หัวใจพระพุทธศาสน?/span>
 


เรียบเรียง : ดวงเด่?นุเรมรัมย์.


***

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้?ทรงตรัสรู้เมื่อวันเพ็ญ เดือ??ต่อมาหลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว ?เดือ??เวฬุวันมหาวิหา?จึงได้มีการชุมนุมครั้งใหญ่ของพระสงฆ์สาวก โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นองค์ประธาน เราเรียกวันนี้ว่?“วันจาตุรงคสันนิบาต” เพราะเป็นวันที่มีการประชุมครบองค??คื?

(?) พระสงฆ์ซึ่งล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ?๒๕?รู?มาประชุมกั?

(?) พระสงฆ์ที่มาประชุมในวันนั้?ล้วนแต่เป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าบวชให้

(?) พระสงฆ์เหล่านั้นมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย

(?) วันนั้นเป็นวันเพ็ญ เดือนมาฆ?(เดือนสาม)

ในวันนั้นพระพุทธเจ้าได้ทรงประทานพระโอวาทปาฏิโมกข?เพื่อเป็นการสรุปคำสอนในพระพุทธศาสนาทั้งปวงให้สั้นและเข้าใจได้ง่า?เรียกว่า “หัวใจพระพุทธศาสนา?ซึ่งคำสอนเหล่านั้นได?สืบทอดมาจนถึงปัจจุบั?และพุทธศาสนิกชนก็ได้ถือเอาโอวาทปาฏิโมกข์นี้เป็นแม่แบบในการประพฤติปฏิบัติ พระพุทธเจ้าได้ทรงประทานพระโอวาทปาฏิโมกข์ ความว่?

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่??ที่นั้?พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ทรงสวดพระปาติโมกข์ในที่ประชุมพระภิกษุสงฆ์ดังนี?ขันต?คื?ความทนทานเป็นตบะอย่างยิ่?พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า พระนิพพานเป็นธรร?อย่างยิ่?ผู้ทำร้ายผู้อื่น ผู้เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิ?ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเล?การไม่ทำบาปทั้งสิ้?การยังกุศลให้ถึงพร้อมการทำจิตของตนให้ผ่องใสนี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลา?การไม่กล่าวร้า??การไม่ทำร้าย ?ความสำรวมในพระปาติโมกข??ความเป็นผู้รู้ประมาณในภัตตาหาร ?ที่นอนที่นั่งอันสงัด ?การประกอบความเพียรในอธิจิต ?หกอย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลา?ฯ” (พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรร?๑๐/๕๔/๔๐-?)

กล่าวโดยสรุปแล้ว หัวใจพระพุทธศาสน?(พุทธโอวา?? ประกอบด้วย

(?) สพฺพปาปสสฺ อกรณ?การไม่ทำความชั่วทั้งปว?

(?) กุสลสฺสูปสมฺปท?การบำเพ็ญความดีให้เพียบพร้อม

(?) สจิตฺต ปริโยทปน?การทำจิตของตนให้ผ่องใส

เพื่อให้เกิดความเข้าใจจึงขออธิบา?“หัวใจพระพุทธศาสนา?อันเป็นแนวทางปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้ทางไว้ให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติตาม


? การไม่ทำความชั่วทั้งปว?: สพฺพปาปสสฺ อกรณ ?

สืบเนื่องมาจากความเจริญทางวัตถ?ที่ได้บีบคั้นหรือบั่นทอนความงดงามทางจิตใจของมนุษย์ ทำให้ศีลธรรมจรรยาของคนเสื่อมทรามลงไป อีกทั้งช่องว่างทางสังคมทำให้คนห่างเหินไปจากพระพุทธศาสน?จึงก่อให้เกิดการกดขี?เอารัดเอาเปรียบกัน จนบางครั้งสิ่งเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นธรรมธรรมด?ดังนั้?หัวใจพระพุทธศาสนาในส่วนที่ ?นี?มุ่งหวังให้ค?“ละความชั่ว” (การล?คื?การเว้?การง?และการไม่ประพฤติปฏิบัต? เพื่อให้คนได้พบกับหนทางไปสู่ชีวิตที่ดี ซึ่งการละความชั่วนั้นสามารถกระทำได้หลายประกา?คื?การปฏิบัติตา?“ศีล ๕” หรือ “เบญจศีล?ที่นับเป็นพื้นฐา?หรือข้อปฏิบัติเริ่มแรกในการประพฤติปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนที่ด?เพราะผู้ใดถือศีล หรือรับศีลแล้ว แสดงว่าผู้นั้นยอมรับในการที่จะละเว้นความชั่ว

“ศีล?เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับความประพฤติเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุ?ซึ่งข้อกำหนดเกี่ยวกับความประพฤตินั้นย่อมมีอยู่ในทุกศาสนา รวมทั้งในพระพุทธศาสน?อันเป็นข้อกำหนดเจตนาของแต่ละคนไว้ในใ?เพื่อสร้างกรอบความประพฤติไว้มิให้ตนเองประพฤตินอกลู่นอกทา?และเมื่อจำกัดความประพฤติของตนได้แล้ว จะทำให้จิตใจบริสุทธิ?ปลอดโปร่?ไม่ขุ่นหมอ?หรือวิตกใด ?ทั้งสิ้น และแม้ว่?“ศีล?จะมิใช่ข้อปฏิบัติที่จะทำให้ถึงจุดหมายปลายทางของพระพุทธศาสนาทีเดียว แต่อย่างน้อย “ศีล?ก็เป็นหนทางปฏิบัติสำหรับพุทธศาสนิกชนเพื่อที่จะทำความดี และเพื่อการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างสงบสุ?

