ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพุทธจริยธรร?/span>
 

พระมหาสาคร ศรีด?(???
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจริยศาสตร์ศึกษ?
© ลิขสิทธิ์ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล


***

คำว่?"จริยธรรม" นั้นมีผู้ให้ความหมายไว้หลายท่า?ซึ่งสรุปได้ดังนี?คื?จริยธรรม หมายถึ?แนวทางในการประพฤติตนที่ดีงามเหมาะส?เพื่อให้สมาชิกในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เป็นความหมายที่สอดคล้องกับพระพุทธศาสนา ดังคำว่า "ธมฺมสฺ?จริย?ธมมา วา อนเปตา จริย?ธมฺมจริย?quot; แปลว่า "ความประพฤติที่เหมาะส?หรือความประพฤติที่ไม่ปราศจากธรรม เรียกว่า ธรรมจริย?quot; (มังคลัตถทีปน?ภา??ฉบับบาลี, ๒๕๓๖: ๔๗) เมื่อกล่าวในแง่ของพุทธศาสน?เรียกว่า พุทธจริยธรรม ตามทรรศนะของพุทธศาสน?พุทธจริยธรรมนั้นนอกจากจะเป็นหลักของการดำเนินชีวิตแล้?ยังเป็นวิธีการแก้ปัญหาด้วย ซึ่งมีที่มาดังนี?คื?/p>

ในสมัยพุทธกาลนั้?ยังไม่มีการสังคายนาหลักคำสอนของพระองค์ สิ่งที่พระองค์ทรงใช้ประกาศศาสนาในสมัยนั้?ทรงใช้อยู่ ?คำ คื?"พรหมจรรย?quot; (พรฺหมจริ? "ธรรมวินั?quot; (ธมฺมวิจย) และคำว่า "นวังคสัตถุสาสน?quot;

? พรหมจรรย?

คำว่?"พรหมจรรย?quot; นี?เป็นคำที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เป็นอุดมการณ์ในการประกาศในครั้งที่ส่งสาวกไปประกาศศาสนาครั้งแรกจำนว?๖๑ รู?จุดประสงค์เพื่อความประโยชน์สุขของคนทั่วไ?ดังตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าใช้ คำว่?พรหมจรรย?คื?/p>

จร?ภิกฺขเ?จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขายโลกานุกมฺปาย
อตฺถาย หิตา?สุขา?เทวมนุสฺสานํ มา เอเก?เทฺว อคมิตฺ?
เทเส?ภิกฺขเ?ธมฺม?อาทิกลฺยาณ?มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณ?br> สาตฺถํ สพฺยญฺชน?เกวลปริปุณฺณ?ปริสุทฺธ?พฺรหมจริยํ ปกาเสถ ?

มีความหมายว่?/p>

ภิกษุทั้งหลา?เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล
เพื่อความสุขแก่คนเป็นจำนวนมา?เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน?br> เพื่อความสุข เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลา?ภิกษุทั้งหลา?br> เธอทั้งหลายจงแสดงธรรมที่งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลา?
และงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย?พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้?br> พยัญชน?อันบริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ?(ที.?๑๐/๕๒/๔๓)

และนอกจากนี้ยังมีหลักพุทธพจน์ที่แสดงถึงหลักจริยธรรมอีกว่?

อยเม?โข ภิกข?อริโ?อฏฺฐงฺคิโก มคฺโ?พฺรหฺมจริย??/p>

มีความหมายว่?/p>

ดูก่อนภิกษ?มรรคอันประกอบด้วยองค??ประการ อันประเสริ?นี้แหล?คื?พรหมจรรย??(สํ.?๑๙/๓๐/?

ด้วยเหตุนี?พรหมจรรย?จึงได้ชื่อว่?เป็นพุทธจริยธรรม เมื่อพิจารณาในแง่นี้จะเห็นได้ว่า พุทธจริยธรรมนั้นกว้างขวางมาก ในการดำเนินตามแนวทางนี?นอกจากบุคคลจะสามารดำเนินชีวิตจนบรรลุความดีอันสูงสุดแล้?สังคมก็ดำเนินไปด้วยความสงบสุขอันเนื่องมาจากการปฏิบัติของบุคคลในสังคมนั้น

? ธรรมวินั?/strong>

คำว่?"ธรรมวินั?quot; นี?ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพา?ได้ทรงใช้คำว่า "ธรรมวินั?quot; คื?/p>

โย โว อานนฺท มย?ธมฺโ??วินโ??เทสิโต ปญฺญตฺโต
โส โว มมจฺเย?สตฺถ??

มีความหมายว่?

ธรรมและวินัยอันใ?ที่เราตถาคตแสดงไว้แล้ว บัญญัติไว้แล้ว
เมื่อเราล่วงไปแล้ว ธรรมและวินัยนั้นจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลา??(สุตฺ?? ๑๐/๑๔?๑๓?

? นวังคสัตถุสาสน?หรือ สัตถุสาสน์ ?ประการ คื?/strong>? สุตต?คำสอนประเภทร้อยแก้วล้ว?

? เคยย?คำสอนที่เป็นร้อยแก้วผสมกับร้อยกรอง อันได้แก?พระสูตรที่มีคาถาทั้งหม?โดยเฉพาะสคาถวรรคสังยุตตนิกาย

? เวยยากรณ?คำสอนประเภทที่เป็นอรรถกถาธิบายโดยละเอียด เป็นร้อยแก้วล้วน?เช่น อภิธรรมปิฎ?พระสูตรที่ไม่มีคาถ?และพระพุทธพจน์อื่น?ที่ไม่นับเข้าในองค??ข้อที่เหลื?/p>

? คาถา คำสอนประเภทร้อยกรองล้ว?เช่น ธรรมบท เถรคาถ?เถรีคาถา และคาถาล้วนในสุตตนิบาตที่ไม่มีชื่อกำกับว่า "สูตร"

? อุทา?คำสอนประเภทที่เปล่งขึ้นจากแรงบันดาลใจของพระพุทธเจ้?และพระสาวก ส่วนมากจะเป็นบทร้อยกรอ?/p>

? อิติวุตตกะ คำสอนประเภทคำอ้างอิงที่ยกข้อความที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มาอ้างเป็นตอน ?ได้แก่ พระสูตรสั้??

? ชาตก?คำสอนประเภทนิทานชาดกหรือเรื่องราวในชาติปางก่อนของพระพุทธเจ้าขณะที่เป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอยู?/p>

? อัพภูตธรรม คำสอนประเภทเรื่องอัศจรรย์เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลา?/p>

? เวทัลล?คำสอนประเภทคำถาม และคำตอบ (?มู.๑๒/๒๗?๑๘?

