ศาสนากับการกำเนิดของ “ระบบทุนนิยม?/div>
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร?
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

"ระบบทุนนิย? (Capitalism) เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษประมาณคริสตศตวรรษที่ ๑๗ หลังจากนั้นได้เติบโตขึ้นในยุโรปตะวันตก และสหรัฐอเมริก?และขยายตัวอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องไปยังส่วนอื่นของโลกจนกระทั่งถึงปัจจุบั?มูลเหตุของการเกิดระบบทุนนิยมในความหมายสมัยใหม่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ โดยที่มนุษย์รู้จักทำการค้าขา?การใช้เงินตร?และการแสวงหากำไรมาหลายพันปีแล้?ไม่ว่าจะเป็นในอารยธรรมจี?อินเดี?อียิปต?กรีซ หรือจักรวรรดิโรมัน และมนุษย์ก็มีความโลภมาทุกยุคทุกสมั?แต?"การค้า เงิน กำไร และความโลภ" มิได้ก่อให้เกิ?"ระบบทุนนิย? ขึ้นในความหมายอย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว "ระบบทุนนิย? เกิดขึ้นได้อย่างไร และอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของการกำเนิดระบบทุนนิยมสมัยใหม่นี้

แม็ค เวเบอร?(Max Weber) (??๑๘๖๔-๑๙๒๐) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมั?ได้เสนอทฤษฎี "การกำเนิดระบบทุนนิยม" ไว้อย่างน่าสนใจยิ่?ในหนังสือเรื่อ?Protestant Ethic and The Spirit of Capitalism (จริยธรรมโปรเตสแตนต์กับจิตใจแบบทุนนิย? เวเบอร?กล่าวว่า "ระบบทุนนิยมเกิดขึ้นในยุโรปในคริสต์ศตวรรษที?๑๗ และรุ่งเรืองอยู่ในดินแดนที่ถูกครอบงำด้วยศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์รูปแบบหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลัทธิคาลวิน (Calvinism)"

ตามทรรศนะของเวเบอร?"ระบบทุนนิย? เป็นผลมาจา?"การสร้างระบบเหตุผล" (rationalization) ขององค์การและกิจกรรมทางเศรษฐกิ?"ระบบเหตุผล" นี้มิได้เกิดจากความต้องการชีวิตที่สุขสบา?(บ่อยครั้งที่นายทุนในยุคแรกใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เคร่งครั?และอดออมเป็นอย่างยิ่? แต่เกิดจากความจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่?"ตนเองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับความโปรดปรา?และความรอดจากพระเจ้า" ตามคำสอนของลัทธิคาลวิน ผลกำไรและความมั่งคั่งจะเป็นข้อพิสูจน์ที่ว่?ตนเองได้รับพรจากพระเจ้?และถูกรวมอยู่ในบรรดาผู้ที่พระเจ้าเลือกสรรแล้?(the elect หรือ the predestined) ให้เป็นผู้รอดพ้น

ผู้ที่ถูกพระเจ้าเลือกสรรแล้ว ไม่เพียงแต่ทำงานที่ดีเป็นเรื่องๆ ไปเท่านั้น แต่จะต้องม?"ชีวิตการงานที่ดี" อีกด้ว?"การงานที่ด? ในที่นี้มิได้หมายถึง "การงานทางศาสนา" แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึง "การงานทางโลก" อีกด้ว?เพราะฉะนั้?"ความเคร่งวินัย" (asceticism) จึงมิได้ถูกจำกัดอยู่แต่ภายในกำแพงโบสถ์เท่านั้น แต่ยังดำรงอยู่ในโรงงาน และสถานที่ทำงานอีกด้วย

ผลกำไรและความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในยุคแรก จึงมิได้ถูกนำไปใช้อย่างฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายเพื่อความสุขสบายของชีวิต แต่กลับถูกนำไปลงทุนเพิ่มในการงาน และธุรกิจของตนเองเป็นหลักใหญ?ทำให้กำไ?และทรัพย์สินกลับเพิ่มเป็นทวีคูณขึ้นมาอีก (อันเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นอีกว่?ตนเองได้รับความรอดจากพระเจ้า) นอกเหนือจากการลงทุนเพิ่มแล้ว นายทุนในยุคแรกได้ใช้เงินส่วนหนึ่งในการบริจาคทานให้แก่ผู้ที่ยากจน

อย่างไรก็ตาม ในยุคหลังแรงจูงใจทางศาสนาที่ผลักดันให้เกิด "ระบบทุนนิย? ขึ้นนั้น ได้เลือนหายไปเป็นส่วนใหญ?แต่อุปนิสัยและ "ระบบเหตุผล" ที่เกิดจากแรงจูงใจทางศาสนาตั้งแต่ต้นนั้นยังคงอยู?และสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี?

