ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมและศาสน?/span>
 


© ดวงเด่?นุเรมรัมย์.


***

ในการแสวงหาคำตอบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมและศาสนานั้?ในเบื้องต้นจำเป็นต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “วัฒนธรรม” เพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาหาคำตอบต่อไป

พระยาอนุมานราชธน (เสฐียรโกเศ? ได้อธิบายความหมายของ “วัฒนธรรม” ไว้ว่า “วัฒนธรร?คื?สิ่งที่มนุษย์เปลี่ยนแปลงปรับปรุง หรือผลิตขึ้นเพื่อความเจริญงอกงามของชีวิตมนุษย์ในส่วนรวมที่ถ่ายทอดกันได?เรียนกันได?เอาอย่างกันได้ วัฒนธรรม คื?สิ่งอันเป็นผลผลิตของส่วน รวมที่มนุษย์ได้เรียนรู้มาจากคนรุ่นก่อนสืบต่อเป็นประเพณีกันมา วัฒนธรรม คื?ความรู้สึก ความประพฤต?และกิริยาอาการ หรือการกระทำใด ?ของมนุษย์ในส่วนรวมลงรูปเป็นพิมพ์เดียวกัน คื?มรดกแห่งสังค?ซึ่ง ปัจจุบันปรับปรุงให้เจริญงอกงาม?

ราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่?“วัฒนธรรมเป็นชื่อรวมสำหรับแบบอย่างของพฤติกรรมทั้งหลายที่ได้มาทางสังค?และถ่ายทอดกันไปทางสังคมโดยอาศัยสัญลักษณ์ เช่น การทำเครื่องมื?ศิลป?วิทยาศาสตร?กฎหมาย การปกครอ?ศีลธรรมและศาสน?รวมทั้งอุปกรณ์ที่เป็นวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์ซึ่งแสดงรูปแบบแห่งสัมฤทธิผลทางวัฒนธรรม เช่น อาคา?เครื่องมือ เครื่องจัก?ศิลปวัตถ?ฯลฯ” (ราชบัณฑิตยสถาน. ๒๕๒๔: ๑๐?)

จากนิยามที่ยกมานั้?สามารถประมวลสรุปความได?ว่?“วัฒนธรรม” หมายถึ?วิถีการดำเนินชีวิต แบบแผนแห่งพฤติกรรม ผลงานที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ขึ้?ซึ่งวัฒนธรรมนั้นครอบคุลมถึงความคิด ความเชื่?และความรู้

ทุกสังคมจะขาดวัฒนธรรมไม่ได?และวัฒนธรรมก็จะดำรงอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากสังคม กล่าวคือ ถ้าสังคมใดขาดวัฒนธรร?สังคมนั้นก็จะมีลักษณะเป็นสังคมของสัตว์มิใช่สังคมมนุษย์ เพราะสิ่งที่บ่งชี้ว่าสังคมมนุษย์ต่างกับสังคมสัตว์ก็คือวัฒนธรรม ในทางตรงกันข้ามวัฒนธรรมจ?ดำรงอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากสังค?เพราะมนุษย์ที่อยู่ในสังคมนั้นเป็นผู้สร้างวัฒนธรรมขึ้นม?ด้วยเหตุนี้มนุษย์กับวัฒนธรรมและสังคมจึงเป็นสิ่งที่อยู่คู?กันมาโดยตลอด

สำหรับวัฒนธรรมที่แสดงถึงความรู้สึกนึกคิด และวิถีทางดำเนินชีวิตของคนในสังคมอันเป็นวัฒนธรรมเกี่ยวกับจิตใจ หรือวัฒนธรรมทางความเชื่อ นั่นก็คื?“ศาสนา”ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถา??? ๒๕๒๕ ได้ให้นิยามว่า “ศาสนา?คื?“ลัทธิความเชื่?แสดงกำเนิดและความสิ้นสุดของโลก เป็นต้?แสดงหลักธรรมและลัทธิพิธีที?กระท? หลักคำสอน”

