สามเณรีกับสิทธิทางกฎหมาย
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร?
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

เมื่อวันที?24 พฤษภาค?พุทธศักราช 2547 ที่ผ่านม?ข้าพเจ้าได้ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ?บ้านเลขที่ 9/24 หมู่ที?5 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑ?จังหวัดนครปฐ?อาจจะนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาของไทย ที่พิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่ประกอบโดยคณะสงฆ์ฝ่ายหญิงล้วน กล่าวคือ ภิกษุที่ 1 รูปเป็นองค์ประธานในพิธ?และสามเณรีอี?4 รู?เป็นผู้ร่วมสวดมนต์ในพิธี มีการอาราธนาศีลและให้ศีล การวงด้ายสายสินธุ์ การประพรมน้ำมนต์ การเจิมหน้าประตูทุกบานในบ้าน และการสาธยายธรรม พิธีจบลงด้วยการถวายภัตตาหารเพล

จากนั้นข้าพเจ้าและภิกษุณีซึ่งเป็นชาวอเมริกัน ได้พาคณะสามเณรีไปยังสำนักงานฝ่ายหนังสือเดินทางของกระทรวงการต่างประเท?ที่ชั้?8 ของอาคารสำนักงานเซ็นทรัลปิ่นเกล้?เพื่อทำหนังสือเดินทา?อันเป็นจุดเริ่มต้นของแผนการเดินทางไปรับการฝึกอบรมธรร?ในวัฒนธรรมพุทธศาสนาเถรวาทที่ประเทศศรีลังกา คณะสามเณรีได้เดินเรื่องตามกฎเกณฑ์ของสำนักงานทุกประการในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง แต่แล้ววาทกรรมร่วมสมัยก็ได้บังเกิดขึ้นตามที่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า

เมื่อคณะสามเณรีมาถึงฝ่ายตรวจสอบหลักฐาน เจ้าหน้าที่ได้ซักถามว่?"มาจากวัดไห? คณะสามเณรีมิได้ถือหนังสือสุทธิ แต่ถือบัตรประชาชนมาทำหนังสือเดินทางในฐานะประชาชนไทยคนหนึ่ง จึงไม่จำเป็นต้องตอบคำถามดังกล่าวของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ได้แสดงให้เห็นว่าพร้อมที่จะทำหนังสือเดินทางให?โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องสวมเสื้อผ้าของฆราวาสทับจีวรพระในเวลาถ่ายรูปถึงจะอนุญาต ข้าพเจ้าและภิกษุณีได้ซักถามเจ้าหน้าที่ถึงเหตุผ?ก็ได้รับคำตอบว่าเจ้าหน้าที่ต้องทำตามระเบีย?แต่เมื่อข้าพเจ้าและภิกษุณีขอดูระเบียบดังกล่าวที่เป็นลายลักษณ์อักษร เจ้าหน้าที่ก็ไม่มีให?

ข้าพเจ้าได้โทรศัพท์ถึงวุฒิสมาชิก ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิ?แล?ดร.สุธีรา ทอมป์สัน นายกสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีแห่งประเทศไท?โดยได้กล่าวถึงรัฐธรรมนูญไทยที่ได้ประกันสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาแก่ประชาช?คนไทยทุกคนย่อมมีสิทธิแสดงออกถึงความเชื่อในทางศาสนาของตนได้โดยสงบและอย่างสันต?การล่วงละเมิดสิทธิดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนู?

ในแง่ข้อเท็จจริงทางสังคมแล้ว คนไทยที่นับถือศาสนาอื่?ต่างก็แต่งกายตามความเชื่อทางศาสนาของตนในการทำหนังสือเดินทา?เช่น เครื่องแบบของบาทหลวงชาวคริสต์คาทอลิก เครื่องแต่งกายของชาวมุสลิมชายที่สวมหมวกและไว้หนวดเคร?และมุสลิมหญิงที่คลุมศีรษ?ชาวซิกข์ที่โพกศีรษะตามความเชื่อทางศาสนาของตน เป็นต้?ก็ไม่เห็นว่ากระทรวงการต่างประเทศไปบังคับกะเกณฑ์อะไรกับบุคคลเหล่านั้น แต่เมื่อมาถึงภิกษุณีหรือสามเณรีในพุทธศาสนา กลับไม่ยินยอมให้นุ่งห่มตามความเชื่อทางศาสนาของตน นับเป็นการเลือกปฏิบัติอันขัดกับกฎหมายบ้านเมือง

อีกประการหนึ่งเป็นที่ทราบดีว่า ผู้หญิงไทยจำนวนหนึ่งเดินทางไปต่างประเทศเพื่อลักลอบประกอบพิธีโสเภณี กระทรวงการต่างประเทศก็คงออกหนังสือเดินทางให้ตามปกต?ในฐานะประชาชนไทยคนหนึ่งโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ แต่สำหรับผู้หญิงไทยที่นุ่งห่มชุดผู้ทรงศี?อันเป็นชุดของผู้ต้องการทำคุณงามความด?กลับมีการตั้งข้อรังเกียจ จนถึงกับจะกะเกณฑ์ให้นำชุดของฆราวาสผู้ยังอยู่ในโลกียะมาสวมทับชุดอันเป็นสัญญลักษณ์ของโลกุตตร?ถามว่าเหมาะสมเพียงใด และการที่สตรีนุ่งห่มชุดผู้ทรงศีลเดินทางออกนอกประเท?จะนำความอัปยศอดสูมาสู่ประเทศชาติหรือ การกีดกันสิทธิสตรีทางศาสนาต่างหากที่จะนำความเสื่อมเสียมาสู่ชื่อเสียงของประเทศไทย