สิกขาบ??อย่า?ประกอบด้วย
          ? ปาณาติปาตา เวรมณี [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการฆ่าสัตว์]
          ? อทินนาทานา เวรมณี [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการลักทรัพย์]
          ? กาเมสุมิจฉาจาร?เวรมณี [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม]
          ? มุสาวาทา เวรมณี [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดเท็จ]
          ? สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี [เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คื?สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท] ?(พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรร?๑๑/๒๘?๑๙?)

“เบญจศีล?นับเป็นบันไดขั้นแรกของสมาธิและปัญญ?ซึ่งอาจถือได้ว่า “เบญจศีล?เป็นแม่บทใหญ่ที่บุคคลควรนำมากำหนดแนวทางความประพฤติให้เหมาะสมกับสภาวะของต?แต่อย่างไรก็ตา?การกำหนดนี้จะต้องตรงตามวัตถุประสงค์ของศี?นั่นคือการไม่เบียดเบีย?กล่าวคือ กระทำโดยปราศจากอคติหรือความลำเอียงเข้าหาตนเอ?

นอกจาก “ศีล?แล้ว ควรนำหลักธรรมที่เข้าคู่กับสิกขาบ??ที่แนะนำให้พุทธบริษัทปฏิบัติควบคู่ไปกับเบญจศีล นั่นคื?“เบญจธรรม” หรือ “เบญจกัลยาณธรรม”

เบญจธรรม หรือเบญจกัลยาณธรรม คื?ธรรม ?หรือธรรมอันดีงามห้าอย่าง หรือคุณธรรมห้าประการ๕กับเบญจศี?ซึ่งเป็นธรรมเกื้อกูลแก่การรักษาเบญจศีล ผู้รักษาเบญจศีลควรมีไว้ประจำใจ (พระธรรมปิฎ? ๒๕๓๕ :๑๙?) ประกอบด้วย

          ? เมตตาและกรุณ?คื?ความรักใคร?ปรารถนาให้มีความสุขความเจริญ และความสงสารคิดช่วยให้พ้นทุกข์
          ? สัมมาอาชีว?คื?การหาเลี้ยงชีพในทางสุจริ?
          ? กามสังวร คือความสังวรในกา?ความสำรวมระวัง รู้จักยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณ์ ไม่ให้หลงใหลในรู?เสีย?กลิ่?รส และสัมผั?
          ? สัจจ?คื?ความซื่อสัตย?ซื่อตร?
          ? สติสัมปชัญญะ คื?ระลึกได้ และรู้ตัวอยู่เสม?ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิ?รู้สึกตัวเสมอว่าสิ่งใดควรท?และไม่ควรท?ระวังมิให้เป็นคนมัวเมา ประมาท


? การบำเพ็ญความดีให้เพียบพร้อม : กุสลสฺสูปสมฺปท?

พุทธศาสนิกชนหลายคนเข้าใจว่?“การงดทำชั่ว?คือการไปถือศีลภาวน?หรือการไม่ให้ตนเองไปเกี่ยวพันกับผู้อื่?หรือพัวพันกับบาป อีกทั้งแผ่เมตตาและความปรารถนาดีไปยังเพื่อนมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลายก็เป็นการเพียงพอแล้?แต่ในความเป็นจริงแล้?ถ้าหากพุทธศาสนิกชนเข้าใจเช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการมองคำสอนของพระพุทธเจ้าแต่เพียงด้านเดีย?นั่นหมายถึงว่าพุทธศาสนิกชนได้ปฏิเส?หรืองดการกระทำชั่วแต่เพียงด้านเดีย?

“ศีล?เป็นการละเว้นและเป็นการกำจัดความชั่วในเบื้องต้?ซึ่งผู้ที่รักษาศีลหรืองดเว้นไม่กระทำความชั่ว จิตใจจะปลอดโปร่ง ไม่มีเรื่องต้องครุ่นคิ?ทำให้จิตใจเกิดสมาธ?และเมื่อจิตใจเกิดสมาธิ ก็จะเข้าใจในการใช้ปัญญ?และสามารถคิดหาเหตุผลเพื่อสร้างสรรค์ความดีอันก่อให้เกิดประโยชน์สุขแห่งชีวิตของต?และสังคมส่วนรว?ดังนั้?การทำความดีจึงต้องประกอบด้วยการกระทำในเชิงบว?มิใช่เพียงแต่การถือศีลกินเ?หรือการงดเว้นจากการทำความชั่วเท่านั้?เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน จึงแบ่งหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำความดีออกเป็นประเด็นต่าง ?ดังนี้

(?) มงคล ๓๘ ประการ

มงคล ๓๘ ประการ คื?สิ่งที่ทำให้มีโชคด?หรือธรรมอันนำมาซึ่งความสุขความเจริ?เรียกเต็มว่า อุดมมงคล คื?มงคลอันสูงสุ?