***

ลักษณะพุทธจริยธรรม

ลักษณะและขอบเขตและเนื้อหาของพระพุทธจริยธรรมนั้นแบ่งได้ออกเป็?๒ส่ว?คื?ส่วนที่เป็นอภิปรัชญาที่กล่าวถึงความจริงของจักรวา?ของโลกและสรรพสิ่งและมนุษย์ อาจกล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประเภทจิตนิยม (Idealism) ในแง่ที่ว่?มนุษย์มีองค์ประกอบที่สำคัญ ?ส่วนคื?กา?กับจิต และถือว่าจิตเป็นเรื่องสำคัญดังพุทธพจน์ที่แสดงไว้หลายแห่งเป็นต้นว่า

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้?มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่ใ?ถ้าบุคคลมีใจ อันโทษประทุษร้ายแล้ว กล่าวอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตา?ทุกข์ย่อมไปตามบุคคลนั้?เพรา?ทุจริต ?อย่างนั้?เหมือนล้อหมุนไปตามรอยเท้าโคผู้ลากเกวียนไปอยู?ฉะนั้น ?(ขุ.? ๒๕/๑๑/๑๑)

ส่วนที??คือเป็นจริยศาสตร์ที่สอนให้มนุษย์เข้าใจถึงความหมายของชีวิ?พระพุทธศาสนานั้นเป็นศาสนาแห่งเหตุผ?และเป็นศาสนาที่แสดงถึงหลักความจริงในชีวิ?ไม่ใช่ศาสนาที่สอนให้บุคคลหลงให?เชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได?พระพุทธศาสนาสอนให้เชื่อตามหลักเหตุผลที่ใคร่ครวญด้วยสติปัญญาแล้?จะเห็นได้จากหลักปฏิบัติในเรื่องความเชื่อที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในกาลามสูตร มี ๑๐ ประการ

? มา อนุสฺสเว?อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา
? มา ปรมฺปราย อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆกันม?br> ? มา อิติกิรา?อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ
? มา ปิฏกสมฺปทาเน?อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำร?หรือคัมภีร?br> ? มา ตกฺกเหตุ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะอาศัยตรรก?br> ? มา นยเหตุ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน
? มา อาการปริวิตกฺเกน อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการตรึกตรองตามเหตุผล
? มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากับทฤษฎีที่พินิจแล้?br> ? มา ภพฺพรูปตาย อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมาองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้
๑๐. มา สมโณ โน ครูต?อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า สมณะรูปนี้เป็นครูอาจารย์ของเรา (อง?ติ? ๒๐/๕๐?๑๗?

ในแง่ญาณวิทย?พระพุทธศาสนาแบ่งความรู้ออกเป็นหลายระดั?เช่น วิญญาณ ความรู้ทางประสาทสัมผัส สัญญ?ความจำ ปัญญ?ความรอบรู้ และได้แสดงบ่อเกิดของความรู้ไว้ ?ทางด้วยกัน (อภ?วิ.๓๕/๘๐?๓๙? คื?
? จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การคิด การพิจารณาหาเหตุผล
? สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการสดั?การเล่าเรียน
? ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดแต่การฝึกอบรมลงมือปฏิบัติ

พุทธจริยธรรมจึงเป็นหลักการหรือแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ด?ประเสริฐ อันเป็นวิธีการ หรือเครื่องมือในการสู่จุดมุ่งหมายอันเป็นประโยชน์สูงสุด เป็นอุดมคติของชีวิ?ครอบคลุมถึงเกณฑ์ตัดสินว่?การกระทำใดดีหรือไม่ด?ควรหรือไม่คว?ด้วยเหตุนี้พุทธจริยธรรมจึงมีลักษณะที่แตกต่างจากทรรศนะของปรัชญาในสำนักอื่??คื?พุทธจริยธรรมไม่ได้เกิดจากโต้แย้งทางความคิด (Argument) การนิยามความหมาย การคาดคะเน หรือการพิจารณาเทียบเคียง เหมือนปรัชญาสำนักอื่??แต่พุทธจริยธรรมมีธรรมชาติของความเป็นจริง เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติแล้วสามารถเห็นได้ด้วยตัวของตนเอ?(สนฺทิฏฺฐิโ? ไม่จำกัดเวลา (อกาลิโ? ซึ่งเป็นผลของการตรัสรู้ธรรมอันยอดเยี่ยมของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า "อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ" ซึ่งแยกได้เป็น ?ส่วนคื?ส่วนที่เป็นสัจธรรมและส่วนที่เป็นศีลธรร?พระธรรมปิฏ?(??ปยุตฺโ? (๒๕๔๒: ? ได้จัดแบ่งพุทธจริยธรรมตามนัยดังกล่าวไว้ดังนี?คื?br> ? มัชเฌนธรรม หรือมัชเฌนธรรมเทศน?ซึ่งกล่าวถึง ความจริงตามแนวเหตุผลบริสุทธิ?ตามกระบวนของธรรมชาติ
? มัชฌิมาปฏิปท?กล่าวคือหลักการครองชีวิตของผู้ฝึกอบรมต?ผู้รู้เท่าทันชีวิต ไม่หลง งมงา?มุ่งผลสำเร็จคือความสุข สะอา?สว่า?สง?เป็นอิสร?/p>

เมื่อกล่าวให้ง่ายต่อความเข้าใจในเชิงจริยศาสตร์ พุทธจริยธรรมแบ่งออกเป็??ส่วนคื?br> ? สัจธรร?เป็นส่วนแสดงสภาวะหรือรูปลักษณะตัวจริ?br> ? จริยธรรม เป็นส่วนแห่งข้อประพฤติปฏิบัติทั้งหมด

โดยนัยนี?สัจธรรมในพระพุทธศาสนาหมายถึงคำสอนเกี่ยวกับสภาวะความเป็นจริงของสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นไปโดยสภาวธรรมชาติหรือกฎธรรมชาติ (Natural Law) กล่าวคือเป็นไปตามกฎของไตรลักษณ??ประการ คื?(? อนิจจต?(Impermanence; Transiency) ความไม่เที่ย?เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายไป (? ทุกขตา (State of Suffering) ความเป็นทุกข?แล?(? อนัตตา (Non-Self) ความไม่มีตัวตน ข้อเท็จจริงเหล่านี?พระพุทธศาสนาเชื่อว่ามีอยู่แล้วอย่างนั้นและมีอยู่ตลอดไป ไม่ว่าจะมีคนรับรู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้หรือไม่ก็ตา?(สมภา?พรหมทา, ๒๕๔๑: ? ส่วนในส่วนจริยธรรม หมายถึงการถือเอาประโยชน์จากความรู้และความเข้าใจในสภาพและความเป็นไปของสิ่งทั้งหลา?หรือการรู้กฎธรรมชาติและนำมาใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ (พระศรีสุทธิโมล? ๒๕๑๔: ๑๘?อ้างถึงใ?พระมหาไพฑูรย?อุทัยคาม, ๒๕๔๒: ๓๓)

