อินเดี?ศรีลังกา : รากฐานพุทธศาสนาของไท?/div>
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร?
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

 

ท่ามกลางบรรยากาศอันร้อนระอุของการเมืองไท?กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ภายใต้การนำของ ดร.วีระชั?วีระเมธีกุ?ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเท?และท่านธนาธิ?อุปัติศฤงค?รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเท?ได้พาคณะผู้แทนจากประเทศไทย อันประกอบด้วยเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรร?กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสน?ศิลป?วัฒนธรรม สื่อมวลช?และศิลปิ?รวมทั้งตัวแทนนักศึกษาในฐานะยุวทู?รวมจำนวน 26 คน ไปเยือนประเทศอินเดียและศรีลังก?ท่ามกลางอากาศอันร้อนระอุ ในระหว่างวันที?20-27 มีนาคม พุทธศักราช 2549 ภายใต้โครงกา?"การเดินทางแห่งสติปัญญาใน BIMSTEC" (The Walk of Wisdom in BIMSTEC)

ระหว่างที่อยู่ในประเทศอินเดียตั้งแต่วันที่ 20-23 มีนาคม 2549 นั้น คณะได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นทั้งจากสถานทูตไทยและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอินเดี?จุดหมายใหญ่ของการเดินทางคื?ถ้ำอะชันตา (Ajanta Caves) และถ้ำเอลโลร?(Ellora Caves) ในเมืองโอรางคบัด (Aurangabad) ของอินเดีย ถ้ำอะชันตาเป็นผลงานสร้างสรรค์ของชาวพุทธอินเดีย ซึ่งสร้างขึ้นสองยุคด้วยกัน ยุคแรกประมาณศตวรรษที?2 ถึงที่ 1 ก่อนคริสตศักรา?ภายในถ้ำถูกเจาะเป็?"วิหา?quot; สำหรับพระภิกษุเพื่อปฏิบัติสมาธิภาวนา แล?"เจดีย์" เพื่ออุทิศแด่พระพุทธเจ้า ยุคนี้มีแต่ภาพเขียนสีน้ำบนผนังถ้ำเล่าเรื่องราวชาดกและพุทธประวัติ ที่น่าสนใจก็คือพระพุทธเจ้าถูกแทนด้วยสัญลักษณ?เช่น ดอกบัว หรือธรรมจักร เป็นต้?เป็นคติความเชื่อของพุทธศาสนาแบบดั้งเดิ?(เถรวาท)

ยุคที่สองสร้างประมาณคริสตศตวรรษที่ 5 ถึงที่ 6 ภายในถ้ำถูกเจาะเป็?"วิหา?quot; แล?"เจดีย์" เช่นเดียวกับยุคแรก แต่มีการแกะสลักพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์หลายพระองค์บนเจดีย์และผนังวิหาร แสดงให้เห็นถึงคติความเชื่อของพุทธศาสนาแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ (มหายาน) ถ้ำอะชันตาในยุคแรกบางถ้ำถูกเขียนต่อเติ?(หรือซ่อมแซ? รวมทั้งถูกแกะสลักพระพุทธรูปเพิ่มเติม นับเป็นการทับซ้อนของสองยุคในถ้ำเดียวกั?

สำหรับถ้ำเอลโลราแบ่งเป็นสามกลุ่ม คือวิหารของศาสนาเช?พุทธศาสน?และศาสนาฮินด?วิหารทั้งหมดเป็นศิลปกรรมการเจาะภูเขาทั้งสิ้น สร้างขึ้นระหว่างคริสตศักราชที่ 5 ถึงที่ 11 ในวิหารของศาสนาเชน รูปแกะสลักของศาสดา "มหาวีร?quot; มีลักษณะเด่นคือเห็นอวัยวะเพศ (ชา? อย่างชัดเจ?อันเป็นการแสดงออกถึงการบูช?"ศิวะลึงก?quot; ในแบบของเช?และสะท้อนคติความเชื่อของนิกา?"ฑิฆัมพ?quot; (ลัทธิชีเปลือ? ของเชนอีกด้ว?ส่วนวิหารของพุทธศาสนาที่เอลโลรานั้นเป็นคติความเชื่อแบบ "มหายาน" มีศิลปกรรมการแกะสลักผนังถ้ำเป็นพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์อันวิจิตรมากมาย พระพักตร์ของพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์แสดงออกถึงความสงบและเมตตากรุณ?ซึ่งผิดจากพระพักตร์ของเทวรูปในศาสนาฮินดูซึ่งแสดงออกทั้งร่าเริง เกรี้ยวกรา?หรือโศกเศร้า คล้ายกับมนุษย์

