ธรรมชาติของชีวิต
 


เรียบเรียง : ดวงเด่?นุเรมรัมย์.


***

ตามหลักพุทธธรรมถือว่าความเป็นไปของสรรพสิ่งนั้น ไม่มีสิ่งใดอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ของธรรมชาต?(กฎไตรลักษณ? อีกทั้งไม่มีตัวการอื่นใดที่อยู่นอกเหนือออกไปอี?ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะเป็นผู้สร้างหรือผู้บันดา?หากแต่กระบวนการทั้งหลายในธรรมชาตินั้นย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย (ปฏิจจสมุปบาท) มิใช่เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอ?และในบรรดาสรรพสิ่งเหล่านั้นรวมถึ?“ชีวิตมนุษย์?ด้วย

หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงถึงเรื่องราวเกี่ยวกับกฎธรรมชาต?คื?ปฏิจจสมุปบาท แล?strong>ไตรลักษณ?/strong> ซึ่งหลักธรรมทั้ง ?หมวดนี้ถือได้ว่าเป็นกฎเดียวกัน แต่แสดงในคนและแง่มุม ทั้งนี้เพื่อให้มองความเห็นความเป็นจริงอย่างเดียวกั?นั่นคื?“กฎธรรมชาติ”


? ปฏิจจสมุปบาท

ปฏิจจสมุปบาท เป็นหลักธรรมอีกหมวดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงถึงของกฎธรรมชาต?หรือหลักความเป็นจริงที่มีอยู่ตามธรรมดาของสรรพสิ่?ซึ่งหลักปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นหลักธรรมที่สำคัญอีกบทหนึ่?ซึ่งพระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ไว้ ความว่?“ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรร?ผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท?(พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกา?มูลปัณณาสก?๑๒/๓๔?๓๑?)

หลักปฏิจจสมุปบาท ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้มี ?หลักด้วยกั?คื?หลักสากลที่ให้ตัวบ?และหลักประยุกต์ที่แจกแจงหัวข้อธรรม คื?

? หลักสากล อธิบายกระบวนการเกิดดับของสรรพสิ่งในโลกทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิ?เรียกว่า “สมุทยวาร” หลักปฏิจจสมุปบาทสากลนี้เพียงแต่บอกกว้า??ว่?ถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นต้องมีเหตุสนับสนุน โดยไม่มีสิ่งใดตั้งอยู่ได้ตามลำพังแม้เพียงชั่วขณะเดีย?และไม่มีการระบุลงไปว่าสิ่งนั้นคืออะไ?หรือเหตุนั้น ?ประกอบด้วยอะไรบ้างโดยมีตัวบทดังนี้

? อิมสฺม?สต?อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี
    อิมสฺสุปาท?อิทํ อุปฺปชฺชติ เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

? อิมสฺม?อสติ อิทํ ?โหติ เมื่อสิ่งนี้ไม่ม?สิ่งนี้ก็ไม่มี
    อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌต?เพราะสิ่งนี้ดับไ?สิ่งนี้ก็ดับ

? หลักประยุกต์ เป็นการนำหลักสากลมาอธิบายกระบวนการเกิดดับของสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตมนุษย?หลักประยุกต์นี้ไม่อาจอธิบายกระบวนการเกิดของสิ่งไร้ชีวิ?เพราะว่าสิ่งไร้ชีวิตไม่มีวิญญา?ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ ความว่?

“พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่?ดูกรภิกษุทั้งหลา?ก็ปฏิจจสมุปบาทเป็นไฉ?
ดูกรภิกษุทั้งหลา?เพราะอวิชชาเป็นปัจจั?จึงมีสังขา?เพราะสังขา?เป็นปัจจัย จึงมีวิญญา?
เพราะวิญญาณเป็นปัจจั?จึงมีนามรู?เพราะนามรู?เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภ?เพราะภพเป็นปัจจั?จึงมีชาต?
เพราะชาติเป็นปัจจั?จึงมีชราและมรณ?โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายา?
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ นี้เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ?
(พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรร?๑๖/??)

