ทรรศนะนักวิชาการไทยเกี่ยวกับสงครามที่เป็นธรร?/div>
 

© ดวงเด่?นุเรมรัมย์


***

สงครามที่เป็นธรรมจัดเป็นความขัดแย้งทางจริยธรรมระหว่างหน้าที่ในอันที่จะไม่ฆ่า หรือเบียดเบียนผู้อื่?และหน้าที่ในการป้องกันประเทศ หรือรักษาสันติภา?ซึ่งทฤษฎีสงครามที่เป็นธรรมจะพยายามแก้ไขความขัดแย้งนี?ด้วยการเสนอเงื่อนไขที่ทำให้บางครั้งการฆ่าไม่ถือว่าผิดจริยธรร?อย่างไรก็ตาม แม้ทฤษฎีสงครามที่เป็นธรรมจะเสนอว่าการฆ่าในสงครามบางครั้งเป็นสิ่งที่ชอบธรรมภายใต้เงื่อนไขบางประกา?แต่เมื่อพิจารณาจากจุดยืนของพระพุทธศาสนาแล้วจะเห็นว่าพระพุทธศาสนาห้ามการฆ่าหรือทำลายทุกสิ่งที่มีชีวิต พิจารณาได้จากหลักเบญจศีลข้อที่หนึ่?กระนั้นก็ตาม แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะห้ามการทำลายชีวิ?แต่ในบางครั้งการดำเนินชีวิตของมนุษย์ย่อมเผชิญกับความขัดแย้งเชิงจริยธรรมระหว่างการดำเนินชีวิตเพื่อความอยู่รอด กับหลักคำสอนทางศาสนา ซึ่งสงครามนับเป็นปัญหาความขัดแย้งประการหนึ่งดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ดังนั้?การพิจารณาความขัดแย้งทางจริยธรรมดังกล่าวบนพื้นฐานพุทธจริยศาสตร์จึงเป็นสิ่งจำเป็น

จุดยืนของพุทธจริยศาสตร์ต่อประเด็นเรื่องสงครามที่เป็นธรรมที่ควรนำมาประกอบการพิจารณา คื?เรื่องความหนักเบาของโทษที่เกิดจากการกระทำปาณาติบาต รวมถึงเจตนาของการกระทำว่าเกิดจากกุศลมูลหรืออกุศลมู?ตลอดจนผลของการกระท?ซึ่งจากการศึกษ?ภาคเอกสารเกี่ยวกับแนวคิดทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับสงครา?พบว่?การฆ่าหรือทำลายชีวิตในสงคราม หรือแม้แต่สงครามที่เห็นว่าชอบธรรมนั้?เป็นบาปทั้งสิ้?เพราะในการรบเพื่อป้องกันประเทศต้องมีการเตรียมการ มีการวางแผนการสู้ร?หรือแม้แต่เจตนาในการใช้อาวุธเพื่อต่อสู้กับศัตร?อันนำไปสู่การทำร้ายหรือทำลายชีวิตของฝ่ายตรงข้า?ซึ่งการกระทำดังกล่าวย่อมครบองค์ห้าขอ?ปาณาติบา?แต่อย่างไรก็ตา?เมื่อศึกษาร่วมกับเกณฑ์สำหรับพิจารณาโทษของปาณาติบาตแล้วพบว่?ถึงแม้การฆ่าจะเป็นบา?แต่การฆ่าแต่ละครั้งก็มีโทษ (หรือบา? ไม่เท่ากัน ด้วยเหตุนี?เป็นไปได้ว่า หากเหตุผลของการทำสงครามเกิดจากกุศลมู?กล่าวคือ เป็นไปเพื่อป้องกันตั?เพื่อรักษาผู้บริสุทธิ์ หรือความถูกต้อ?บาปย่อมจะน้อ?ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้สอดคล้องกับที่พระธรรมปิฎก (??ปยุตฺโ? (2538: 48) ได้เสนอไว้ว่??ในกรณีที่ผู้ทำมีเจตนาไม่รุนแรง เช่น ทหารที่ทำสงครามป้องกันตัวในสนามร?โดยเป็นการทำเพื่อป้องกันตั?ซึ่งไม่ได้มีเจตนาที่มุ่งร้าย หรือมีเจตนาที่อาฆา?และไม่ได้มีเจตนาที่จะไปเบียดเบียนผู้อื่น ก็จะถือว่าเป็นบาปน้อ??และในท้ายที่สุดแล้?เมื่อการทำสงครามที่มีผลโดยไม่ได้เป็นการเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่?หรือไม่ได้ทำตนเองหรือผู้อื่นให้เดือดร้อน อีกทั้งเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขทั้งแก่ตนเองและผู้อื่?จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ชอบธรรม