นอกจากนั้น เนื้อหาของพุทธจริยธรรมยังสามารถแบ่งได้อี??ระดับคือ (? ระดับโลกิยธรรม ได้แก่ธรรมอันเป็นวิสัยของปุถุชนผู้ครองเรือ?เป็นข้อปฏิบัติสำหรับปุถุชนให้ถูกต้องตามหลักศีลธรรม มุ่งสอนเพื่อให้เกิดการลดละกิเลสที่เป็นอกุศ?สาเหตุที่ก่อให้เกิดอกุศลต่าง?ให้กระทำความดี เว้นจากการกระทำความชั่?ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน และทำจิตใจให้ผ่องแผ้?หมดจดจากกองกิเลสที่ทำให้เศร้าหมอ?เพื่อให้เกิดความความสุขแก่ตนเองและสังค?(?โลกุตรธรรม ได้แก่ธรรมอันไม่ใช่วิสัยของชาวโล?แต่เป็นข้อปฏิบัติของพระอริยะ พุทธจริยธรรมในขั้นนี้เป็นขั้นสูงของพระอริยบุคคลผู้พัฒนาจิตใจ จนเกิดปัญญาสามารถละกิเลสหรือสังสารวัฏได้อย่างเด็ดขาด พ้นจากอำนาจกิเลสโดยสิ้นเชิ?อยู่เหนือบุญและบาป เป็นผู้ที่ได้บรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิ?การกระทำของพระอรหันต์ไม่เป็นทั้งบุญและบา?ไม่มีชาตินี้และชาติหน้?พระอรหันต์อยู่ในส่วนของวิวัฏ จึงไม่มีภพชาติสังสารวัฏต่อไป ดังพระพุทธพจน์ว่?br> พระอรหันต์ มีความสุขหนอ เพราะท่านไม่มีตัณห?กำหนดรู้เบญจขันธ์มีสัทธรรม ?ประการเป็นโคจร มีร่างกายนี้เป็นครั้งสุดท้าย หลุดพ้นจากภพใหม่ บรรลุพระอรหัตภูมิแล้?ชนะขาดแล้วในโล?ไม่มีความเพลิดเพลินอยู่ในส่วนเบื้องบ?ท่ามกลาง และที่สุ?เป็นผู้ยอดเยี่ยมในโล?
(สํ.?๑๗/๗๖/๔๑)

ในทางพระพุทธศาสน?ความสุขในระดับโลกิยะเป็นความสุขในระดับหนึ่?พระพุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธความจริงอันเป็นสมมติสัจจะและโลกแห่งวัตถุเหล่านี้ เพราะในความเป็นจริ?ความสุขในระดับโลกิยะเป็นแนวทางให้บุคคลมีความพยายามเพื่อบรรลุความสุขขั้นสูงสุ?อันเป็นบรมสุขกล่าวคือพระนิพพานซึ่งเป็นความสุขในระดับโลกุตตระ จะเห็นได้ว่าเป้าหมายของชีวิตในระดับโลกิยะและโลกุตตระจะสัมพันธ์กันโดยความเป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน ความสุขที่เกิดจากโลกแห่งวัตถ?เป็นเป้าหมายในระดับสัมมติสัจจะ อยู่ในระดับโลกิยวิสั?จึงหาความจริงแท้ไม่ได้ เพราะเป็นความสุขที่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามสภาวะแห่งสามัญญลักษณะ และการมีสุขเช่นนี้ ก็ไม่นับว่าเป็นเป้าหมายที่สูงสุดในพระพุทธศาสนา แต่ความสุขในระดับโลกิยะนั้นเป็นสิ่งสำคัญต่อการขัดเกลาจิตในระดับเบื้องต้น ถ้าหากบุคคลไม่ได้รับการฝึกฝนและได้รับความสุขระดับเบื้องต้น ความพยายามในที่จะให้ความสุขในระดับโลกุตตระอันเป็นจุดหมายปลายทางเกิดขึ้นก็จะมีไม่ได?เพราะฉะนั้?จึงกล่าวได้ว่า ความสุขในระดับโลกิยะและความสุขในระดับโลกุตตระจึงเป็นเหตุผลของกันและกันและสัมพันธ์กันดังกล่าวมา

พุทธปรัชญาได้สอนหลักจริยธรรมการดำเนินชีวิตไว้ทุกระดั?ตั้งแต่จริยธรรมสำหรับผู้อยู่ครองเรือนจนถึงบรรพชิตผู้ออกแสวงหาความสงบ และความหลุดพ้นจากกองกิเลสทั้งปวงพระพุทธศาสนาได้แสดงอรรถะ คือจุดมุ่งหมายของชีวิตที่ดีงาม ที่มนุษย์พึงประสงค์ไว้ ?ระดั?คื?/p>

? ทิฏฐธัมมิกัตถะ หรือประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในโลกนี้ อันเป็นจุดหมายเบื้องต้นหรือจุดหมายเฉพาะหน้าที่มองเห็นได้ในชีวิตประจำวั?อันได้แก?ลา?ยศ สุ?สรรเสริญ หรือทรัพย์สิ?ฐานะเป็นต้?รวมถึงการแสวงหาสิ่งเหล่านี้โดยชอบธรร?มี ?ประการ คื?/p>

??อุฏฐานสัมปทา หาเลี้ยงชีพด้วยความหมั่น คื?ขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่การงา?ประกอบอาชีพอันสุจริต มีความชำนา?รู้จักใช้ปัญญาสอดส่องตรวจตรา หาอุบายวีธ?สามารถดำเนินการให้ได้ผลด?/p>

??อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือรู้จักคุ้มครองเก็บรักษาโภคทรัพย์และผลงานอันตนได้ทำไว้ด้วยความขยันหมั่นเพียรโดยชอบธรรม ด้วยกำลังของตน ไม่ให้เป็นอันตรายหรือสูญหา?br>

??กัลยาณมิตตตา การคบคนดีเป็นมิต?คื?รู้จักกำหนดบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธ?ศี?จาคะ และปัญญา ไม่แนะนำไปสู่อบายมุข

??สมชีวิตา มีความอยู่พอเหมาะส?คือรู้จักกำหนดรายได้และรายจ่าย เลี้ยงชีวิตแต่พอดี ไม่ให้ฝืดเคืองนั?ไม่ฟุ่มเฟือยนั?ให้รายได้เหนือรายจ่า?มีประหยัดเก็บไว้ (อง?อฏฺฐ?๒๓/๑๔?๒๒?