หลักปฏิจจสมุปบาท แสดงความจริงของธรรมชาติให้เห็นว่?สิ่งทั้งหลายนั้นมีลักษณะเป็นอนิจจั?ทุกขัง อนัตตา ที่เรียกว่?"ไตรลักษณ?quot; ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการแห่งปัจจัย อนึ่?กระบวนธรรมของหลักปฏิจจสมุปบาทนั้?มีลักษณะที่หมุนเวียนเป็นวัฏฏ?หรือวงจร อันไม่มีจุดเริ่มต้นไม่มีจุดจ?ไม่มีเบื้องต้นเบื้องปลาย

ปัญหาธรรมชาติของชีวิตประการหนึ่ง ซึ่งถูกตั้งคำถามมาตั้งแต่ครั้นพุทธกา?คื?“ตายเกิดหรือตายสูญ?ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ได้กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกเล่มที??และในการนี้พระพุทธเจ้าทรงให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า พระองค์ขอไม่ทรงพยากรณ์ (ทำให้แจ้? ในปัญหาที่ถามนี้ โดยนัยนี?ผู้เห็นปฏิจจสมุปบา?จึงไม่สงสัยในปัญหาอภิปรัชญาต่า??ที่เรียกว่?"อันตคาหิกทิฏฐิ" และจึงเป็นเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงนิ่งเสี?ไม่ตรัสตอบปัญหาเหล่านี้เมื่อใครมาทูลถา?ทรงตรัสว่าเป็น "อัพยากตปัญหา" เพราะเมื่อเห็นปฏิจจสมุปบาทหรือเข้าใจการที่สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยแล้ว ปัญหาเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องเหลวไหล ไม่มีประโยชน?และไม่เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานแต่ประการใด

จากพุทธพจน์ของพระพุทธองค์ในเรื่องนี้ ก็เพื่อให้พุทธศาสนิกชนพึงเข้าใจให้ถ่องแท้ในคำสอนของพระพุทธศาสน?นั่นคือการสอนความจริงที่สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตได?หรือเพื่อแก้ปัญหาชีวิต ในทางตรงกันข้า?ส่วนที่เป็นความจริงแต่มิได้เป็นประโยชน์พระองค์ก็จะไม่ทรงสอ?แต่ปัญหาที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพยากรณ์นั้นคือเรื่องทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข?เพราะมีประโยชน์และเป็นไปเพื่อมรรคผ?

อย่างไรก็ตาม ความจริงประการหนึ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ความจริงในการกำเนิดของชีวิตและได้ตรัสไว้ ความว่?มีตัณห?(ความอยาก) ก็มีชาติ (การเกิ? สิ้นตัณหาก็สิ้นชาต?กล่าวคือ เมื่อมนุษย์ยังมีกรรม วิญญาณ และตัณหาอยู่ ก็ยังจะต้องไปเกิดในภพต่า??ซึ่งการเกิดในมนุษย์นั้นคือ การกำเนิดในครรภ์ของมารดา พุทธพจน์บทหนึ่งได้กล่าวถึง เหตุแห่งการเกิดในครรภ์ ความว่?

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะความประชุมพร้อมแห่งปัจจัย ?ประการ ความเกิดแห่งทารกก็มี ในสัตว์โลกนี?มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน แต่มารดายังไม่มีระดู และทารกที่จะมาเกิด ยังไม่ปราก?ความเกิดแห่งทารก ก็ยังไม่มีก่อน ในสัตว์โลกนี?มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระด?แต่ทารกที่จะมาเกิดยังไม่ปราก?ความเกิดแห่งทารก ก็ยังไม่มีก่อน ดูกรภิกษุทั้งหลา?เมื่อใดมารดาบิดาอยู่ร่วมกันด้ว?มารดามีระดูด้ว?ทารกที่จะมาเกิดก็ปรากฏด้วย เพราะความประชุมพร้อมแห่งปัจจัย ?ประการอย่างนี้ ความเกิดแห่งทารกจึงม?ดูกรภิกษุทั้งหลา?มารดาย่อมรักษาทารกนั้นด้วยท้องเก้าเดือนบ้า?สิบเดือนบ้าง เมื่อล่วงไปเก้าเดือน หรือสิบเดือน มารดาก็คลอดทารกผู้เป็นภาระหนักนั้น ด้วยความเสี่ยงชีวิตมาก และเลี้ยงทารกผู้เป็นภาระหนักนั้นซึ่งเกิดแล้ว ด้วยโลหิตของตนด้วยความเสี่ยงชีวิตมาก.?(พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกา?มูลปัณณาสก?๑๒/๔๕?๔๘?)

จากพุทธพจน์ที่ยกมานี?เป็นการอ้างอิงถึงจุดกำเนิดของชีวิตมนุษย์ที่เป็นไปตามกระแสแห่งกฎธรรมชาติทั้งสิ้?ที่ต้องประกอบด้วยปัจจัยต่า??ที่มาสัมพันธ์กัน ที่เกิดขึ้นสืบต่อกับไปอย่างมิได้ขาดสาย อันเป็นภาวะที่ไม่เที่ย?ในกรณีของมนุษย์ก็เช่นเดียวกั?ภาวะแห่งการมีชีวิตของมนุษย์นั้นเกิดจากการรวมตัวขององค์ประกอบพื้นฐา?ที่เรียกว่?“ขันธ์ ๕” หรือ “เบญจขันธ์?อันประกอบด้ว?

