ดั?“ไฟใต้?ด้วยนโยบายการศึกษาที่ถูกต้อง
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร?
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

สถานการณ์ภาคใต้ของประเทศไทยในขณะนี้กำลังร้อนระอุ เนื่องเพราะโจรในจังหวัดนราธิวา?ได้บุกเข้าปล้นค่ายทหารของทางราชการไท?โดยฆ่าทหารยามตาย ?นา?และปล้นเอาปื?เอ็ม-๑๖ ซึ่งเป็นอาวุธสงครามไปจำนวนหลายร้อยกระบอก สวนทางกับนโยบายการกวาดล้างอาวุธสงครามของรัฐบาลอย่างอุกอาจที่สุ?และยังได้เผาโรงเรียนอีกถึง ๒๐ แห่ง พร้อมกัน นอกจากนี้กลุ่มโจรยังได้ก่อเหตุรุนแรงขึ้นอีกหลายครั้งในจังหวัดชายแดนภาคใต?เหตุการณ์เหล่านี้มิใช่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เกิดขึ้นหลายครั้งหลายหนอย่างต่อเนื่อง จนดูเหมือนเป็นขบวนการที่มีจุดมุ่งหมายทางการเมือง แม้ว่ารัฐบาลจะบอกว่าเป็นเพียงการกระทำของโจรธรรมดาสามัญเท่านั้นก็ตา?

ไม่ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นการกระทำของโจรกลุ่มใด และมีจุดมุ่งหมายอย่างไรก็แล้วแต่ (ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังสอบสวนอยู่อย่างเร่งรี? แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเราไม่อาจปฏิเสธได้ก็คื?ชาวไทยมุสลิมใน ?จังหวัดภาคใต?มีความรู้สึกแปลกแยกไปจากชาวไทยที่เหลือทั้งหม?ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ความรู้สึกแปลกแยกนี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่ข้าราชการทั้งทหา?ตำรว?และพลเรือน ไม่สามารถทำตนให้เข้ากับประชาชนในท้องถิ่นได้มากพอ (เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นสาเหตุหลั?เพราะข้าราชการส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่ภาคไหนของประเท?ก็ไม่อาจเข้ากับชาวบ้านในท้องถิ่นได้อยู่แล้? แต่อีกส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความรู้สึกแปลกแยกในทางศาสนาและวัฒนธรรมของชาวไทยมุสลิมใน ?จังหวัดภาคใต?นั่นเอ?

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้เสรีภาพทางศาสนามากที่สุดประเทศหนึ่งในโล?แม้ว่าคนไทยกว่?๙๕ เปอร์เซ็นต?เป็นชาวพุท?แต่ก็มีความเกรงใจเพื่อนร่วมชาติที่นับถือศาสนาอื่นมาก จนไม่กล้าระบุในรัฐธรรมนูญว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย (ซึ่งผิดกับประเทศมาเลเซียที่มีประชากรมุสลิมเกินครึ่งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็ประกาศว่าอิสลามเป็นศาสนาประจำชาต?ศาสนาอื่นจะประกาศคำสอนนอกเขตวัดหรือโบสถ์ของตนมิได้ อย่าว่าแต่จะมาออกอากาศทางโทรทัศน์หรือวิทยุเล?และเวลานี้ทางการมาเลเซียก็ประกาศห้ามสร้างวัดหรือโบสถ์ในศาสนาอื่นเพิ่มเติมอีก) ระบบราชการของไทยนั้นรับคนจากทุกศาสนาเข้าเป็นข้าราชกา?โดยไม่มีข้อจำกัดใด?นอกจากนี้บางหน่วยงานของรัฐยังถึงกับกำหนดโควต?(เพิ่มจำนวน) ให้เป็นพิเศษ เช่น ทหาร ตำรว?เป็นต้?(ซึ่งผิดกับประเทศปากีสถาน ที่ข้าราชการทุกคนจะต้องเป็นมุสลิมเท่านั้?แม้ว่าประชาชนส่วนหนึ่งจะนับถือศาสนาอื่นก็ตาม)

ในประวัติศาสตร์การเมืองของไทยยุคปัจจุบัน เราเคยมีประธานรัฐสภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาค?รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย ประธานกรรมาธิการฝ่ายต่างประเทศแห่งวุฒิสภ?ฯล?ที่เป็นชาวมุสลิม รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งในการส่งเสริมศาสนาอิสลาม เช่นการสร้างมัสยิดกลาง การให้เงินประจำตำแหน่งแก่เจ้าหน้าที่ศาสน?(เทียบเคียงกับเงินประจำตำแหน่งของพระราชาคณะในพระพุทธศาสนา ทั้ง ?ที่ศาสนาอิสลามนั้นไม่มีสถาบันนักบว? การอุดหนุนงบประมาณในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่เมืองเมกกะ เป็นต้?เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยได้ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาอย่างกว้างขวางที่สุดเท่าที่ประเทศหนึ่งๆจะพึงให้ได้