การศึกษาเกี่ยวกับแนวคิดทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับสงคราม ได้ข้อสรุปว่าพระพุทธศาสนาน่าจะยอมรับว่ามีสงครามบางครั้งที่กล่าวได้ว่าชอบธรรม นั่นคื?สงครามที่ทำโดยมีเจตนาเป็นกุศลมูลประกอบด้วย เช่น ความเมตตากรุณาในการปกป้องประเทศชาต?เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน อย่างไรก็ตาม จุดที่พระพุทธศาสนาดูจะต่างออกไปจากทฤษฎีสงครามที่เป็นธรรมในจริยศาสตร์ตะวันต?ก็คือว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้มีทรรศนะว่าการฆ่าคนในการทำสงครามนั้นไม่ผิดจริยธรรม หากแต่เห็นว่าบาปที่ก่อนี้ไม่รุนแรงเท่ากับการฆ่าด้วยโทสะล้ว??นอกจากนี?ต้องไม่ลืมว่าสิ่งอื่??ที่ทำในขณะทำสงครามก็มิใช่จะชอบธรรมไปเสียทั้งหม?ทั้งนี้ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป เช่น หากมีการทรมานเชลยศึกหรือฉุดคร่าก็เป็นบาป และไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายที่ดีในการทำสงครา?

เมื่อทราบถึงจุดยืนของพุทธจริยศาสตร์ที่มีต่อการทำสงครามแล้ว ในลำดับต่อไป ผู้เขียนจะได้อภิปรายผลการศึกษาทรรศนะของนักวิชากา?ดังนี้

จากการสัมภาษณ์นักวิชาการผู้เขียนพบว่?คำให้สัมภาษณ์ดูจะชี้ว่าผู้ให้สัมภาษณ์เห็นว่ามีสงครามที่เป็นธรร?อย่างไรก็ตาม ไม่อาจกล่าวได้เต็มที่นักว่ากลุ่มตัวอย่างทุกท่านมีความเห็นว่าพระพุทธศาสนายอมรับการมีอยู่ของสงครามที่เป็นธรร?ทั้งนี้เพราะว่าความเป็นธรรมของสงครามในทรรศนะของคนเหล่านี้นั้นบางครั้งก็มีเหตุผลอื่นที่ไม่ได้อ้างจากพระพุทธศาสน?ดังจะเห็นได้ในประเด็นหนึ่งว่ามีการยอมรับพร้อ??กันว่าพระพุทธศาสนาไม่ยอมรับการทำสงคราม และในขณะเดียวกัน สงครามก็เป็นสิ่งที่ต้องให้เป็นไปด้วยเหตุที่เป็นธรรมชาต?เมื่อพิจารณาคำสัมภาษณ์จะสังเกตเห็นได้ว่าบางครั้งการให้เหตุผลจะออกมาในรูปที่ว่า ?จริยธรรมหรือศาสน??เป็นคนละเรื่องกั??ความเป็นจริง ?เช่น คำกล่าวให้สัมภาษณ์ที่ว่า ?การป้องกันตัวเป็นหน้าที่ของสังคมและประชาชน ซึ่งอยู่นอกเหนือจากเรื่องของหลักธรรม ? ทรรศนะเช่นนี้อาจจะไม่ตรงกับพระพุทธศาสนาเสียทีเดียว เนื่องจากสิ่งที่พระพุทธองค์สอนก็คื??ธรรม??หรือ ?ธรรมชาติ ?ดังนั้?ศาสนาจึงไม่ได้แยกออกจากความเป็นจริ?ไม่ว่าความเป็นจริงจะเป็นอย่างไ?หลักการที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบก็ยังจริงอยู่เช่นนั้น หรืออีกนัยหนึ่?หลักจริยธรรมของพระพุทธศาสนานั้นมีลักษณะเป็นสัมบูรณ์นิย?กล่าวคือ พระพุทธศาสนาเห็นว่าค่าทางศีลธรรมเป็นสิ่งตายตัว ในทรรศนะของพระพุทธศาสน?การฆ่าคนไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตา?สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรร?การทำสงครามถือเป็นการฆ่ารูปแบบหนึ่?ซึ่งผิดศีลธรรมเช่นกั?ดังนั้?จึงหมายความว่าการฆ่าคนในสงครามผิดหลักศีลธรรมของพระพุทธศาสน?ก็ต้องผิดในความเป็นจริงด้ว?และสิ่งนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้เราต้องสั่งสอนคนให้มีจริยธรรมที่ถูกต้อ?ดังที่มีผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวว่า ?ถ้าคนในสังคมของเรา หรือในศาสนาของเราช่วยเหลือซึ่งกันและกั?และคนเราหันมาช่วยกันจรรโลงพระพุทธศาสนา และเราปฏิบัติได้ ทุกคนจะไม่เดือดร้อนจากการทำสงครา??