? สัมปรายิกัตถ?หรือประโยชน์เบื้องหน้า ประโยชน์ในภพหน้า เป็นประโยชน์ขั้นสูงที่ลึกล้ำกว่าจะมองเห็นได้เฉพาะหน้?เกี่ยวเนื่องด้วยคุณค่าของชีวิต เป็นหลักประกันว่?เมื่อละชีวิตจากโลกนี้ไปแล้?จะไม่ตกลงไปสู่ที่ชั่?อันได้แก?ความเจริญด้านจิตใจที่ประกอบไปด้วยคุณธรรมและศีลธรรม ใฝ่ใจในทางในเรื่องบุญกุศ?มีความสงบสุขทางจิตใจ มี ๔ประกา?คื?/p>

??สัทธาสัมปท?ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา คื?เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ เช่น เชื่อว่า ทำดีได้ด?ทำชั่วได้ชั่?เป็นต้?br>

??สีลสัมปท?ความถึงพร้อมด้วยศี?คือรักษากา?วาจา ให้เรียบร้อย ไม่มีโทษ และรู้จักรักษาระเบียบวินัยเป็นอันด?/p>

??จาคสัมปท?ความถึงพร้อมด้วยการเสียสละ เป็นการเฉลี่ยความสุขให้แก่ผู้อื่?/p>

??ปัญญาสัมปท?ความถึงพร้อมด้วยปัญญ?คื?รู้จัก บา?คุ?โท?ประโยชน์ และมิใช่ประโยชน์ เป็นต้?

? ปรมัตถ?หรือประโยชน์สูงสุด ประโยชน์อย่างยิ่งอันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุ?หมายถึงจิตที่หลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์ทั้งปว?คือวิมุตติและพระนิพพานอันเป็นสาระแท้ของชีวิต ได้แก่การรู้แจ้งและรู้เท่าทันคติธรรมดาของสังขารธรร?ไม่ตกเป็นทาสของโลกและชีวิต (อง?อฏฺฐ?๒๓/๑๔?๒๒?

สรุปได้ว่า ขอบเขตของพุทธจริยศาสตร์นั้?อยู่ที่การกระทำทางกา?วาจา และใ?เป็นพื้นฐานให้เกิดคุณธรรมขั้นสูง?ขึ้นไปเท่านั้น เพราะจริยศาสตร์เป็นเป็นเรื่องที่ว่าด้วยคุณค่าของการกระทำที่มีค่าในระดับโลกิยธรรมเท่านั้น ไม่ใช่อยู่ในขั้นปรมัตถ์หรือโลกุตรธรร?

? ระดับโลกิยธรรม เป็นเป้าหมายของชีวิตมนุษย์ในสภาวะที่สืบเนื่องอยู่ในโลกแห่งปรากฏการณ์ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผั?เป้าหมายของชีวิตในระดับนี้จึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวล?เพราะเป้าหมายในระดับนี้วัดจากรูปธรรมอันปรากฏให้เห็นเท่านั้?แต่มิได้หมายความว่?อุดมคติของชีวิตในระดับนี้จะเป็นสิ่งเลวร้าย ในทางตรงกันข้ามหากสร้างและดำเนินชีวิตตามอุดมคติที่วางไว้ได้อย่างถูกต้องตามกฎศีลธรรมแล้?ชีวิตก็จะสมบูรณ์ในระดับหนึ่ง

? ระดับโลกุตรธรร?/strong> เป็นเป้าหมายของมนุษย์อันอยู่ในสภาวะที่พ้นจากโล?เป้าหมายในระดับนี้ไม่ได้สามารถวัดได้ด้วยวัตถ?สิ่งขอ?หรือประสาทสัมผัสทั้ง ?เพราะเป็นขั้นที่หลุดพ้นจากอำนาจกิเลสทั้งปว?เป็นเป้าหมายในระดับปรมัตถะ เป็นความสุขที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะอื่นใด อันได้แก?พระนิพพา?/p>

***

การจัดลำดับพุทธจริยธรร?/p>

พุทธจริยธรรม มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้บุคคลมีชีวิตที่ดี ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สามารถอยู่ร่วมกันเป็นสังคมได้เป็นอย่างดี มีความสุ?และทำให้มีการดำเนินชีวิต การครองชีพอย่างประเสริ?เพราะฉะนั้นพุทธจริยธรรมจึงเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ดีของชาวพุท?การจัดพุทธจริยธรรมสามารถจัดได้ดังนี้

? พุทธจริยธรรมขั้นพื้นฐา?เป็นเบื้องต้นของธรรมจริย?หรืออกุศลกรรมบ?๑๐ ประการ (พระเทพเวที, ๒๕๓๒: ? และยังเป็นพื้นฐานของคุณธรรมขั้นสูงๆขึ้นไ?จริยธรรมในระดับนี้จะเป็นจริยธรรมขั้นพื้นฐานที่จำเป็นทั้งต่อตนเองและสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่งว่?เป็นหลักมนุษยธรรมขั้นพื้นฐาน ได้แก่ เบญจศี?อันได้แก?ศี??(five percepts) และเบญจธรร?อันได้แก?ธรรม ?ประการ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติฝ่ายศีลและธรรมที่สนับสนุนกัน เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติควบคู่กั?/p>

? เบญจศี?

??เว้นจากการฆ่าสัตว์ (ปาณาติปาตา เวรมณี)
??เว้นจากการลักทรัพย?(อทินฺนาทาน?เวรมณี)
??เว้นจากประพฤติผิดในกาม (กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณี )
??เว้นจากการพูดป?(มุสาวาทา เวรมณี)
??เว้นจากการดื่มสุราและเมรัย (สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี)

? เบญจธรรม

??มีเมตตากรุณาต่อสัตว์ (เมตต?กรุณ?
??เลี้ยงชีวิตในทางที่ถูกต้อง (สัมมาอาชีว?
??มีความสำรวมระวังในกา?(กามสังวร)
??พูดแต่คำสัตย์จริ?(สัจจ?
??มีสติรักษาตนไว้เสม?(สต?สัมปชัญญ?
(อง?ปญฺจ? ๒๒/๑๗?๑๘?

? พุทธจริยธรรมขั้นกลาง ในระดับนี้เป็นการพัฒนาจริยธรรมให้สูงขึ้นไป คือกุศลกรรมบ?๑๐ ประการ แบ่งประเภทออกเป็??ทา?คื?(? ความดีทางกาย เรียกว่า กายสุจริ?(? ความดีทางวาจ?เรียกว่า วจีสุจริ?แล?(? ความดีทางใ?เรียกว่า มโนสุจริ?ได้แก่

? ความดีทางกาย มี ?คื?(? เว้นจากการฆ่าสัตว์ (? เว้นจากการลักทรัพย?(? เว้นจากการประพฤติผิดในกา?br>
? ความดีทางวาจ?/strong> มี ?คื?(? เว้นจากการพูดป?(? เว้นจากการพูดคำหยา?(? เว้นจากการพูดส่อเสีย?(? เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ

? ความดีทางใ?มี ?คื?(? ไม่โลภอยากได้ของเข?(? ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น (? ไม่เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม (?มู. ๑๒/๔๘?๓๖?

? พุทธจริยธรรมขั้นสู?คืออริยอัฏฐังคิกมรรค ได้แก่ มรรคมีองค์ ?หรือเรียกอีกอย่างว่า อริยมรรค มีความหมายว่?ทางอันประเสริฐหรือทางนำผู้ปฏิบัติให้เป็นผู้ประเสริ?มี ?ข้?คื?/p>

? สัมมาทิฏฐิ มีความเข้าใจถูกต้อ?ดังนี้คื?