โดยทั่วไปวัฒนธรรมมักอิงอยู่กับศาสน?อีกทั้งศาสนาเป็นองค์ประกอบหนึ่งของวัฒนธรรมที่ขาดมิได?เพราะศาสนาสอนให้มนุษย์ทำความดี แต่อย่างไรก็ดี เมื่อกล่าวถึงวัฒนธรรมไทยสิ่งหนึ่งที่จะต้องกล่าวควบคู่กันไปนั่นคื?“พระพุทธศาสนา” ทั้งนี้เพราะคำสอนทางพระพุทธศาสนามีส่วนในการสร้างระบบจริยธรรมให้สังคมไท?ดังจะเห็นได้ว่?วัฒนธรรมต่าง ?ที่ปรากฏขึ้นในสังคมไทยล้วนแต่มีพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานแทบทั้งสิ้?ดั่งคำกล่าวของ ???คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ว่า “จริยธรรมของสังคมไทยขึ้นอยู่กับระบบศีลธรรมของพุทธศาสนา ศาสนาพุทธกำหนดหลักในการปฏิบัติในชีวิตประจำไว้อย่างไร นั่นหมายความว่าได้กำหนดหลักจริยธรรมไว้ให้ปฏิบัติอย่างนั้น” (พระเมธีธรรมาภรณ์, ๒๕๓๕: ๘๓.)

อย่างไรก็ด?วัฒนธรรมไทยที่มีรากฐานมาจากพระพุทธศาสนานั้นได้ถูกถ่ายทอกออกมาในรูปแบบของความเชื่?พิธีกรรม ศิลปกรรม ศีลธรร?กฎหมาย วรรณกรรม ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณ?ความ สามารถและอุปนิสัยของคนในสังคมไทย เป็นต้?เพราะวัฒนธรรมไทยนับเป็นเครื่องหล่อหลอมสมาชิกของสังคมให้เกิดความผูกพันสามัคคี และอบรมขัดเกลาให้คนในสังคมมีทัศนคต?ความเชื่?และค่านิยมที่สอดคล้องกับบุคคลอื่??ในสังคมไทย อนึ่?วัฒนธรรมไทยมิได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ หากแต่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาไปตามยุคสมั?

หากความสุขหมายความเพียงการเป็นอยู่ที่ดีทางกา?มนุษย์เราก็สามารถมีความสุขได้โดยไม่ต้องเชื่อถือหรือปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาใด ?แต่ธรรมชาติของมนุษย์นั้นประกอบด้วยกายและใจ อันปรารถนาการมีชีวิตที่พัฒนา และมีความสุขอย่างสมบูรณ์ ดังนั้?มนุษย์จึงต้องพัฒนาทั้งกายและใจ ในกรณีนี้พระพุทธศาสนาจึงเข้ามามีบทบาทให้คำชี้นำและให้แนวทางที่ดีในการพัฒนาจิตและวิญญาณเคียงคู่ไปกับการพัฒนาทางร่างกา?พิจารณาได้จากหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่สอนให้คนเชื่อในเรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่? สอนหลักในการดำเนินชีวิตด้วยทางสายกลา? ให้รู้จักสำรวมกา?วาจา ใจ, ให้พิจารณาสิ่งต่าง ?โดยใช้เหตุผล ด้วยสติปัญญา รวมความแล้วอาจกล่าวได้ว่?พระพุทธศาสนาเป็นการสอนให้คนพัฒนาตนเองเพื่อให้เป็นคนดีของสังค?

พระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่คนในวัฒนธรรมไทยสามารถสัมผัสได้ด้วยอุดมการณ์ทางความคิด เหตุผลและความเชื่อ และในท้ายที่สุดพระพุทธศาสนาได้ฝังรากลึกลงในสังคมไท?ให้คนไทยได้ยึดถือและปฏิบัติสืบต่??กันม?อีกทั้งพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมและที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยเกือบทั้งประเท?จนกลายเป็นวัฒนธรรมทางจิตใจ