มงคล ๓๘ ประการ เป็นหลักธรรมเพื่อความก้าวหน้าและความสุขอันแท้จริงของสังคมโลก พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนหัวข้อธรรมให้พุทธบริษัทปฏิบัต?๓๘ ข้?โดยเรียงลำดับจากง่ายไปหายา?ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติเพื่อความเจริญก้าวหน้าแห่งชีวิต เปรียบเสมือนบันไดชีวิต ๓๘ ขั้น หากผู้ใดปฏิบัติตามได้มากข้อก็จะได้พบกับความก้าวหน้าในชีวิตมากขึ้นไปตามส่วน อีกทั้งหัวข้อธรร?๓๘ ประการนี?เป็นหลักปฏิบัติตามพุทธโอวาทที่พุทธศาสนานิกชนควรยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิ?เพราะจะก่อให้เกิดความสุข และเป็นอุดมมงคลแห่งชีวิต ตลอดจนก่อให้เกิดความเจริญทั้งในหน้าที่การงานและชีวิตของต?ใจความตอนหนึ่งในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึงมงค?๓๘ ประการ ดังนี้

“ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่?พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ?พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถ?ครั้งนั้นแ?ครั้นปฐมยามล่วงไ?เทวดาตนหนึ่งมีรัศมีงามยิ่งนั?ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ?ที่ควรส่วนข้างหนึ่?ครั้นแล้?ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่?/p>

เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ผู้หวังความสวัสด?ได้พากันคิดมงคลทั้งหลา?ขอพระองค์จงตรัสอุดมมงค?พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาตอบว่?การไม่คบคนพา??การคบบัณฑิ??การบูชาบุคคลที่ควรบูชา ?นี้เป็นอุดมมงค?การอยู่ในประเทศอันสมคว??ความเป็นผู้มีบุญอันกระทำแล้วในกาลก่อ??การตั้งตนไว้ชอ??นี้เป็นอุดมมงค?พาหุสัจจ??ศิลป ?วินัยที่ศึกษาดีแล้??วาจาสุภาสิ??นี้เป็นอุดมมงค?การบำรุงมารดาบิด??การสงเคราะห์บุตรภรรย??การงานอันไม่อากู??นี้เป็นอุดมมงค?ทา??การประพฤติธรรม ?การสงเคราะห์ญาติ ?กรรมอันไม่มีโท??นี้เป็นอุดมมงค?การงดการเว้นจากบาป ?ความสำรวมจากการดื่มน้ำเม??ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลา??นี้เป็นอุดมมงค?ความเคาร??ความประพฤติถ่อมต??ความสันโดษ ?ความกตัญญู ?การฟังธรรมโดยกาล ?นี้เป็นอุดมมงค?ความอดทน ?ความเป็นผู้ว่าง่าย ?การได้เห็นสมณะทั้งหลาย ?การสนทนาธรรมโดยกาล ?นี้เป็นอุดมมงค?ความเพีย??พรหมจรรย??การเห็นอริยสัจ ?การกระทำนิพพานให้แจ้??นี้เป็นอุดมมงค?จิตของผู้ใดอันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไห??ไม่เศร้าโศ??ปราศจากธุล??เป็นจิตเกษ??นี้เป็นอุดมมงค?เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทำมงคลเช่นนี้แล้?เป็นผู้ไม่ปราชัยในข้าศึกทุกหมู่เหล่า ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถา?นี้เป็นอุดมมงคลของเทวด?และมนุษย์เหล่านั้น ?จบมงคลสูตร?(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกบาฐ?๒๕ / ?/ ? พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบา?๒๕ / ๓๑?/ ๒๘?- ?)

การกระทำความดีตามมงค?๓๘ ประการนี?เป็นหลักจริยธรรมที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัต?เพราะมงคลเหล่านี้จะนำมาซึ่งความสุขความเจริญอย่างบริบูรณ์ อันเป็นลักษณะของพระธรรมในพระพุทธศาสนาที่มุ่งสร้างจริยธรรมให้เกิดขึ้นในใจศาสนิกชน เพื่อให้เห็นถึงสิ่งที่ตนกระทำเพื่อชีวิตที่ประเสริฐของตนและ ทำให้จิตใจปลอดโปร่งจากสิ่งเศร้าหมองทั้งปวง

(?) สัปปุริสธรรม ?

เนื่องจากพระพุทธศาสนามีลักษณะของธรรมเพื่อเสริมสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ?ดังนั้?จึงเรียกบุคคลผู้มีศีลธรรมที่สมบูรณ์ว่า “สัตบุรุษ” หรือคนที่ประกอบด้ว?“สัปปุริสธรร?๗”

“สัปปุริสธรร?๗” คื?ธรรมของสัตบุรุ?หรือธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ หรือคุณสมบัติของคนดี หรือธรรมของผู้ดี (พระเทพเวที, ๒๕๓๕: ๒๔?- ?) อันประกอบด้วยหลักธรรมดังนี?