? รู?ได้แก่ ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด ร่างกายและพฤติกรรมทั้งหมดของร่างกา?หรือสสารพลังงานฝ่ายวัตถุ พร้อมทั้งคุณสมบัติ และพฤติการณ์ต่าง ?ของสสารพลังงานเหล่านั้?

? เวทน?ได้แก่ ความรู้สึกสุ?ทุกข?หรือเฉ??ซึ่งเกิดจากผัสสะทางประสาททั้??และทางใจ

? สัญญ?ได้แก่ ความกำหนดได้ หรือหมายรู?คื?กำหนดรู้อากา?เครื่องหมา?ลักษณะต่าง ?อันเป็นเหตุให้จำอารมณ์นั้นได?

? สังขาร ได้แก่ องค์ประกอบ หรือคุณสมบัติต่างๆ ของจิตมีเจตนาเป็นตัวนำ ซึ่งแต่จิตให้ด?หรือชั่วหรือเป็นกลาง?ปรุงแปรการตริตรึกนึกคิดในใ?และการแสดงออกทางกายวาจ?ให้เป็นไปต่างๆ

? วิญญาณ ได้แก่ ความรู้แจ้งอารมณ์ทางประสาทสัมผัสทั้ง ?และทางใจ คื?การเห็?การได้ยิ?การได้กลิ่?การรู้สัมผัสทางกาย และการรู้อารมณ์ทางใจ

ดังที่ได้กล่าวแล้วในข้างต้นว่า ชีวิตประกอบด้วยขันธ์ ?เท่านั้น ไม่มีสิ่งอื่นใดนอกเหนือไปจากขันธ??ที่จะเข้ามาควบคุมให้กระบวนการแห่งขันธ์ ?นี้ดำเนินไ?ในการพิจารณาเรื่องชีวิ?เมื่อยกขันธ์ ?นี้ขึ้นเป็นที่ตั้งแล้ว ก็จะทำให้มนุษย์เข้าใจในกระบวนการแห่งชีวิตได้ดียิ่งขึ้น ว่าขันธ์ ?นั้นพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงทุกขณะตามวิถีทางแห่งธรรมชาติที่ว่าี่ไม่มีส่วนใดหรือสิ่งใดในโลกที่คงตนอยู่กับที่ ดังนั้?การเข้าไปยึดถือขันธ์ ?นั้นล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้?

ขันธ??เป็นไปตามกระบวนการที่ดำเนินไปตามหลักปฏิจจสมุปบาท คือมีอยู่ในรูปกระแสแห่งปัจจัยต่า??ที่สัมพันธ์เนื่องอาศัยสืบต่อกั?ไม่มีส่วนใดในกระแสที่คงอยู่ได้ มีแต่การเกิดขึ้นแล้วสลายตัวไปพร้อมกับปัจจัยให้มีการเกิดขึ้นแล้วสลายตัวต่??ไปอี?ส่วนต่าง ?สัมพันธ์กั?เนื่องอาศัยกัน เป็นปัจจัยแก่กัน จึงทำให้เกิดกระแสหรือกระบวนการนี้ดำเนินไปอย่างมีเหตุผล นอกจากนี?ขันธ??หรือชีวิ?ยังเป็นไปตามกฎแห่งไตรลักษณ?คื?อยู่ในภาวะแห่งอนิจจต?(ไม่เที่ย?ไม่คงที่) อนัตตา (ไม่มีส่วนใดที่มีตัวตนที่แท้จริ?และไม่อาจยึดถือเป็นตัวตนได? ทุกขตา (ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัวอยู่ทุกขณ?และพร้อมที่จะก่อให้เกิดความทุกข์ได้เสม?ในกรณีที่มีการเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยความไม่รู้)


? ไตรลักษณ?

"ไตรลักษณ? คื?ลักษณะ ?ประการ แห่งสังขารธรรมทั้งหลาย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่?สามัญลักษณ?(ลักษณะที่เสมอกันแก่สังขารธรรมทั้งปวง) กล่าวคือ พระพุทธเจ้าจะอุบัติหรือไม่ก็ตา?หลักทั้งสามนี้ก็คงมีอยู่เป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าเป็นแต่ทรงค้นพบและนำมาเปิดเผยแสดงต่อเวไนย (พระเทพเวที,๒๕๓๕: ๑๐? ๑๐?) อันประกอบด้ว?

? อนิจจั?(ไม่เที่ย? หมายความว่?สิ่งทั้งหลายมีลักษณะเปลี่ยนแปลงอยู่เสม?ไม่มีความคงที่ตายตัว

? ทุกขัง (ความเป็นทุกข? หมายความว่?สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีลักษณะที่เป็นทุกข?มองดูน่าสังเวชใจ ทำให้เกิดความทุกข์ใจแก่ผู้ไม่มีความเห็นอย่างแจ่มแจ้งในสิ่งนั้น ?

