รูปแบบของพิธีกรรมต่า??ที่เกิดขึ้นในสังคมนั้น เป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้เกิดจริยธรรมในสังคมหรือไม่
 


© ดวงเด่?นุเรมรัมย์.


***

“พิธีกรรม” (Rituals) หมายถึ?การปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานทางวัฒนธรรมอันเกี่ยวกับสัญลักษณ์ที่กระทำในโอกาสต่า??หรือหมายถึงพฤติกรรมทางสังคมอันละเอียดอ่อนที่ถูกกำหนดขึ้นโดยขนบธรรมเนีย?กฎหมาย หรือระเบียบของสังค?ซึ่งแสดงออกถึงสัญลักษณ์ของคุณค่านิยม หรือความเชื่?พิธีกรรมเป็นรูปแบบหนึ่งของพิธีกา?แต่มิได้มีความหมายตรงกันนั?ข้อแตกต่างที่สำคัญคือพิธีการเป็นการปฏิบัติในสังคมที่มีคนจำนวนมากกว่าหนึ่งค?แต่พิธีกรรมอาจจะปฏิบัติเพียงคนเดียวก็ได้ นอกจากนี?พิธีการมักจะจัดให้มีขึ้นในเหตุการณ์สำคัญ ?ลักษณะสำคัญของพิธีกรรมคือส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนา และมักเกี่ยวข้องกับการใช้สัญลักษณ์ต่าง ?ในการแสดงความหมา?และมีการแสดงให้เห็นความมหัศจรรย์ หรือความสำคัญของสิ่งต่าง ?เพื่อให้บุคคลเกิดความเกรงขาม หรือเคารพนับถือด้ว?(สมิทธ์ สระอุบ? ๒๕๓๔: ๖๒.)

ตามทรรศนะของภิกขุโพธิ์ แสนยานุภาพ กล่าวว่า ประเพณ?พิธีกรรม ก็เปรียบเสมือนคอกที่ล้อมคนในสังคมให้เข้ามารวมกันไว้เป็นหมู?เป็นพว?เพื่อไม่ให้กระจัดกระจายกันไปต่างคนต่างทำกิจกรรมกันไปคนละทิศละทาง ไม่อาจจะร่วมกันเป็นปึกแผ่นสามัคคีกันได?คนประเภทที่ฉลาดน้อยจำเป็นต้องเอาพิธีกรรมเข้าล้อมพวกเขาไว้ก่อ?ในวันข้างหน้าถ้าพวกเขามีสติปัญญาสูงขึ้นก็จะสามารถเข้าใจและค่อย ?ข้ามรั้ว คอ?คื?ประเพณีออกมาได้เอง ข้อนี้นับว่าเป็นวิธีการที่ดี ถ้าเหตุการณ์เป็นไปเช่นกล่าวมานี้ แต่เท่าที่เป็นอยู่ปัจจุบันคนเราติดพิธีกรรมจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้?ติดอยู่ในคอกของประเพณีพิธีกรรมจนเข้าไม่ถึงหลักคำสอนที่แท้จริงของศาสน?เช่น คนไทยชาวพุทธบางค?เห็นว่าพระพุทธรู?คื?พระพุทธเจ้?อย่างคำที่นักปราชญ์ผู้หนึ่งกล่าวว่?“พระพุทธรูปบังพระพุทธเจ้?ในลา?บังพระธรรม ผ้าเหลืองบังพระสงฆ์”