นอกจากการชี้ให้เห็นว่า ?จริยธรรมหรือศาสน??เป็นคนละเรื่องกั??ความเป็นจริง ?แล้ว กลุ่มตัวอย่างยังได้กล่าวถึ?การแบ่งหน้าที่ของพุทธศาสนิกช?กับหน้าที่การเป็นทหา?ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าผู้ให้สัมภาษณ์พยายามแบ่งหน้าที่ทั้งสองออกจากกัน กล่าวคือเป็นการให้เหตุผลว่??หน้าที่ของพุทธศาสนิกชน ?เป็นคนละเรื่องกั??หน้าที่การเป็นทหาร ?เช่น คำกล่าวให้สัมภาษณ์ที่ว่า ?ถ้าเรามีหน้าที่ในการปกป้องประเทศ เราก็ต้องแบ่งระหว่างหน้าที่ในส่วนของการนับถือศาสนา การเคารพ การบูชาตามหลักคำสอนเป็นอีกส่วนหนึ่?จากนั้นเมื่อภารกิจอีกด้านหนึ่งแทรกเข้ามา จำเป็นที่ทหารจะต้องแยกให้ถูกว่?ในความศรัทธา ในความเชื่อทางพระพุทธศาสนาที่เขามีอยู่ กับหน้าที่ที่จำเป็นจะต้องปฏิบัติเพื่อให้สังคมอยู่รอด รวมไปถึงเพื่อรักษาพระพุทธศาสนาด้วย บางครั้งต้องเสียสล??ทรรศนะเช่นนี้อาจจะไม่ตรงกับพระพุทธศาสนาเสียทีเดียว กล่าวคือ ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกช?เมื่อประเทศชาติเกิดสงครามขึ้?และเราต้องไปปฏิบัติหน้าที่ทหารเพื่อป้องกันประเทศ ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเราเข้าสู่สนามรบ ความเป็นพุทธศาสนิกชนของเราจะยุติลงชั่วคราว ด้วยเหตุดังกล่าวจึงไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงหลักคำสอนทางศาสนาเมื่ออยู่ในสนามรบ ในทางตรงกันข้า?เมื่อประเทศชาติสงบเราก็ไม่จำเป็นต้องหน้าที่ในการป้องกันภัยคุกคาม เพียงเพราะเราถือว่าเป็นพุทธศาสนิกชนที่ต้องปฏิบัติตามหลักคำสอนทางศาสนาอย่างเคร่งครั?ดังนั้?ในสถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นไปไม่ได้ว่ามนุษย์จะยึดถือหน้าที่ใดเพียงหน้าที่หนึ่งเท่านั้?อีกนัยหนึ่งคือ หน้าที่ของพุทธศาสนิกชน กับหน้าที่การเป็นทหารจึงแยกออกจากกันไม่ได้

นอกจากนี?กลุ่มตัวอย่างได้กล่าวถึงเรื่องสิทธิในการป้องกันตนเอง เช่นคำกล่าวที่ว่??ทุกประเทศชาติย่อมจะรักประเทศชาติ รักเผ่าพันธุ์ของตัวเอง จึงต้องปกป้องพิทักษ์รักษาเผ่าพันธุ?รักษาแผ่นดิน รักษาประเทศชาติของแต่ละบุคคลไว?ถ้าหากว่ามีข้าศึกศัตรูมารุกราน ประเทศนั้นก็มีสิทธิที่จะปกป้องตัวเองได?? ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว ไม่ว่าในสถานการณ์ใ??หากมีการอ้างสิทธิแล้?ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นที่ยอมรับได้ในทุกกรณี ซึ่งกรณีของการอ้างสิทธิในการทำสงครามเพื่อป้องกันตัวเองก็เช่นกั?พิจารณาได้จากของทฤษฎีสงครามที่เป็นธรรมที่เสนอว่า ?การที่จะประกาศสงครามได้นั้นต้องมีเหตุผลอันชอบธรร?เป็นต้นว่า การต่อสู้ป้องกันตัวจากการรุกรานของฝ่ายตรงข้ามที่ไม่เป็นธรร?คุ้มครองประชาชนผู้บริสุทธิ?ปกป้องสิทธิเสรีภาพและรัฐจากการถูกล่วงล้ำสิทธ??

ทรรศนะที่ให้สัมภาษณ์บางส่วนอ้างถึงความชอบธรรมในการออกร?มาจากการทำหน้าที่ที่มีในฐานะชาวโลก เช่น ?ไม่ว่าเราจะไปเกิดที่ไหนก็ตาม เราย่อมมีหน้าที่ของเรา สมมติว่าหน้าที่ของเร?เราเป็นทหา?เราก็ปฏิบัติตามหน้าที่ของเรา ถ้าเราไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของเรามันก็ไม่ถูกไม่คว?และถ้าเราไม่อยากอยู่ในหน้าที่ตรงนั้นเราก็ออกมาได?เราก็ลาออกมาแล้วหันมาปฏิบัติ เราก็สามารถบรรลุถึงขั้นไหน ?ได้เหมือนกัน ?การอ้างเหตุผลดังกล่า?ในส่วนหนึ่งคล้ายมีสมมุติฐานเกี่ยวกับการแยกความเป็นจริงหรือชีวิตทางโลกกับศาสน?ซึ่งมีปัญหาดังที่อภิปรายมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ในอันที่จริงไม่เป็นเช่นนั้?เพราะมีการอ้างถึงหลักกรรมว่า ?ถามว่ามันเป็นบาปเป็นกรรมหรือไม?คำตอบคือ ?เป็น ' แต่ไม่ถึงขั้นหนั??ดังนั้?จุดสนใจจึงน่าจะอยู่ที่คำถามว่าการอ้างหน้าที่ทางโลกจะให้ความชอบธรรมแก่การกระท?เช่น การออกรบได้หรือไม่ ตามหลักพุทธจริยศาสตร์เป็นไปได้ว่าการอ้างหน้าที่อาจจะให้ความชอบธรรมกับการกระทำได้ แต่ความชอบธรรมนี้ไม่ได้มาจากเพียงการมีหน้าที่นั้?หากแต่ต้องดูความชอบธรรมของตัวหน้าที่เองอีกทอดหนึ่ง เช่น หน้าที่การเป็นทหารนั้นต่างจากโจร เพราะทหารมีไว้เพื่อผลประโยชน์ของคนหมู่มา?ในขณะที่โจรไม่ใช?ดังนั้?การทำหน้าที่ของทหารจึงชอบธรร?ในขณะที่ของโจรไม่ชอบธรรม อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องพิจารณาเจตนาเป็นรายบุคคลไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ออกรบโดยมีทัศนคติว่าเป็นหน้าที?ทำไปตามหลักเหตุและผลแบบอุเบกขาย่อมจะมีบาปน้อยกว่าผู้ที่ออกรบด้วยความเคียดแค้นชิงชังศัตรู