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ?ประการ เป็นผู?ควรของคำนั?ฯล?เป็นนาบุญของโล?ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ธรรม ?ประการเป็นไฉ?ดูกรภิกษุทั้งหลา?ภิกษุในธรรมวินัยนี?เป็นธัมมัญญู รู้จักธรรม ?อัตถัญญู รู้จักอรรถ ?อัตตัญญู รู้จักตน ?มตตัญญ?รู้จักประมาณ ?กาลัญญ?รู้จักกา??ปริสัญญู รู้จักบริษัท ?ปุคคลปโรปรัญญู รู้จักเลือกคบค??ดูกรภิกษุทั้งหลา?ก็ภิกษุเป็นธัมมัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี?ย่อมรู้ธรร?คื?สุตต?เคยย?ไวยากรณะ คาถา อุทา?อิติวุตตกะ ชาตก?อัพภูตธรรม เวทัลล?หากภิกษุไม่พึงรู้จักธรรม คื?สุตต?... เวทัลล?เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นธัมมัญญ?แต่เพราะภิกษุรู้ธรรม คื?สุตต?.. เวทัลล?ฉะนั้นเราจึงเรียกว่าเป็นธัมมัญญู ด้วยประการฉะนี?ฯ” (พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกา?สัตตกนิบาต ๒๓/๖๕/๙๑.)

เมื่อพิจารณา “ธรรมของสัตบุรุษ?แล้วจะพบว่ามีลักษณะเป็นธรรมของผู้รอบรู?กล่าวคือ เป็นธรรมของผู้ที่มีความรู้ในหลาย ?ด้าน ไม่ว่าจะเป็นความรอบรู้ในการกระพฤติปฏิบัติของผู้รอบรู้นั้?ที่เมื่อรู้แล้วย่อมนำพาชีวิตให้เป็นไปในทางที่ดีงาม เพราะรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรกระท?ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้มนุษย์ได้สั่งสมความดีงามไว้เป็นเกราะกำบังกา?และเกราะกำบังเหล่านี้จะคอยปกป้องรักษาตนไว้ให้พ้นจากภัยพิบัติทั้งปว?เพื่อนำคนเหล่านั้นไปสู่ความสมบูรณ์ในชีวิตได้


? การทำจิตของตนให้ผ่องใส : สจิตฺต ปริโยทปน?

พุทธธรรมสอนว่า “ความดี” เป็นสิ่งที่รักษาและส่งเสริมคุณค่าของชีวิ?ทำให้เกิดความเจริญงอกงามแก่ชีวิตและจิตใจ ทั้งนี้ล้วนแต่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น หรือความเป็นอิสระทางใจและทางปัญญ?ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วพบว่?“จิตใจ?นับเป็นตัวนำการกระทำของพุทธศาสนิกช?ดังนั้?การบำเพ็ญความดีให้เพียบพร้อม

ดังจะเห็นได้ว่?การกระทำที่สะอาดบริสุทธิ?และการไม่ทำความชั่วทั้งปวง ย่อมนำไปสู่กรรมด?อนึ่?การทำจิตของตนให้ผ่องใส ล้วนเป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติทั้งสิ้?ซึ่งในเรื่องนี้พุทธธรรมได้สอนให้ชาวพุทธได้พึงชำระกาย วาจา และใ?ซึ่งตรงกับหลักคำสอนที่ว่?“กุศลกรรมบ?๑๐?คื?ทางแห่งกุศลกรร?หรือทางทำด?หรือกรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่สุคติ (พระเทพเวที, ๒๕๓๕: ๒๗??)

กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ได้แก่

? กายกรร??คื?เครื่องชำระทางกายเพื่อให้กายสุจริต ได้แก่
          ? ปาณาติปาตา เวรมณี [เจตนาเครื่องเว้น จากการยังสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป]
          ? อทินนาทานา เวรมณี [เจตนาเครื่องเว้น จากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้]
          ? กาเมสุมิจฉาจาร?เวรมณี [เจตนาเครื่องเว้น จากการประพฤติผิด ในกาม]
? วจีกรร??คื?เครื่องชำระตัวทางวาจ?เพื่อให้วาจาสุจริต ได้แก่
          ? มุสาวาทา เวรมณี [เจตนาเครื่องเว้น จากการพูดเท็จ]
          ? ปิสุณา?วาจา?เวรมณี [เจตนาเครื่องเว้น จากการพูดส่อเสียด]
          ? ผรุสาย วาจา?เวรมณี [เจตนาเครื่องเว้น จากการพูดคำหยาบ]
          ? สัมผัปปลาป?เวรมณี [เจตนาเครื่องเว้น จากการพูดเพ้อเจ้อ]
? มโนกรร??คื?เครื่องชำระทางใจเพื่อให้มโนสุจริ?ได้แก่
          ? อนภิชฌ?[ความไม่โลภอยากได้ของเขา]
          ? อัพยาบาท [ความไม่ปองร้ายเขา]
          ๑๐. สัมมาทิฏฐิ [ความเห็นชอบ] (พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรร?๑๑/๓๖?๒๔?)

