ศาสนาแห่?"ปัญญ? แล?"สต?
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร?
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

 

ในบรรดาศาสนาประเภท "พหุเทวนิยม" (Polytheism) ซึ่งนับถือเทพเจ้าหลายองค?อันเป็นศาสนาที่มีต้นกำเนิดในจีนและอินเดียเป็นหลักใหญ่นั้?ต่อมาทั้งนักปราชญ์ในจีนและอินเดียได้พัฒนาศาสนาเหล่านั้?จนกระทั่งเกิดเป็นศาสนาแนวใหม่ประเภ?"อเทวนิยม" (Atheism) ขึ้น โดยการเปลี่ยนจากการพึ่งอำนาจศักดิ์สิทธิ์ภายนอก หรืออำนาจดลบันดาลจากเทพเจ้าเบื้องบ?หันมาพึ่งสติปัญญาภายในของมนุษย์แทน จนเกิดเป็นศาสนาแห่?"ปัญญ? แล?"สต? ขึ้นมา

สำหรับ ศาสนาขงจื้?ที่เชื่อว่?"ฉ่าง ตี? (Shang Ti) หรือพระเจ้าที่สูงสุด ได้ส่งกษัตริย์ลงมาปกครองมนุษย์ โดยมีหน้าที่ที่จะต้องปกครองด้ว?"คุณธรร? อันจะทำให้ประชาชนมีความสงบสุขนั้?ถ้ากษัตริย์พระองค์ใดปกครองแบ?"ทรรา? และประชาชนอดอยากทุกข์ยากแล้ว พระเจ้าจะให้ราชวงศ์นั้นล่มสลาย และเลือกกษัตริย์พระองค์ใหม่ที่ดีกว่าขึ้นมาปกครองแท?จนกลายเป็นแนวคิดในประวัติศาสตร์จีนที่ว่า ถ้าผู้ปกครองเป็นทรราชแล้วประชาชนมีสิทธิลุกฮือขึ้นมาปฏิวัติได?

ต่อมาในยุคสมัยหนึ่งกษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงประพฤติตนเป็นทรราช ประชาชนก็ได้แต่แหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้?และรอคอยว่าเมื่อไหร่พระเจ้าที่สูงสุดจะลงโทษกษัตริย์พระองค์นั้น แต่คอยแล้วคอยเล่าก็ไม่ปรากฏสัญญาณใดๆ จากสวรรค?ผู้คนอดอยากหิวโหยและล้มตายเป็นจำนวนมาก ในที่สุดผู้มีสติปัญญายุคนั้นก็ฉุกคิดขึ้นมาว่?"หรือว่าพระเจ้าที่สูงสุดจะไม่มีอยู่จริง ?" การตั้งคำถามถึงเรื่องอำนาจดลบันดาลของพระเจ้า ทำให้ชาวจีนเริ่มอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติและความเป็นไปในสังคมด้วยเหตุผลและสติปัญญ?อันก่อให้เกิดยุค "ปรัชญาจี? ขึ้นในเวลาต่อม?

ชาวจีนเริ่มอธิบายว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาลเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงด้วยพลังที่ยิ่งใหญ?2 พลัง เรียกว่า "หยิน-หยัง" (Yin-Yang) หยินกับหยังเป็นพลังที่ตรงข้ามกัน แต่ก็ไม่ขัดแย้งกัน ทำงานประสานกันในเชิงสร้างสรรค์ เช่น มืดกับสว่า?กลางวันกับกลางคื?ร้อนกับหนา?แข็งกับอ่อ?หญิงกับชาย เป็นต้?เมื่อความคิดในเรื่อง "หยิน-หยัง" พัฒนามาถึงจุดหนึ่ง ชาวจีนเริ่มมาคิดว่าน่าจะมีธรรมชาติอีกขั้นหนึ่งที่ลึกซึ้งกว่า ที่อยู่เบื้องหลังหยินกับหยังอีกต่อหนึ่?และเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของทุกสิ่งทุกอย่า?ในที่สุดชาวจีนก็ค้นพบธรรมชาติที่ลึกซึ้งที่สุดนั้?และตั้งชื่อโดยสมมุติว่?"เต๋า" (Tao) แนวความคิดเรื่อง "เต๋า" ได้เกิดขึ้นในประเทศจีนมาเป็นเวลาช้านานแล้ว แต่มาชัดเจนในงานเขียนอันยิ่งใหญ่ของเหลาจื้?(Lao Tzu) และจวงจื้อ (Chuang Tzu) จนกลายเป็น "ปรัชญาเต๋า" (Taoism) ที่มีชื่อเสียงของจีน อันอาจจัดได้ว่าเป็นศาสนาแห่ง "ปัญญ? ของชาวเอเชียตะวันออกและชาวโล?