การอ้างถึงหน้าที่ในการป้องกันประเทศชาติของคนในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกช?ดังคำกล่าวที่ว่า ?อย่างเราเป็นชาวพุท?จะให้คนอื่นเข้ามาเหยียบย่ำ ย่ำย?ยึดของ ?เร?เราป้องกันประเทศของเราหรือเปล่?หรือจะปล่อยให้เขามายึดของเรา มันไม่ใช?มันไม่ถู??จา?คำกล่าวนี้จะเห็นได้ว่าสามารถเชื่อมโยงเข้ากับแนวคิดของพระพุทธศาสนาเรื่องเมตตากรุณ?เช่น ปกป้องสมาชิกในสังค?และการสละชีพเพื่อรักษาธรรม (ปกป้องศาสน? ได?ทั้งนี?การอ้างเหตุผลดังกล่าวสามารถอธิบายสนับสนุนได้ด้วยหลักการทางพุทธจริยศาสตร์ดังที่ได้พิจารณามาแล้ว กล่าวคือ สงครามนั้น ?เกิดจากเจตนาที่เป็นกุศลมูล มีความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ไม่ต้องการให้เขาเหล่านั้นได้รับความเดือดร้อนจากกการถูกรุกราน หรือไม่ต้องการให้พระศาสนาถูกทำลา?ตลอดจนตั้งใจที่จะค้ำชูให้พระพุทธศาสนาดำรงสืบต่อไปได้ นอกจากนี?ผู้ที่ไปทำสงครามต้องรู้ตัวอยู่เสมอว่าสิ่งที่ตนเองกระทำนั้นเป็นบา?แต่เมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงการกระทำที่จะนำไปสู่บาปนั้นได?ดังนั้นเมื่อกระทำไปแล้วต้องทำความดีให้มากยิ่งขึ้?และพร้อมที่จะรับผลของการกระทำที่จะเกิดขึ้นด้วย เหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่ทำให้สงครามนั้น ?มีความชอบธรรมได้

จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างยังพบว่ามีการกล่าวอ้างถึงแนวคิดทางพระพุทธศาสน?เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำในสงครา?เช่น การกล่าวถึงเรื่อ??ธรรม ?ในคำสัมภาษณ์ที่ว่า ?เมื่อประเทศเราเกิดสงคราม แล้วเราไปทำสงครามเป็นสิ่งที่ยอมรับได?เพราะเราทำเพื่อป้องกันตัวเอง เพื่อความเป็นธรร?เพื่อรักษาความเป็นธรรมในโล??ซึ่งธรรมที่กลุ่มตัวอย่างหมายถึงนั้นน่าจะหมายความถึ??ความยุติธรรม หรือความชอบธรร??ระหว่างประเท?ที่ประเทศทั้งหลายพึงมีในฐานะของประเทศอธิปไตยที่ควรจะปราศจากการคุกคาม หรือการรุกรานจากประเทศอื่น ซึ่งต่างไปจา??ธรรม ?ทางพระพุทธศาสน?กล่าวคือ ?ธรรม ?ในทางพระพุทธศาสนาหมายความถึง ?บรมสุข หรือ นิพพาน ?ซึ่งเป็นเรื่องของการสละชีวิตในทางโลก หรืออุทิศตนเพื่อแสวงหาความจริงอันสูงสุ?และนำความจริงที่ค้นพบเหล่านั้นมาช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากห้วงทุกข์ อันได้แก?เกิด แก?เจ็บ และตาย

หรือการกล่าวถึงเรื่อ??การสร้างกุศล ?คล้ายกับเป็นการล้างบาป เช่น การสร้างวัดหลังจากที่ไปฆ่าคนในสงคราม ซึ่งเมื่อพิจารณาจากหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาแล้?ไม่พบว่ามีการกล่าวถึงเรื่องในทำนองการล้างบาป แต่พระพุทธศาสนาถือว่าเรื่องของการทำบุญเพื่อชำระล้างกรรมชั่วนั้?เป็นสิ่งที่ไม่สามารถลบล้างกันได้ และสำหรับการทำบุญหรือสร้างกุศลมา??จะทำให้ผลของบาปตามไม่ทันผลของบุญที่ทำสั่งสมไว้เท่านั้น หรือผลของกรรมชั่วอาจจะให้ผลไม่แรงเท่ากับกรรมดีที่สร้างสมเอาไว้นั่นเอ?ดังพระพุทธพจน์อ้างอิ?ดังต่อไปนี?

