พุทธศาสนากับสิทธิสตร?
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร?
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

คำสอนของศาสนาที่สำคัญของโลกส่วนใหญ?จะมีพื้นฐานที่ให้สิทธิความเสมอภาคระหว่างเพศชายกับเพศหญิง ในพุทธศาสนาผู้ชายกับผู้หญิงมีธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะเหมือนกั?และผู้หญิงก็สามารถบรรลุธรรมที่สูงสุดได้เช่นเดียวกับผู้ชา?อย่างไรก็ตามเนื่องจากอคติของเพศชาย ศาสนาในระดับสถาบันได้กีดกันผู้หญิงอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนา?สถาบันภิกษุณีซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนอารยธรรมอินเดียในยุคที่รุ่งเรืองสูงสุ?มิได้รับโอกาสให้ดำรงอยู่ในสังคมไทย จะมีก็แต่เพียงแม่ชีซึ่งมีสถานะทางสังคมตกต่ำยิ่งกว่าผู้หญิงธรรมดาเสียอี?จำนวนของโสเภณีและความยากจนของผู้หญิงที่เพิ่มขึ้นในประเทศไท?ส่วนหนึ่งมาจากการขาดสถาบันทางศาสนาที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีของเพศหญิง อย่างเช่นสถาบันภิกษุณี อันจะส่งเสริมผู้หญิงในทางจิตใจ และให้โอกาสแก่ผู้หญิงในทางสังคมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า สถานะและบทบาทของสตรีจากมุมมองทางศาสน?วัฒนธรรม และสังคมการเมือง จะได้รับการสำรวจและวิเคราะห์ในบทความนี?พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าสถาบันภิกษุณ?( หลังจากการเดินทางอันยาวนานมากว่า 2,500 ปี เพิ่งจะเริ่มต้นมาถึงประเทศไท?) จะสามารถยกสถานะของสตรี และช่วยแก้ปัญหาโสเภณีกับความยากจนของผู้หญิงได้อย่างไ?

 

?. ผู้หญิงจากทรรศนะทางศาสนา

ในยุคสมัยของเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อประมาณ 2,500 กว่าปีที่ผ่านม?สถานะของผู้หญิงใ?อินเดี?(ซึ่งก็เช่นเดียวกับในสังค?“อารยะ?ทั้งหลายนับตั้งแต่จีนไปจนกระทั่งถึงกรี? นั้นตกต่ำเป็นดุจดังทาส และทุกข์ร้อน อีกทั้งระบบวรรณะของอินเดียก็แข็งกร้าวและฝังรากลึ?พระพุทธเจ้าในฐานะผู้นำทางจิตใจและนักปฏิรูปสังค?ได้ทรงนำความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงมาสู่สังคมมนุษย์ ทั้งในด้านสิทธิมนุษยชนด้วยการล้มเลิกระบบวรรณ?และในด้านสิทธิสตรีด้วยการปลดปล่อยผู้หญิงให้เป็นอิสระในโลกแห่งพุทธศาสนา

? สถานะและบทบาทสตรีในพุทธศาสนาของอินเดีย ก่อนยุคพุทธกาล ลัทธิความเป็นใหญ่ของพราหมณ์ได้บั่นทอนสถานะสตรีลงเหลือเพียงคนรับใช้หรือข้าวขอ?ในคัมภีร?มนูสมฤติ (หรือมานวธรรมศาสตร์) ผู้หญิงต้องถูกจองจำกับผู้ชายตลอดชีวิ?ผู้หญิงถูกจำกัดให้อยู่แต่ในบ้านเพื่อรับใช้บิดาและพี่ชายหรือน้องชาย และเมื่อแต่งงานไปก็ต้องรับใช้สาม?ตามคัมภีร์ มนูสมฤติ ผู้หญิงไม่มีสิทธิศึกษาพระเวท ความจงรักภักดีและการยอมสวามิภักดิ์ต่อสามีอย่างซื่อสัตย์เป็นเพียงหนทางเดียวที่จะได้รับความสุขในสวรรค์ นะยะกะ ปิยะทัสส?(Nayaka Piyadassi) พระภิกษุศรีลังกา รายงานว่?

ความซื่อสัตย์จงรักภักดีของภรรยาดังกล่า?มิได้จำกัดแต่เฉพาะในช่วงเวลาแห่งชีวิตของสามีเท่านั้น แต่ยังติดตามไปแม้ในกองฟืนแห่งการเผาศพของสามี ภรรยาอินเดียถูกคาดหมายว่?เธอควรจะติดตามสามีของเธอไปในโลกหน้?โดยการทำลายตนเองด้วยการถลาเข้าไปในเปลวไฟแห่งกองฟืนเผาศพของสามี แม้ว่าการปฏิบัติที่โหดร้ายป่าเถื่อนเหล่านี?จะถูกยกเลิกและห้ามปรามโดยสิ้นเชิงแล้วก็ตาม ... แต่ก็เป็นสิ่งที่ชี้ถึงสถานะที่ตกต่ำของสตรีในสังคมครั้งอดีตนานโพ้?และอาจจะยังคงยึดถือกันอยู่ในบางระดับแม้ในปัจจุบั?(Piyadassi 1991, 281)

การเกิดของเด็กผู้หญิงเคยถือกันว่าเป็นความโชคร้าย ขณะเมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลกำลังทรงสนทนาอยู่กับพระพุทธเจ้านั้น พลันข่าวก็ได้มาถึงพระองค์ว่าพระมเหสีมัลลิกาได้ประสูติพระธิดา เมื่อทรงสังเกตเห็นพระเจ้าแผ่นดินโศรกเศร้?พระพุทธองค์จึงตรัสว่?

ขออย่าได้ร้อนใจเลย โอ?พระราช?

เด็กผู้หญิงอาจจะพิสูจน์ให้เห็นว่?/em>

เป็นผู้สืบเชื้อสายที่ดีกว่าแม้แต่ผู้ชา?

เพราะเธออาจเติบโตขึ้นม?

อย่างชาญฉลาดและมีคุณธรรม (Kindred Sayings, I: iii)

พระพุทธเจ้าทรงย้ำว่า เด็กผู้หญิงก็อาจพิสูจน์ให้เห็นว่าดีกว่าเด็กผู้ชา?โดยการมีคุณธรร?ความเฉลียวฉลาด และความน่ายกย่องนับถือ พระองค์ทรงแนะนำสาวกของพระองค์ให้ปฏิบัติต่อผู้หญิงทุกคนเหมือนกับเป็??มารดาหรือพี่สาวของตนเอ??และทรงสอนฆราวาสว่า ?การเคารพมารดาและยกย่องภรรยาของตนเองเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ?(Kabilsingh 1991, 33) พระพุทธองค์ทรงชี้ว่าผู้หญิงเป็นมารดาของผู้ชา?และไม่มีบุคคลใดที่จะประเสริฐควรแก่การเคารพยิ่งไปกว่ามารดาของตน บุตรทุกคนไม่อาจจะตอบแทนบุญคุณของมารดาได้หม?ในคัมภีร์พุทธศาสนาบางครั้งผู้หญิงถูกเรียกว่า ?มาตุคา??( ชุมชนแห่งมารดา ) พระพุทธองค์ทรงสอนให้ผู้ชายปกป้องพี่สางและน้องสาว ปฏิบัติต่อภรรยาอย่างเสมอภาคและฉันมิต?และเปิดโอกาสในชีวิตให้แก่บุตรสาวเช่นเดียวกับที่ให้แก่บุตรชาย

พระพุทธเจ้าทรงประกาศว่าผู้หญิงเสมอกับผู้ชายในความสามารถที่จะบรรลุนิพพา?ผู้หญิงทุกคนมีธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธ?หรือศักยภาพที่จะบรรลุธรรมที่สูงสุดในตนเองเช่นเดียวกับผู้ชา?พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบหนทางไปสู่ความรู้แจ้งดุจดังรถม้?โดยตรัสว่า

และไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือเป็นชาย

รถม้าก็จะรออยู?

ด้วยพาหนะชนิดเดียวกั?

ที่พวกเขาจะปรากฏในนิพพาน (Kindred Sayings, I: 45)

ในพุทธศาสน?ความแตกต่างทางเพศมิได้เป็นอุปสรรคในการบรรลุธรรมที่สูงสุดแต่อย่างใด ความก้าวหน้าและความสำเร็จทั้งปวง ทั้งระดับโลกียธรรมและโลกุตตรธรรม ล้วนอยู่ในความสามารถของผู้หญิงที่จะบรรลุถึงได้ทั้งสิ้น

?. ภิกษุณีสงฆ?: สถาบันนักบวชหญิงแห่งแรกของโล?

การตั้งภิกษุณีสงฆ์โดยพระพุทธเจ้าเมื่อกว่?2,500 ปีมาแล้วนั้น นับเป็นความริเริ่มอย่างใหม?เป็นการยอมรับสตรีว่ามีธรรมชาติแห่งภูมิธรรมอันสูงส่?ความเข้มแข็งทางจริยธรร?และความสามารถทางสติปัญญาเสมอเหมือนผู้ชาย ตามทรรศนะของปิยะทัสส?(Piyadassi) เหตุการณ์นี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์สองประการ ประการแรกพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตการสถาปนาภิกษุณีสงฆ์ในช่วงเวลาและสถานที่ในประวัติศาสตร์ ที่ซึ่งผู้หญิงถูกบีบคั้นกดดันให้อยู่ในสถานะที่ต่ำต้อยและไร้เกียรติในสังค?ประการที่สองแม้ว่าระบบศาสนาอื่นจะเจริญรุ่งเรืองอยู่ในอินเดียนับตั้งแต่สมัยนั้นจนกระทั่งถึงบัดนี้ แต่ศาสนาอื่นเหล่านั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีสถาบันนักบวชหญิงแต่อย่างใด

อังคุตตรนิกา? ได้บันทึกเรื่องราวของสตรีในพุทธศาสนาไว้อย่างรอบด้า?ทั้งภิกษุณีและอุบาสิกา ผู้ซึ่งทำงานอย่างอุทิศตนไม่เพียงแต่ในฐานะสานุศิษย์เท่านั้น แต่ยังในฐานะธรรมาจารย์อีกด้ว?การออกบวชของพระนางปชาบดีโคตมีและการสถาปนาภิกษุณีสงฆ์นับเป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจยิ่ง เป็นการแสดงให้เห็นถึงพลังของความกล้าหาญและความตั้งใจอันแน่วแน่เด็ดเดี่ยว ที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะสามารถให้แก่สังคมในยุคสมัยของนางได้ นับเป็นประวัติศาสตร์อีกบทหนึ่งของการปลดปล่อยสตรีให้เป็นอิสระ

พระเจ้าสุทโธทนะซึ่งทรงปกครองชาวศากยะ ?กรุงกบิลพัสดุ์ ได้อภิเษกสมรสกับทั้งพระนางสิริมหามายาและพระนางปชาบดีซึ่งเป็นน้องสา?การอภิเษกสมรสในลักษณะเช่นนี้มิได้ขัดแย้งกับราชประเพณีในยุคนั้นแต่อย่างใด เมื่อพระนางสิริมหามายาสิ้นพระชนม์หลังจากประสูติเจ้าชายสิทธัตถะได้เพียง ?วั?พระนางปชาบดีก็ทรงรับหน้าที่เลี้ยงดูเจ้าชายน้อย การปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้ทำให้พระนางปชาบดีไม่เพียงแต่ได้รับความรู้สึกขอบคุณจากชาวพุทธทั่วโลกในเวลาต่อมาเท่านั้น แต่ยังทำให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณต่อพระนางอีกด้ว?ครั้นพระเจ้าสุทโธทนะเสด็จสวรรค?พระนางปชาบดีทรงตัดสินพระทัยที่จะสละโลก พระนางทรงเดินเท้าด้วยความยากลำบากและยาวนานเพื่อทูลขออุปสมบทต่อพระพุทธเจ้?แต่มิได้รับอนุญา?ด้วยความรู้สึกสงสารและเห็นใจ พระอานนท์สานุศิษย์ผู้ซื่อสัตย์ของพระพุทธเจ้า จึงได้ทูลขอการอุปสมบทต่อพระพุทธเจ้าแทนพระนาง ปชาบดีถึ??ครั้?แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ครั้นแล้วพระอานนท์นึกถึงอุบายได้อย่างหนึ่ง จึงทูลถามพระพุทธเจ้าว่?