ดังนั้?อิทธิพ?ของพระพุทธศาสนาจึงเข้ามามีบทบาทในการกำหนดวิถีชีวิตของคนในสังคมไทยเป็นอย่างมา?พิจารณาได้จากค่านิยมของไทยบางอย่างที่ปฏิบัติจนเป็นระเบียบแบบแผ?ที่ล้วนแต่มีต้นกำเนิดจากหลักคำสอนทางศาสน?ตัวอย่างเช่น มีความเชื่อในกฎแห่งกรร?คื?ทำดีได้ด?ทำชั่วได้ชั่?ซึ่งทำให้คนไทยเป็นชนชาติที่มีความเด็ดเดี่ย?อดทน เจียมต?รักควา?เป็นอิสร?แต่ก็ยอมรับสภาพความทุกข์ และมีความหวังกับชีวิตใหม่ว่าจะต้องดีขึ้นถ้าหากกระทำความด?มีศรัทธามั่นคงในการทำบุญและให้ทา?เพื่อสะสมบุญบารมีไว้ภายภาคหน้า มีจิตใจโอบอ้อมอารี ให้อภัยเพื่อนมนุษย?ไม่ผูกพยาบาท เชื่อฟัง เคารพนับถือบุคคลตามลำดับอาวุโส และยึดมั่นในความกตัญญูต่อผู้มีอุปการ?มีความสงบเสงี่ยม นอบน้อ?สำรว?เกรงใจผู้อื่?และมีความระมัดระวั?รอบคอบ ฯล?

สภาวการณ์ปัจจุบันที่สังคมไทยกำลังสับสนวุ่นวา?ยังผลให้วัฒนธรรมไทยสั่นคลอนตามไปด้วย ซึ่งรวมถึง “สถาบันทางศาสนา” ซึ่งพระพุทธศาสนาที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นศาสนาประจำชาติไทย แต่ได้กลับกลายเป็นชนวนปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนไทยซึ่งอยู่ร่วมในสังคมเดียวกั?ไม่ว่าเหตุการณ์นี้จะปิดฉากลงในรูปแบบใด เป็นภารกิจของผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องที่จะดำเนินการให้ถูกต้องต่อไป และรวมถึงหน้าที่ของพุทธบริษัทที่จะต้องช่วยกันจรรโลงวัฒนธรรมในการนับถือพระพุทธศาสนาของตนให้มั่งคงสืบต่อไป

ในกระแสของโลกเทคโนโลยีสารสนเทศที่กำลังถาโถมเข้าสู่สังคมไทยซึ่งกำลังถูกทำให้เป็นชุมชนโล?ความเจริญทางวัตถุและการพยายามก้าวตาม ความเจริญรุดหน้าของสังคมตะวันตกทั้งในรูปแบบการดำเนินชีวิ?และในบางครั้งก็ทำให้อิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีต่อวัฒนธรรมไทยเริ่มเสื่อมถอยลงคนไทยเริ่มไม่เชื่อถือ และศรัทธาในพระพุทธศาสนาดังเช่นในอดีต เพราะมองว่าเป็นเรื่องไร้ที่งมงาย พิสูจน์ไม่ได้ไม่เหมาะกับยุคสมัยและล้าหลั?อย่างไรก็ตาม แม้ความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกยังดำเนินอยู่เรื่อยไป หรือไม่ว่าสังคมจะแปรเปลี่ยนไปในทิศทางใดย่อมส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมที่ดำเนินอยู่ในสังคมทั้งสิ้น สิ่งที่คนไทยจะทำได้นั่นคือ ความรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ของตนเองในฐานะของคนไทย และปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดีตามหลักคำสอนทางศาสน?โดยกระทำให้เต็มกำลังความสามารถ เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงจุดเล็ก ?แต่ก็ยังดีกว่าการที่ไม่คิด จะทำอะไร ทั้งนี้ถ้าคนไทยทุกคนรู้จักการสร้างสำนึกให้กับคนเองแล้ว ประเทศไทยจะไม่มีวันสูญเสียวัฒนธรรมประจำชาติไปอย่างแน่นอน.

***

บรรณานุกรม

กรมการศาสน? วัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรมการศาสน?

มหาวิทยาลัยรังสิ? เอกสารประกอบการสอน วิชาอารยธรรมไท? ภาคเรียนที??: ปีการศึกษา ๒๕๔๐.

เมธีธรรมาภรณ? พร?(ประยูร ธมฺมจิตฺโต). (๒๕๓๕). พุทธศาสนากับปรัชญา. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.

ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๒๔). พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยา อังกฤษ-ไท?ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ?

เลขาธิการนายกรัฐมนตร? สำนั? สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์แห่งชาต? (๒๕๓๙). คำถา?คำตอบเกี่ยวกับพุทธ-ศาสน?เล่ม ?- ?/strong>. กรุงเทพฯ.

สมิทธ์ สระอุบ? (๒๕๔๔). มานุษยวิทยาเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Monday 2 October, 2006 3:23 PM