ดูกรภิกษุทั้งหลา?ก็บุคคลเช่นไรเล่?ทำบาปกรรมเล็กน้อยเช่นนั้นเหมือนกัน บาปกรรมนั้นให้ผลทันตาเห็?แต่ส่วนน้อยไม่ปราก?ปรากฏเฉพาะส่วนมา?ดูกรภิกษุทั้งหลา?บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้อบรมกาย อบรมศี?อบรมจิ?อบรมปัญญ?มีคุณไม่น้อย มีอัตภาพใหญ่มีธรรมเป็นเครื่องอยู่หาประมาณมิได้ บุคคลเช่นนี้ทำบาปกรรมเล็กน้อยเช่นนั้นเหมือนกัน บาปกรรมนั้นให้ผลทันตาเห็?แต่ส่วนน้อยไม่ปราก?ปรากฏเฉพาะแต่ส่วนมาก

ดูกรภิกษุทั้งหลา?เปรียบเหมือนบุรุษพึงใส่ก้อนเกลือลงในขันใบน้อ?เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน น้ำในขันเพียงเล็กน้อยนั้?พึงเค็มดื่มกินไม่ได้ เพราะก้อนเกลือโน้นใช่ไหม

ภิ. กราบทูลว่าใช่พระเจ้าข้??

? เปรียบเหมือนบุรุษพึงใส่ก้อนเกลือลงในแม่น้ำคงคา เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน แม่น้ำคงคาพึงเค็?ดื่มไม่ได้ เพราะก้อนเกลือโน้นหรือไม??

ภิ. หามิได?พระเจ้าข้า ?

? ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุทั้งหลา?บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบาปกรรมเพียงเล็กน้อย บาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้านร?ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ทำบาปกรรมเล็กน้อยเช่นนั้นเหมือนกัน บาปกรรมนั้นให้ผลทันตาเห็?ส่วนน้อยไม่ปรากฏ ปรากฏแต่เฉพาะส่วนมาก ... ?

(อังคุตรนิกาย เอ?ทุ?ติกนิบาท. 20/237-238/540)

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่าความเชื่อและการกระทำต่า??ที่กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าจะช่วยล้างบาปจากการฆ่าคนในสงครามได้นั้น เป็นภาพสะท้อนความเชื่อของกลุ่มคนและถูกแสดงออกมาในรูปแบบของพิธีกรรม ที่คิดว่าหากทำความดีมา??แล้วบาปจะหมดไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงพิธีกรรมที่กระทำไปแล้วก่อให้เกิดความสบายใจเท่านั้?

หรือการกล่าวถึงเรื่อ??การรับผลกรรม ?ในคำสัมภาษณ์ที่ว่า ?ในกรณีที่เราเป็นทหารแล้วไม่ป้องกันเขตชายแด?เขตแดนของเราก็ถูกรุกรานเข้าม?เขาก็ยึดไปหม?แล้วครอบครัว บ้านเมืองของเรามันก็อยู่ไม่เป็นสุข ก็เดือดร้อนทั้งหมด ลอ?พิจารณาดูว่า จะให้เราเดือดร้อนเพียงผู้เดียว คือได้รับผลกรรมจากการทำบาป หรือให้คนอื่นเดือนร้อนด้วย ?เมื่อน?หลักของพระพุทธศาสนามาพิจารณาคำกล่าวนี้จะเห็นว่?ในทางพระพุทธศาสนานั้นถือว่าการฆ่าทุกชนิดล้วนเป็นบาปทั้งสิ้?แม้ว่าการฆ่านั้นจะปราศจากอกุศลมู?หรือการกระทำนั้นจะเป็นไปด้วยเจตนาที่ดีก็ตา?ทั้งนี้เพราะการกระทำต่าง ?ในสงครามย่อมครบทั้งองค์ปาณาติบาตห้?กล่าวคือ ในการรบเพื่อป้องกันประเทศย่อมมีการวางแผนการร?หรือเตรียมการก่อนที่จะออกไปสู้รบ หรือแม้แต่การมีเจตนาที่จะหยุดยั้งศัตรูด้วยอาวุ?เหล่านี้ย่อมทำให้เกิดการทำลายชีวิต ซึ่งการกระทำเพื่อการดังกล่าวเมื่อครบทั้งองค์ปาณาติบาตห้าถือว่าเป็นบาปทั้งสิ้?ดังนั้?ผลของการกระทำย่อมเป็นของผู้ฆ่าโดยตรง ผลกรรมนั้น ?ไม่สามารถถ่ายโอนไปให้ผู้อื่นได?แม้ว่าจะเป็นการทำบาปกรรมเพื่อผู้อื่นก็ตา?ดังนั้?การอ้างว่า ที่ยอมรับความเดือดร้อนจากผลกรรมคนเดียว เพื่อไม่ให้คนอื่นเดือดร้อนจากการรุกราน ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของความรับผิดชอบของค?(ในฐานะสมาชิกของสังคม) ที่มีต่อสังคมมากกว่าจะเป็นเรื่องของหลักการทางศาสนา

จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างเพื่อทราบถึงทรรศนะที่ว่?ถ้าพระพุทธศาสนาไม่อนุญาตให้ใช้ความรุนแรงใด ?แล้วพระพุทธศาสนาแนะนำให้ทำอย่างไรถ้าต้องป้องกันตัว จะเห็นว่ากลุ่มตัวอย่างไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได?หากแต่ทรรศนะที่ให้มานั้นดูเหมือนจะอิงกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ?เช่นการพูดถึ??สงครามภายใ??(ซึ่งหมายถึงการต่อสู้กับกิเลสภายในตัวเอ? แทนที่จะเป็น ?สงครามภายนอก ?อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าอาจจะมีพุทธศาสนิกชนที่ปฏิบัติตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัดอาจยอมสละชีพ หรือถูกฆ่าในสงคราม ทั้งนี้เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของศีลไม่ให้บกพร่อ?แต่เมื่อพิจารณาในแง่ของความเป็นจริงแล้วจะเห็นว่า สังคมที่เราดำรงอยู่นี้เป็นสังคมของมนุษย์ ที่ทุกชีวิตต่างก็รักและหวงแหนในชีวิตของตนและญาติพี่น้อ?คงไม่มีมนุษย์คนใดทนเห็นญาติพี่น้องของตนเองถูกฆ่าได้โดยที่ไม่คิดจะปกป้อ?ในเรื่องดังกล่าวนี้ผู้เขียนขอเสนอทรรศนะของ สมภา?พรหมทา (2535 : 82-83) ซึ่งให้ทรรศนะที่น่าพิจารณาดังนี้

หลายครั้งที่เราพบว่ามีผู้เสนอความคิดว่าสิ่งนั้นไม่ควรมีในสังคม เพราะขัดกับหลักธรรมข้อนี้ข้อนั้นในพระพุทธศาสนา คนที่เสนอนั้นอาจพยายามนึกแต่เพียงว่า สิ่งนี้ขัดหรือไม่ขัดกับหลักธรรมอันหลากหลายในพุทธศาสน?จนลืมไปว่า สังคมที่เรากำลังอภิปรายอยู่นี้ไม่ใช่สังคมพระอริย?หากแต่คือสังคมของคนปกติธรรมด?ที่พระพุทธศาสนาเรียกว่าปุถุช?การจะวินิจฉัยว่าอะไรควรมีหรือไม่ควรม?ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงอันนี้ด้ว?

นอกจากนี?ผลการศึกษาพบว่าพระพุทธศาสนาให้คำตอบกับความจำเป็นที่จะต้องทำสงครามเพื่อรักษาชีวิต กล่าวคือ พระพุทธศาสนายอมรับความเป็นจริงของมนุษย์ที่ต้องเผชิญความขัดแย้งทา?จริยธรรม ดังนั้?เมื่อจำเป็นต้องทำสงครามแล้?สงครามนั้นต้องเกิดจากเจตนาที่เป็นกุศลมูล ตลอดจนตระหนักว่าการกระทำนั้นเป็นบา?และเมื่อกระทำไปแล้วต้องทำความดีมาก ?เพื่?ละลายความชั่วร้ายที่เกิดจากการทำสงครามให้เจือจางลง

ในประเด็นการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างเพื่อทราบถึงทรรศน?ที่มีต่อสงครามศาสนาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าพระพุทธศาสนามีคุณลักษณะที่แตกต่างไปจากศาสนาอื่??โดยทั้งนี้เพราะไม่ปรากฏว่ามีสงครามครั้งใดที่มีสาเหตุมาจากศาสนิกชนในพระพุทธศาสนาที่มีความเชื่อทางศาสนาขัดแย้งกั?แต่อย่างไรก็ตา?ไม่อาจปฏิเสธว่าสงครามระหว่างพุทธศาสนิกชนไม่มีอยู่จริ?แต่สงครามระหว่างพุทธศาสนิกชนด้วยกันล้วนมีสาเหตุแห่งความขัดแย้งมาจากเรื่องอื่??ที่มิใช่ความเชื่อในศาสนาที่ต่างกัน แต่อาจจะเป็นความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเท?หรือการทำสงครามเพื่อความเป็นเอกราช เป็นต้?นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างเห็นว่?เหตุผลประการหนึ่งของสงครามศาสนาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะศาสนิกชนขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในหลักคำสอนทางศาสนาที่ตนเองนับถืออยู่ ดังนั้?เมื่อศาสนิกชนขาดความเข้าใจในหลักคำสอนทางศาสน?ย่อมทำให้การตีความคำสอนคลาดเคลื่อนตามไปด้ว?และทำให้การปฏิบัติตนในฐานะของศาสนิกของศาสนาผิดไปจากเจตจำนงของศาสดา อันเป็นที่มาของสงครามศาสนา แต่ผู้เขียนเห็นว่าสงครามต่าง ?ที่เกิดขึ้นและสาเหตุของสงครามศาสนาที่เกิดขึ้นนั้?สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อที่ต่างกั?หรือการอ้างว่าเป็นการทำสงครามเพื่อศาสน?หรือเป็นการทำสงครามเพื่อพระเจ้?บางครั้งมิได้เป็นการสู้รบเพื่อศาสนาอย่างแท้จริ?หากแต่เป็นการทำสงครามโดยมีผลประโยชน์ด้านอื่น ?แอบแฝงอยู่ แล้วนำศาสนามาเป็นข้ออ้างในการทำสงครา?เช่น การทำสงครามเพื่อแย่งชิงดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งอ้างว่าเพื่อเผยแผ่ศาสนาของพระเจ้าให้เป็นที่กว้างขวาง แต่แท้จริงกลับเป็นไปเพื่อขยายอาณานิคมของตน เป็นต้?