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผู้หญิงที่ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว และได้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้?จะสามารถสำเร็จเป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต?ได้หรือไม่ ?

“ผู้หญิงสามารถบรรลุธรรมเหล่านั้นได?... อานนท์ ?

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าผู้หญิงสามารถบรรลุธรรมเหล่านั้นได?ก็พระนาง ปชาบดีโคตมีทรงเคยปฏิบัติภาระกิจที่ยิ่งใหญ่ต่อพระองค์ผู้ประเสริ?ด้วยทรงเป็นพระน้านาง ผู้เลี้ยงด?และผู้ให้น?ภายหลังการสิ้นพระชมน์ของพระมารดา พระนางทรงให้นมแก่พระองค์ผู้ประเสริ?เหตุไฉนเล่าพระองค์ผู้เจริญจึงจะมิทรงอนุญาตให้พระนางได้ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว ได้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้า ?(Woodward 1979, 80-1)

เมื่อทรงเผชิญกับคำอ้อนวอนที่หนักแน่นจากพระอานนท์เช่นนั้น พระพุทธเจ้าจึงประทานการอุปสมบทแก่พระนางปชาบด?โดยมีเงื่อนไขว่าพระนางจะต้องทรงรักษา ?คุรุธรรม ?ประการ ?ซึ่งมีดังนี้

?. ภิกษุณีแม้บวชมานาน ๑๐?พรรษ?ก็ต้องลุกขึ้นแสดงความเคารพต่อพระภิกษ?แม้บวชในวันนั้?
?. ภิกษุณีไม่พึงจำพรรษาในที่ที่ปราศจากพระภิกษ?
?. ทุกกึ่งเดือน ภิกษุณีพึงปรารถน??ประการจากภิกษุสงฆ์ คื?วันพระและวันแสดงธรรม
?. เมื่อออกพรรษาแล้?ภิกษุณีพึงไถ่ถามในคณะสงฆ์ทั้งสองฝ่าย ในสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน หรือสงสั?
?. ภิกษุณีหากต้องอาบัติ จะต้องอยู่มานั?ในสงฆ์สองฝ่ายเป็นเวลากึ่งเดือน
?. เมื่อบวชเป็นสิกขามานาครบ ?ปี จึงขออุปสมบทจากสงฆ์ทั้งสองฝ่าย
?. ภิกษุณีไม่พึงว่ากล่าวพระภิกษ?
?. ภิกษุณีไม่พึงสั่งสอนภิกษ?แต่ภิกษุพึงสั่งสอนภิกษุณีได้

( ฉัตรสุมาลย?2541, 18-19)

พระนางปชาบดีทรงยินดีที่จะปฏิบัติตา?ครั้นแล้วพระนางก็ทรงได้รับการอุปสมบทเป็นภิกษุณีรูปแรกในพุทธศาสนา นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ศาสนาของโลกที่สถาบันนักบวชหญิงได้ถูกจัดตั้งขึ้?และผู้หญิงได้รับการยอมรับในการใช้ชีวิตแบบสงฆ?ตามบันทึกพระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า

อานนท์ ถ้าผู้หญิงมิได้รับอนุญาตให้ละบ้านเรือนออกบวช เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือ?ตามพระธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้าแล้ว ชีวิตพรหมจรรย์และพระธรรมวินัยจักดำรงอยู่ได้นานหนึ่งพันปี อานนท์ แต่บัดนี้ผู้หญิงได้รับอนุญาตให้ละบ้านเรือนออกบวช เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือ?ตามพระธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้า ชีวิตพรหมจรรย์และพระธรรมวินัยจักดำรงแพร่หลายอยู่ได้ไม่นา?เพียงห้าร้อยปีเท่านั้น อานนท์ ...

อานนท์ เปรียบเหมือนบุคคลที่สร้างฝายกั้นน้ำด้วยความระมัดระวั?เพื่อการชลประทาน เพื่อป้องกันน้ำท่ว?อานนท์ เราก็ได้ตั้งคุรุธรรม ?ด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้ปฏิบัติสืบทอดกันจนกว่าชีวิตจะหาไม่ (Woodward 1979, 82)

หลังจากการตั้งสถาบันภิกษุณีแล้?ผู้หญิงจำนวนมากได้เข้ามาสู่คณะสงฆ์ ตามบันทึกใ?เถรีคาถา ภิกษุณีและสตรีนับพันได้บรรลุธรรมในระดับต่างๆ ในหมู่ภิกษุณีอย่างน้อยมี ๑๓ รูปที่ได้รับการสรรเสริญจากพระพุทธเจ้?เช่น ปชาบดีโคตมีเถร?ในฐานะผู้รู้ราตรีนาน คือเป็นปฐมภิกษุณ?ปฏาจราเถรี ในฐานะผู้เป็นเลิศทางพระวินัย และธัมมทินนาเถรี ในฐานะผู้เป็นเลิศทางสั่งสอนธรร?ในหมู่ฆราวาสผู้ที่ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้ามีเป็นจำนวนมา?เช่น นางวิสาข?ผู้เป็นเลิศในเรื่องทาน สามาวด?ผู้เป็นเลิศในเรื่องกรุณา และขัตติยานี ผู้เป็นเลิศในเรื่องศรัทธาที่มั่นคง ความสำเร็จในทางธรรมของสตรีเหล่านี้ ทำให??พุทธบริษัท ??ครบถ้วนสมบูรณ์ อันได้แก?ภิกษ?ภิกษุณ?อุบาสก และอุบาสิก?

คำถามที่มักจะถามกันบ่อยก็คือ ความลังเลใจของพระพุทธเจ้าที่จะอนุญาตให้สตรีออกบวชนั้?สืบเนื่องมาจากการที่พระองค์ทรงเห็นว่าสตรีมีสถานะต่ำต้อ?ไม่เหมาะสมกับหน้าที่อันสูงส่งในคณะสงฆ์หรือไม?ตามทรรศนะของปิยะทัสส?ความลังเลใจนั้นมาจากการที่พระพุทธองค์ทรงเล็งเห็นว่?ถ้าสตรีได้รับอนุญาตให้ออกบวช เรื่องพรหมจรรย์ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นพื้นฐานของชีวิตคณะสงฆ์ก็จะได้รับผลกระทบ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงวางกฎทั้งแปดประการเพื่อเป็นเครื่องป้องกั?

คุรุธรรม ?มักจะถูกนักวิชาการตะวันตกหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างว่?เป็นข้อพิสูจน์ถึงอคติทางเพศของพุทธศาสน?( จากมาตรฐานปัจจุบัน ) นับตั้งแต่การที่ภิกษุณีผู้แก่พรรษาจะต้องคารวะภิกษุแม้ที่บวชใหม?ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่ขัดต่อระบบอาวุโสในคณะสงฆ?จนถึงข้อกำหนดที่ว่าภิกษุณีไม่พึงสั่งสอนหรือว่ากล่าวตักเตือนภิกษุ แต่ภิกษุพึงสั่งสอนหรือว่ากล่าวตักเตือนภิกษุณีได้ ฉัตรสุมาลย?กบิลสิงห?นักวิชาการพุทธศาสน?อธิบายตีความการตั้งกฎทั้งแปดว่?เป็นยุทธวิธีของพระพุทธเจ้าในการจัดตั้งและปกป้องคณะภิกษุณีสงฆ?เพื่อการยอมรับในคณะสงฆ์พระพุทธเจ้าจำเป็นจะต้องให้ความมั่นใจแก่เหล่าภิกษุว่?พวกตนจะไม่มีอะไรสูญเสียในการยอมรับการมีอยู่ของภิกษุณ?ดังนั้นการที่ภิกษุณียอมอยู่ใต้อาณัติของภิกษุภายใต้บรรยากาศทางสังคมในขณะนั้?อาจถือได้ว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่จะทำให้ได้รับการยอมรับและการปกป้องคุ้มครองในคณะสงฆ์ (Kabilsingh 1991, 28-9)

ตามทรรศนะของฉัตรสุมาลย?ภิกษุณีมิได้มีขึ้นเพื่อรับใช้พระภิกษ?เมื่อเหล่าภิกษุเริ่มเอารัดเอาเปรียบจากสถานะที่เหนือกว่?และเรียกร้องให้ภิกษุณีทำงานรับใช้ต?พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติข้อห้ามขึ้?แม้ว่าคุรุธรรมข้อที่ ?จะห้ามมิให้ภิกษุณีวิพากษ์วิจารณ์ความประพฤติของพระภิกษุ แต่อุบาสกและอุบาสิกาก็ได้รับอนุญาตให้วิพากษ์วิจารณ์ได้ ขณะเมื่อพระพุทธองค์ทรงพระชนม์อยู่นั้?อำนาจและอภิสิทธิของเพศชายในคณะสงฆ์ถูกตรวจสอบอยู่เสมอ (Kabilsingh 1991, 29)

เชื่อกันว่?คัมภีร์พระไตรปิฎกได้รับการบันทึกภายหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วกว่?๔๐?ปี นับเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความทรงจำ ศรัทธา ความเชื่?และการตีความ มีการสังคายนาพระไตรปิฎกหลายครั้งตลอดประวัติศาสตร?และการสังคายนาแต่ละครั้งกระทำโดยเพศชายตามลำพัง ดังน้ันข้อความบางตอนอาจถูกแต่งเติมขึ้นมาภายหลังด้วยอคติของเพศชายก็เป็นได?โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องคุรุธรร??และคำพยากรณ์ถึงความยืนยาวของพุทธศาสน?คำพยากรณ์ที่ว่าพุทธศาสนาจะยืนยาวถึ??, ๐๐?ปีถ้าไม่มีสตรีเข้ามาบว?และจะลดลงเหลือเพีย?๕๐?ปีถ้าสตรีเข้ามาบวชในคณะสงฆ?ก็ได้รับการพิสูจน์จากประวัติศาสตร์แล้วว่าไม่เป็นความจริง

ภิกษุณีสงฆ์ในอินเดียได้รับการสืบทอดกันต่อม?จนกระทั่งถึงคริสตศตวรรษที่ ๑๐ หรือ ๑๑ เมื่อพุทธศาสนาของอินเดียทั้งหมดถูกอิสลามรุกราน ก่อนหน้านั้นประมาณคริสตศตวรรษที่ ?ก่อน ?. ?. ในสมัยพระเจ้าอโศกมหารา?สังฆมิตตาเถรีและภิกษุณีผู้คงแก่เรียนกลุ่มหนึ่งได้เดินทางไปถึงเกาะลังกา และจัดตั้งคณะภิกษุณีขึ้นที่นั่?สถาบันภิกษุณีได้เจริญรุ่งเรืองอยู่บนเกาะลังกาเป็นเวลากว่??, ๐๐?ปี จนกระทั่งถึงคริสตศตวรรษที่ ๑๑ ความยุ่งยากทางการเมืองและการรุกรานของราชวงศ์โชลา (Chola) จากอินเดียใต?ทำให้คณะสงฆ์สูญสิ้นไปจากเกาะลังก?ภายหลังคณะสงฆ์ลังกาได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ โดยการสืบทอดจากคณะสงฆ์ไท?แต่น่าเสียดายที่ภิกษุณีสงฆ์มิได้รับการฟื้นฟูกลับคืนมาใหม่แต่อย่างใ?อย่างไรก็ตามสถาบันภิกษุณีลังกาได้รับการสืบทอดไปยังประเทศจี?ภิกษุณีสงฆ์ลังกากลุ่มหนึ่งได้รับนิมนต์ให้ไปช่วยอุปสมบทแก่ผู้หญิงจีนในป??. ?. ๔๓?ภิกษุณีสงฆ์สายธรรมคุปต?(Dharmagupta) ในฝ่ายเถรวาทนี?ยังคงมีบทบาทอย่างสำคัญในประเทศจีนตราบจนทุกวันนี้ และยังได้สืบทอดแพร่หลายไปยังประเทศเกาหลี ญี่ปุ่?และเวียตนามอีกด้วย (Kabilsingh 1991, 30-1)

 

?. ผู้หญิงจากทรรศนะทางวัฒนธรร?