เมื่อประเทศไทยมีท่าทีที่เปิดกว้างในเรื่องศาสนาเช่นนี้แล้?ชาวไทยมุสลิมก็น่าจะรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง แล้วเหตุไฉนมุสลิมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งใ??จังหวัดภาคใต?จึงยังมีความรู้สึกแปลกแยกทั้งในเรื่องศาสนา สังค?และวัฒนธรรมอยู่อีก คำตอบน่าจะอยู่ที่นโยบายด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบั?

ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ชาวพุทธไทยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีความเกรงใจชาวไทยศาสนิกอื่นเป็นอย่างมา?จนกระทั่งเรายินยอมที่จะตัดวิชา "พระพุทธศาสนา" (หรือศีลธรร? ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นวิชาบังคับออกไปจากหลักสูตรชั้นประถมและมัธยมศึกษ?และให้บรรจุวิช?"ศาสน? เป็นวิชาบังคับแท?ทั้งนี้เพื่อให้เด็กนักเรียนที่นับถือศาสนาใดก็ได้เรียนวิชาที่เป็นคำสอนในศาสนาของต?นับเป็นความใจกว้างอย่างหาประมาณมิได้ของกระทรวงศึกษาธิการของไทยในปัจจุบัน

พระพุทธศาสนานั้นเป็นรากเหง้าของสังคมและวัฒนธรรมไทย เด็กไทยทุกคนที่เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทยจะต้องรู้จักรากเหง้าของสังคมและวัฒนธรรมไทย เพื่อให้รู้สึกรักและหวงแหนผืนแผ่นดินอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอ?เด็กทุกคนจึงควรจะได้เรียนวิช?"พระพุทธศาสนา" ในมิติทางสังคมและวัฒนธรรมไทยในโรงเรียน เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและวัฒนธรรมไทยร่วมกั?ความรู้สึกแปลกแยกจะได้หมดไ?เมื่อกลับถึงบ้านโดยเฉพาะในวันเสาร์และอาทิตย์ เด็กก็สามารถจะเรียนรู้และปฏิบัติภารกิจทางศาสนาที่ตนเองนับถืออยู่ได้เต็มที่อยู่แล้ว ในแง่นี้วิชา "พระพุทธศาสนา" จึงเปรียบเหมือนกับ "เบ้าหลอม" (melting pot) ที่จะหลอมรวมเด็กไทยทุกคนให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและวัฒนธรรมไทยร่วมกัน มีความรักและหวงแหนแผ่นดินไทยร่วมกั?

นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการปัจจุบัน ที่ให้เด็กมุสลิมได้เรียนวิชา "ศาสนาอิสลา? อันเป็นรากเหง้าของสังคมและวัฒนธรรมในคาบสมุทรอาระเบียหรือตะวันออกกลาง ตั้งแต่เด็กเล็กระดับประถมศึกษาไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษานั้?ทำให้เด็กไทยมุสลิมสร้างจินตนาการ อันนำไปสู่ความรู้สึกรักและผูกพันดินแดนศาสดาของตนในตะวันออกกลาง ทำให้ความจงรักภักดีของเด็กไทยมุสลิมเคลื่อนย้ายจากประเทศไทยไปยังดินแดนตะวันออกกลา?หรือประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ (เมื่อเกิดกรณีขัดแย้งไม่ว่าประเด็นใดระหว่างประเทศไทยกับประเทศในตะวันออกกลาง ความจงรักภักดีของมุสลิมไทยมักจะไปอยู่ข้างตะวันออกกลางมากกว่าประเทศไทยเสม?

ความรู้สึกแปลกแยกที่เกิดขึ้นนี้เอง ที่ทำให้ชาวไทยมุสลิมใน ?จังหวัดภาคใต?ต้องการแบ่งแยกดินแดนออกจากประเทศไท?เพื่อสร้างสังคมและวัฒนธรรมของตนเองขึ้นมาตามแบบอย่างในคาบสมุทรอาระเบี?

***

ที่ม?: หนังสือพิมพ์มติชนรายวั? ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๑๘ มกราคม ?? ๒๕๔๗ ปีที?๒๗ ฉบับที?๙๔๔๕. คอลัมน์หน้าต่างความจริ? หน้า ?

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Monday 2 October, 2006 7:07 PM