ประชาศาสนา : ศาสนาของนักการเมือ?/span>
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร?
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

คำว่?"ประชาศาสนา" (Civil Religion) เป็นคำที่ฌอง-ฌา?รุสโ?(Jean-Jacque Rousseau) นักปรัชญาตะวันตกเริ่มต้นใช้ก่อนเป็นคนแรก โดยรุสโซได้เชื่อมโยงสิ่งที่เรียกว่าประชาศาสนาเข้ากับความเชื่อพื้นฐานของสามัญชนในสังคมตะวันตก เช่น ความเชื่อในเรื่องพระเจ้า ชีวิตในโลกหน้า ผลตอบแทนของความด?การลงโทษในความชั่ว และการยอมรับในความเชื่อที่แตกต่างของบุคคลอื่?เป็นต้?

ต่อมาโรเบิร์?เบลลาห?(Robert Bellah) นักวิชาการศาสนาชาวอเมริกันได้ขยายความแนวคิดเรื่องประชาศาสนาต่อ โดยการตั้งข้อสังเกตว่า ในสุนทรพจน์การเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริก?ประธานาธิบดีทุกคนจะเอ่ยอ้างถึงคำว่?"พระเจ้? เสมอโดยไม่มีข้อยกเว้?เพียงแต่มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป พระเจ้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐเอ่ยถึงนั้นเป็นพระเจ้าในความหมายกลางๆ ไม่เฉพาะเจาะจงลงไปในนิกายใดนิกายหนึ่?เป็นพระเจ้าที่ชาวคริสต์ทุกคนในสหรัฐยอมรับได้ และประธานาธิบดีก็จะใช้ "พระเจ้? ในความหมายรวมๆ นี้ในการผูกมัดใจประชาชนทั่วไ?เบลลาห์ตั้งข้อสังเกตต่อไปอีกว่?ถ้าประธานาธิบดีคนไหนไม่เอ่ยถึงพระเจ้าในวันรับตำแหน่งประธานาธิบดี ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่ได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาอีก

ตามทรรศนะของเบลลาห?แนวคิดเรื่อง "พระเจ้? มีการตีความที่หลากหลาย พระเจ้าจึงมีความหมายตามแต่ความเชื่อถือของประชาชนในแต่ละลัทธินิกา?นี้คือสถานะของศาสนาที่เชื่อพระเจ้าในปัจจุบัน การเอ่ยถึงพระเจ้าในความหมายอย่างกว้างๆ โดยไม่เจาะจงในรายละเอียด จึงเป็นยุทธวิธีที่ปลอดภัยของนักการเมืองในการเรียกคะแนนนิยม นอกจากนี้นักการเมืองยังมักจะใช้พิธีกรรมทางศาสนาในการสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองว่าเป็นคนเคร่งศาสนา (ไม่ว่าจะเคร่งจริงหรือไม่ก็ตา? ทั้งนี้ก็เพื่อเรียกคะแนนเสียงทั้งสิ้?

นอกจากการแสดงตนว่าเป็นคนเคร่งศาสนาแล้ว การเสนอภาพลักษณ์ของตัวเองว่าเป็นคนที่อยู่ในกรอบประเพณีตามค่านิยมของสังคม เช่น การมีภรรยาเพียงคนเดียวและมีครอบครัวที่อบอุ่น เป็นต้?ก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่นักการเมืองเมื่อมีโอกาสแล้วจะไม่พลาดในการนำเสนอต่อสาธารณ?(ไม่ว่าจะเป็นจริงตามนั้นหรือไม่ก็ตา? เพื่อเรียกคะแนนนิยมจากประชาช?(ยกเว้นนักการเมืองบางคนที่มีปมในเรื่องนี้ ก็จะไม่ปริปากพูดถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่คำเดียว)

เมื่อครั้งที่คุณจำลอ?ศรีเมือง สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนั้น ท่านได้เสนอภาพลักษณ์ของตัวท่านว่าเป็นคนเคร่งศาสน?โดยท่านใส่เสื้อม่อฮ่อม ตัดผมสั้นเกรีย?กินอาหารมังสวิรัติเพียงวันละมื้อ ใช้ชีวิตอย่างสมถ?และที่ฮือฮากันมากก็คือท่านประกาศต่อสาธารณะว่าท่านไม่ "นอ? กับภรรยาของท่านอีกต่อไ?ครั้งนั้นท่านต้องหาเสียงแข่งกับเศรษฐีอย่างคุณชนะ รุ่งแส?ซึ่งมีเพียบพร้อมทุกอย่างทั้งฐานทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม แต่ในที่สุดคุณจำลองก็ชนะเลือกตั้งแบบถล่มถลาย จนเกิดเป็น "จำลองฟีเวอร์" ขึ้นในขณะนั้?(คล้ายกับ "ทักษิณฟีเวอร? ในขณะนี้)