??เห็นว่าทานที่ให้แล้วมีผล
??เห็นว่าของที่เราบูชาแล้วมีผล
??เห็นว่าของที่เราบางสรวงแล้วมีผ?br> ??เห็นผลของกรรมด?กรรมชั่วมี
??เห็นว่าโลกนี้ม?br> ??เห็นว่าโลกหน้ามี
??เห็นว่ามารดามี
??เห็นว่าบิดาม?br> ??เห็นว่าสัตว์ที่ผุดขึ้นเองม?br> ?๑๐ เห็นว่าสมณพราหมณ์ที่หมดกิเลสปฏิบัติดีมีอยู?/blockquote>

? สัมมาสังกัปป?มีความคิดถูกต้อง ดังนี้คื?/p>

??คิดออกจากกาม
??ไม่คิดพยาบาทปองร้ายใคร
??ไม่คิดเบียดเบียนใค?/p>

? สัมมาวาจ?มีวาจาถูกต้อ?ดังนี้คื?br>

??พูดคำจริ?br> ??ไม่พูดส่อเสียด
??พูดไพเราะอ่อนหวา?ไม่พูดคำหยาบ
??พูดอย่างมีสติใคร่ครว?ไม่เหลวไหลเลื่อนลอ?/p>

? สัมมากัมมันต?มีการงานถูกต้อ??ประการ ดังนี้ คื?br>

??ไม่ฆ่าสัตว?br> ??ไม่ลักทรัพย์
??ไม่ประพฤติในกามทั้งหลา?

? สัมมาวายาม?มีอาชีพถูกต้อง ดังนี้

??ละอาชีพที่ทุจริต
??ประกอบอาชีพที่สุจริต

? สัมมาวายาม?มีความเพียรพยายามถูกต้องดังนี้

??เพียรระวังไม่ให้ความไม่ดีเกิดขึ้นตังเอ?br> ??เพียรพยายามละความชั่?ที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไ?br> ??เพียรสร้างกุศลความดีที่ยังไม่เกิดขึ้?ให้เกิดมีขึ้?br> ??เพียรรักษาความดีที่มีอยู่แล้วให้คงอยู่ และให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไปตามลำดับ

? สัมมาสติ มีความระลึกรู้ตัวทั่วพร้อมในสติปัฏฐา??ดังนี้ คื?/p>

??การพิจารณากายในกาย
??การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา
??การพิจารณาเห็นจิตในจิต
??การพิจารณาเห็นธรรมในธรรม

? สัมมาสติ ความมีใจมั่นคงถูกต้องในฌาน ?ดังนี้

??ปฐมฌาน (ฌานที่ ?
??ทุติยฌาน (ฌานที่ ?
??ตติยฌา?(ฌานที่ ?
??จตุตถฌาน (ฌานที่ ? (?มู.๑๒/๑๔?๘๖)

อริยมรรคมีองค์ ?นี?เรียกว่า ทางสายกลาง คือเป็นข้อปฏิบัติที่อยูระหว่างกามสุขัลลิกานุโย?และอัตตกิลมถานุโยค เป็นทางสายเอกเพื่อความบริสุทธิ?เปรียบเหมือนเชือกที่มี ?เกลียว แต่รวมกันเข้าเป็นอันเดีย?หมายถึงผู้ปฏิบัติในอริยมรรคนี้ต้องกระทำไปพร้อม ?กั?br> จากการจัดลำดับพุทธจริยธรรมที่กล่าวมาข้างต้นนั้?สรุปการจัดระดับพุทธจริยธรรมตามแนวมรรคมีองค??ประการดังกล่าวแล้วนั้น สามารถแบ่งออกเป็??ระดับย่นย่อลงในไตรสิกข?คื?ระดับศีล ระดับสมาธิ และระดับปัญญ?หรือแบ่งออกเป็??ระดั?ได้ดังนี?br> ? ระดับต้น ได้แก่ เบญจศี?เบญจธรรม
? ระดับกลา?ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
? ระดับสูง ได้แก่ มรรคมีองค์ ?ประการ

เมื่อกล่าวโดยสรุ?พุทธจริยธรรม ได้แก่มรรคมีองค์ ?หรือที่เรียกว่?มัชฌิมปฏิปทา ย่อเข้าในไตรสิกข?ก็คื?ศี?สมาธ?และปัญญา เพราะเป็นข้อปฏิบัติที่สามารถนำไปสูประโยชน์และความสุขทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

***

เกณฑ์ตัดสินพุทธจริยธรร?/p>

ต่อไปนี้จะเป็นการศึกษาปัญหาเกณฑ์ตัดสินพุทธจริยธรรม คื?ปัญหาที่ว่?การกระทำที่มีคุณค่าทางจริยะที่ว่?การกระทำที่เรียกว่?ดี ถู?ผิ?หรือคว?ไม่ควร เป็นอย่างไ?และมีอะไรเป็นเกณฑ์ในการตัดสินในการกระทำนั้นว่า ดี ถู?ผิ?หรือคว?ไม่ควร

หลักจริยธรรมในระบบพุทธจริยศาสตร์นั้น เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าม??อย่างคือ สัจธรร?และศีลธรรม สัจธรรมเป็นอันติมสัจจะ กล่าวคือ เป็นความจริงสูงสุดอันเป็นฐานรองรับหลักศีลธรร?และหลักจริยธรร?หรือการกระทำอันมีค่าทางพุทธจริยศาสตร์ที่ดำเนินไปถึงเพื่อเข้าถึงเป้าหมายอันเป็นอันติมสัจจะนั้?เป็นสิ่งที่มีอยู่เอง มีอยู่อย่างเที่ยงแท้ และสามารถดำรงอยู่ได้โดยธรรมด?ถ้ามนุษย์ไม่มีเป้าหมายในการกระทำ ก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่า การกระทำใดถู?หรือผิ?เพราะฉะนั้?เกณฑ์ในการตัดสินค่าจริยะว่?สิ่งนี้ถูก ผิ?คว?ไม่ควร จึงต้องอาศัยเป้าหมายเป็นแน?ในขั้นนี?ผู้วิจัยจะศึกษาวิเคราะห์ปัญหาที่ว่?มาตรการวัดและตัดสินคุณค่าทางจริยะเหล่านี?ในทางพุทธจริยศาสตร์คืออะไร และมีอะไรบ้า?นี้เป็นปัญหาที่จะต้องศึกษาต่อไ?/p>