อีกประการหนึ่ง ท่านภิกขุโพธิ์ แสนยานุภาพ กล่าวว่า “ประเพณี พิธีกรรมเปรียบเสมือนเรื่อที่มีไว้ให้คนนั่งพายเข้าหาฝั่?คื?ศาสนา” แต่เมื่อขึ้นฝั่งได้แล้วจงสละเรือเสีย อย่ามัวติดอยู่ในเรือนั้น ถ้ายังติดอยู่ในเรือก็ไม่ได้ขึ้นฝั่งสักที จากข้อคิดนี้แสดงให้เห็นว่า ประเพณ?พิธีกรรม กับเรือนั้นเป็นเพียงเครื่องมือที่จะนำคนเราไปสู่จุดหมายข้างหน้า ซึ่งอยู่นอกประเพณี พิธีกรรม และนอกเรือ ถ้าคนเรามัวติดอยู่แต่ใ?ประเพณ?พิธีกรรมก็จะไม่ได้บรรลุจุดมุ่งหมายที่แท้จริงเล?ฉะนั้น ท่านจึงแนะนำให้ทิ้งเรือเสียจึงจะถึงฝั่?คื?แก่นแท้ของศาสน?การปฏิบัติตามประเพณี พิธีกรรมทางศาสนาพุทธนั้น นับว่าเป็นการทำความดีเป็นบุญกุศล แต่ในที่สุดก็ต้องละทิ้งบุญนี้เสี?จึงจะถึงฝั่ง คือพระนิพพาน นั่นคือผู้ที่ได้บรรลุนิพพานเป็นพระอรหันต?จึงเป็นผู้ละได้ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งบุญและบา?(ปุญญปาปปหินํ) นี่คือจุดหมายสูงสุดของพุทธศาสน?สำหรับผู้ที่เข้าถึงแก่นแท้ของศาสนาเหล่านี้ แม้จะมีโอกาสเข้าร่วมทำพิธีกรรมอยู่ก็ตา?ก็ทำไปตามสังคมเพื่ออนุเคราะห์คนที่ยังติดอยู่ในคอกแห่งประเพณี พิธีกรรมเท่านั้น แต่ตัวท่านทั้งหลายเหล่านั้นข้องอยู่ไม่ ดั่งใจความในพุทธภาษิตที่ ว่?“สูเจ้าทั้งหลา?งมาดูโลกนี้อันตระการดุจราชรถที่พวกคนเขลาหมกอยู?แต่ผู้รู้หาข้องติดอยู่ไม่” (มหาวิทยาลัยรังสิ? ๒๕๔๐.)

หากย้อนกลับไปพิจารณาประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติแล้วจะพบว่า พิธีกรรมมีความเกี่ยวพันกับชีวิตของมนุษย์มาเนิ่นนานตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งพิธีกรรมต่าง ?ได้มีพัฒนาการไปตามลำดับความเจริญก้าวหน้าของสังคม และเป็นที่น่าสังเกตว่าพิธีกรรมต่าง ?นั้น นับเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของทุ??ศาสน?ทั้งนี้เพราะพิธีกรรมเป็นเสมือนเครื่องมือหล่อเลี้ยงศาสนาที่คนทั่วไปถือว่า (ศาสน? เป็นแหล่งกำเนิดของประเพณีและวัฒนธรรมต่าง ?ของสังคม แต่กระนั้นก็ตา?การที่พิธีกรรมจะดำรงอยู่ได?ย่อมต้องได้รับการเกื้อกูลจากศาสนาเช่นเดียวกั?กล่าวคือ ก่อนที่พิธีกรรมใ??จะปรากฏขึ้นนั้นย่อมต้องมีรากฐานมาจากความเชื่?และความศรัทธ?รวมทั้งประสบการณ์ทางศาสน?(Religion Experience) ที่แต่ละปัจเจกบุคคลได้รับจากศาสนานั้??อันนำไปสู่การประกอบพิธีกรรมต่า??เพื่อใช้เป็นสื่อ หรือหนทางที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จในสิ่งที่คาดหวังไว?ทำให้เกิดความสบายใ?และมีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตต่อไ?br>
นอกเหนือจากนี้ พิธีกรรมและศาสนาเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กันใกล้ชิดกัน เพราะมีรากฐานมาจาก “ความเชื่อ?(Beliefs) ก็คือการยอมรับสิ่งต่าง ?ว่าเป็นจริงทั้??ที่สิ่งนั้นจะพิสูจน์ไม่ได้ก็ตา?ด้วยเหตุผลหรือปราศจากเหตุผลมารองรั?(สมิทธ์ สระอุบ? ๒๕๓๔: ๕๔.)

“พิธีกรรมทางศาสนา” หรือที่เรียกว่?“ศาสนพิธี” ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นแบบแผนปฏิบัติสืบ ?กันม?หรือเป็นการแสดงออกถึงความเชื่อทางศาสนา ซึ่งการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนานี้เป็นสิ่งที่ทุกศาสนาจะต้องมีในพระพุทธศาสนา หากชาวพุทธได้ศึกษาศาสนพิธีของศาสนาพุทธให้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วย่อมจะเป็นประโยชน?ในฐานะที่เป็นการธำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสน?และนำมาซึ่งความสุขในการดำเนินชีวิต

สำหรับศาสนพิธีต่าง ?ที่กระทำกันในศาสนาพุทธนั้นเกิดขึ้นอย่างมีเหตุผลและมีจุดมุ่งหมา?มิใช่เกิดจากศรัทธาที่เลื่อนลอยหรือไร้เหตุผ?ตัวอย่างศาสนพิธีทางพระพุทธ ศาสน?ยกตัวอย่างเช่น การทำบุญตักบาต? การถวายสังฆทาน, การกรา? การไหว? เวียนเทียน, แห่เทียนพรรษ? เป็นต้?