สุดยอดของอารยธรรมการแกะสลักภูเขาอันวิจิตรพิศดารของอินเดียนั้นได้แก?วิหา?"ไกรลาส" อันเชื่อว่าเป็นที่ประทับของพระศิวะ (พระเจ้าที่ชาวฮินดูเคารพยำเกรงมากที่สุด) วิหารไกรลาศเป็นปฏิมากรรมชิ้นเอกของอินเดียและของโลก นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์เหนือคำบรรยายใดๆ ที่ภูเขาทั้งลูกถูกแกะสลักให้เป็นวิหารขนาดใหญ่สองชั้นและสองหลัง ซึ่งทั้งชั้นบนและชั้นล่างมีทางเดินเชื่อมติดต่อกั?การแกะสลักวิจิตรพิสดารทั้งภายในและภายนอกวิหา?ทั้งในแบบของเทวรูปและภาพแกะสลักผนังถ้ำ เล่าเรื่องราวของพระเจ้าต่างๆ ในศาสนาฮินดู มหากาพย์ "รามายณ?quot; และคติความเชื่ออื่นๆ ของชาวฮินด?มีเสาหินแกะสลักที่สูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ทั้งสองข้าง ภูเขารอบ?วิหารถูกเจาะเป็นทางเดินและแกะสลักเป็นเทวรูปต่างๆ ทั้งหมดนี้เป็นปฏิมากรรมบนหินก้อนเดียวกันที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ศาสนาที่เกิดในอินเดียมีสองสายใหญ่ๆ ด้วยกั?สายแรกคื?"พหุเทวนิยม" (Polytheism) เป็นศาสนาที่นับถือพระเจ้าหลายองค?อันได้แก่ศาสนาฮินด?(Hinduism) สายที่สองคือ "อเทวนิยม" (Atheism) เป็นศาสนาที่ไม่เชื่อการมีอยู่ของพระเจ้?ได้แก่ศาสนาเชน (Jainism) และพุทธศาสนา (Buddhism) ศาสนาเชนเป็นศาสนาที่เกิดก่อนพุทธศาสนาอยู่หลายร้อยป?โดยมีศาสดามาแล้วหลายพระองค์แต่ไม่สู้เด่นนั?จนถึ?"มหาวีร?quot; (Mahvira) อันเป็นองค์ที่ 24 และร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้?มหาวีระได้รับการยกย่องให้เป็นศาสดาที่ยิ่งใหญ?และศาสนาเชนได้กลายเป็นคู่แข่งที่สำคัญของพุทธศาสนาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนถึงยุคปัจจุบัน

ศาสนาในอินเดียแม้จะมีปรัชญาและการปฏิบัติที่แตกต่างกั?แต่ก็มีโลกทัศน์ร่วมกันคื?เห็นว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ มนุษย์สามารถเข้าถึ?"ความพ้นทุกข์" (ฮินดูเรียกว่?"โมกษ?quot; เชนเรียกว่?"ไกลวัลย์" พุทธเรียกว่า "นิพพาน") ได?และหนทางที่จะเข้าถึงก็คื?"สมาธิภาวนา" (โดยแต่ละศาสนาก็มีวิธีการของตนเอง) ศาสนาที่เกิดในอินเดียล้วนยึดหลัก "อหิงสา" (สันติวิธ? และการต่อสู้แข่งขันระหว่างศาสนาก็เป็นการ "ต่อสู้ทางความคิด" อันเป็นวิถีแห่งอารยะโดยแท้

ระหว่างวันที?24-27 เมษายน พุทธศักราช 2549 คณะผู้แทนไทยได้เยือนประเทศศรีลังกา โดยได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นจากท่านเอกอัครราชทูตไท?เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยประจำกรุงโคลัมโ?และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของศรีลังก?คณะของเราได้เยือนวัดกัลยาณีที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในกรุงโคลัมโบ ถ้ำรังคีรี (Rangiri Cave) อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอันเก่าแก?กับสีหคีรี (Sigiriya) อันเป็นพระราชวังเก่าแก?(คริสต์ศตวรรษที?5) ในเมืองธรรมปุร?และวัดพระเขี้ยวแก้วอันมีชื่อเสียงในเมืองแคนดี้ ได้เห็นถึงศรัทธาอันมั่นคงในพุทธศาสนา และการรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาต?โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าเขาลำเนาไพรและธารน้ำใสสะอา?ที่ยังมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ทั่วทั้งเกาะลังกาในปัจจุบั?/p>