ในพระพุทธศาสนากล่าวการกระทำของมนุษย์ไว??ทางคือ ทางกาย เรียกว่า กายกรร?ทางวาจ?เรียกว่า วจีกรร?และทางใจ เรียกว่า มโนกรร?การกระทำจะดีหรือชั่วอยู่ที??ทางนี้ ถ้าการกระทำนั้นเป็นฝ่ายดีทางกา?ทางวาจ?และทางใจ เรียกว่า กายสุจริ?วจีสุจริตและมโนสุจริ?กรรมฝ่ายดีนี?เรียกว่า กุศลกรรม แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นการกระทำในฝ่ายชั่วทางทวารทั้ง ?นี?เรียกว่า กายทุจริ?วจีทุจริ?และมโนทุจริต กรรมฝ่ายชั่วทั้ง ?นี้เรียกว่?อกุศลกรร?ส่วนปัญหาที่ว่?การกระทำของมนุษย์นั้?จะดีหรือชั่ว ใช้อะไรเป็นเกณฑ์วั?เป็นปัญหาที่จะต้องพิจารณากันต่อไ?/p>

ตามแนวพุทธจริยศาสตร์นั้น ให้ถือเจตนาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่า การกระทำใด ดี หรือชั่ว ถู?หรือผิ?เพราะการกระทำทั้งหมดของมนุษย์มีเจตนาเป็นตัวคอยบ่งชี้ เพราะฉะนั้นเจตนาจึงเป็นตัวแท้ของกรรม"บุคคลคิดแล้วจึงกระทำ กรรมด้วยกา?ด้วยวาจา ด้วยใจ" (อง?ฉกฺก.๒๒/๓๓?๓๖?

เค.เอ็น. ชยติลเลเ?(๒๕๓๔: ๓๖) ได้ให้ทัศนะในปัญหานี้ว่า

พระพุทธศาสนาถือว่า การกระทำที่ถูกต้องและผิดนั้นจะต้องเป็นกา?กระทำที่เป็นไปอย่างเสร?แต่เป็นเสรีภาพที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับกฎของเหตุผ?ตามทัศนะของพระพุทธศาสน?มีเงื่อนไขที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้การกระทำที่ถูกแตกต่างจากการกระทำที่ผิด นั่นคือแรงจูงใจและความตั้งใจหรือเจตนาที่บุคคลมีต่อการกระทำ?/p>

โดยนัยนี?กล่าวได้ว่?พระพุทธศาสนา เชื่อว่า มนุษย์มีเจตจำนงเสรีในการกระท?ซึ่งเป็นเจตจำนงเสรีที่ความสัมพันธ์กันในเหตุผลเชิงจริยธรร?เพราะถ้ามนุษย์ไม่มีเจตน์จำนงเสรีในการกระทำ ก็จะไม่มีความชั่?ถู?ผิ?คว?หรือไม่ควร การกระทำก็เป็นแต่สักว่?ทำแล้ว กำลังท?หรือทำอยู่เท่านั้น แต่มนุษย์มีเจตจำนงเสรีในการกระทำ และการกระทำทุกอย่างย่อมประกอบด้วยความจงใจหรือเจตนาเสมอ เพราะฉะนั้?ด้วยการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนาหรือความจงใจนี้เอง พระพุทธศาสนาจึงกล่าวว่?ถ้าประกอบด้วยกุศ?ก็จัดเป็นกุศลกรร?ถ้าประกอบด้วยอกุศล จัดว่าเป็นอกุศลกรร?ดังพุทธพจน์ว่า

กรรมที่ถูกโลภะครอบงำ...กรรมที่ถูกโทสะครอบงำ...กรรมที่ถูกโมหะครอบงำ เกิดแต่โมห?มีโมหะเป็นเหตุ มีโมหะเป็นแดนเกิ?ย่อมให้ผลในที่ที่เกิดอัตภาพของเข?กรรมนั้นให้ผลในขันธ์ใด ในขันธ์นั้?เขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้?ในลำดับที่เกิดหรือต่??ไปในปัจจุบันนั่นเอ?ดูกรภิกษุทั้งหลา?ธรรมชาติ ๓ประการนี้แล เป็นเหตุให้เกิดกรร??ประการเป็นไฉ?คื?อโลภ??อโทส?๑อโมหะ ?..กรรมที่ถูกอโลภะครอบง?..กรรมที่ถูกอโทสะครอบง?.. กรรมที่ถูกอโมหะครอบง?เกิดแต?อโมหะมีอโมหะเป็นเหตุ มีอโมหะเป็นแดนเกิด เมื่อโมหะปราศไปแล้?ย่อมเป็นอันบุคคลละได้เด็ดขาด ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วนทำไม่ให้ม?ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา...ดูกรภิกษุทั้งหลา?ธรรมชาติ ๓ประการนี้แลเป็นเหตุให้เกิดกรร??(อง?ติ?๒๐/๔๗?๑๒?

จึงกล่าวได้ว่า ตามหลักพุทธจริยศาสตร?เจตนาที่ประกอบด้วยด้วยความพยายามในการกระทำอันเป็นเหตุเบื้องต้น หรือเป็นความพยายามเพื่อให้การกระทำสำเร็จลงเป็นเกณฑ์ตัดสินคุณค่าเชิงพุทธจริยธรร?ดังพุทธพจน์ที่ว่?

ดูกรภิกษุทั้งหลายเรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรร?บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกา?ด้วยวาจา (อง?ฉกฺก.๒๒/๓๔/๓๕?

***

พุทธจริยธรรมเกี่ยวกับบทบาทหน้าที?/p>

การดำรงตนอยู่ในสังคมนั้น บุคคลหนึ่งจะต้องมีบทบาทหน้าที่หลาย?อย่า?ถ้าขาดหลักการปฏิบัติในการทำบทบาทหน้าที่เหล่านั้นแล้ว ก็จะเกิดความสับสนในบทบาทหน้าที่เหล่านั้นได?พระพุทธองค์จึงได้บัญญัติข้อปฏิบัติในการปฏิบัติตนตามบทบาทหน้าที่ในสังคมไว้ดังต่อไปนี้ (ที.ปา. ๑๑/๑๙?๑๙?

? ฐานะลู?ซึ่งมีบทบาทหน้าที่เมื่อเป็นลูกอย่างนี้ คื?br>

??ช่วยทำธุระของพ่อแม?br> ??ประพฤติตัวดี ควรแก่การที่พ่อแม่จะมอบความไว้วางใ?br> ??สร้างและรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลไว้
??เลี้ยงดูท่านด้วยความกตัญญูกตเวที
??เมื่อท่านเสียชีวิตแล้วบำเพ็ญกุศลอุทิศส่วนบุญไปให?/p>

? ฐานะพ่อแม่ มีบทบาทและหน้าที่เมื่อเป็นพ่อแม่ดังนี้

??รักษาลูกไม่ให้ทำความชั่ว
??ส่งเสริมให้ลูกทำความดี
??ให้การศึกษ?br> ??หาคู่ครองที่ดีให?br> ??มอบทรัพย์มรดกให้เมื่อถึงเวลาอันสมควร

? ฐานะศิษย?มีบทบาทและหน้าที่เมื่อเป็นศิษย์ดังนี?/p>

??มีความเคารพนับถือครูอาจารย?br> ??เชื่อฟังครูอาจารย์
??มีความกตัญญูกตเวทีต่อครูอาจารย?br> ??ช่วยทำกิจธุระของครูอาจารย์
??เรียนศิลปะวิทยาด้วยความตั้งใ?/p>

