คนหรือศาสน? ใครกันแน่ที่เสื่อม
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร?
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

เรามักจะเคยได้ยินคำกล่าวอยู่เสมอว่?"ศาสนาเสื่อ? หรือ "ศาสนากำลังเสื่อม" แต่ก็มีเสียงค้านสวนขึ้นมาเกือบจะทันควันว่า "ศาสนาไม่มีวันเสื่อ?คนต่างหากที่เสื่อม" หรือ "สังคมต่างหากที่เสื่อ?ศาสนาซึ่งเป็นสัจธรรม บริสุทธิ?100% เต็ม ไม่มีวันเสื่อม" ในสังคมที่ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีของศาสนาใด?ก็ตา?เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงของสังคมสมัยใหม่ที่มาพร้อมกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็มักจะเกิดข้อโต้แย้งนี้อยู่เสมอ

ข้อโต้แย้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองต่อศาสนาที่แตกต่างกันสองประกา?ประการแรกเป็นการมองศาสนาจากมุมมองทางประวัติศาสตร?ตามทรรศนะของวิลเฟร?สมิธ (Wilfred Smith) นักวิชาการศาสนาชาวแคนาดานั้น ศาสนาทุกศาสนาล้วนแล้วแต่เกิดและดำเนินไปตามประวัติศาสตร?และประวัติศาสตร์นั้นก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมั?ศาสนาจึงมีความรุ่งเรืองและความเสื่อม มีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสม?ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ ศาสนาเป็นกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตในตัวของมันเอง ในแง่นี้ศาสนาจึงมิใช่ความคิดที่ตายตั?

ตัวอย่างเช่น พุทธศาสนาเกิดขึ้นในตอนเหนือของอินเดี?ต่อมาได้เจริญรุ่งเรืองไปทั่วแผ่นดินชมพูทวี?และได้เผยแผ่ไปทั่วทั้งเอเชียกลางอย่างสันติ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถบประเทศอัฟกานิสถานในปัจจุบั? เป็นเวลานับพันปี ต่อมาพุทธศาสนาได้เสื่อมไปจากอินเดี?เนื่องจากการฟื้นตัวของศาสนาฮินดู และพุทธศาสนาก็หมดไปจากเอเชียกลางเนื่องจากการแผ่ขยายอำนาจของกองทัพอิสลามในบริเวณนั้?

เป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้นถ้าเราจะบอกว่?พุทธศาสนาในอินเดียและในเอเชียกลางไม่เสื่อม คนอินเดียและคนแถบเอเชียกลางต่างหากที่เสื่อ?เมื่อพุทธศาสนามิได้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของผู้คนในอินเดียและในเอเชียกลางอีกต่อไ?เราไม่อาจพูดได้ว่าพุทธศาสนายังคงอยู่ในอินเดียและในเอเชียกลางไม่รู้จักเสื่อ?เช่นเดียวกันถ้าหากวันใดพุทธศาสนาหมดไปจากประเทศไทยด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง เราไม่อาจกล่าวได้ว่าพุทธศาสนาของไทยไม่เคยเสื่อ?ชาวพุทธไทยต่างหากที่เสื่อม

ประการที่สองเป็นการมองศาสนาจากมุมมองของลัทธิคำสอ?เป็นการมองไปที่แก่นแท้ของศาสนา เนื่องจากแก่นแท้ของศาสนาไม่มีประวัติศาสตร์ หรืออยู่เหนือประวัติศาสตร์ ดังนั้นแก่นแท้ของศาสนาจึงไม่เปลี่ยนแปล?เป็นสัจธรรมที่คงที?สมบูรณ?100% เต็ม ไม่อาจแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใด?ได้อีก มุมมองนี้เป็นของนักการศาสนาที่เคร่งครั?ที่มุ่งสู่แก่นแท้ของศาสนาที่แน่นอนตายตัว ในที่นี้จะขอเรียกว่า "ผู้แสวงหาแก่นแท้ของศาสนา" (Essentialist)

ถ้าหากเราถามผู้แสวงหาแก่นแท้ของศาสนาว่?"แก่นแท้ของศาสนาของท่านคืออะไ? เราก็จะได้คำตอบชุดหนึ่?และเมื่อเราถามผู้แสวงหาแก่นแท้ของศาสนาที่มาจากศาสนาอื่นหรือจากสำนักอื่?เราก็จะได้คำตอบอีกชุดหนึ่ง ดังนั้นแก่นแท้ของศาสนาจึงมีหลากหลา?และส่วนใหญ่มักจะไม่ตรงกั?ทั้งนี้ก็เพราะ "แก่นแท้ของศาสน? ของคนคนหนึ่ง ก็ขึ้นกับการตีความศาสนาของคนคนนั้น และโดยที่น้อยคนนักที่จะเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนาตามที่กล่าวอ้าง แก่นแท้ของศาสนาที่เป็นสัจธรรมสมบูรณ์ 100% เต็มของคนแต่ละคน จึงมักขึ้นอยู่กับจินตนาการของคนคนนั้นที่มีต่อสัจธรรมมากกว่าอย่างอื่น