กล่าวโดยสรุป เวเบอร์ได้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับชีวิตทางเศรษฐกิ?โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงื่อนไขทางจิตวิทยาที่ทำให้เกิดระบบทุนนิยมขึ้นในตะวันตก เวเบอร์ได้วิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างคำสอนของลัทธิคาลวิน กับท่าทีใหม่ต่อการแสวงหาความมั่งคั่งในอังกฤษ และยุโรปยุคหลังการปฏิรูป (Post-Reformation) กล่าวคือ คำสอนที่ว่?"ผู้ซึ่งพระเจ้าเลือกสรรแล้ว" จะมีสัญญาณบอกโดยการเป็นผู้ประสบความสำเร็จจากการงานที่ด?ทำให้ผู้ที่นับถือลัทธิคาลวินใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการอดออมเพื่อการลงทุน และความสำเร็จทางธุรกิจ อันเป็นข้อพิสูจน์ว่าตนเองก็เป็?"คนที่พระเจ้าเลือกแล้? คนหนึ่งเช่นกัน อันก่อให้เกิดการสะสมทุ?และระบบทุนนิยมขึ้นในเวลาต่อม?นับเป็นท่าทีใหม่ของศาสนาคริสต์ที่ยอมรับการที่มนุษย์แสวงหาความมั่งคั่งในทรัพย์สิน และบางครั้งถึงขนาดสนับสนุนว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักการของศาสน?

ปัจจุบันนักวิชาการด้านไทยศึกษา พยายามที่จะอธิบายการเกิดขึ้นของระบบทุนนิยมในประเทศไท?ปีเตอร?แจ๊กสั?(Peter Jackson) เสนอว่?นักปฏิรูปพุทธศาสนาของไทยได้เน้นคำสอนทางจริยธรรมที่เป็นการส่งเสริมคุณค่?และคุณภาพชีวิต อันเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในทางธุรกิ?โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชนชั้นกลา?นักปฏิรูปพุทธศาสนาหลายท่าน (เช่น ปัญญ?นันทะภิกขุ และพระพยอม กัลยาโ?เป็นต้? ได้สอนเน้นเรื่องของการอดออ?ประหยั?และชีวิตที่มัธยัสถ์ในทางโล?การสอนให้ประหยัด และอดออมนั้น มิได้หมายความว่าให้เกียจคร้านหรือเฉื่อยช?แต่ให้ขยันหมั่นเพียรและประกอบหน้าที่การงานที่เป็นประโยชน์ในทางโล?

การเน้นเรื่องการงานและความประหยัดนี้อาจถือได้ว่า เป็นการให้เหตุผล และความชอบธรรมแก่การสะสมความมั่งคั่ง ซึ่งจำเป็นสำหรับการลงทุนในระบบทุนนิย?โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นชนชั้นกลาง นั่นก็คื?ลัทธิความมัธยัสถ์อดออมในทางโลก ซึ่งนักปฏิรูปพุทธศาสนาของไทยยึดถืออยู่นั้น ได้กลายเป็นเหตุผลทางศาสนาแก่การประกอบการเชิงพาณิชย์ของกลุ่มธุรกิจใหม?ที่จะต้องละเว้นการบริโภคในปัจจุบัน เพื่อการสะสมทุนอันจำเป็นต่อการลงทุนในธุรกิจของตน ดังนั้?จึงอาจตีความได้ว่า พุทธศาสนาฝ่ายปฏิรูปของชนชั้นกลางไท?ได้กลายเป็นตัวแทนของระบบการสร้างความชอบธรรมทางศาสนาแก่ระบบทุนนิยมของไท?

ทฤษฎีของแจ๊กสันเป็นแนวคิดที่น่าสนใจยิ่?แต่ก็เกิดคำถามขึ้นว่?ถ้าระบบทุนนิยมในสังคมไทยมีรากฐานอยู่บนหลักของความประหยัดมัธยัสถ์ ซึ่งเป็นคำสอนในพุทธศาสนาของไทยตามคำกล่าวของแจ็คสันแล้ว ระบบทุนนิยมก็น่าที่จะเติบโ?และเฟื่องฟูอยู่ในสังคมไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยหรือก่อนหน้านั้นเป็นต้นมา เพราะคำสอนของพุทธศาสนาได้อยู่คู่กับสังคมไทยมาตลอดประวัติศาสตร์ ทำไมระบบทุนนิยมไทยจึงเพิ่งเกิดและเติบโตเมื่อไม่กี่ทศวรรษมานี้เองถ้ามิใช่เพราะปัจจัยอื่?อีกประการหนึ่งถ้าหากระบบทุนนิยมไทยตั้งอยู่บนรากฐานของความประหยัดมัธยัสถ์ตามหลักคำสอนของพุทธศาสนาแล้ว คนไทยภายใต้ระบบทุนนิยมสมัยใหม่ก็ไม่น่าที่จะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยเกินตั?จนกระทั่งเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงในช่วงปี ?? ๒๕๔๐-๒๕๔๖ ขึ้นได?

ในพุทธศาสนาของไทยนั้?ไม่มีแรงกดดันที่จะต้องให้ประสบความสำเร็จในการงาน และธุรกิจดังเช่นในลัทธิคาลวิ?"กฎแห่งกรรม" ในพุทธศาสนาของไทยตัดสินกันที?"ความดีความชั่ว" มิได้ตัดสินกันที?"ความสำเร็จหรือความล้มเหล? ในการงาน และธุรกิจทางโล?การวิเคราะห์ของแจ๊กสันในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนาฝ่ายปฏิรูปกับระบบทุนนิยมไท?จึงมีความแตกต่างจากศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ในระหว่างการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป

***

ที่ม?: หนังสือพิมพ์มติชนรายวั? ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๑๔ มีนาคม ?? ๒๕๔๗ ปีที?๒๗ ฉบับที?๙๕๐๑. คอลัมน์หน้าต่างความจริ? หน้า ?

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Monday 2 October, 2006 7:04 PM