การประพฤติชอบด้วยกาย วาจา และใจเหล่านี?สามารถเรียกว่า “สุจริ?๓” คื?ความประพฤติด?ประพฤติชอบ เป็นที่น่าสังเกตว่?การที่พระพุทธศาสนาสอนเรื่องความดีนั้?มิได้สอนให้ทำดีเพียงอย่างเดียว หากแต่ได้บอกวิธีทำความดีกำกับไว้ด้วย เพื่อให้พุทธศาสนิกชนที่รักจะทำความดี ได้ปฏิบัติให้ถูกทา?ซึ่งนับว่าเป็นการสอนที่สมบูรณ์อย่างยิ่?ซึ่งการปฏิบัติตามกุศลบ?๑๐ นี?จะนำพาพุทธศาสนิกชนไปพบหนทางแห่งความสุข

***

อริยสั??/p>

หลักธรรมในพระพุทธศาสนานั้นมีมากถึง ๘๔,๐๐?พระธรรมขันธ์ ซึ่งหลักธรรมที่ครอบคลุมคำสอนทั้งหมดในพระพุทธศาสน?นั่นคื?“อริยสัจ ๔” หรือ “ธัมมจักกัปปวัตตสูตร?อันเป็นหลักธรรมที่นำหลักความจริงของชีวิตมนุษย์ขึ้นมาพิจารณ?โดยหยิบยกประเด็นปัญหาให้เห็นและหาหนทางแก้ไขปัญหา เพื่อพุทธศาสนิกชนทุกคนจะได้จัดการกับชีวิตตนได้อย่างถูกต้องตามวิธีการแห่งปัญญ?ตามหลักฐานในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึ?“อริยสัจ ๔” ความว่?

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่ง ?อย่างนี้ เป็นของจริงแท้ ไม่แปรผั?ไม่เป็นอย่างอื่น สิ่ง ?อย่างเป็นไฉน ? สิ่งนี้ว่านี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข?นี้ความดับทุกข?นี้ทางให้ถึงความดับทุกข์ เป็นของจริงแท้ ไม่แปรผั?ไม่เป็?อย่างอื่?สิ่ง ?อย่างนี้ เป็นของจริงแท้ ไม่แปรผั?ไม่เป็นอย่างอื่น ดูกรภิกษุทั้งหลา?เพราะฉะนั้นแหล?เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียร เพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทั?นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.?(พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ๑๙/๑๖๙๗/๒๔?

“อริยสัจ ๔” คื?ความจริงอันประเสริ?หรือความจริงของพระอริย?หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริย?(พระเทพเวที, ๒๕๓๕: ๑๘?) ซึ่งความจริงเหล่านี้เป็นผลจากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้?ที่ทรงนำมาเปิดเผยแก่โล?ซึ่งเป็นธรรมที่เปิดทางให้พุทธศาสนิกชนได้พบสัจจ?หรือความจริงที่เป็นประโยชน์สุขแก่การดำเนินชีวิตในปัจจุบั?

พุทธพจน์จากปฐมเทศน?หรือธรรมจักรกัปปวัตนสูตร พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมแห่งอริยสัจ ?ความว่?

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจนี้แล คื?ความเกิดก็เป็นทุกข?ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บก็เป็นทุกข?ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข?ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็เป็นทุกข?ปรารถนาสิ่งใดไม่ได?แม้ข้อนั้นก็เป็นทุกข?โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ?เป็นทุกข?ก็ทุกขสมุทยอริยสัจนี้แ?คื?ตัณหาอันทำให้มีภพใหม?ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใ?ความเพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณห?วิภวตัณห?ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้แ?คื?ความดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือแห่งตัณห?นั้นแหละความสล?ความวา?ความปล่อ?ความไม่อาลัย ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้แ?คื?อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ?ประการ ซึ่งได้แก่สัมมาทิฏฐิ ฯล?สัมมาสมาธิ.?(พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ๑๙/๑๖๖๕/๔๒?)

อริยสั??ประการนั้น คื?

(?) ทุกข?แปลว่า ความทุกข?หรือสภาพที่ทนได้ยา?ได้แก่ ปัญหาต่า??ของมนุษย?กล่าวให้ลึกลงไปอีกหมายถึ?สภาวะของสิ่งทั้งหลายที่ตกอยู่ในกฎธรรมดาแห่งความไม่เที่ยง เป็นทุกข?เป็นอนัตตา ซึ่งประกอบด้วยภาวะบีบคั้?กดดั?ขัดแย้?มีความบกพร่อ?ไม่สมบูรณ์ในตัวเอง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่อาจให้ความพึงพอใจเต็มอิ่มแท้จริ?ไม่อาจให้ความพึงพอใจเต็มอิ่มแท้จริ?พร้อมที่จะก่อปัญหา สร้างความทุกข์ขึ้นมาได้เสม?ทั้งที่เกิดเป็นปัญหาขึ้นแล้ว และอาจเกิดเป็นปัญหาขึ้นม?เมื่อใดเมื่อหนึ่?ในรูปใดรูปหนึ่งแก่ผู้ที่ยึดติดถือมั่นไว้ด้วยอุปาทา?