? ฐานะคร?มีบทบาทและหน้าที่เมื่อเป็นครูดังนี?/p>

??แนะนำศิษย์อย่างด?ด้วยเจตนาด?br> ??สอนอย่างดี ด้วยความตั้งใจ ยึดประโยชน์ของศิษย์เป็นที่ตั้ง
??สอนวิทยาการให้สิ้นเชิง ไม่ปิดบั?br> ??ยากย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง
??ช่วยเหลือศิษย์ไม่ให้มีอันตรายและให้มีความสุข

? ฐานะคู่ชีวิต คือสามีภรรยา มีบทบาทและหน้าที่ดังนี้คือ

??บทบาทหน้าที่ของสามีต่อภรรย?br>           ???ยกย่องว่าเป็นภรรยา
          ???ไม่ดูหมิ่นเหยียดหยาม
          ???ไม่ประพฤตินอกใ?br>           ???มอบความเป็นใหญ่ในบ้านให้
          ???ให้เครื่องประดับเครื่องแต่งกาย
??บทบาทหน้าที่ของภรรยาต่อสาม?br>           ???จัดการงานในบ้านเรียบร้อยดี
          ???สงเคราะห์คนข้างเคียงสามีดี
          ???ไม่นอกใจสามี
          ???รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได?br>           ???มีความขยัน

? ฐานะเพื่อน มีบทบาทหน้าที่ ดังนี้คื?/p>

??หน้ามิตรบำรุงมิต?br>           ???ช่วยเหลือเพื่อ?br>           ???เจรจาถ้อยคำไพเรา?br>           ?? ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์
          ???เป็นผู้วางตนเสมอ
          ???ไม่แกล้งกล่าวให้คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
??หน้าที่มิตรอนุเคราะห์มิต?br>           ???รักษาเพื่อนผู้มีความประมาทแล้ว
          ???รักษาทรัพย์ของเพื่อนผู้ประมาทแล้?br>           ???เมื่อมีภัย เป็นที่พึ่งได้
          ???นับถือวงศ์ญาติของเพื่อ?/p>

? ฐานะนายและทาสกรรมก?/p>

??หน้าที่นายจ้างบำรุงบ่าวไพร?br>           ???จัดงานให้ทำตามสามควรแก่กำลัง
          ???ให้อาหารและรางวั?br>           ???รักษาพยาบาลในเวลาเจ็บไข้
          ???ให้รางวัลพิเศษเมื่อทำงานได้ด?br>           ???ให้ลูกจ้างได้พักตามกาลอันสมควร
??หน้าที่บ่าวไพร่อนุเคราะห์นาย
          ???ลุกขึ้นทำงานก่อนนา?br>           ???เลิกการงานที่หลังนาย
          ???ถือเอาแต่ของที่นายให?br>           ???ทำงานให้ดีขึ้น
          ???นำคุณของนายไปสรรเสริญให้ที่นั้นๆ

? บทบาทหน้าที่สำหรับผู้ปกครอ?หมายถึ?บุคคลที่สังคมยกย่องให้เป็นผู้นำนั้นต้องประกอบด้วยคุณธรรมอันนำมาซึ่งความสงบสุ?และนำสมาชิกของสังคมไปสู่ความเจริ?รุ่งเรือ?พระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงหลักธรรมสำหรับนักปกครองไว้ว่า ทศพิพิธราชธรรม หมายถึ?ธรรมของพระราชา หรือกิจวัตรที่นักปกครองต้องประพฤติปฏิบัต?มี ๑๐ ประการ คื?(ขุ.ชา.๒๘/๒๔?๖๒)

??ทา?การให้ คือการสละทรัพย์สิ่งของบำรุงเลี้ยงช่วยเหลือประชาราษฎร?และบำเพ็ญสาธารณประโยชน?

??ศี?ความประพฤติดีงาม คื?สำรวมกายกายทวา?และวจีทวาร ประกอบแต่การกระทำที่สุจริต รักษากิตติคุ?และเป็นที่เคารพของนับถือของประชาราษฎร์ มิให้มีข้อที่ใครจะดูแคลนได?br>
??ปริจจา?การบริจา?คือเสียสละความสุขสำราญ เป็นต้?ตลอดจนชีวิตของตน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือ?

??อาชชวะ ความซื่อตร?คื?ซื่อตรงต่อหน้าที?ปฏิบัติภารกิจต่า??โดยสุจริ?มีความจริงใจ ไม่หลอกลวงประชาช?

??มัททวะ ความอ่อนโย?คื?มีอัธยาศัยไม่เย่อหยิ่งหยาบคา?หรือถือตัว มีความงามอันเกิดจากกิริยามารยาทสุภาพนุ่มนว?ละมุนละไ?ให้ได้ความรักภักดี และความยำเกร?

??ตป?ความทรงเดช คื?กำจัดกิเลสตัณห?ไม่ให้เข้ามาครอบงำจิตใ?ข่มใจได้ ไม่ยอมให้หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสำราญอันเกิดจากความปรนเปร?มีความมุ่งมั่นในการบำเพ็ญเพียร ทำกิจให้สมบูรณ?

??อักโกธ?ความไม่โกร?คื?ไม่กริ้วกราด ลุแก่อำนาจโทสะ จะเป็นเหตุให้เกิดการกระทำผิดพลาด มีเมตตาประจำใจเสมอ วินิจฉัยความแลการกระทำต่าง ?อันประกอบด้วยธรร?

??อวิหิงสา ความไม่เบียดเบีย?คื?ไม่กดขี่บีบคั้นประชาชน เช่น การขูดรีดเก็บภาษ?หรือเกณฑ์แรงงานเกินขนา?ไม่หลงระเริงอำนาจจนขาดความเมตตากรุณา

??ขันต?ความอดทน คื?อดทนต่องานที่ตรากตรำ ถึงจะลำบายกายเพียงใด ก็ไม่เกิดความย่อท้?ถึงแม้จะถูกเย้ยหยันด้วยคำเสียดสีอย่างไ?ก็ไม่หมดกำลังใ?ไม่ยอมละทิ้งกรณียกิจที่บำเพ็ญโดยชอบธรร?

?๑๐ อวิโรธนะ ความไม่คลาดจากธรรม คือวางตนเป็นหลักในธรรม ไม่มีความเอนเอียงเพราะถ้อยคำที่ดีหรือร้อ?ไม่เห็นแก่ลาภสักการะ หรืออิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ใด?ตั้งมั่นในหลักธรรมทั้งในส่วนของความยุติธรร?คื?ความเที่ยงธรรม นิติธรรม คื?ระเบียบแบบแผนหลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงา?ไม่ประพฤติให้คลาดเคลื่อนจนเกิดความเสียหายไ?/p>

***

พุทธจริยธรรมเกี่ยวกับการแก้ปัญหา

ปัญหาหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่มนุษย์โดยทั่วไ?มักเกิดขึ้นมาจากความทะยานอยา?หรือความพอใจอยากได้จนเกินประมา?คื?อยากได้ในกามคุณเพื่อนสนองความความต้องการทางประสาทสัมผัสทั้??ความอยากที่จะมีอยู่คงอยู่ตลอดไ?และความอยากที่จะพ้นจากสภาพที่ไม่พึงปรารถนา อยากทำลายหรือดับสู?รวมความแล้วได้แก่ตัณหา ?คื?กามตัณหาภวตัณห?วิภวตัณห?(อง?ฉกฺก. ๒๒/๓๗?๓๙?