 

บทสรุป

จากการศึกษาพบว่า ท่าทีของนักวิชาการกลุ่มตัวอย่างโน้มเอียงไปทางที่เห็นว่าม?
สงครามที่เป็นธรร?อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นที่ว่าพระพุทธศาสนายอมรับว่ามีสงครามที่เป็นธรรมหรือไม่นั้น กลุ่มตัวอย่างกลับแสดงท่าทีในลักษณะที่ว่าพระพุทธศาสนาไม่ยอมรับแนวคิดดังกล่า?ลักษณะการอ้างเหตุผลของกลุ่มตัวอย่างสามารถจำแนกได้ดังนี?

กลุ่มที่หนึ่?การอ้างเหตุผลที่กลุ่มตัวอย่างกล่าวว่าไม่ได้มาจากแนวคิดของพระพุทธศาสน?กลุ่มตัวอย่างที่ ให้สัมภาษณ์เห็นว่ามีสงครามที่เป็นธรร?อย่างไรก็ตาม ไม่อาจกล่าวได้เต็มที่นักว่ากลุ่มตัวอย่างทุกท่านมีความเห็นว่าพระพุทธศาสนายอมรับการมีอยู่ของสงครามที่เป็นธรร?ทั้งนี้เพราะว่าความเป็นธรรมของสงครามในทรรศนะของคนเหล่านี้นั้นบางครั้งก็มีเหตุผลอื่นที่ไม่ได้อ้างจากพระพุทธศาสน?เป็นต้นว่า การกล่าวว่?จริยธรรมหรือศาสน?เป็นคนละเรื่องกั?ความเป็นจริง การกล่าวว่?หน้าที่ของพุทธศาสนิกชนเป็นคนละเรื่องกับหน้าที่การเป็นทหา?หรือการอ้างสิทธิในการป้องกันตั?เป็นต้?ซึ่งกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าเหตุผลเหล่านี้สามารถใช้เป็นเหตุผลเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการทำสงครามได้

กลุ่มที่สอ?กลุ่มที่สนับสนุนความชอบธรรมของการทำสงครา?โดยยกเหตุผลที่ดูจะไม่ใช่เรื่องของพระพุทธศาสน?แต่เมื่อพิจารณาแล้?สามารถนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาอธิบายได้ เช่น ทรรศนะที่ให้สัมภาษณ์บางส่วนอ้างถึงความชอบธรรมในการออกร?มาจากการทำหน้าที่ที่มีในฐานะชาวโลก แล?การอ้างถึงหน้าที่ในการป้องกันประเทศชาติของคนในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกช?

กลุ่มที่สา?การกล่าวอ้างถึงแนวคิดทางพระพุทธศาสนา เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำในสงครา?เช่น การกล่าวถึงเรื่องธรร?ซึ่งธรรมในทรรศนะของกลุ่มตัวอย่าง หมายถึ?ความชอบธรร?หรือความยุติธรรมในการทำสงครามเพื่อป้องกันตัวเอ?แต่ธรรมในทรรศนะของพระพุทธศาสนาที่ได้จากการทบทวนวรณกรรมหมายความถึ?นิพพาน หรือ บรมสุข นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างได้กล่าวถึงเรื่องการสร้างกุศลหลังจากทำสงคราม ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความคิดที่ว่าสามารถล้างบาปได?และการยอมรับผลของกรรมจากการไปฆ่าคนในสงครามเพื่อให้ประเทศชาติและพระศาสนาดำรงอยู่สืบไป