เช่นเดียวกับสังคมอื่นๆ ครอบครัวอันเป็นหน่วยสังคมที่เล็กที่สุด มีบทบาทอย่างสำคัญในวัฒนธรรมไทย นักมานุษยวิทยาพยายามที่จะอธิบายระบบครอบครัวไทย แต่ก็ไม่มีคำอธิบายในเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน ทฤษฎีที่มีอิทธิพลที่สุดได้แก?ทฤษฎ??โครงสร้างหลวมๆ ?(Loose Structure Theory) ของจอห์น เอมบรี (John Embree) เขาให้คำจำกัดความว่า ครอบครัวไทยมีโครงสร้างที่หลวมมากจนกระทั่??การผันแปรเป็นอย่างมากของพฤติกรรมส่วนบุคคลสามารถกระทำได??(Embree 1950, 4) เป็นระบบสังคมที่ค่อนข้างขาดกฎเกณฑ์ ดังนั้นรูปแบบจึงไม่ชัดเจนตามไปด้วย ความพยายามใดๆที่จะอธิบายโครงสร้างของครอบครัวไทยเป็นสิ่งที่ไร้ผ?ทฤษฎีของเอมบรีมีอิทธิพลอย่างมากในทศวรรษที่ ๑๙๕๐ แล?๑๙๖๐ จนกระทั่งกลายเป็นอุปสรรคต่อการวิเคราะห์ในเชิงโครงสร้างเอ?

ในปี ?. ?. ๑๙๗๗ สุลามิ?ฮีอินส?พอทเตอร์ (Sulamith Heins Potter) ได้เสนอทฤษฎี ?ผู้หญิงเป็นศูนย์กลาง ?ของระบบครอบครัวไทยขึ้น นับเป็นการผ่าทางตันจากทฤษฎีของเอมบรี พอทเตอร์ชี้ว่า โครงสร้างครอบครัวไทยภาคเหนือสามารถอธิบายได้ว่า เป็นระบบซึ่งการสืบสายนั้นผ่านทางผู้หญิ?มิใช่ผู้ชา?และอำนาจสืบทอดผ่านทางเครือญาติจากพ่อตาไปสู่ลูกเข?โดยความสัมพันธ์กับทางฝ่ายหญิ?ปัจจัยหลักในการเข้าใจระบบนี้ก็คื?การมองเห็นถึงความสำคัญในเชิงโครงสร้างของผู้หญิ?ถ้ามองไม่เห็นจุดนี้แล้วระบบครอบครัวไทยเป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ (Potter 1977, 123)

ตลอดประวัติศาสตร์กว่?๗๐?ปีของพุทธศาสนาในประเทศไท?ไม่เคยมีภิกษุณีสงฆ์อย่างเป็นทางการเกิดขึ้นเล?จะมีก็แต่เพียงชีวิตทางศาสนารูปแบบหนึ่งของสตรีชาวพุทธที่เรียกว่??แม่ช??เท่านั้น แม่ชีโกนศีรษ?นุ่งห่มสีขาว และรักษาศีลแปด ใช้ชีวิตทางศาสนาโดยไม่มีการบวชหรือการสืบสายอย่างเป็นทางการ ตามบันทึกทางประวัติศาสตร?แม่ชีมีอยู่ในสังคมไทยมาแล้วอย่างน้อย ๓๐?ปี ระบบครอบครัวไทยที่มีผู้หญิงเป็นศูนย์กลาง ซึ่งทำให้ผู้หญิงอยู่ในสถานะที่สำคั?กับสถาบันแม่ชีซึ่งทำให้ผู้หญิงอยู่ในสถานะที่ตกต่ำทางศาสน?จะได้รับการวิเคราะห์ในฐานะแนวโน้มสองแนวทางของวัฒนธรรมท้องถิ่นของไทยที่มีต่อสตร?

?. ระบบครอบครัวไทยที่มีผู้หญิงเป็นศูนย์กลาง

ครอบครัวไทยถูกจัดในลักษณะที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อ?โดยตั้งอยู่บนปัจจัยที่เคลื่อนไหวสองปัจจัยด้วยกันคื?ความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงซึ่งเป็นตัวกำหนดโครงสร้างหลักของครอบครัว (รวมทั้งกำหนดความสัมพันธ์ที่สำคัญในระหว่างผู้ชา?) กับสถานะทางสังคมที่สูงกว่าและอำนาจอย่างเป็นทางการของผู้ชาย อำนาจได้ผ่านมือจากผู้ชายคนหนึ่งไปสู่ผู้ชายอีกคนหนึ่ง แต่ก็ด้วยความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับฝ่ายหญิง กล่าวคือจากพ่อตาไปสู่ลูกเข?นับเป็นภาพสะท้อนของการสืบอำนาจของผู้ชายโดยผ่านทางสายเลือดจากแม่มาสู่ลูกสาว มากกว่าจากพ่อไปสู่ลูกชาย พอทเตอร์ (1977, 20) กล่าวว่า

ข้าพเจ้ากำลังอธิบายถึงระบบซึ่งผู้ที่ถูกเชื่อมโยงโดยเครือญาติคือผู้ชา?ผู้ที่มีความสำคัญทางโครงสร้างคือฝ่ายหญิง มิใช่ฝ่ายชาย ข้าพเจ้าเรียกระบบนี้ว่าระบบครอบครัวที่มีผู้หญิงเป็นศูนย์กลาง ซึ่งแตกต่างไปจากระบบการสืบสายเลือดผ่านทางฝ่ายชาย (patriliny) หรือฝ่ายหญิง (matriliny) โดยที่ทั้งสองระบบนี้ตามที่เข้าใจกันในปัจจุบันเป็นระบบที่มีผู้ชายเป็นศูนย์กลา?

ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือความคาดหวังในทางวัฒนธรรมที่ว่า การแต่งงานนั้นจะต้องอยู่กินกันที่บ้านของฝ่ายหญิง (matrilocal) อย่างน้อยที่สุดก็ชั่วระยะเวลาหนึ่ง หมายความว่าผู้ชายที่แต่งงานนั้นจะต้องอยู่ร่วมกับเครือญาติทางฝ่ายหญิง ซึ่งได้กลายเป็นเครือญาติของต?เขาจะต้องอยู่ร่วมกับพ่อต?พี่เขย หรือน้องเข?ซึ่งทั้งหมดนี้ได้เข้ามาอยู่ร่วมกันเนื่องจากการแต่งงา?ฉัตร สุมาลย?อธิบายถึงที่มาของโครงสร้างครอบครัวชนิดนี้ว่า

ภายใต้ระบบการเกณฑ์แรงงานจากหลวงในสมัยอยุธย?ผู้ชายจะต้องจากบ้านไปอย่างน้อยเดือนเว้นเดือน หรือบางครั้งนานถึงสามเดือน ในระหว่างที่ผู้ชายไม่อยู?ผู้หญิงจะต้องดูแลครอบครั?ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นธรรมเนียมที่ว่?คู่แต่งงานใหม่มักจะอาศัยอยู่กับครอบครัวของฝ่ายหญิง จนกระทั่งนำไปสู่ระบบครอบครัวที่ผู้หญิงมีความสำคั?และความเป็นอิสระค่อนข้างมากทางด้านการเงินของผู้หญิ?(Kabilsingh 1991, 18)

ตามทรรศนะของพอทเตอร์ ความสัมพันธ์ทางสังคมของครอบครัวไทยภาคเหนือ ถูกจัดขึ้นบนหลักที่สำคัญสามประกา?ประการแรกอำนาจอย่างเป็นทางการเป็นของผู้ชายมีมากกว่าผู้หญิง ประการที่สองผู้น้อยจะต้องเคารพยำเกรงผู้ใหญ?และผู้ใหญ่ก็ให้ความอุปถัมภ์คุ้มครองผู้น้อย ประการที่สามความสัมพันธ์ในครอบครัวสืบทอดมาทางฝ่ายหญิ?โดยที่ผู้ชายเป็นเพียงเครือญาติที่มาเชื่อมโยงกับครอบครัวของฝ่ายหญิง ซึ่งศูนย์กลางผ่านจากแม่ไปสู่ลูกสาว (Potter 1977, 99) ในเรื่องที่เกี่ยวกับการแต่งงานนั้น พ่อแม่อาจจะให้คำแนะนำหรือกดดันก็ได?แต่โดยธรรมเนียมแล้วผู้ชายกับผู้หญิงจะเลือกคู่ครองกันเอ?และแต่งงานกันด้วยความรัก ในระบบเช่นนี้ภรรยาจะอยู่ในสถานะที่สำคัญที่สุ?สถานะของสามีเกิดขึ้นในครอบครัวก็เนื่องมาจากเธอ ผลที่ติดตามมาก็คือผู้หญิงกลายเป็นเสียงที่สำคัญที่สุดที่จะชี้ขาดเรื่องชีวิตในครอบครัว นับเป็นอำนาจของผู้หญิงในโครงสร้างของครอบครัวไท?อย่างไรก็ตามธรรมเนียมที่ผู้น้อยต้องเคารพยำเกรงผู้ใหญ?ทำให้สามียังคงมีอำนาจอยู่ด้ว?(Potter 1977, 101)

ในภาคเหนือของไทย ทรัพย์สินมรดกจะถูกแบ่งอย่างเท่าเทียมกันให้แก่ลูก?ไม่ว่าหญิงหรือชา?และโดยปรกติแล้วบ้านมักจะตกเป็นของลูกสาวคนเล็กสุด จอห์?อี เดอยาง (John E. deYoung) (1958, 23) รายงานว่?

