได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ด้วยความยึดมั่นตนเองเกินไป แต่ตามที่เป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม?

? บังคับให้สิ่งต่า??รวมทั้งร่างกายและจิตใจไม่ให้เปลี่ยนแปลงตามความต้องการไม่ได?เช่นบังคับให้เป็นหนุ่มสาวสวยงามอยู่เสมอไม่ได?บังคับให้ภาวะของจิตใจชุ่มชื่นว่องไวอยู่เสมอไม่ได?

? สำหรับผู้ที่ได้ปฏิบัติไปได้จนถึงขั้นสูงสุด เห็นสิ่งต่าง ?รวมทั้งร่างกายและจิตใจเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนทั้งสิ้นแล้?ตัวตนจะไม่มี ตามพระพุทธภาษิตที่แปลว่า "ตนย่อมไม่มีแก่ตน" แต่ก็ยังมีผู้ซึ่งไม่ยึดมั่นอะไรในโลก ผู้รู้นี้เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็สามารถปฏิบัติสิ่งต่า??ให้เป็นไปตามสมควรแก่สถานที่และสิ่งแวดล้อ?โดยเที่ยงธรรมล้ว??(ไม่มีกิเลสเจือปน)

***

?พรหมวิหา???

คื?ธรรมสำหรับเป็นที่อาศัยอยู่ของจิตใจที่ด?มี ?ข้?ดังต่อไปนี?

? เมตต?ความรักที่จะให้เป็นสุข ตรงกันข้ามกับความเกลียดที่จะให้เป็นทุกข์ เมตตาเป็นเครื่องปลูกอัธยาศัยเออารี ทำให้มีความหนักแน่นในอารมณ?ไม่ร้อนวู่วา?เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกเป็นมิต?ไม่เป็นศัตรู ไม่เบียดเบียนใคร แม้สัตว์เล็กเพียงไหน ให้เดือดร้อนทรมานด้วยความเกลีย?โกรธ หรือสนุกก็ตา?

? กรุณ?ความสงสารจะช่วยให้พ้นทุกข์ ตรงกันข้ามกับความเบียดเบีย?เป็นเครื่องปลูกอาศัยเผื่อแผ่เจือจา?ช่วยผู้ที่ประสบทุกข์ยากต่า??กรุณานี้เป็นพระคุณสำคัญข้อหนึ่งของพระพุทธเจ้?เป็นพระคุณสำคัญข้อหนึ่งของพระมหากษัตริย์ และเป็นคุณสำคัญของท่านผู้มีคุณทั้งหลาย มีมารดาบิด?เป็นต้?

? มุทิตา ความพลอยยินดีในความได้ดีของผู้อื่น ตรงกันข้ามกับความริษยาในความดีของเขา เป็นเครื่องปลูกอัธยาศัยส่งเสริมความด?ความสุ?ความเจริ?ของกันและกัน

? อุเบกข?ความวางใจเป็นกลา?ในเวลาที่ความวางใจดังนั้?เช่นในเวลาที่ผู้อื่นถึงความวิบัต?ก็วางใจเป็นกลา?ไม่ดีใจว่าศัตรูถึงความวิบัติ ไม่เสียใจว่าคนที่รักถึงความวิบัต?ด้วยพิจารณาในทางกรรมว่?ทุ??คนมีกรรมเป็นของต?ต้องเป็นทายาทรับผลของกรรมที่ตนได้ทำไว้เอ?ความเพ่งเล็งถึงกรรมเป็นสำคัญดังนี้ จนวางใจลงในกรรมได้ ย่อมเป็นเหตุถอนความเพ่งเล็งบุคคลเป็นสำคั?นี้แหละเรียกว่?อุเบกข?เป็นเหตุปลูกอัธยาศัยให้เพ่งเล็งถึงความผิดถูกชั่วดีเป็นข้อสำคัญ ทำให้เป็นคนมีใจยุติธรรมในเรื่องทั่??ไปด้วย

ธรรม ?ข้อนี้ ควรอบรมให้มีในจิตใจด้วยวิธีคิดแผ่ใ?ประกอบด้วยเมตตาเป็นต้น ออกไปในบุคคลและสัตว์ทั้งหลาย โดยเจาะจ?และโดยไม่เจาะจงคือทั่วไป เมื่อหัดคิดอยู่บ่อ??จิตใจก็จะอยู่กับธรรมเหล่านี้บ่อยเข้าแทนความเกลีย?โกรธเป็นต้นที่ตรงกันข้าม จนถึงเป็นอัธยาศัยขึ้?ก็จะมีความสุขมาก

***

?นิพพานเป็นบรมสุข ?/h3>

ได้มีสุภาษิตกล่าวไว้ แปลว่า "นิพพานเป็นบรมสุข คื?สุขอย่างยิ่ง" นิพพาน คือความละตัณหา ในทางโลกและทางธรรมทั้งหม?ปฏิบัติโดยไม่มีตัณหาทั้งหม?คื?การปฏิบัติถึงนิพพา?