? อนัตตา (ไม่ใช่ตัวต? หมายความว่?ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความหมายแห่งความเป็นตัวเป็นต?ไม่มีลักษณะอันใดที่มนุษย์ยึดถือได้ว่ามันเป็นตัวเราของเรา พุทธศาสนิกชนที่เห็นสภาวะธรรมในกฎแห่งไตรลักษณ?จะเข้าใจถึงสภาพของสังขารทั้งหลายที่มีการเปลี่ยนแปล?เสื่อมสลายตลอดเวลา แม้แต่โลกและชีวิตก็ล้วนไม่เที่ยง หรือยั่งยืนด้วยกันทั้งสิ้น ไม่สามารถคงสภาพเดิมอยู่ได้ อันจะเป็นไปตามเหตุปัจจัยตามธรรมชาติของมั?ดังนั้?ผู้ที่เห็นไตรลักษณ์จะสามารถกำหนดท่าทีแห่งจิตใจของตนเองได้อย่างถูกต้อ?ในยามที่จิตใจถูกบีบคั้?หรือยามที่พลัดพรากจากกัน ก็จะไม่หวั่นไหวจากสิ่งดังกล่าวที่มากระทบ เพราะจิตใจหลุดพ้นเป็นอิสระ ไม่ไปผูกพันยึดมั่นเกาะเกี่ยวอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใด

การศึกษาสภาวะธรรมทั้งหลายทั้งปวง โดยเฉพาะการทำความเข้าใจในชีวิตของมนุษย?ตามหลักปฏิจจสมุปบา?กฎแห่งไตรลักษณ?และเบญจขันธ์นั้น ทำให้ชีวิตดำเนินอยู่ด้วยปัญญ?กล่าวคือ เป็นการอยู่อย่างรู้เท่าทันสภาว?และรู้จักอยู่อย่างประสานกลมกลืนกับธรรมชาติ อยู่อย่างไม่มีความยึดมั่นในตัวตน อยู่อย่างอิสระ และอยู่อย่างไม่มีทุกข์

เมื่อเห็นความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งทั้งหลายแล้?จะทำให้มนุษย์เห็นคุณค่าของเวลาและชีวิตอันสั้?ระมัดระวังตนเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสื่อมสลายของสังขารในเวลาอันมิสมควร และดำรงอยู่ด้วยความไม่ประมาท อีกทั้งช่วยให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำความด?สร้างสรรค์คุณค่าให้เกิดความสมบูรณ์และก้าวหน้าให้แก่ชีวิตตนเอ?

***

บรรณานุกรม

กรมการศาสน? (๒๕๒๕). พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที??๔๕. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา.

เทพเวท? พร?(ประยุทธ์ ปยุตฺโ?. (๒๕๓๕). พจนานุกรมพุทธศาสตร?/strong>. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.ธรรมปิฎก.

ธรรมปิฎก, พร?(??ปยุตฺโ?. (๒๕๔๑). พุทธธรรม. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.

________. (๒๕๔๓). พจนานุกรมพุทธศาสตร?ฉบับประมวลธรรม. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.

มหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์. (๒๕๓๗). พระสูต?และอรรถกถา, แป?/strong>. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ. (มหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ พิมพ์เนื่องในโอกาสคร?๒๐?ปี แห่งพระราชวงศ์จักร?กรุงรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช ๒๕๒๕).

เมธีธรรมาภรณ? พร?(ประยูร ธมฺมจิตฺโต). (๒๕๓๕). พุทธศาสนากับปรัชญา. พิมพ์ครั้งที?? กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มห?จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลั?

ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๓๙). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถา?/strong>. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ: บริษัท อักษรเจริญทัศน?จำกั?

ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๔๐). พจนานุกรมศัพท์ปรัชญา อังกฤษ - ไท?ฉบับราชบัณฑิตยสถ?/strong>?/b>. พิมพ์ครั้งที?? กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน.

เลขาธิการนายกรัฐมนตร? สำนั? สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์แห่งชาต? (๒๕๓๙). คำถา?คำตอบเกี่ยวกับพุทธศาสน?เล่ม ??/strong>. กรุงเทพฯ.

สมพงษ์ จิวะนนท์. พุทธศาสนิก. (๒๕๓๗). พิมพ์ครั้งที?? กรุงเทพฯ : สารมวลชน.

สุชี?ปุญญานุภาพ. (๒๕๓๙). พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาช?/strong>. (พิมพ์ครั้งที?๑๖). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์.

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Monday 2 October, 2006 6:53 PM