(?) ทุกขสมุทัย เรียกสั้??ว่?สมุทัย แปลว่า เหตุเกิดแห่งทุกข?หรือสาเหตุให้ทุกข์เกิดขึ้น ได้แก่ ความอยากที่ยึดถือเอาตนเป็นที่ตั้?โดยอาการที่มีเราซึ่งจะเสพเสว?ที่จะได้ จะเป็น จะไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทำให้ชีวิตถูกบีบคั้นด้วยความเร่าร้อน ร่านรน กระวนกระวา?ความหวงแหน เกลียดชั?หวั่นกลั?หวาดระแว?ความเบื่อหน่าย หรือความคับข้องติดขัดในรูปใดรูปหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ไม่อาจปลอดโปร่งโล่งเบา เป็นอิสร?สดชื่น เบิกบานได้อย่างบริสุทธิ์สิ้นเชิง ไม่รู้จักความสุขชนิดที่เรียกว่าไร้ไฝฝ้?และไม่อืดเฟ้?

(?) ทุกขนิโร?เรียกสั้??ว่?นิโร?แปลว่า ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่เข้าถึง เมื่อกำจัดอวิชชา สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกตัณหาย้อมใจหรือฉุดลากไ?ไม่ถูกบีบคั้นด้วยความรู้สึกกระวนกระวาย ความเบื่อหน่าย หรือความคับข้องติดขัดอย่างใด ?หลุดพ้นเป็นอิสระ ประสบความสุขที่บริสุทธิ์ สง?ปลอดโปร่งโล่งเบา ผ่องใส เบิกบา?เรียกสั้??ว่?นิพพาน

(?) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปท?เรียกสั้??ว่?มรรค (มรรค มีชื่อเต็มว่?อริยอัฏฐังคิกมรร?แปลว่า ทางมีองค??ประการอันประเสริ? ทางมีองค??ของพระอริย? ทางมีองค??ที่ทำให้คนเป็นพระอริยะ, ทางมีองค??ที่พระอริยะคือพระพุทธเจ้าทรงค้นพ?หรือมรรคาอันประเสริฐมีองค์ประกอบ ?อย่า?สามารถเรียกอย่างสั้นได้ว่า “มรรคมีองค?๘”) แปลว่า ปฏิปทา (ข้อปฏิบัติ วิธีปฏิบัต?หนทา?วิธีกา? ที่นำไปสู่ความดับทุกข์ หรือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยอัฏฐังคิกมรร?หรือทางประเสริฐมีครบองค์ ?คื?สัมมาทิฏฐิ ฯล?สัมมาสมาธิ ที่เรียกว่?มัชฌิมาปฏิปท?เพราะเป็นทางสายกลา?ซึ่งดำเนินไปพอดีที่จะให้ถึงนิโรธ โดยไม่ติดข้องหรือเอียงไปหาที่สุดสองอย่าง คื?กามสุขัลลิกานุโย?(ความหมกมุ่นในกามสุ? และอัตตกิลมถานุโยค (การประกอบความลำบากแก่ต?คื?บีบคั้นทรมานตนเองให้เดือนร้อ? (พระธรรมปิฎ? ๒๕๔๑: ๘๙??

“มัชฌิมาปฏิปทา?หรือ “มรรค” คื?ทางสายกลางที่นับเป็นประมวลหลักความประพฤติปฏิบัติ หรือระบบจริยธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสน?ซึ่งเป็นคำสอนภาคปฏิบัต?ที่จะช่วยให้พุทธศาสนิกชนดำเนินสู่จุดหมายตามแนวทางของกระบวนการแห่งธรร?นับเป็นวิธีการใช้กฎเกณฑ์แห่งกระบวนการของธรรมชาติให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตอย่างสูงสุด

พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงวิธีดำเนินชีวิตให้บรรลุถึงความดับทุกข์และทรงเรียกปฏิปทานั้นว่?"มัชฌิมาปฏิปท? แปลว่า ทางปฏิบัติมีในท่ามกลาง หรือ ทางสายกลาง หมายถึงทางปฏิบัต?วิธีกา?หรือทางดำเนินชีวิตที่เป็นกลา??ตามธรรมชาต?หรือสอดคล้องกับธรรมชาต?พอเหมาะพอดีที่จะให้เกิดผลตามกระบวนการดับทุกข์ของธรรมชาติ ดังนั้?"มัชฌิมาปฏิปท? ก็คืออริยสัจข้อสุดท้ายหรือ “มรรค” ซึ่งมัชฌิมาปฏิปทานี้เป็นทางสายกลาง ที่อยู่ระหว่างความสุดโต่งของทางสายที่หย่อนเกินไป (กามสุขัลลิกานุโย? และทางสายที่ตึงเกินไ?(อัตตกิลมถานุโย?