กล่าวโดยสรุปแล้ว จากการศึกษาทรรศนะของนักวิชาการผู้เขียนพบว่?ทรรศนะโดยรวมของนักวิชาการอิงกับแนวคิดทางพระพุทธศาสนา และทรรศนะส่วนตัว ซึ่ง ทรรศนะของนักวิชาการกลุ่มตัวอย่างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ นักวิชาการทั้งหมดมีความเห็นตรงกันว่าพระพุทธศาสนาไม่อนุญาตให้ทำสงคราม เพราะพระพุทธศาสนามีหลักคำสอนให้งดเว้นจากการฆ่าหรือ ทำลายทุกสิ่งที่มีชีวิต กระนั้นก็ตาม แม้นักวิชาการทั้งหมดจะเห็นว่าพระพุทธศาสนาไม่สนับสนุนการทำสงครา?แต่นักวิชาการเหล่านี้ก็ยังมีทรรศนะว่ามีสงครามที่เป็นธรรม เพรา?ในบางครั้งที่เราไม่สามารถหลี?เลี่ยงการทำสงครามได้ บางครั้งเราต้องพิจารณาว่าจะตัดสินใจเลือกการกระทำแบบใ?ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการทำสงคราม และยอมรับว่าการฆ่าในสงครามเป็นบา?ตลอดจนยอมรับในเรื่องผลกรรมที่จะได้รั?ทั้งนี้เพราะท่านเหล่านั้นพิจารณาแล้วว่าแม้การทำสงครามจะเป็นบาป แต่ในบางครั้งอาจนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาลแก่ผู้คนในประเทศ อีกทั้งการทำสงครามเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ที่แต่ละปัจเจกบุคคลรับผิดชอบอยู่ เช่น หน้าที่ของทหารในการรักษาและป้องกันประเทศให้รอดพ้นจากภัยคุกคา?ดังนั้นการละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามหน้าที?ปล่อยให้ข้าศึกเข้ามารุกรานประเทศโดยไม่คิดจะป้องกันหรือตอบโต้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อีกทั้งยังก่อให้เกิดผลเสียต่อประเทศชาต?ทำให้ประชาชนในประเทศได้รับความเดือดร้อ?ดังนั้นการทำสงครามเพื่อป้องกันตัวจึงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ในทรรศนะของนักวิชาการเหล่านี?

***

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจริยศาสตร์ศึกษ?บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง “พุทธจริยศาสตร์กับแนวคิดเรื่องสงครามที่เป็นธรร? กรณีศึกษาทรรศนะของนักวิชาการในบริบทสังคมไทยร่วมสมัย” ซึ่งวิทยานิพนธ์นี้

• ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิกา?ประเภทนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ประจำป?2545

• ได้รับรางวัลเผยแพร่ผลงานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ประจำป?๒๕๔๕ ประเภทผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ?(ผลงานวิจัยที่เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ได้รับการตีพิมพ์ ในวารสารวิชาการนานาชาติที่เป็นที่ยอมรับในสาขาวิชานั้??

• ได้รับรางวัลชนะเลิ?ในโครงการประกวดวิทยานิพนธ์ดีเด่น ด้านสังคมศาสตร?ครั้งที่ ?(ประจำป?๒๕๔๘) จัดโดยบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

***

 

บรรณานุกรม

กรมการศาสน? (2525). พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที?1-45 . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา.

ต่วน สิริธมฺโ?, พระมหา . 25 กุมภาพันธ์ 2545 . ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิ?มหาวิทยาลั?จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. สัมภาษณ์ .

ธรรมปิฎก , พร?( ?. ?. ปยุตฺโ?). ( 2538). ทำแท้ง : ตัดสินอย่างไ?ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร ? การทำแท้?ในทัศนะของพระพุทธศาสนา . (พิมพ์ครั้งที?2). กรุงเทพฯ : บริษัท สหธรรมิก จำกั?

________. (254 3 ). พจนานุกรมพุทธศาสตร?ฉบับประมวลธรรม . (พิมพ์ครั้งที?9). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.

บุญถึง ชุติ?? ธโ?, พระมหา. 25 กุมภาพันธ์ 2545 . ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิ?มหาวิทยาลั?จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. สัมภาษณ์.

มหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์. (2537). พระสูต?และอรรถกถา, แป?. (พิมพ์ครั้งที?3). กรุงเทพฯ. (มหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ พิมพ์เนื่องในโอกาสคร?200 ปี แห่งพระราชวงศ์จักร?กรุงรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช 2525).

สมภา?พรมท? ( 2535 ) . พุทธศาสนากับปัญหาจริยศาสตร? ทัศนะของพุทธศาสนาเกี่ยวกับปัญหาโสเภณ?ทำแท้ง และการุณยฆาต . ( พิมพ์ครั้งที?1 ) . กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์พุทธชา?.

สมภา?สมภาโร , พระอาจารย์ . 25 กุมภาพันธ์ 2545 . ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิ?มหาวิทยาลั?จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. สัมภาษณ์ .

สมันตปาสาทิก?อรรถกถาพระวินั?แป?ภา?1 . (2508). กรุงเทพฯ. (พิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศ?จากพระเมรุพระศพสมเด็จพระสังฆราชญาโนทยมหาเถระ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร).

สัทธัมมะโชติกะ ธัมมาจริ?, พร? (2534). ปรมัตถโชติกา มหาอภิธัมมัตถสังหฎีก?เล่มที?2 . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.

สารีบุตรเถระ , พร? (2542). สารัตถทีปน?ฎีกาพระวินัย ภา?1 และภาค 2 . (สิริ เพ็ชรไชย , ผู้แปล) กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัดทิพยวิสุทธิ?

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Wednesday 4 October, 2006 10:59 PM