ยกตัวอย่างเช่น แก่นแท้ของพุทธศาสนาคืออริยสัจสี่ แก่นแท้ของศาสนายูดายคือการปลดปล่อยประชาชาติยิวภายใต้การนำของโมเส?แก่นแท้ของศาสนาคริสต์คือการเข้าถึงอาณาจักรของพระเจ้าโดยผ่านพระเยซูคริสต์ และแก่นแท้ของศาสนาอิสลามคือการได้เข้าเฝ้าพระอัลลอฮ?โดยการปฏิบัติตามคัมภีร์อัลกุรอ่านและคำสอนของนบีมุฮัมหมัดอย่างเคร่งครัด เป็นต้?จะเห็นได้ว่าแก่นแท้ของศาสนาเหล่านี้ไม่เหมือนกั?ทว่าแต่ละศาสนาต่างก็อ้างว่าตนครอบครองสัจธรรมทั้งสิ้น

พุทธศาสนาได้แตกออกเป็นหลายนิกา?เช่น นิกายเถรวาทมุ่งเน้นที่ศี?สมาธ?ปัญญ?เพื่อการบรรลุนิพพา?นิกายมหายานมุ่งเน้นที่อุดมคติของโพธิสัตว์เพื่อการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต และนิกายวัชรยานมุ่งเน้นการปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะอวตารกลับมาเกิดใหม่เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อี?เป้าหมายของนิกายเหล่านี้ไม่เหมือนกัน แต่ทุกนิกายต่างก็อ้างว่าเป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนาเช่นเดียวกั?

พุทธศาสนานิกายเถรวาทเจริญรุ่งเรืองอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิกายเถรวาทในแต่ละประเทศก็มีอัตลักษณ์เฉพาะตน เช่น เถรวาทในศรีลังกาเน้นปัญญาเชิงวิชาการ เถรวาทในพม่าเน้นสมาธิโดยไม่เคร่งพระวินัย (เช่น พระสงฆ์ถูกเนื้อต้องตัวผู้หญิงได้ เป็นต้? เถรวาทในประเทศไทยเน้นพระวินั?ส่วนเถรวาทในลาวและกัมพูชาคล้ายคลึงกับของไท?

เถรวาทในประเทศไทยนั้นยังจำแนกออกเป็นหลายสำนั?เช่น "สันติอโศ? เน้นศี?สา?"พุ?โธ" "ยุบหนอ-พองหนอ" แล?"ธรรมกา? เน้นสมาธิแบบหลับตา สา?"การเจริญสติแบบเคลื่อนไหวของหลวงพ่อเทีย?จิตฺตสุโ? เน้นสมาธิแบบเคลื่อนไหว พุทธทาสภิกขุแห่งสวนโมกขพลารามเน้นปัญญาในการพิจารณาความจริง พระพรหมคุณาก?(??ปยุตฺโ? เน้นปัญญาเชิงวิชาการ เป็นต้?ทุกสำนักต่างก็อ้างว่าครอบครองสัจธรรม แต่เมื่อพิจารณาลงไปในรายละเอียดแล้?แต่ละสำนักมีเนื้อหาและวิธีการที่แตกต่างกันมา?

นักแสวงหาแก่นแท้ของศาสนาจึงเผชิญกับความหลากหลายของการตีความสัจธรรม แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงค้นพบความจริงมานานกว่า 2,500 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันเราทุกคนก็ล้วนมีสถานะไม่แตกต่างไปจากเจ้าชายสิทธัตถะเท่าใดนั?ที่ต้องดั้นด้นแสวงหาจากสำนักหนึ่งไปยังอีกสำนักหนึ่งเพื่อค้นหาสัจธรรม โดยที่แต่ละสำนักต่างก็อ้างว่าครอบครองสัจธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น ดังนั้นสัจธรรมจึงมิใช่ความคิดที่หยุดนิ่งตายตัว แต่กลับเป็นสิ่งที่มีชีวิตชีวาที่เราแต่ละคนจะต้องแสวงหาด้วยตนเอ?

ศาสนาจึงเปรียบเหมือนสิ่งที่มีชีวิต ที่ดำรงอยู่ในจิตใจของมนุษย?เป็นเรื่องของโลกทรรศน์และการตีความสัจธรรมของแต่ละค?ศาสนาจึงมิใช่พิธีกรร?สัญลักษณ?หรือลัทธิคำสอน แต่คือความหมายของสิ่งเหล่านี้ที่มีต่อชีวิตมนุษย์ โดยที่มนุษย์เป็นผู้ที่เลือกตีความเอง ศาสนาจึงเป็นพลังสร้างสรรค์เฉพาะตัวของแต่ละบุคค?และมนุษย์ก็มีอิสระที่จะเลือกและเป็นส่วนหนึ่งของพลังสร้างสรรค์นั้?ดังนั้นศาสนาจึงไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ศาสนาที่หยุดนิ่งอยู่กับที่จึงเป็นศาสนาที่ตายแล้ว

***

ที่ม?: หนังสือพิมพ์มติชนรายวั? ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๘ ปีที?๒๘ ฉบับที?๙๘๐๘. คอลัมน์หน้าต่างความจริ? หน้า ?

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Monday 2 October, 2006 4:19 PM