ทั้งบุตรชายและบุตรสาวจะได้รับมรดกที่นาเท่าๆกัน แต่บ้านรวมทั้งอาณาบริเวณบ้านมักจะตกเป็นของบุตรสาวตามสิทธิแห่งการรับมรด?โดยเป็นที่คาดหมายกันว่?หล่อนจะอยู่ร่วมกับสามีในบ้านหลังนั้น ธรรมเนียมที่บุตรสาวที่แต่งงานแล้วจะยังคงอยู่ในบ้านของบิดามารดาและได้รับบ้านเป็นมรด?เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางในภาคเหนือมา?จนน่าจะเป็นระบบพิเศษของการอยู่ร่วมกันกับครอบครัวฝ่ายหญิงในระยะก่อนหน้านี?แม้ว่าในปัจจุบันจะไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไปก็ตาม

ตามทรรศนะของเดอยาง ผู้หญิงชาวนาไทยอยู่ในสถานะที่มีอำนาจ หล่อนมีสิทธิเสียงมานานในกิจการของหมู่บ้า?บ่อยครั้งทีเดียวที่หล่อนเป็นตัวแทนของครอบครัวในการประชุมหมู่บ้าน ด้วยกิจการซื้อขายผู้หญิงไทยสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้แก่ครอบครัว และมักจะทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สินและรายรับรายจ่ายของครอบครั?แต่เดอยางก็ได้สังเกตว่?ในลุ่มน้ำภาคกลางของประเทศไทย ซึ่งมีการซื้อขายข้าวกันเป็นจำนวนมากนั้?ดูเหมือนว่าผู้ชายจะควบคุมรายได้จากการขายข้าวด้วยตนเอ?

?. แม่ช?: สถานะทางศาสนาที่ตกต่ำของผู้หญิงไทย

การดำรงอยู่ของแม่ชีไม่ได้รับการสนับสนุนจากคัมภีร์พุทธศาสนาหรือกฎหมายไท?แม่ชีมักจะถูกมองว่าเป็นเพียง อุบาสิกา ที่อาศัยอยู่ในวั?เจ้าอาวาสมีความรับผิดชอบต่อแม่ชีเพียงในฐานะที่เป็นผู้อาศัยวัดเท่านั้?แต่แม่ชีก็ถูกปฏิเสธสิทธิพลเมืองบางอย่า?เช่น สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งเช่นเดียวกับพระสงฆ์ เพราะแม่ชีถูกมองในเชิงวัฒนธรรมว่?เป็นผู้ที่สละโลกแล้ว ฉัตรสุมาลย?ประเมินสถานะของแม่ชีดังนี้

เนื่องจากแม่ชีขาดสถานะทางกฎหมายในคณะสงฆ์ ฆราวาสจึงไม่รู้สึกว่าจำเป็นจะต้องสนับสนุ?... ในขณะที่พระสงฆ์ถูกมองว่าเป็น ?เนื้อนาบุญของโลก ?แม่ชีกลับมิได้ถูกมองเช่นนั้น ... การขาดศักดิ์ศรีของแม่ช?ประกอบกับท่าทีที่เป็นลบของสังค?ทำให้สถานะของแม่ชีตกต่ำอย่างที่สุด ด้วยการถูกกีดกันให้อยู่วงนอก ด้อยการศึกษา และมิได้รับการสนับสนุนทางด้านเศรษฐกิ?แม่ชีถูกทำให้แปลกแยกในสังคมไทย (Kabilsingh 1991, 39)

ในปี ?. ?. ๑๙๖๙ สมเด็จพระสังฆราชทรงเรียกประชุมแม่ชีทั่วประเทศเป็นครั้งแร?และทรงสนับสนุนการจัดตั้งสถาบันแม่ชีไทยขึ้น มูลนิธิที่สนับสนุนสถาบันแม่ชีไทยก็ได้รับการจัดตั้งขึ้นเช่นกันในป??. ?. ๑๙๗๒ สถาบันแม่ชีไทยได้พยายามจดทะเบียบแม่ชีและจัดตั้งระบบบริหารองค์กรขึ้?แต่ก็ประสบความสำเร็จเพียงบางส่วนเท่านั้น (Kabilsingh 1991, 39-40) ฉัตรสุมาลย?รายงานว่?

แม่ชีที่อายุมากหลายคนได้ออกขอตามบ้าน ด้วยความคิดที่ว่าคนคงอยากจะทำทานกับแม่ชีมากกว่ากับขอทานทั่วไ?แต่การกระทำเช่นนั้นกลับทำให้ภา?ลักษณ์ของแม่ชีเสื่อมเสีย สถาบันแม่ชีไทยสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ และพยายามจะแก้ปัญหาด้วยการส่งแม่ชีเหล่านั้นไปยังบ้านพักคนชรา แต่วิธีนี้ก็มิได้แก้ปัญหาที่รากฐาน นั่นคือความยากจนของแม่ชีอันเนื่องมาจากขาดการสนับสนุน ทั้งจากสถาบันและสังค?(Kabilsingh 1991, 41)

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของคณะสงฆ์ แม่ชีควรที่จะเป็นผู้นำทางจิตใจของประชาชน แต่การขาดการศึกษาทำให้โอกาสเช่นนั้นลดลงไ?ผู้หญิงควรได้รับการสนับสนุนให้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มที่ในพุทธศาสนา แม่ชีควรได้รับการศึกษาที่เหมาะสมภายในคณะสงฆ์ และควรได้รับการอุปสมบทอย่างถูกต้อง ฉัตรสุมาลย?กล่าวว่า

ในสมัยพุทธกา?มีตัวอย่างมากมายของผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในคณะสงฆ?อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของพุทธศาสนาในประเทศไท?สถานะที่สูงส่งของผู้หญิงได้ถูกทำลายและถูกกีดกันมาโดยตลอด การฟื้นฟูสถาบันภิกษุณีขึ้นมาใหม่ เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งในการยกสถานะของผู้หญิงในทางศาสนา (Kabilsingh 1991, 42)

การแทนที่แม่ชีด้วยสถาบันภิกษุณ?จะเป็นการยกสถานะของผู้หญิงครั้งสำคัญในใจกลางวัฒนธรรมไท?และจะสามารถช่วยแก้ปัญหาสำคัญหลายอย่างของผู้หญิงในประเทศไทย รวมทั้งปัญหาความยากจ?การใช้แรงงานเด็ก และโสเภณ?

 

?. ผู้หญิงจากทรรศนะทางสังคมการเมือง

ความด้อยพัฒนาของโลกที่สามกับการพัฒนาของโลกที่หนึ่ง มิใช่เป็นปรากฏการณ์สองอย่างที่แยกจากกั?แต่สัมพันธ์กันในเชิงโครงสร้า?ความด้อยพัฒนาเป็นผลมาจากประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของการกดขี?การค้าที่ไม่เสมอภา?และความสัมพันธ์แบบพึ่งพา เศรษฐกิจของโลกที่สามถูกกำหนดให้ผลิตสินค้าอย่างจำกัดตามความต้องการของตลาดโล?มากกว่าการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมเพื่อตอบสนองประชาชนในท้องถิ่น ธรรมชาติของโลกที่สามจะเข้าใจได้ก็แต่โดยการเห็นถึงความสัมพันธ์ชุดหนึ่?เป็นความสัมพันธ์ระหว่างโลกที่หนึ่งซึ่งเป็นศูนย์กลางและเป็นผู้ควบคุ?กับโลกที่สามซึ่งเป็นบริวารและเป็นผู้พึ่งพา ไม่ว่าจะเป็นดินแดนอาณานิคมยุคเก่าหรือประเทศอิสระภายใต้ลัทธิอาณานิคมใหม?ความสัมพันธ์แบบพึ่งพานี้เป็นสาเหตุหลักของความยากจนที่เรื้อรังและแผ่กว้างภายในโลกที่สาม นับเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งที่จะเอาชนะปัญหาความด้อยพัฒน?นอกเสียจากว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความสัมพันธ์แบบพึ่งพานี้ จอห์?เรนส?และดอนนา เดย์ - โลเวอร?(John Raines and Donna Day-Lower 1986, 13) ชี้ว่า การวิเคราะห์ทางจริยธรรมจะต้องครอบคลุมฐานที่กว้าง สิ่งที่ดีสำหรับโลกที่พัฒนาแล้วจะต้องมิใช่ได้มาด้วยความสูญเสียของประเทศด้อยพัฒน?เช่นเดียวกับสิ่งที่ดีสำหรับทุนข้ามชาติจะต้องมิใช่ด้วยความสูญเสียของชุมชนท้องถิ่นในโลกที่หนึ่งเอง

ในฐานะประชาชนโลกที่สาม ผู้หญิงในประเทศด้อยพัฒนารวมทั้งประเทศไทย ถูกเอารัดเอาเปรียบด้วยโครงสร้างทางเศรษฐกิจของระบบทุนข้ามชาติ ขณะเดียวกันในฐานะที่เป็นเพศหญิ?ผู้หญิงถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกกดขี่ด้วยอคติของผู้ชาย ผลลัพธ์ก็คือ ผู้หญิงในโลกที่สามถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกกดขี่เป็นสองเท่?ทั้งจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและจากอคติทางเพ?

?. ผู้หญิงในโลกที่สาม

เนื่องจากบรรษัทข้ามชาติแสวงหาแรงงานราคาถูก ว่านอนสอนง่า?ควบคุมง่าย และยินดีทำงานที่ซ้ำซากน่าเบื่อ ผู้หญิงในโลกที่สามจึงตกเป็นเป้าหมา?บรรษัทข้ามชาติได้ใช้สถานะทางสังคมที่ต่ำของผู้หญิงเป็นเครื่องต่อรองในการให้ค่าจ้างต่ำกว่าผู้ชาย โดยอ้างว่าผู้หญิงเป็นเพียงรายได้เสริมของครอบครัวเท่านั้น บรรษัทข้ามชาติชอบผู้หญิงโสดที่ไม่มีบุต?มีการทดสอบการตั้งครรภ์อยู่บ่อยๆเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินสวัสดิการการคลอดบุต?บรรษัทเลือกที่จะฝึกวัยรุ่นกลุ่มใหม่เข้าทำงาน มากกว่าที่จะต้องจ่ายเงินสูงขึ้นให้แก่ผู้หญิงที่มีประสบการณ?แอนเน็ทท?ฟูเอนเทส และบาร์บาร?เอห์เรนริช (Annette Fuentes and Barbara Ehrenreich 1987, 18) ชี้ว่า

ผู้หญิงจำนวนมหาศาลมีรายได้เพียงประทังชีวิตเท่านั้น ไม่ว่าจะทำงานในโรงงานบรรษัทข้ามชาติหรือโรงงานท้องถิ่?ขณะที่ผู้บริหารของบรรษัทข้ามชาติมักจะอ้างว่าได้ให้ค่าจ้างที่เหมาะสมเมื่อเปรียบเทียบกับค่าครองชีพที่ต่ำของท้องถิ่นนั้?ค่าแรงขั้นต่ำในประเทศเอเชียตะวันออกส่วนใหญ?ไม่อาจครอบคลุมค่าใช้จ่ายพื้นฐานได้ ... แม้ค่าจ้างจะน้อยแสนน้อ?แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว ... และก็มีแรงกดดันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆที่จะทำให้ผู้หญิงทั้งในท้องนาและในเมืองต้องเลื่อนการแต่งงานออกไ?และต้องออกหางานทำเพื่อเลี้ยงครอบครัว

ผู้หญิงส่วนใหญ่ทำงานภายใต้เงื่อนไขที่อาจทำลายสุขภา?หรือระบบประสาทภายในระยะเวลาเพียงสองสามปี และบ่อยครั้งก่อนที่พวกเธอจะหาเงินได้มากกว่าระดับประทังชีวิ?ฟูเอนเทส และเอห์เรนริ?(1987, 20) รายงานว่?