เมื่อข้าพเจ้าได้พูดคุยโทรศัพท์ด้วยเสียงอันดังฟังชัดดังนี้แล้?ขณะนั้นเจ้าหน้าที่ได้โทรศัพท์ตามหาหัวหน้าสำนักงานหนังสือเดินทางให้มาแก้ไขสถานการณ์ เมื่อหัวหน้ามาถึงก็ได้มีการปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียดพักใหญ่ แล้วในที่สุดประวัติศาสตร์บทใหม่ก็ได้เกิดขึ้น เมื่อหัวหน้าสำนักงานหนังสือเดินทางแห่งนั้นมีคำสั่งด้วยวาจา อนุญาตให้สามเณรีถ่ายรูปติดบัตรหนังสือเดินทางด้วยชุดจีวรในพระพุทธศาสน?นับได้ว่าหัวหน้าสำนักงานและเจ้าหน้าที่ฝ่ายออกหนังสือเดินทางทุกท่าน รวมทั้งคณะภิกษุณีและสามเณร?ได้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

ตลอดประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาของไท?สถานภาพของสตรีในทางศาสนาไม่เคยได้รับการยอมรับใดๆ ไม่ว่าในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติจากหน่วยงานราชการต่าง?แม้จะมีบันทึกทางประวัติศาสตร์ว่า แม่ชีมีความเป็นมาในสังคมไทยอย่างน้อยนับได้ว่?300 ปีก็ตา?แต่วัฒนธรรมเถรวาทของไทยและกฎหมาย ก็ไม่เคยรับรองสถานภาพความเป็นนักบวชของแม่ชีแม้แต่ครั้งเดีย?แม่ชีไม่มีสิทธิบิณฑบาต ไม่มีสิทธิรับเครื่องไทยทานที่มีผู้นำไปถวายที่วัด(แม้ว่ากว่า 80% ของผู้ที่ไปทำบุญที่วัดจะเป็นผู้หญิงก็ตาม) แม่ชีจึงพึ่งตนเองไม่ได้ในด้านปัจจัยสี่เครื่องยังชีพต้องพึ่งพิงพระภิกษุและรับใช้พระภิกษ?แม่ชีจึงอยู่ในวัดในฐานะเพียงเป็นผู้ขออาศัยเท่านั้น ไม่มีสิทธิไม่มีเสียงใด?

แม่ชีต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมาโดยตลอด กระทรวงคมนาคมตีความว่าแม่ซีมิได้เป็นนักบวช จึงต้องเสียค่าโดยสารทุกประเภทเต็มราค?ทั้ง?ที่ไม่มีรายได้) กระทรวงมหาดไทยตีความว่าแม่ชีเป็นผู้ที่สละบ้านเรือน(แต่ก็ไม่ยอมรับว่าเป็นนักบว? จึงไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้?โรงพยาบาลของรัฐตีความว่าแม่ชีมิได้เป็นนักบวช จึงไม่มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลโดยไม่คิดมูลค่า แต่แม่ชีส่วนใหญ่ไม่มีเงินรักษา จึงมักถูกจัดให้อยู่ในประเภทคนไข้อนาถ?ปัจจุบันมีแม่ชีในประเทศไทยจำนวนกว่?10,000 รู?แม่ชีเหล่านี้เป็นประจักษ์พยานของความปรารถนาอันแรงกล้าของสตรีไทยจำนวนไม่น้อยที่ต้องการออกบว?เพื่อประพฤติพรหมจรรย์ตามรอยพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้?

ความตื่นตัวด้านสิทธิสตรีในทางสาก?และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกั?"ภิกษุณ? ในสังคมไทยที่มีเพิ่มขึ้น ได้จุดประกายให้ผู้หญิงไทยจำนวนหนึ่?แม้จะน้อยนิด แต่ก็เป็นผู้ที่มีความกล้าหาญในทางจริยธรร?และกล้าหาญต่อหนทางแห่งสัจจ?ได้ตัดสินใจออกบวชอย่างเต็มรูปแบบในฐานะ "สามเณร? แล?"ภิกษุณ? เพื่อให้พุทธบริษัทสี?อันมีภิกษุ ภิกษุณ?อุบาสก อุบาสิกา ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ดังเช่นในครั้งพุทธกาล สตรีเหล่านี้เปรียบเหมือนอิฐก้อนแรก ที่ยอมเสียสละเพื่อปูทางให้อนุชนรุ่นหลังได้ก้าวเดินอย่างสะดวกยิ่งขึ้น สตรีเหล่านี้จึงเป็นผู้กล้าหาญโดยแท?สมควรแก่การยกย่องและอุปัฏฐากบำรุงในฐาน?"เนื้อนาบุญ" ของโลกเคียงคู่กับภิกษุ

วันที่ 1 มิถุนายน พุทธศักราช 2547 คณะสามเณรีได้รับหนังสือเดินทาง ที่มีรูปถ่ายในสมณเพศอย่างเต็มภาคภูมิ สามเณรีเหล่านี้ได้นำดอกกุหลาบไปมอบให้กับหัวหน้าและเจ้าหน้าที่สำนักงานหนังสือเดินทางทุกท่านเพื่อแสดงความขอบคุ?นับได้ว่าคณะสามเณรีได้แสดงออกถึงความเข้มแข็งและความอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน.

***

ที่ม?: หนังสือพิมพ์มติชนรายวั? ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ?มิถุนายน ?? ๒๕๔๗ ปีที?๒๗ ฉบับที?๙๕๘๕. คอลัมน์หน้าต่างความจริ? หน้า ?

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Monday 2 October, 2006 7:15 PM