เป็นที่ทราบกันดีว่?คุณจำลอง ศรีเมือง เป็นศิษย์ของสมณะโพธิรักษ?แห่งสำนักสันติอโศก ซึ่งเป็นสำนักที่เน้น"ศี??และมีการตีความพุทธศาสนาในลักษณะหนึ่ง ขณะที่กำลังหาเสียงอยู่นั้นคุณจำลองมิได้นำเสนอตัวเองว่า เป็นชาวอโศกที่นับถือพุทธศาสนาตามการตีความของสมณะโพธิรักษ์แต่อย่างใ?ถ้าคุณจำลองนำเสนอตัวเองเช่นนั้?ก็อาจจะได้คะแนนเสียงอย่างท่วมท้นเฉพาะจากชาวอโศกเท่านั้?แต่จะไม่ได้คะแนนเสียงจากชาวพุทธส่วนใหญ่ซึ่งอาจจะไม่เห็นด้วยกับการตีความของสมณะโพธิรักษ์ก็เป็นได้ แต่คุณจำลองก็เป็นนักการเมืองมากพอที่จะนำเสนอตัวเองแต่เพียงว่?เป็นชาวพุทธที่นับถือพระรัตนตรัยและเคร่งครัดในศีลเท่านั้น โดยไม่เจาะจงลงไปในรายละเอียดของศรัทธาความเชื่อ คุณจำลองจึงได้คะแนนเสียงจากชาวพุทธทั้งที่เป็นอโศกและมิใช่อโศกอย่างท่วมท้?นี้คือความหมายขอ?"ประชาศาสนา" อันเป็นมิติทางศาสนาของนักการเมือ?

ก่อนหน้าวันเลือกตั้งปี ?? ๒๔๔๘ เล็กน้อย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้เชิญพรรคการเมืองทุกพรรคมาแถลงนโยบายที่เกี่ยวกับพุทธศาสน?และตอบคำถามแก่ชาวพุทธทั่วประเทศที่หอประชุมพุทธมณฑล พรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดไม่ยอมเข้าร่วมโดยอ้างว่าไม่ว่าง (สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญแก่นโยบายที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาของพรรคการเมืองนี? ส่วนพรรคการเมืองใหญ่ที่รอง?ลงไป ต่างก็แถลงนโยบายที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาอย่างกว้างๆ และคลุมเครือ พอให้ได้คะแนนเสียงจากชาวพุทธเท่านั้น โดยไม่ได้ผูกมัดตัวเองในประเด็นใดประเด็นหนึ่งเป็นพิเศษแต่อย่างใ?มีแต่พรรคการเมืองเล็กๆ บางพรรคเท่านั้?(ที่คิดว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสเข้าร่วมรัฐบา?หรือแม้แต่จะเป็นฝ่ายค้าน) ที่กล้าชูบางประเด็นอย่างชัดเจน และมีพรรคการเมืองเล็กๆ พรรคหนึ่งที่อ้างว่าเป็นพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาเพื่อชาวพุทธและพุทธศาสนาโดยเฉพาะ

ในสังคมและวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยนั้?การอ้างสถาบั?"ชาติ ศาสน?และพระมหากษัตริย? นั้นกระทำกันอย่างกว้างขวางในหมู่นักการเมืองไทย แต่เป็นการอ้างอย่างกว้าง?และคลุมเครือ เพื่อเรียกร้องคะแนนเสียงจากประชาชน โดยเกือบจะไม่มีนักการเมืองคนไหนที่ออกมาพูดให้ชัดเจนว่า "ชาติ ศาสน?และพระมหากษัตริย? ที่ตัวเองอ้างว่าเชิดชูอยู่นั้นหมายถึงอะไ?และพรรคการเมืองมีนโยบายที่เป็นรูปธรรมอย่างไร ในการปกป้องรักษา ส่งเสริมสนับสนุน หรือเชิดชูสถาบันเหล่านั้?/p>

เนื่องจากศาสนาได้รับการยอมรับอย่างกว้างๆ (และบ่อยครั้งอย่างคลุมเครือ) ว่าเป็นสิ่งที่ดีงา?ดังนั้นพิธีกรรมเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สัญลักษณ?และความเชื่อทางศาสนา ซึ่งถูกทำให้กลายเป็นสถาบัน (โดยจะเกี่ยวข้องกับความรอดหรือความพ้นทุกข์จริงหรือไม่ก็ตา? จึงเป็นเรื่องของค่านิยมทางสังค?และมีความหมายสำคัญในทางการเมือ?ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่?"ประชาศาสนา" อันเป็นแง่มุมทางศาสนาที่นักการเมืองจะหยิบฉวยออกมาใช้ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของตน หรือเพื่อเป็นประโยชน์ทางการเมืองแก่ตนหรือพรรคการเมืองของตน โดยส่วนใหญ่จะขาดความชัดเจนในด้านเนื้อหาสาร?หรือนโยบายที่เป็นรูปธรรมที่จะเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงแก่ประชาช?

***

ที่ม?: หนังสือพิมพ์มติชนรายวั? ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ?? ๒๕๔๘ ปีที?๒๘ ฉบับที?๙๘๓๖. คอลัมน์หน้าต่างความจริ? หน้า ?

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Monday 2 October, 2006 3:17 PM