บริษัทอิเลกโทรนิคส์ต้องการคนงานที่มีสายตาดีเยี่ย?แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องใส่แว่นตาหลังจากทำงานได้เพียงสองสามป?ระหว่างทำงานผู้หญิงต้องจ้องมองผ่านกล้องจุลทัศน์วันละเจ็ดถึงเก้าชั่วโมง เพื่อเชื่อมลวดทองที่เล็กเท่าเส้นผมให้เข้ากับซิลิคอนชิพ

ในงานวิจัยของฟูเอนเทสและเอห์เรนริช คนงานหญิงตามโรงงานอยู่ในสถานะที่เปราะบางยิ่ง ถูกปฏิบัติเหมือนเป็นคนงานชั่วครา?และมักจะถูกขู่เรื่องไล่ออก การลาป่ว?วันหยุดและพักร้อนเกือบจะไม่ต้องพูดถึ?ส่วนใหญ่แล้วจะถูกให้ทดลองทำงานเป็นระยะเวลาหกเดือนหรือกว่านั้?โดยระยะเวลาดังกล่าวจะได้ค่าจ้างเพียงสามในสี่ของค่าจ้างปรกติเท่านั้?โรงงานมักจะไล่คนงานออกก่อนครบกำหนดเล็กน้อยเพื่อเป็นการประหยัดค่าจ้างเต็ม

ชีวิตการทำงานของผู้หญิงเต็มไปด้วยแรงกดดันและความกังวลใ?ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสุขภา?โรงงานส่วนใหญ่ทำงานกันหลายกะ โดยคนงานต้องผลัดเปลี่ยนทำงานกะกลางวันและกะกลางคืนกันทุกหนึ่งหรือสองสัปดาห์ เวลาทำงานที่เปลี่ยนไปมาเช่นนี้ได้ทำลายแบบแผนการนอนตามปรกติ ก่อให้เกิดโรคประสาทและโรคกระเพาะ การพักกลางวันก็นานเพียงแค่ให้เวลายืนต่อแถวในโรงอาหารและกินอาหารเท่านั้?การขออนุญาติไปเข้าห้องน้ำถูกปฏิบัติราวกับเป็นการใช้อภิสิทธิ์ทีเดีย?(Fuentes and Ehrenreich 1987, 23)

ผู้หญิงทั่วทั้งโลกได้กลายเป็นกองทัพแรงงา?ที่ถูกบรรษัทข้ามชาติเลือกใช้สอยได้ตามอำเภอใจ ไม่มีผู้หญิงคนใดรู้สึกถึงความมั่นคงของงา?ตราบเท่าที่กำไรยังเป็นแรงจูงใจของบรรดาบรรษัทข้ามชาติ ผู้หญิงถูกกีดกันทั้งในเรื่องเพศและสีผิ?โดยที่งานบริหารจัดการและงานเทคนิคชั้นสูงตกอยู่ในมือของผู้ชายผิวขาว ซาราลี แฮมิลตัน (Saralee Hamilton) ชี้ว่า ?บรรษัทข้ามชาติจงใจที่จะเลือกผู้หญิงเป็นเป้าหมายของการเอารัดเอาเปรียบ ถ้าลัทธิต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี (feminism) จะมีความหมายต่อผู้หญิงทั่วทั้งโลกแล้?ก็จะต้องค้นหาวิธีใหม่ในการต่อต้านบรรษัทข้ามชาติในระดับนานาชาติ ?(Fuentes and Ehrenreich 1987, 59) วิธีหนึ่งที่จะต่อต้านอำนาจนั้นก็คือการรวมตัวกันกดดันการกระทำที่ไม่เหมาะสมของบรรษัทข้ามชาติเป็นกรณีๆไ?ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จก็คือการรณรงค์ไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ของเนสเล่ย?เพื่อประท้วงกลยุทธการตลาดของบริษัทที่ให้เปลี่ยนการเลืี้ยงเด็กทารกจากนมแม่ไปเป็นนมของบริษัท ยุทธวิธีที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลกันระหว่างนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในโลกที่สามกับโลกที่หนึ่ง การแลกเปลี่ยนความรู้ที่จะทำให้คนงานผู้หญิงเกิดความเข้มแข็งในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม นับเป็นความสำคัญในอันดับต้นๆ ฟูเอนเทส และเอห์เรนริ?(1987, 59) สรุปว่?

ภาระที่ยากที่สุดแต่สำคัญที่สุด ในการต่อสู้กับการครอบงำของบรรษัทข้ามชาติก็คือการสร้างเครือข่ายของคนงานผู้หญิงทั่วโลก ... อาจจะต้องใช้เวลาหลายปีก่อนที่เครือข่ายนี้จะกว้างขวางและมีอำนาจเพียงพ?ที่จะท้าทายอย่างได้ผลต่อบรรษัทข้ามชาติและรัฐบาลที่อยู่เบื้องหลัง แต่ผู้หญิงทั่วโลกก็เข้าใกล้กันยิ่งขึ้นทุกขณะ

นอกเหนือจากการกดขี่ทางเศรษฐกิจ ผู้หญิงในโลกที่สามโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปเอเชียและประเทศไท?ต้องเผชิญหน้ากับการกดขี่ทางเพศในรูปแบบที่หยาบที่สุดนั่นคือโสเภณี ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาประเท?

?. โสเภณี : ปรากฏการณ์ของโลกที่สาม

ปัญหาโสเภณีในเอเชียเกี่ยวโยงกับอิทธิพลของเศรษฐกิ?เพ?ชนชั้น เชื้อชาต?การทหา?และลัทธิจักรวรรดินิย?แม้ว่าโสเภณีจะมีอยู่ในเอเชียมานานหลายศตวรรษแล้วก็ตาม แต่การเพิื่มจำนวนอย่างรวดเร็วของโสเภณีก็เชื่อมโยงกับการเข้ามาของกองทัพมหาอำนาจตะวันต?ในต้นคริสตศตวรรษที?๒๐ ญี่ปุ่นเริ่มเข้ามาแทนที่ยุโรปในฐานะมหาอำนาจที่ครอบครองเอเชีย ตามทรรศนะของเอลิซาเบ?บาวด?(Elizabeth M. Bounds) ในครั้งแรกกองทัพญี่ปุ่นได้นำผู้หญิงชาวญี่ปุ่นเองไปปรนเปรอกองทั?ผู้หญิงเหล่านี้เป็นทาสที่ซื้อมาจากครอบครัวชาวนาญี่ปุ่น ภายในทศวรรษที่ ๑๙๒๐ เมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นรุ่งเรืองมีการออกกฎหมายห้ามผู้หญิงญี่ปุ่นเป็นโสเภณี ซึ่งหมายถึงการแทนที่โสเภณีด้วยผู้หญิงจากดินแดนอื่นในเอเชียที่ถูกญี่ปุ่นยึดครอง ในระหว่างสงครามโลกคร้ังที่ ?ผู้หญิงเกาหลีประมา?๕๐ , ๐๐?ถึ?๗๐ , ๐๐?คนได้ถูกส่งไ??ปลอบขวัญ ?ทหารญี่ปุ่นในแนวหน้า ผู้หญิงเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกฆ่าตายในระหว่างสงครา?หรือถูกฆ่าโดยทหารญี่ปุ่นในช่วงเวลาที่ยอมแพ้แก่กองทัพสัมพันธมิต?(Bounds 1991, 134-5)

หลังปี ?. ?. ๑๙๔๕ สหรัฐอเมริกาได้เข้าแทนที่ญี่ปุ่นในฐานะมหาอำนาจทหารในเอเชียและแปซิฟิก สงครามเกาหลีและสงครามเวียตนามได้นำทหารจำนวนมหาศาลไม่เพียงแต่สู่เกาหลีและเวียตนามเท่านั้น แต่ยังสู่แหล่งพักผ่อนและสถานเริงรมย์ (Rest and Recreation หรือ R and R) ในญี่ปุ่?โอกินาวา ฟิลิปปินส์ และประเทศไทยอีกด้ว?บาวด?(Bounds 1991, 135) รายงานว่?

ฐานสนับสนุนเหล่านี้ให้กำเนิดวัฒนธรรมกาฝา?เช่น บาร์ คลับ และโรงแร?ในช่วงสูงสุดของสงครามเวียตนา?ประมาณกันว่ามีโสเภณีกว่าครึ่งล้านคนในเมืองไซ่ง่อ?ขณะเดียวกันจะต้องมีสถานเริงรมย์ภายนอกเวียตนามด้ว?สหรัฐอเมริกาได้พัฒนาแหล่งเริงรมย์ในประเทศไทย โดยมีทหารอเมริกันประมา?๕๐ , ๐๐?ถึ?๗๐ , ๐๐?คนมาใช้บริการทุกปี และที่อ่าวซูบิกในฟิลิปปินส์ซึ่งมีเรือรบกว่?๑๐?ลำ ( แต่ละลำบรรทุกทหารหลายร้อยค?) มาทอดสมอทุกป?การปรากฏตัวของสหรัฐอเมริกาและการใช้จ่ายเงินในที่ทั้งสองแห่?( เฉพาะที่ประเทศไทยแห่งเดียวอาจจะเป็นเงินกว่??, ๐๐?ล้านเหรียญสหรั?) หมายถึงการสร้างอุตสาหกรรมใหม?นั่นคือการดื่ม การเต้นร?และการมีเพศสัมพันธ?

ในประเทศไท?โสเภณีถูกกล่าวถึงตั้งแต่สมัยรัชกาลที??มีการเก็บภาษีโรงหญิงนครโสเภณีที่เรียกว่า ?ภาษีสัญจร” ในปี ?. ?. ๒๔๗๗ โสเภณีกลายเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย ?พระราชบัญญัติป้องกันกามโรค พุทธศักราช ๒๔๗๗ ?กำหนดให้โสเภณีจดทะเบียนเพื่อรับการตรวจรักษาประจำ ประเทศไทยใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้จนถึงป??. ?. ๒๕๐๓ เมื่อสหประชาชาติได้ประกาศยกเลิกโสเภณ?รัฐบาลไทยได้ตอบสนองนโยบายของสหประชาชาติด้วยการออ??พระราชบัญญัติยับยั้งการเป็นโสเภณ??มาแทนที่ ?. ?. ?. ปี ๒๔๗๗ ทำให้โสเภณีกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายนับแต่นั้น (Kabilsingh 1991, 71-72)

โสเภณีในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทศวรรษที?๑๙๖๐ เมื่อสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในระหว่างสงครามเวียตนาม แม้ว่าต่อมาจะมีการถอนฐานทัพอเมริกันออกไปแล้วก็ตา?แต่โสเภณีก็ยังคงอยู่ต่อไปในรูปแบบต่างๆ เช่น ผู้หญิงบาร?นักร้อ?พาร์ทเนอร์ และอาชีพบังหน้าอื่นๆ เพื่อบริการนักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้ชายไทย ฉัตรสุมาลย์ให้ความเห็นว่?ประเทศไทยได้ยอมสละผู้หญิงและวัฒนธรรมที่ดีงามของต?เพื่อแลกกับการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะสั้นที่ฉาบฉวย (Kabilsingh 1991, 72-73) นอกจากจะเกี่ยวข้องกับลัทธิจักรวรรดินิยมและทหารแล้ว โสเภณียังเกี่ยวโยงกับลัทธิเชื้อชาตินิย?(racism) อีกด้ว?บาวด?(Bounds 1991, 139) ชี้ว่า

ลัทธิเชื้อชาตินิยม ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพที่เย้ายวนใจของหญิงต่างชาติชาวเอเชี?( ประจักษ์พยานในเพลงของทหารอังกฤ?และใบแผ่นพับการท่องเที่ยวของนอร์เวย์ ) และการว่านอนสอนง่ายกับความชำนิชำนาญของคนงานหญิงเอเชี?... และลัทธิเชื้อชาตินิยมอยู่เบื้องหลังการแทนที่โสเภณีในกองทัพญี่ปุ่?ด้วยผู้หญิงชาติอื่นจากเอเชีย กับการแทนที่ผู้หญิงญี่ปุ่นด้วยผู้หญิงเอเชียชาติอื่?ในกองทัพธุรกิจใหม่ของญี่ปุ่นในคลับใจกลางเมืองโตเกียวและโอซาก?