จากศาสนพิธีดังกล่าวช่วยเสริมสร้างจริยธรรมในแง่ที่ว่า พิธีกรรมดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบพิธีกรรมน้อมจิตระลึกถึงความสำคัญของพิธีกรรมนั้??แล้วตั้งจิตเพื่อบูชาพระรัตนตรั?และแน่นอนว่าผู้ที่เข้าร่วมในพิธีกรรมนั้นล้วนแต่มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใจ จิตใจก็จะปลอดโปร่งด้วยความอิ่มเอมในบุญกุศลที่ตนเองได้ท?และเมื่อศาสนิกชนปฏิบัติศาสนพิธีอย่างต่อเนื่องแล้?ย่อมมีจิตใจเป็นกุศ?และการทำใจให้เป็นสมาธิย่อมทำให้เกิดปัญญาทำให้สามารถควบคุมจิตใจให้สงบ สามารถข่มใจไม่ไหวหวั่นต่อสิ่งที่จะมากระทบกระเทือนใ?อีกทั้งการประกอบศาสนพิธีย่อมทำให้เกิดความสามัคคีขึ้นในหมู่ชนอย่างแน่แท?

สังคมไทยแม้จะมีรากฐานมาจากพระพุทธศาสนาก็ตา?แต่คนบางส่วนของสังคมก็ยังคงมีความเชื่อในเรื่องที่เร้นลับ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีมาช้านานในสังคมไท?โดยทั่วไปความเชื่อมักจะมีเรื่องของความผูกพันกันของคนในสังคมแฝงอยู่ และสะท้อนออกมาในรูปแบบของพิธีกรรมต่า??ซึ่งการประกอบพิธีกรรมนั้นต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมช?เพื่อให้สังคมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่แม้กระนั้นในส่วนของคนแต่ละคนมักมีความเชื่?และศรัทธาต่อสิ่งต่าง ?แตกต่างกันออกไ?จนนำไปสู่การประกอบพิธีกรรมตามรูปแบบความเชื่อของแต่ละคน และไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมประเภทใ??ก็ตามล้วนแต่มีสารัตถะอยู่ที่การเสริมสร้างความดีงาม และความบริสุทธิ์แห่งความคิดของผู้ร่วมพิธีกรรมเป็นพื้นฐาน เป็นต้นว่า การกราบไหว้หรือบูชาพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนาเพื่อเสริมสร้างกำลังใจและความเป็นสิริมงคลให้แก่ตน หาใช่เป็นไปเพื่อการวิงวอนร้องขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการประกอบพิธีกรรมนั้นเป็นการแสดงถึงคุณธรรมที่มีอยู่ในทรรศนะของผู้ประกอบพิธีกรรม และสิ่งที่น่าพิจารณานั่นคือการประกอบพิธีกรรมใด ?ก็ตา?ควรคำนึงถึงฐานะทาง เศรษฐกิจของต?และควรเป็นพิธีกรรมที่มีประโยชน์ต่อตนเองและสังคมด้ว?

***

บรรณานุกรม

กรมการศาสน? วัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรมการศาสน?

มหาวิทยาลัยรังสิ? เอกสารประกอบการสอน วิชาอารยธรรมไท? ภาคเรียนที??: ปีการศึกษา ๒๕๔๐.

เมธีธรรมาภรณ? พร?(ประยูร ธมฺมจิตฺโต). (๒๕๓๕). พุทธศาสนากับปรัชญา. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.

ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๒๔). พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยา อังกฤษ-ไท?ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ?

เลขาธิการนายกรัฐมนตร? สำนั? สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์แห่งชาต? (๒๕๓๙). คำถา?คำตอบเกี่ยวกับพุทธ-ศาสน?เล่ม ?- ?/strong>. กรุงเทพฯ.

สมิทธ์ สระอุบ? (๒๕๔๔). มานุษยวิทยาเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Monday 2 October, 2006 7:08 PM