“ทางสายกลาง” หมายความว่?จุดหมายหรือหลักที่แน่ชัด อันนำไปสู่จุดหมายนั้นเพื่อให้บังเกิดผลตามเป้าหมา?ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเรียกหนทางนั้นว่?“ทางสายกลาง” อนึ่?ด้วยเหตุที?“ทางสายกลาง” นั้นเป็นทางที่มีจุดหมายที่แน่ชัด หรือความเป็นทางสายกลางขึ้นอยู่กับความมีเป้าหมายที่แน่ชัดของแต่ละปัจเจกบุคค?ดังนั้?ผู้ปฏิบัติจึงต้องรู้จุดหมายปลายทางของตนเสียก่อนจึงจะเดินทางได้

ด้วยเหตุนี?ทางสายกลางจึงเป็นทางแห่งปัญญ?ที่เริ่มต้นด้วยความเข้าใจในปัญหาของตนและรู้จุดหมายที่จะเดินทางไป โดยนัยนี้ทางสายกลางจึงเป็นทางแห่งความรู้และความมีเหตุผ?เป็นทางแห่งการรู?เข้าใจ ยอมรับ และกล้าเผชิญหน้ากับความจริ?เมื่อมนุษย์มีความรู้ความเข้าใจและกล้าเผชิญหน้ากับความจริงของโลกและชีวิ?หรือสามารถดำเนินวิถีชีวิตให้ถูกต้องดีงามได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องหวังพึ่งพิงอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ดลบรรดา?จากสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องหรือมองไม่เห็น และเมื่อมนุษย์มีความมั่นใจในตนเอ?โดยอาศัยทางแห่งปัญญาเช่นนี้แล้?มนุษย์ก็จะไม่หวาดกลัวกับสิ่งที่อยู่นอกเหนือวิสัยของมนุษย?ซึ่งท่าทีแห่งความมั่นใจเช่นนี้นับเป็นลักษณะประการหนึ่งของทางสายกลา?

***

มรรคมีองค์ ?/p>

หากพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่า?“หัวใจพระพุทธศาสนา?กั?“อริยสัจ ๔” แล้วสามารถกล่าวได้ว่?“พระโอวาทปาฏิโมกข์?หรือ “พุทธโอวาท ๓” อันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ได้สรุปคำสอนทางพระพุทธศาสนาเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจของพุทธศาสนิกช?นั่นคื?การไม่ทำความชั่วทั้งปว?การบำเพ็ญความดีให้เพียบพร้อม และการทำจิตของตนให้ผ่องใ?ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นหัวใจพระพุทธศาสน?ที่ล้วนแต่เป็นทางไปสู่จุดหมายของพระพุทธศาสนา นั่นคือความไม่มีทุกข์และเมื่อพิจารณาต่อไปว่า “พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไ??คำตอบคือ “อริยสัจ ๔” อันเป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนต้องไตร่ตรองดัวยปัญญ?จึงจะค้นพบว่าจุดบรรจบกันระหว่า?“พุทธโอวาท ๓” กั?“อริยสัจ ๔” คื?ความไม่มีทุกข์ ซึ่งความไม่ทุกข์ก็คือความสุขนั่นเอ?ดังนั้?หลักปฏิบัติในการดับทุกข์ตามแนวทางของ “มรร?๘” จึงได้รวมเข้าเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อให้พุทธศาสนิกชนเข้าใจได้ง่ายขึ้?แต่มีบางคนเข้าใจว่?คำสอนเรื่อ?“อริยสัจ ๔” เป็นการมองโลกในแง่ร้าย เพราะแสดงให้เห็นแต่ทุกข์ คื?“ทุกข์ สมุทัย นิโร?มรรค?ล้วนชี้ให้เห็นว่าเป็นทุกข์ทั้งสิ้น แต่พึงสังเกตว่?ในท้ายที่สุดอริยสั??ได้ชี้แง่ดีไว้ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติบรรลุความสุขอย่างแท้จริง นั่นคื?มรรคมีองค์ ?

พุทธพจน์ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ของพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงความหมาย เนื้อห?และจุดหมายของมัชฌิมาปฏิปทา ความว่?