ประเทศในเอเชียถูกมองว่าม??ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ?(comparative advantage) โดยมีหาดทรายที่สวยงา?และพนักงานบริการค่าจ้างต่ำ ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นโรงแร?เครื่องบินโดยสาร และรายการท่องเที่ยวต่างๆ มักจะมีนายทุนต่างชาติอยู่เบื้องหลั?ดังนั้?กำไรจากการท่องเที่ยวระหว่า?๔๐ % ถึ?๗๕ % ในที่สุดแล้วจะถูกนำออกนอกประเท?งานบริหารจัดการบ่อยครั้งจะตกอยู่ในมือของชาวต่างชาต?ทิ้งให้คนงานท้องถิ่นทำงานรับใช้ชาวต่างประเทศในงานที่ค่าจ้างต่ำที่สุดและต้องการทักษะน้อยที่สุ?บาวด?(Bounds 1991, 136-7) ให้ความเห็นว่า

การค้าที่เชื่อมโยงกับเรื่องเพศ ถูกถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของทรัพยากรของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศที่ซ่อนเร้นอยู่ในแผ่นโฆษณาของสายการบิ?หรือบริการทางเพศที่โจ่งแจ้งในรายการท่องเที่ยวสำหรับผู้ชายตะวันตกและญี่ปุ่น แม้ว่าฟิลิปปินส์ ไท?และเกาหล?ต่างก็มีกฎหมายห้ามการค้าประเวณ?แต่ประเทศเหล่านี้กลับสนับสนุนสิ่งต้องห้ามนี้ ในฐานะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่ และใช้กฎหมายเฉพาะกับตัวโสเภณีเท่านั้?แต่กลับไม่ใช้กับเจ้าของกิจการบาร์และซ่อง ... โสเภณีเป็นกุญแจสำคัญของเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ จึงทำให้รัฐเปลี่ยนสถานะกลายเป็นแมงดาไป

ผู้หญิงเอเชียรู้สึกถึงความรับผิดชอบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัว สำหรับโสเภณีเอเชียเกือบจะทั้งหมดแล้ว เหตุผลหลักของการทำงานก็คือส่งเงินกลับบ้า?ในประเทศไทยลูกสาวคนโตมักจะยอมถูกขายไปเป็นโสเภณ?เพื่อแบกรับภาระทางการเงินที่หนักอึ้งของครอบครั?นับเป็นหลักจริยธรรมเรื่อ??ความกตัญญูกตเวที ?ที่ถูกบิดเบือนเพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ฉัตรสุมาลย?ให้ความเห็นว่า

ผู้หญิงได้กลายเป็นโสเภณีด้วยสำนึกในหน้าที่หรือความผูกพันต่อพ่อแม?ร่วมรับผิดชอบต่อภาระทางเศรษฐกิจของครอบครัว เมื่อครอบครัวมีหนี้สินอันเกิดจากการเก็บเกี่ยวไม่ได้ผ?หรือเพียงเพราะพ่อแพ้การพนั?ลูกสาวคนโตมักจะถูกขอร้องให??เสียสล??เพื่อพ่อแม่และน้อง?มีบางกรณีที่พ่อขายลูกสาวเป็นโสเภณีครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อซื้อวัวเพิ่มในการทำนา ทั้งหมดนี้กระทำด้วยความเชื่อที่ว่าลูกจะต้องแสด??ความกตัญญูกตเวที ?ต่อพ่อแม?(Kabilsingh 1991, 78)

ในความพยายามที่จะช่วยเหลือโสเภณีในประเทศไท?องค์กรเอกช??เอ็มพาวเวอร์ ?(EMPOWER) เชื่อว่า ขั้นแรกสุดจะต้องยอมรับบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจของโสเภณีว่??พวกเธอเป็นพลังผลิตที่สำคัญของอุตสาหกรรมบันเทิงของรัฐ ... เป็น ( แหล่งที่มาขอ?) รายได้ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ?(Bounds 1991, 141) ดังนั้นองค์กรนี้จึงได้จัดชั้นเรียนภาษาอังกฤษให?ด้วยความเชื่อที่ว่าความรู้ภาษาอังกฤษจะช่วยพวกผู้หญิงให้สามารถควบคุมเงื่อนไขการทำงานของตนเองได้มากขึ้?โดยอาจจะเป็นไปได้ที่จะจัดตั้งสหภาพโสเภณีได้ในที่สุ?แต่ความช่วยเหลือเหล่านี้อาจจะสายเกินไป เพราะโรคเอดส์กำลังคุกคามโสเภณีไทยในทุกหัวระแหง ยุทธศาสตร์ที่น่าจะเป็นประโยชน์กว่านี้ก็คือ การหาหนทางในการช่วยเหลือผู้หญิงไม่ให้ต้องตกไปเป็นโสเภณีอย่างได้ผ?การเพิ่มอำนาจให้แก่ผู้หญิงเป็นสิ่งจำเป็น และจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมภายในบริบทของระบบโล?

 

?. ภิกษุณ?: ทางออกของผู้หญิงชาวพุท?

?การวิพากษ์ศาสนาเป็นสิ่งแรกที่จะต้องกระทำก่อนการวิพากษ์ทั้งปวง” นั่นเป็นทรรศนะของคาร์ล มาร์?(Karl Marx, 1975, 243) เนื่องจากศาสนาเป็นรากเหง้าของวัฒนธรรมและสังค?การกดขี่สิทธิสตรีทางศาสนาถือเป็นการกดขี่ที่สำคัญที่สุดที่เพศชายกระทำต่อเพศหญิง การกดขี่ในรูปแบบอื่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริยธรรม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังค?และการเมือ?จะต้องแก้ไขไปพร้อมกั?ทั้งในบริบทของสังคมไทยและระบบโลก โสเภณีเป็นรูปแบบของการกดขี่ผู้หญิงที่ชัดเจนที่สุดและเป็นระบบที่สุดในโลกที่สา?ในประเทศไทยการคืนสิทธิอันชอบธรรมของสตรีในทางศาสน?นั่นคือการฟื้นฟูสถาบันภิกษุณีขึ้นมาใหม?จะเป็นทางออกในเชิงโครงสร้างต่อปัญหาโสเภณ?การล่วงละเมิดสิทธิทางเพศ และการละเมิดสิทธิเด็กในสังคมไท?

?. สิทธิสตรีทางศาสน?: รากฐานของสิทธิทั้งปว?

พุทธศาสนาในฐานะศาสนาหรือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้?ได้ยกสถานะของผู้หญิงเท่าเทียมกับผู้ชาย ในทฤษฎ??ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธ??พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่า มนุษย์ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชายมีธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะเช่นเดียวกั?เป็นธรรมชาติแห่งความสะอา?สว่า?สง?และเป็นศักยภาพที่จะบรรลุการตรัสรู้ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเสมอกันในการเข้าถึงนิพพานอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสน?ในคัมภีร์พุทธศาสนามีตัวอย่างมากมายที่กล่าวถึงความสำเร็จในทางธรรมของผู้หญิง การสถาปนาสถาบันภิกษุณีซึ่งเป็นสถาบันนักบวชหญิงแห่งแรกในประวัติศาสตร์ศาสนาของโล?นับเป็นประจักษ์พยานว่าผู้หญิงได้รับสิทธิในทางศาสนาเสมอภาคกับผู้ชาย

อย่างไรก็ตามพุทธศาสนาในฐานะสถาบั?ได้ละเมิดสิทธิทางศาสนาของสตรีมาโดยตลอด โดยริดรอนสิทธิการอุปสมบทของผู้หญิงซึ่งพระพุทธเจ้าทรงประทานให้แล้?โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท การสังคายนาครั้งแรกภายหลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ไม่มีตัวแทนของผู้หญิงในที่ประชุม และพระอานนท์ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ชักนำสตรีเข้ามาสู่คณะสงฆ?สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอคติทางศาสนาของผู้ชายที่มีต่อผู้หญิง ความวิตกกังวลที่ว่าการบวชของสตรีจะยังความเสื่อมมาสู่พุทธศาสนานั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าผิ?ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของสถาบันภิกษุณีในประเทศพุทธศาสน?นับตั้งแต่อินเดี?ศรีลังกา และจีน ( รวมทั้งไต้หวัน ) ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใดๆที่บ่งชี้ว่าภิกษุณีสงฆ์ได้ทำให้พุทธศาสนาตกต่ำ ตรงกันข้ามสถาบันภิกษุณีได้กลายเป็นแหล่งการศึกษาที่สำคัญแก่สตรีมาตลอดประวัติศาสตร?ในไต้หวันซึ่งอาจจะเป็นฐานที่มั่นที่เข้มแข็งที่สุดของภิกษุณีสงฆ์ในโลกปัจจุบัน ภิกษุณีสงฆ์ได้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ที่สำคัญทั้งแก่พุทธศาสนาเองและแก่สังคมโดยรวม

ข้ออ้างที่ใช้กันบ่อยในการปฏิเสธที่จะฟื้นฟูสถาบันภิกษุณีในประเทศเถรวาทก็คือ ภิกษุณีสงฆ์ขาดสูญไปแล้วไม่อาจมีได้อี?ตามธรรมเนียมปฏิบัติผู้หญิงที่จะบวชเป็นภิกษุณีจะต้องบวชกับพระปวัตติณี ( อุปัชฌาย์ฝ่ายหญิ?) ก่อน แล้วจึงบวชกับพระอุปัชฌาย์ฝ่ายชาย ต่อหน้าที่ประชุมภิกษุอย่างน้อย ?รูปและภิกษุณีอย่างน้อย ?รู?แต่เนื่องจากไม่มีภิกษุณีเถรวาทอีกแล้?จึงมักอ้างกันว่าการบวชภิกษุณีเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตามพิธีอุปสมบทเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของพิธีกรรมที่มนุษย์กำหนดขึ้นเท่านั้น ซึ่งสมาชิกของสังคมอาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ และพิธีกรรมดังกล่าวก็มิได้มีในครั้งพุทธกาล แต่มาเกิดขึ้นภายหลัง การขาดสูญของภิกษุณีเถรวาทแตกต่างกับการสูญพันธุ์ของสายพันธุ์สัตว์ เช่น ไดโนเสาว?ซึ่งไม่อาจกลับฟื้นคืนมาได้อี?ภิกษุณีสงฆ์ยังคงมีอยู่ในวัฒนธรรมมหายานที่ประเทศจีน ซึ่งได้สืบทอดมาจากวัฒนธรรมเถรวาทนิกายธรรมคุปต์ (Dharmagupta) ในศรีลังกานั้นเอ?มีความพยายามของผู้หญิงไทยหลายครั้งที่จะอุปสมบทโดยมีภิกษุณีไต้หวันร่วมเป็นองค์ประชุมอยู่ด้ว?แต่ทั้งหมดก็ถูกทางการไทยและคณะสงฆ์ไทยปราบปรา?การปฏิเสธการตั้งคณะภิกษุณีสงฆ์ ( ในกรณีประเทศไท?พม่า ลา?และกัมพูชา ) กับการปฏิเสธการฟื้นฟูคณะภิกษุณีสงฆ?( ในกรณีศรีลังกา ) นับเป็นอคติทางศาสนาของผู้ชายที่มีต่อผู้หญิ?