ได้มีผู้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่?"ธรรม" (ตลอดถึ?"นิพพาน" ที่ว่า "เป็นสันทิฏฐิโก อันบุคคลเห็นเอ? นั้น อย่างไ? ได้มีพระพุทธดำรัสตอบโดยความว่าอย่างนี้ คื?ผู้ที่มีจิตถูกราคะ โทสะ โมหะ ครอบงำเสียแล้ว ย่อมเกิดเจตนาความคิดเพื่อเบียดเบียนตนบ้า?ผู้อื่นบ้า?ทั้งสองฝ่ายบ้า?ต้องได้รับทุกข์โทมนัสแม้ทางใ?เมื่อเกิดเจตนาขึ้นดังนั้?ก็ทำให้ประพฤติทุจริตทางไตรทวาร คื?กา?วาจา ใจ และคนเช่นนั้นย่อมไม่รู้ประโยชน์ตนเองประโยชน์ผู้อื่?ประโยชน์ทั้งสองตามเป็นจริง แต่ว่าเมื่อละความชอบ ความชั?ความหลงเสียได้ ไม่มีเจตนาความคิดที่จะเบียดเบียนตนและผู้อื่นทั้งสองฝ่า?ไม่ประพฤติทุจิตทางไตรทวา?รู้ประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสองตามเป็นจริง ไม่ต้องเป็นทุกข์โทมนัสแม้ด้วยใ?"ธรรม (ตลอดถึ? นิพพาน" ที่ว่า "เห็นเอ? คือเห็นอย่างนี?ตามที่ตรัสอธิบายนี?เห็นธรรมคื?เห็นภาวะหรือสภาพแห่งจิตใจของตนเอ?ทั้งในทางไม่ดีทั้งในทางด?จิตใจเป็นอย่างไรก็ให้รู้อย่างนั้นตามเป็นจริง ดังนี้เรียกว่า เห็นธรรม ถ้ามีคำถามว่?จะได้ประโยชน์อย่างไร? ก็ตอบได้ว่?ได้ความดับทางใ?คื?จิตใจที่ร้อนรุ่มด้วยความโล?โกรธ หลงนั้?เพราะมุ่งออกไปข้างนอ?หากได้นำใจกลับเข้ามาดูใจเองแล้?สิ่งที่ร้อนจะสงบเอ?และให้สังเกตจับตัวความสงบนั้นให้ได?จับไว้ให้อยู?เห็นความสงบดังนี?คื?เห็นนิพพาน วิธีเห็นธรรม เห็นนิพพาน ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสอธิบายไว?จึงเป็นวิธีธรรมดาที่คนธรรมดาทั่ว ?ไปปฏิบัติได้ ตั้งแต่ขั้นธรรมดาต่ำ ตลอดถึงขั้นสูงสุ?

อริยสั?ไตรลักษณ?และนิพพา?"เป็นสัจธรร? ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และได้ทรงแสดงสั่งสอน (ดังแสดงในปฐมเทศนาและในธรรมนิยา? เรียกได้ว่าเป็?"ธรรมสัจจ? สัจจะทางธรรมเป็นวิสัยที่พึงรู้ได้ด้วยปัญญา อันเป็นทางพ้นทุกข์ในพระพุทธศาสนา แต่ทางพระพุทธศาสนา ก็ได้แสดงธรรมในอีกหลักหนึ่งคู่กันไ?คื?ตา?"โลกสัจจะ" สัจจะทางโล? คือแสดงในทางมีตน มีของต?เพราะโดยสัจจะทางธรรมที่เด็ดขาดย่อมเป็นอนัตตา แต่โดยสัจจะทางโลกย่อมมีอัตตา ดังที่ตรัสว่?"ตนแลเป็นที่พึ่งของตน" ในเรื่องนี้ได้ตรัสไว้ว่า "เพราะประกอบเครื่องรถเข้า เสียงว่ารถย่อมมีฉันใ?เพราะขันธ์ทั้งหลายมีอยู่ สัตว์ย่อมมีฉันนั้น" ธรรมในส่วนโลกสัจจะ เช่น ธรรมที่เกี่ยวแก่การปฏิบัติในสังคมมนุษย?เช่น ทิศห?แม้ศีลกับวินัยบัญญัติทั้งหลายก็เช่นเดียวกั?ฉะนั้น แม้จะปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ทางจิตใจตามหลักธรรมสัจจ?ส่วนทางกายและทางสังค?ก็ต้องปฏิบัติอยู่ในธรรมตามโลกสัจจะ ยกตัวอย่างเช่น บัดนี้ตนอยู่ในภาวะอันใ?เช่น เป็นบุตรธิดา เป็นนักเรียน เป็นต้?ก็พึงปฏิบัติธรรมตามควรแก่ภาวะของตน และความพยายามศึกษานำธรรมมาใช้ปฏิบัติขึ้นทุ??วั?ในการเรียน ในการทำงาน และในการอื่น ?เห็นว่?ผู้ปฏิบัติดังนี้จะเห็นเองว่า ธรรมมีประโยชน์อย่างยิ่งแก่ชีวิตอย่างแท้จริ?

(คัดลอกจา?"หนังสือพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไร" จัดพิมพ์ขึ้นเนื่องในวาระดิถีวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ เมื่อวันที?๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๐)

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Wednesday 4 October, 2006 11:04 PM