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นไฉ?นี้คือมรรคมีองค์ ?อันประเสริ?คื?สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปป?สัมมาวาจ?สัมมากัมมันต?สัมมาอาชีว?สัมมาวายาม?สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ก็สัมมาทิฏฐิเป็นไฉ?ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทั?ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุก?นิโรธคามินีปฏิปท?อันนี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ?สัมมาสังกัปป?เป็นไฉ?ความดำริในการออกจากกาม ความดำริใน ความไม่พยาบา?ความดำริในอันไม่เบียดเบียน อันนี้เรียกว่า สัมมาสังกัปป??สัมมาวาจ?เป็นไฉ?การงดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการพูดส่อเสีย?งดเว้นจากการพูดคำหยา?งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้?อันนี้เรียกว่า สัมมาวาจ??สัมมากัมมันต?เป็นไฉ?การงดเว้นจากการฆ่าสัตว?งดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให?งดเว้นจากการประพฤติผิดในกา?อันนี้เรียกว่า สัมมากัมมันต??สัมมาอาชีว?เป็นไฉ?อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ อันนี้เรียกว่า สัมมาอาชีว??สัมมาวายาม?เป็นไฉ?ภิกษุในธรรมวินัยนี?เกิดฉันทะพยายามปรารภความเพีย?ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อมิให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้?เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น เพื่อความตั้งอยู่ไม่เลือนหาย เจริญยิ่?ไพบูลย?มีขึ้น เต็มเปี่ยมแห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว อันนี้เรียกว่า สัมมาวายาม??สัมมาสติ เป็นไฉ?ภิกษุในธรรมวินัยนี?พิจารณาเห็นกายในกายอยู?มีความเพีย?มีสัมปชัญญ?มีสต?กำจัดอภิชฌ?และโทมนัสในโลกเสียได?พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู?ฯล?พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู?ฯล?พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู?มีความเพีย?มีสัมปชัญญ?มีสต?กำจัดอภิชฌ?และโทมนัสในโลกเสียได?อันนี้เรียกว่า สัมมาสติ ?สัมมาสมาธิ เป็นไฉ?ภิกษุในธรรมวินัยนี?สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌา?มีวิตก มีวิจา?มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตกวิจารสงบไ?ไม่มีวิต?ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู?เธอมีอุเบกขา มีสต?มีสัมปชัญญ?เสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติสิ้นไ?บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยทั้งหลาย สรรเสริญว่?ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข เธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข?และดับโสมนัส โทมนัสก่อน?ได?มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ อันนี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ ฯ”
(พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรร?๑๐/๒๙?๒๓??)

หลักมัชฌิมาปฏิปทานี้ สามารถนำมาใช้ได้กับกิจกรรมทุกประเภทของมนุษย์ในชีวิตประจำวั?โดยมีความมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหา กำจัดทุกข์เพื่อช่วยให้มนุษย์บรรลุความดีงาม ซึ่งการปฏิบัติดีและปฏิบัติชอบนั้?มนุษย์ต้องเข้าใจในจุดหมายของตนเอ?ซึ่งนับเป็นการกระทำด้วยปัญญา หรือมีสัมมาทิฏฐิ จึงนับว่าเป็นการดำเนินตามแนวทางของมัชฌิมาปฏิปท?แต่ในบางครั้งการปฏิบัติของมนุษย์นั้นผิดพลาดคลาดเคลื่อน เพราะดำเนินไปด้วยความไม่รู้หรือเข้าใจในจุดมุ่งหมายในการแสวงหาความอุดมแห่งชีวิต ซึ่งการปฏิบัติที่ผิดพลาดเหล่านี้มักถูกนำมาใช้อ้างเพื่อใช้ในการบำรุงปรนเปรอความอยากของต?หรือแสวงหาผลประโยชน์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้?มนุษย์จึงควรปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับกระบวนการของธรรมชาติเพื่อความสมบูรณ์แห่งชีวิต.

***

บรรณานุกรม

กรมการศาสน? (๒๕๒๕). พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที??๔๕. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา.

เทพเวท? พร?(ประยุทธ์ ปยุตฺโ?. (๒๕๓๕). พจนานุกรมพุทธศาสตร?/strong>. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.ธรรมปิฎก.

ธรรมปิฎก, พร?(??ปยุตฺโ?. (๒๕๔๑). พุทธธรรม. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.

________. (๒๕๔๓). พจนานุกรมพุทธศาสตร?ฉบับประมวลธรรม. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.

มหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์. (๒๕๓๗). พระสูต?และอรรถกถา, แป?/strong>. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ. (มหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ พิมพ์เนื่องในโอกาสคร?๒๐?ปี แห่งพระราชวงศ์จักร?กรุงรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช ๒๕๒๕).

เมธีธรรมาภรณ? พร?(ประยูร ธมฺมจิตฺโต). (๒๕๓๕). พุทธศาสนากับปรัชญา. พิมพ์ครั้งที?? กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.

ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๓๙). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถา?/strong>. (พิมพ์ครั้งที??. กรุงเทพฯ: บริษัท อักษรเจริญทัศน?จำกั?

ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๔๐). พจนานุกรมศัพท์ปรัชญา อังกฤษ - ไท?ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์ครั้งที?? กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน.

เลขาธิการนายกรัฐมนตร? สำนั? สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์แห่งชาต? (๒๕๓๙). คำถา?คำตอบเกี่ยวกับพุทธศาสน?เล่ม ??/strong>. กรุงเทพฯ.

สมพงษ์ จิวะนนท์. พุทธศาสนิก. (๒๕๓๗). พิมพ์ครั้งที?? กรุงเทพฯ : สารมวลชน.

สุชี?ปุญญานุภาพ. (๒๕๓๙). พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาช?/strong>. (พิมพ์ครั้งที?๑๖). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์.

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Monday 2 October, 2006 3:14 PM