ในประเทศไท?สิทธิการอุปสมบทของสตรีถูกแทนที่ด้วยสถานะที่ต่ำต้อยของสถาบันแม่ชี แม่ชีไม่เคยได้รับการยอมรับในทางกฎหมายว่าเป็นส่วนหนึ่งของคณะสงฆ์ไทย ในฐานะนักบวชพระภิกษุได้รับอภิสิทธิ์ทางกฎหมาย เช่น เสียค่าโดยสารการเดินทางทั้งทางบก เรือ และอากาศเพียงครึ่งเดีย?ขณะที่แม่ชีไม่ได้รับสิทธิเช่นนั้?กฎหมายไทยห้ามนักบวชไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แม่ชีก็ถูกห้ามลงคะแนนเสียงเลือกตั้งด้ว?ทั้งๆที่แม่ชีมิได้เป็นนักบวชตามกฎหมา?แม่ชีไม่ได้รับอนุญาตให้ออก บิณฑบาตรหรือรับสังฆทานเช่นเดียวกับภิกษ?สิ่งที่แม่ชีได้รับก็คือของที่เหลือจากการบริโภคของภิกษุ ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือของใช้อื่นๆที่มีผู้นำมาถวาย สถานะทางสังคมของแม่ชีไม่แตกต่างไปจากผู้ไร้ที่อยู่อาศัยนั?ที่ต้องขออาศัยอยู่ในวัดภายใต้กฎระเบียบบางประการของวั?

เดิมทีนั้นสถานะของผู้หญิงไทยอาจจะสูงที่สุดในเอเชีย เนื่องจากระบบครอบครัวที่มีผู้หญิงเป็นศูนย์กลางของสังคมไท?อย่างไรก็ตามการกดขี่เอารัดเอาเปรียบผู้หญิงได้เกิดขึ้นในเวลาต่อมา ในทางหนึ่งเนื่องมาจากโครงสร้างทางชนชั้นในสังคมไทยเอง และอีกทางหนึ่งจากความสัมพันธ์แบบพึ่งพาระหว่างประเทศไทยในฐานะโลกที่สา?กับสหรัฐอเมริก?ยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น ในฐานะโลกที่หนึ่?ทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อสถานะของผู้หญิงไทยจนตกต่ำอย่างที่สุ?โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องโสเภณ?

มีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าพิศวงในการให้เหตุผลของการเป็นโสเภณีกับการเป็นแม่ชี ฉัตรสุมาลย์อ้างว่า เนื่องจา??ความกตัญญูกตเวที ?หรือความรับผิดชอบต่อพ่อแม่ ผู้หญิงส่วนหนึ่งเลือกเป็นโสเภณีเพื่อตอบแทน ?บุญคุณ ?พ่อแม่ทางวัตถุ ขณะที่ผู้หญิงอีกส่วนหนึ่งเลือกเป็นแม่ชีเพื่อตอบแทน ?บุญคุณ ?พ่อแม่ทางจิตใจ ด้วยการอุทิศบุญกุศลจากการปฏิบัติธรรมให?(Kabilsingh 1991, 78)

?. ภิกษุณีกับโสเภณี : ทางออกเชิงโครงสร้า?

ประเทศไทยมีชื่อเสียง (ในทางเสื่อมเสี? ไปทั่วโลกว่า มีอุตสาหกรรมทางเพศที่ใหญ่โตมั่นคงที่สุดแห่งหนึ่งในโล?เด็กสาวจำนวนมากในประเทศไทยถูกกดขี่โดยโครงสร้างของอุตสาหกรรมทางเพศนี้ อันเป็นรูปแบบหนึ่งของระบบทาสสมัยใหม่ แม้ว่าการค้าประเวณีจะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมา?แต่เนื่องจากความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการที่เป็นอยู่ ทำให้รัฐบาลไทยไม่สามารถแก้ปัญหาโสเภณีได้ โสเภณีเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับคำสอนของพุทธศาสนา แต่สถาบันสงฆ์ของไทยกลับเงียบเฉยต่อปัญหานี้

ความยากลำบากทางเศรษฐกิจในชนบ?อันเนื่องมาจากการดึงดูดทรัพยากรจากชนบทสู่เมือง และการขาดความเอาใจใส่จากรัฐบาลในการปรับปรุงเกษตรกรรมอย่างจริงจัง ได้ผลักดันให้คนหนุ่มสาวจากชนบทหลั่งไหลเข้าสู่เมืองเพื่อหางานทำ ส่วนใหญ่แล้วจะได้งานเป็นกรรมกรก่อสร้าง คนงานในโรงงานอุตสาหกรร?และในธุรกิจบริการอื่นๆ ขณะเดียวกันผู้หญิงเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กสาวจากภาคเหนือของประเทศไท?ได้กลายเป็นโสเภณีหรือทำงานในธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับทางเพศ หญิงสาวเหล่านั้นถูกกำหนดด้วยโครงสร้างของความยากจ?ลัทธิบริโภคนิย?และค่านิยมท้องถิ่นที่ถูกบิดเบือนในเรื่องขอ??ความกตัญญูกตเวที ?ว่าลูกสาวจะต้องทดแทนบุญคุณพ่อแม่ด้วยกา??ทำงา??ช่วยเหลือครอบครัวที่กำลังขัดสน หญิงสาวจากชนบทที่โชคร้ายบางคนถูกล่อลวงและถูกบังคับให้ขายตัวในญี่ปุ่น ไต้หวั?ซาอุดิอาระเบีย และเยอรมันนี โดยเครือข่ายของแก๊งค้าประเวณีข้ามชาต?

บางคนอาจจะโต้แย้งว่า ผู้หญิงเหล่านั้นสามารถจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายในหมู่บ้านของตนในชนบท และสามารถจะยังชีพด้วยการทำนาและหัตถกรรมในครัวเรือน แทนที่จะต้องไปเป็นโสเภณี อย่างไรก็ตามยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้?ภายใต้นโยบายการพัฒนาประเทศจากรัฐบาลกลา?ถน?วิทย?โทรทัศน์ และนิตยสารต่างๆได้เข้าไปถึงหมู่บ้านในชนบ?ด้วยสื่อเหล่านี้ ?ศาสนาแห่งบริโภคนิย??ได้แพร่ระบาดไปถึ?ผู้คนในชนบทไม่อาจมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย และมีความสุขตามขนบธรรมเนียมประเพณีและคุณค่าแบบเดิมได้อีกต่อไ?(Sivaraksa 1992, 3-9) ในทางหนึ่งชีวิตเกษตรกรรมตามธรรมเนียมเดิมของคนชนบ?ถูกคุกคามด้วยความแร้นแค้นยากจน ที่มาพร้อมกับโครงสร้างเกษตรกรรมใหม่ที่ต้องพึ่งพาเมือ?การเปลี่ยนมือของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และระบบอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ ในอีกทางหนึ่งลัทธิบริโภคนิยมที่มาพร้อมกับสื่อต่างๆ ได้ปลุกเร้าคนชนบทให้ต้องการบริโภคสินค้ามากขึ้น ทุกวันนี้ครอบครัวส่วนใหญ่ในชนบทถูกฉีกกระชากด้วยพลังสองพลังนี?ภายใต้สภาพเช่นนี้เป็นการยากที่จะให้เด็กหนุ่มเด็กสาวในชนบทใช้ชีวิตและมีความสุขอยู่ที่บ้าน ปัจจุบันหมู่บ้านส่วนใหญ่ในชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือและภาคอีสาน ได้กลายเป็นเพียงที่อยู่อาศัยของเด็กเล็กและคนแก่ที่ถูกทอดทิ้งอยู่เบื้องหลัง

โสเภณีไทยไม่เพียงแต่ต้องเผชิญกับการกดขี่ทางเพศเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญหน้ากับความเป็นความตายของโรคเอดส์อีกด้ว?ในประเทศไทยประชากรที่ได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) อันเป็นต้นเหตุของโรคเอดส์นั้นมีสัดส่วนสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโล?โสเภณีไทยเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดโรคเอดส์ โดยพื้นฐานแล้วโสเภณีเป็นผลข้างเคียงของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่เป็นธรรม โสเภณีเป็นรูปแบบที่ชัดเจนที่สุดของการกดขี่ทางเพศ และการละเมิดสิทธิสตรีในขั้นพื้นฐาน โสเภณีเป็นข้อเท็จจริงของเมืองไทยที่รู้กันไปทั่?แต่ก็มีการพูดถึงปัญหานี้ในที่สาธารณะไม่มากนั?นักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีและชาวพุทธที่ต้องการเห็นสังคมที่ดีกว่าได้เริ่มต้นพูดบ้างแล้?เพื่อปกป้องสิทธิของผู้ที่เป็นแม่ พี่สาว น้องสา?ลูกสาว และหลานสาวของสังคมไท?โดยการชี้ให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหาว่า โสเภณีเกิดจากค่านิยมวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ถูกบิดเบือน อันเนื่องมาจากโครงสร้างความยากจนยุคใหม?และจากการหลอกลวงของแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ

ความไม่เสมอภาคและไร้ประสิทธิภาพของการจัดการศึกษาของรัฐ ทำให้เด็กเล็กทั้งชายและหญิงในชนบทที่ห่างไกลต้องขาดโอกาสทางการศึกษาเป็นจำนวนมาก สำหรับเด็กชายที่ด้อยโอกาสนั้นพ่อแม่มักนิยมส่งไปบวชเรียนในวัดใกล้บ้าน เมื่อได้รับการเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นภายในวั?พร้อมทั้งได้รับการอบรมทางศีลธรรมและจากการศึกษาตามระบบของคณะสงฆ์แล้?เด็กเหล่านั้นในที่สุดแล้วได้กลายเป็นพระภิกษุและสามเณรส่วนใหญ่ของประเทศ และเมื่อได้สึกหาลาเพศไปแล้วส่วนใหญ่ก็จะกลายเป็นพลเมืองดีที่ทำประโยชน์ต่อสังค?สถาบันภิกษุจึงเป็นทางออกที่สำคัญของเด็กชายไทยที่ด้อยโอกา?ให้สามารถได้รับการศึกษาและกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างมีเกียรติ ส่วนผู้ที่ประสงค์จะแสวงหาโมกขธรรมในฐานะพระภิกษุต่อไปก็ย่อมกระทำได้ และยังเป็นที่เคารพนับถือของคนส่วนใหญ่อีกด้วย

สำหรับเด็กผู้หญิงในชนบทที่ห่างไกลนั้นมิได้รับโอกาสเช่นนี?เด็กผู้หญิงที่ถือว่าโชคดีจะได้รับการดูแล การศึกษา และการฝึกอาชีพ โดยองค์กรการกุศลต่าง?เช่น มูลนิธิคุ้มครองเด็?สาวิกาสิกขาลัย หรือโรงเรียนพุทธเกษต?เป็นต้?รวมทั้งสำนักอย่างวัดสามพรานของอดีตพร??ภาวนาพุทโธ ?ด้วย ส่วนเด็กสาวที่โชคร้ายต้องไปเป็นโสเภณีโดยแรงบีบคั้นทั้งจากความยากจน ลัทธิบริโภคนิยมที่มากับสื่อต่างๆ และค่านิยมที่ผิดของการขายลูกสา?รวมทั้งจากการถูกล่อลวงโดยแก๊งค้าประเวณีข้ามชาต?สำหรับเด็กสาวที่ถือว่า ?โชคด??เหล่านั้?บางครั้งก็ยังต้องเผชิญกับการถูกข่มขืนกระทำชำเราอย่างเช่นที่เกิดขึ้นที่วัดสามพรานอีกด้ว?ปัญหาจึงมีอยู่ว่?ทำอย่างไรเด็กผู้หญิงซึ่งด้อยโอกาสเหล่านั้นจึงจะได้รับการอุปการะเลี้ยงดูและได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบและมั่นคง โดยไม่ต้องตกเป็นเหยื่ออย่างในกรณีของอดีตพร??ภาวนาพุทโธ ?อี?