ภายในโบสถ์ของวัดกัลยาณีนอกจากจะมีจิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตรงดงา?เล่าเรื่องราวพุทธประวัติและพุทธศาสนาในศรีลังกาแล้ว ยังมีภาพเขียนที่สำคัญอายุเก่าแก่กว่า 300 ปี ทั้งด้านขวาและด้านซ้ายของพระประธานอีกด้ว?โดยภาพเขียนด้านขวาเป็นภาพของภิกษุณีสังฆมิตตา พระราชธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดี?ทรงยืนบนหัวเรือที่แล่นฝ่าคลื่นลม เพื่อนำสถาบันภิกษุณีและกิ่งพระศรีมหาโพธิ์จากอินเดียมาสถาปนาไว้ยังเกาะลังกา ส่วนภาพเขียนด้านซ้ายเป็นภาพของเจ้าชายสุทันธะและเจ้าหญิงเหมะมาล?ที่ทรงอัญเชิญพระทันตธาตุ (พระเขี้ยวแก้? จากอาณาจักรกาลิงคะในอินเดียมาประดิษฐานไว้ในลังกา

ตลอดประวัติศาสตร์กว่?2,500 ปีที่ผ่านม?ชาวศรีลังกาได้ต่อสู้เพื่อปกป้องพุทธศาสนาให้ยืนยงเคียงคู่แผ่นดินลังกามาอย่างยาวนานและยากลำบาก ในอดีตพุทธศาสนาเคยถูกทำลายจนสูญหายไปจากเกาะลังกาถึ?3 ครั้?โดยสองครั้งแรกจากการรุกรานของราชวงศ์โจฬะ (Chola Dynasty) แห่งอินเดียใต้ และครั้งที่สามจากการรุกรานของโปรตุเกสในยุคอาณานิคม ที่มุ่งทำลายพุทธศาสนาเพื่อสถาปนาศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิคขึ้นแทน พร้อมกับการทำลายพุทธศาสนาจากกษัตริย์ชาวทมิฬของศรีลังกาเองที่นับถือศาสนาฮินดู ทำให้พุทธศาสนาสูญสิ้นไปจากเกาะลังก?

หลังจากกอบกู้เอกราชกลับคืนมาได?พระเจ้ากีรติศรีราชสิงห์ได้ส่งราชทูตมาขอพระสงฆ์ไทยจากพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์แห่งอยุธยา ในปี ??2296 คณะสงฆ์ไทยนำโดยพระอุบาลีได้เดินทางไปฟื้นฟูสถาบันสงฆ์ถึงเกาะลังกา โดยได้รับการต้อนรับจากสามเณรสรณังก?ซึ่งต่อมาได้เป็นพระสังฆราชรูปแรกแห่ง "สยามวงศ์" อันเป็นนิกายที่สำคัญที่สุดในศรีลังกา ในปี ??2546 รัฐบาลศรีลังกาและไทยได้เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาระหว่างกันอย่างยิ่งใหญ?โดยรัฐบาลศรีลังกาได้มอบกิ่งพระศรีมหาโพธิ์มาปลูกในวัดธรรมาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นวัดเดิมของพระอุบาลี เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในครั้งนั้น

ปัจจุบันกระแสธารกำลังย้อนกลั?สถาบันภิกษุณีซึ่งเคยรุ่งเรืองบนเกาะลังกานับพันปีและสูญหายไปพร้อมกับสถาบันภิกษุ กำลังฟื้นกลับคืนมาใหม่อย่างเต็มรูปแบ?พุทธศาสนาของศรีลังกาปัจจุบันมีภิกษุณีและสามเณรีจำนวนหลายพันรูป ศรีลังกาได้กลายเป็นแหล่งบันดาลใจอีกครั้งหนึ่งให้แก่พุทธศาสนาของไทยและอุษาคเนย์ โดยสตรีไทยได้เดินทางไปประกอบพิธีบรรพชาเป็นสามเณรีและอุปสมบทเป็นภิกษุณีจา?"ปวัตตินีย์" (อุปัชฌาย์ฝ่ายหญิ? ชาวศรีลังกาอย่างต่อเนื่อ?การแลกเปลี่ยนทางพุทธศาสนาระหว่างศรีลังกากับไทยยังคงดำรงอยู่อย่างแนบแน่นไม่ขาดระย?ทั้งในประวัติศาสตร์อันไกลโพ้นและในสภาวการณ์ของโลกปัจจุบั?

***

ที่ม?: หนังสือพิมพ์มติชนรายวั? ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๓ เมษายน ?? ๒๕๔๙ ปีที?๒๙ ฉบับที?๑๐๒๗? คอลัมน์หน้าต่างความจริ? หน้า ?

Google
 
 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Saturday 21 February, 2009 9:12 PM