สำหรับศาสนาพราหมณ์ (ฮินด? ของอินเดียที่เชื่อว่าพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ม?3 องค์ คื?พระพรห?(ผู้สร้าง) พระวิษณุหรือพระนารายณ์ (ผู้ธำรงรักษา) และพระศิวะหรือพระอิศวร (ผู้ทำลาย) อันสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปในโลกธรรมชาติว่?"ทุกสิ่งมีเกิดขึ้?ตั้งอยู่ และดับไป" นั้น พวกพราหมณ์ซึ่งเป็นอภิสิทธิชนและมีชีวิตที่สุขสบายกว่าคนในวรรณะอื่?(เพราะไม่ต้องทำการผลิ? ต้องการแสวงห?"ความเป็นอมตะ" (Immortality) ของชีวิต จึงได้สร้างทฤษฎี "จิตอมต? (อาตมัน) ขึ้น โดยอธิบายว่า เมื่อร่างกายตายล?"จิ? จะไม่ตายตา?แต่จะไปแสวงหาร่างกายใหม่ อันเป็นที่มาของทฤษฎี "การกลับชาติมาเกิดใหม? (Reincarnation หรือ Rebirth Theory)

พวกพราหมณ์เปรียบร่างกายเหมือนกับเสื้อผ้า เมื่อเราใส่จนเก่าและขาดแล้วก็โยนทิ้งไป แล้วหาเสื้อผ้าตัวใหม่มาสวมใส่แทนฉันใ?เมื่อร่างกายตายล?"จิ? อันเป็นตัวตนที่แท้จริงของเราจะไม่ตายตา?แต่จะไปแสวงหาร่างกายใหม่เพื่อกลับมาเกิดอีกฉันนั้?ตามทรรศนะของพวกพราหมณ์ "จิ? จะล่องลอยไ?โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน คอยสอดส่องดูว่าที่ใดบ้างที่มีปฏิสนธิ ก็จะเกิดรายการ "ชิงร้อยชิงล้าน" ขึ้น เพื่อแย่งชิงเอาร่างกายใหม่นั้นมาเป็นของต?เพื่อการกลับมาเกิดอี?ทฤษฎีนี้จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อนำเสนอออกมาแล้วสามารถตอบสนองต่อความต้องการส่วนลึกในจิตใจของมนุษย์ได้ (จิตซึ่งต้องการแสวงหาความเป็นอมตะของชีวิต) ทฤษฎีนี้จึงเป็นที่เชื่อถือกันอย่างกว้างขวา?ทั้งในอินเดียและดินแดนที่ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดียรวมทั้งประเทศไทย

ต่อมาพวกพราหมณ์ได้ขยายแนวคิดเรื่อง "ตัวต? (self) ของมนุษย์ออกไปอี?โดยอธิบายว่าจักรวาลใหญ่ก็ม?"ตัวต? เช่นเดียวกัน เรียกว่า "ปรมาตมัน" หรือ "พรหมัน" (Brahman) ดังนั้?ถ้ามนุษย์บำเพ็ญเพียรจน "จิ? (อาตมัน) บริสุทธิ์แล้?ก็จะไปรวมกับ "ปรมาตมัน" หรือ "พรหมัน" อันเป็?"จิตใหญ? ของจักรวาลในที่สุด

เมื่อพุทธศาสนาเกิดขึ้นในอินเดี?พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธทฤษฎ?"อาตมัน" (จิตอมต? ของพวกพราหมณ?และเสนอทฤษฎี "อนัตตา" (ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง) มาแทนที่ โดยทรงอธิบายว่ามนุษย์มีทั้งร่างกายและจิตใจซึ่งเป็นเหตุปัจจัยเชื่อมโยงกันอยู่ ไม่มีร่างกายใดจะสามารถตั้งอยู่ได้โดยปราศจากจิตใจ และไม่มีจิตใจใดที่จะสามารถตั้งอยู่ได้โดยปราศจากร่างกาย ร่างกายและจิตใจเป็นเหตุเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน "จิ? ของมนุษย์มีอยู?แต่มีอยู่อย่างไม่เป็นตัวไม่เป็นต?เป็น "อนัตตา" (non-self)

ต่อมาพุทธศาสนานิกายฌาน (เซ? อันเป็นผลรวมของพุทธศาสนาจากอินเดียและปรัชญาเต๋าของจี?ได้ขยายทฤษฎี "อนัตตา" ออกไปให้ครอบคลุมสรรพสิ่งภายนอก จนเป็นทฤษฎ?"สุญญตา" (ความว่าง) เพื่อหักล้างทฤษฎ?"ปรมาตมัน" (จิตจักรวาล) ของพวกพราหมณ?โดยอธิบายว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาลเป็นเพียงกระแสธรรมชาติล้วนๆ รูปทั้งหลายไม่มีตัวตนที่แท้จริ?("รูปก็คือความว่าง ความว่างก็คือรูป") จักรวาลไม่มี "อัตตาใหญ? หรือ "จิตจักรวาล" แต่ประการใ?มีเพียงกระแสความเป็นไปในธรรมชาติล้วน?เท่านั้น มนุษย์จะเข้าถึงความจริงข้อนี้ได้ก็โดยอาศัย "การเจริญสต? (สติปัฏฐา?4) ให้รู้เท่าทันธรรมชาติความเป็นไปทั้งภายในและภายนอ?ในแง่นี้พุทธศาสนาจึงอาจจัดได้ว่าเป็นศาสนาแห่?"ปัญญ? แล?"สต? โดยแท้

***

ที่ม?: หนังสือพิมพ์มติชนรายวั? ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ?? ๒๕๔๙ ปีที?๒๙ ฉบับที?๑๐๒๐? คอลัมน์หน้าต่างความจริ? หน้า ?

Google
 
 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Sunday 22 February, 2009 1:08 AM