การฟื้นฟูสถาบันภิกษุณีขึ้นมาใหม่ น่าจะเป็นทางออกของเด็กผู้หญิงที่ยากจนในชนบ?เช่นเดียวกับการที่สถาบันภิกษุได้ให้ทางออกที่เป็นจริง และสอดคล้องกับวัฒนธรรมพุทธของไทยแก่เด็กผู้ชายที่ยากจนในชนบทมาแล้?การตั้งสถาบันภิกษุณีขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งนั้?จะทำให้สถานะทางศาสนาของสตรีเทียบเท่ากับของบุรุ?ในทางหนึ่งเมื่อผู้หญิงเกิดความสนใจและศรัทธาในศาสนาขึ้นมา ก็สามารถจะบวชเรียนเป็นสามเณรีหรือภิกษุณี ศึกษาและปฏิบัติธรรมโดยตรงในหมู่ผู้หญิงด้วยกันเองได?ไม่จำเป็นต้องไปห้อมล้อมหรือขออาศัยอยู่ในวัดของพระภิกษุ อันจะเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมของบรรดาเรื่องอื้อฉาวทั้งหลายที่เกิดขึ้นระหว่างสีกากับพระ การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ของการปฏิบัติธรรมต่อกันระหว่างภิกษุกับภิกษุณีย่อมสามารถจะกระทำได้ โดยการติดต่อกันอย่างเป็นกิจจลักษณะและเปิดเผย ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

ในอีกทางหนึ่งการตั้งสถาบันภิกษุณ?จะทำให้ผู้หญิงสามารถเป็นเจ้าอาวาสในวัดของภิกษุณีได?เป็น ปวัตตินี หรืออุปัชฌาย์ฝ่ายหญิ?ทำหน้าที่บวชผู้หญิงให้เป็นสามเณรีหรือภิกษุณีได?สามารถรับเด็กผู้หญิงที่ด้อยโอกาสในสังคมมาบวชเรีย?ให้การอุปการะเลี้ยงดูและโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กผู้หญิงเหล่านั้นในรูปของสามเณรีและภิกษุณี เช่นเดียวกับที่เด็กผู้ชายได้รับจากวัดในรูปของสามเณรและพระภิกษุ เมื่อสามเณรีและภิกษุณีเหล่านั้นเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ได้รับการอบรมทางศีลธรรมและการศึกษาแล้?ก็ย่อมจะเป็นพลเมืองดีของประเทศไปด้วย สามเณรีและภิกษุณีเหล่านั้นสามารถจะสึกหาลาเพศออกไปมีครอบครั?หรือจะใช้ชีวิตนักบวชต่อไปตามสมัครใจก็ย่อมได้

การฟื้นฟูสถาบันภิกษุณีดังกล่าวนี?จะสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนและด้อยโอกาสของผู้หญิงจำนวนมหาศาลในสังคมไทยได?โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องโสเภณีและการใช้แรงงานเด็?เพราะเมื่อเด็กผู้หญิงที่ยากจนในชนบทมีทางออกที่ดีกว่าแล้ว โอกาสที่จะไปเป็นโสเภณีหรือถูกบังคับให้ขายแรงงานตั้งแต่อายุยังน้อยก็ย่อมจะลดน้อยลงไปด้ว?อีกประการหนึ่งการที่ผู้หญิงได้ปกครองผู้หญิงด้วยกันเองในองค์กรทางศาสน?กล่าวคือในสถาบัน ?ภิกษุณ??นั้น ทำให้โอกาสที่ผู้หญิงหรือเด็กสาวจะตกเป็นเหยื่อทางกามารมณ์ของเจ้าสำนักหรือเจ้าอาวาสเพศชายนั้?ลดน้อยลงไปหรืออาจจะหมดไปได้ในที่สุ?

การล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นในวัดหรือองค์กรศาสนานั้น ถ้ามองดูอย่างผิวเผินและเป็นปัจเจกแล้วก็อาจจะบอกว่า ต้นเหตุของปัญหาคือ ตัณห?( กามราค?) ของผู้ชายที่เป็นนักบวช แต่ถ้าเรามองดูโครงสร้างของศาสนาและสังคมแล้?จะเห็นได้ว่าสาเหตุที่แท้จริงก็คื?การที่ผู้หญิงขาดสถาบันทางศาสนาของผู้หญิงเองมารองรับมากกว่า เพื่อเป็นทางออกให้แก่ผู้หญิงที่แสวงหาที่พึ่งทางใจในทางธรรมอย่างหนึ่ง และเป็นทางออกของเด็กผู้หญิงที่ด้อยโอกาสในชนบ?( รวมทั้งเด็กหญิงชาวไทยภูเขา ) ด้วยอีกอย่างหนึ่?ผู้หญิงจึงต้องหันมาพึ่งพาสถาบันภิกษุอันเป็นสถาบันทางศาสนาของเพศชาย เมื่อชายและหญิงคลุกคลีกันมากในสถาบันทางศาสนา ทั้งที่เป็นกิจจลักษณะและไม่เป็นกิจจลักษณะแล้?เรื่องอื้อฉาวอย่างในกรณีของอดีตพระยันตระก็เกิดขึ้นได้โดยง่าย และเมื่อเด็กผู้หญิงที่ด้อยโอกาสทั้งทางเศรษฐกิจและการศึกษ?ต้องมาพึ่งพาการอุปการะจากนักบวชเพศชายแล้?โอกาสที่เด็กสาวเหล่านั้นจะตกเป็นเหยื่อ ดังเช่นในกรณีของอดีตพร??ภาวนาพุทโธ ?ก็เกิดขึ้นได้โดยง่ายเช่นเดียวกัน การฟื้นฟูสถาบันภิกษุณีขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งนั้นจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคั?และจะทำให้ ?พุทธบริษัทสี??อันประกอบด้ว?ภิกษ?ภิกษุณ?อุบาสก อุบาสิกา ครบถ้วนสมบูรณ์ดังในครั้งพุทธกาลอีกวาระหนึ่?

***

[1] คำว่?“มนู?แปลว่า ผู้ฉลา?ส่วนคำว่?“สมฤติ?หมายถึ?คำสอนของครูบาอาจารย์ที่สอนโดยการท่องจำด้วยปากสืบทอดกันต่อๆมา คัมภีร์นี้จึงไม่น่าจะใช่งานเขียนของบุคคลที่ชื่อว่า “มนู?ดังที่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่เป็นการรวบรวมงานเขียนของบุคคลหลายคนเข้าไว้ด้วยกัน เป็นคัมภีร์ที่เขียนโดยพราหมณ?เพื่อพราหมณ์ สตรีจึงต้องเสียสละอิสรภาพให้กับความยิ่งใหญ่ของพราหมณ?ซึ่งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์และชะตากรรมของคนในวรรณะต่าง?(ฉัตรสุมาลย?2542 : 14-15)

[2] คำว่?“มานว” แปลว่า อันสืบเนื่องจากมนู ดังนั้?“มานวธรรมศาสตร์” จึงมีความหมายสองนั?ความหมายแรกหมายถึง คัมภีร์ที่รวมไว้ซึ่งคำสอนของมนูที่กำหนดหน้าที่ของคนในสังคมตามระบบวรรณะ ความหมายที่สองหมายถึ?คัมภีร์อันว่าด้วยธรรมะหรือหน้าที่ของมนุษย์อันพึงเป็นไปในสังค?(ฉัตรสุมาลย?2542 : 14)

[3] “นิพพาน” เป็นคำบาลีตรงกับคำว่?“นิรวาณ” ในภาษาสันสกฤ?ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดในพุทธศาสนา

[4] ตามทรรศนะของอนันทนันท์ รามบาชาน (Anantanand Rambachan) ศาสนาเชนซึ่งตั้งขึ้นโดยพระมหาวีระในยุคสมัยเดียวกับพระพุทธเจ้านั้นก็มีสถาบันนักบวชหญิงเช่นเดียวกั?แต่ศาสนาเชนมิได้เป็นศาสนาที่ใหญ่และสำคัญของโลกแต่อย่างใดแม้จนกระทั่งปัจจุบัน

[5] วินัยกรรมที่สงฆ์ทำแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสให้เป็นภิกษุที่นับเข้าในหมู่สงฆ์ได้ เช่น สวดมานัต

[6] คาถาหรือเพลงสวดเหล่านี้เป็นการแสดงออกถึงความปลาบปลื้มยินดีที่ภิกษุได้รับ หลังจากที่ได้ออกบวชและต่อมาได้บรรลุธรร?

[7] ผู้หญิงไทยทำงานถึง ๔๕ % นับเป็นสถิติที่สูงที่สุดในเอเชีย

[8] ผู้หญิงชาวนาในประเทศไทยถูกพ่อแม่ขายด้วยการทำ “สัญญา?อันหมายถึงผู้หญิงเหล่านี้ต้องตกอยู่ในมือของเจ้าของจนกว่าจะสามารถหาเงินได้ครบตามสัญญา ผู้หญิงเหล่านี้บางคนถูกล่ามโซ่ในห้อง ดังที่ปรากฏเป็นข่าวในกรณีเพลิงไหม้รีสอร์ทของไทยแห่งหนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้หญิงที่ถูกจองจำในห้องด้านหลังเสียชีวิตไปหลายคน (Bound 1991: 134)

[9] สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับโสเภณีและการแก้ปัญห?ดู Brock and Thistlewaite, 1996.

[10] แม้ว่าระบบโสเภณีและอุตสาหกรรมทางเพศระหว่างประเทศ จะกดขี่ผู้ใหญ่และเด็กทั้งสองเพ?แต่โสเภณีและผู้ที่ทำงานทางเพศจำนวนมหาศาลในประเทศไทยนั้นเป็นผู้หญิงและเด็กผู้หญิง

[11] ผู้หญิงสาวมีจำนวนถึง ๘๐ % ของคนงานค่าจ้างต่ำในโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไท?เพลิงไหม้เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาค??? ๒๕๓๖ ที่โรงงานของบริษัทอุตสาหกรรมเคเดอร?(ประเทศไท? จำกั?ในเขตพุทธมณฑ?ซึ่งทำให้คนงานอย่างน้อ?๒๑?คนเสียชีวิ?และบาดเจ็บอีกกว่?๕๐?คน โดยคนงานเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ได้เผยให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมของการทำงาน และมาตรฐานความปลอดภัยของหญิงสาวส่วนมากในโรงงาน เพลิงไหม้ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ร้ายแรงยิ่งกว่าเพลิงไหม้ที่โรงงานของบริษัทไทรแองเกิล เชิร์ทเวสท?(Triangle Shirtwaist Co.) ในเมืองนิวยอร์?เมื่อวันที?๒๕ มีนาคม ?? ๒๔๕๔ ซึ่งมีผู้เสียชีวิต ๑๕?คนเสียอี?( Philadelphia Inquiror , May 12, 1993.)

[12] สำหรับรายละเอียดของวิกฤติการณ์โรคเอดส์ในประเทศไท?ดู Bonacci, 1992.

***

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Monday 2 October, 2006 3:58 PM