วิธีการแก้ปัญหาต่า??นั้น ต้องรู้ถึงสาเหตุของปัญหาและแก้ไขตามสาเหตุอย่างถูกต้อ?และวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุ?คื?การแก้ปัญหาตามหลักอริยสั?อันเป็นพื้นฐานเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาต่าง?ได้อยากถูกต้อง เพราะในชีวิตประจำวันของมนุษย์เรานั้นต้องมีการตัดสินใจอยู่ตลอดเวล?นั่นคือต้องมีการเผชิญกับปัญหาต่างๆ และต้องตัดสินใจเสม?และอริยสัจ นี้ก็เป็นหลักธรรมที่ทำให้ผู้เข้าถึงสามารถเป็นผู้ประเสริฐได?

? อริยสัจจ??คื?ความจริงอันประเสริ?หรือความจริงของพระอริยเจ้า

??ทุกข?/strong> หมายถึงความไม่สบายกายไม่สบายใจ เป็นสภาพที่ทนได้ยา?เป็นสภาวะบีบคั้น ขัดแย้งขัดข้อง มีความบกพร่องไม่สมบูรณ์ในตัวเอ?ได้แก่ ชาติ ชร?มรณะ ซึ่งเป็นสภาวะปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือสภาพปัญหาอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตแก่ผู้ที่ยึดมั่นด้วยอำนาจอุปาทาน ทั้งนี้เพราะปัจจัยต่าง ?ที่ประกอบขึ้นเป็นสิ่งที่มีสภาพเป็นไตรลักษณ?คือสภาวะที่ไม่มีความยั่งยื?มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวล?ไม่สามารถยึดถือเป็นแก่นสารได?br>

??สมุทัย เหตุที่ทำให้เกิดความทุกข?อันได้แก?ตัณห??ประการอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข?คื?(? กามตัณหา ความทะยานอยากในกามคุ?ที่เป็นสิ่งสนองความต้องการทางประสาทสัมผัสทั้??คื?ตา หู จมูก ลิ้น กา?และใ?(? ภวตัณห?ความทะยานอยากในภาวะที่ตนกำลังเป็นอยู่นี้ตลอดไป หรือความอยากที่จะไปสู่ภาวะอย่างใดอย่างหนึ่งที่คิดได้ (? วิภวตัณห?ความทะยานอยากในเราที่พ้นไปเสียจากภาวะอยากจะหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่พอใจจากสิ่งที่ตนกำลังได้รับ หรือไม่อยากพบภาวะที่ตนไม่ชอบใจในอนาค?แต่เนื่องจากความเป็นไปในโลกนี้มิได้เป็นไปตามความอยาก แต่เป็นไปตามกฎของไตรลักษณ์ จึงทำให้ประสบกับความทุกข?br>
??นิโร?ความดับทุกข์ ภาวะที่ตัณหาดันสิ้นไ?ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชา และสำรอกตัณหาได้แล้ว ปราศจากความดิ้นรนทางใจเพื่อแสวงหาความเป็นอิสระจากทุกข์ทั้งปว?คงเหลือแต่ความปรุงแต่งทางกายตามสภาพธรรมชาต?

??มรรค ข้อปฏิบัติที่ให้ทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าสู่ภาวะนิโร?คือความดับทุกข?ได้แก่การปฏิบัติตา?มรรคมีองค์ ?อภ?วิ. ๓๕/๑๔?๙๓)
อริยสั??ประการนี?เป็นแนวทางการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งได้แก?ทุกข?แล้วพิจารณาหาเหตุของทุกข์เพื่อแก้ปัญหา คื?สมุทัย เมื่อหาสาเหตุแห่งทุกข์ได้แล้?ต้องหาวิธีแก้ทุกข์ หรือหาวิธีการเพื่อให้พ้นจากสภาพไม่พึงประสงค์ด้วยวิธีการต่า??คือนิโรธ แล้วจึงปฏิบัติตามแนวทางเพื่อให้ดับทุกข์คือ นิโรธคามินีปฏิปท?อันได้แก่การดำเนินทางตามแน?มรรคมีองค์ ?หรือทางสายกลาง

? สัปปุริสธรรม คื?ธรรมของสัตบุรุ??ประการ คื?br>

??ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้จักธรรม หมายถึ?รู้หลักความจริ?รู้หลักการ รู้หลักเกณฑ์ รู้กฎธรรมชาติแห่งสรรพสิ่?หรือรู้เหต?รู้หลักการที่จะทำให้เกิดผล เช่น รู้ว่าอะไรเป็นเหตุให้ทำชั่?อะไรเป็นหลักเกณฑ์แห่งความด?เป็นต้?

??อัตถัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักอรร?หมายถึ?รู้ความหมา?รู้จุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้น?เช่น รู้หลักธรรมหรือภาษิตนั้น?มีความหมายอย่างไ?มีความมุ่งหมายอะไร เมื่อปฏิบัติตามแล้วจะเกิดผลดีหรือผลเสียอย่างไร เป็นต้?br>
??อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักต?คือรู้จักตนเองโดยฐาน?ภาวะ เพ?วั?ความรู?ความสามารถ และคุณธรรมอื่น?มีศรัทธา ศี?สุตต?จาคะ ปัญญ?เป็นต้?แล้วประพฤติตนให้เหมาะสมแก่ภาวะของต?และเมื่อรู้ว่า บกพร่องในเรื่องใ?ก็ปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น

??มัตตัญญุตา ความเป็นผู้รักประมาณ คื?รู้จักความพอดี ความพอเหมาะส?ในการดำรงชีวิต เช่น การรู้จักประมาณในบริโภคอาหาร การรู้จักประมาณในการใช้จ่ายทรัพย์ที่หามาได?รู้จักประมาณในการทำงานเป็นต้?br>
??กาลัญญุต?/strong> ความเป็นผู้รูจักกา?คือรู้จักเวลาว่า เวลาไหนควร ไม่ควรทำอะไร การงานใด จะต้องใช้เวลาเท่าไ?แล้วทำให้ตรงต่อเวล?ให้เป็นเวล?br>
??ปุริสัญญุต?ความเป็นผู้รู้จักบริษั?คือรู้จักชุมชนและสังคม รู้กริยาที่จะพึงประพฤต?แล้วประพฤติตนให้เหมาสมต่อชุมชนและสังคมนั้น?

??ปุคคลปโรรัญญุต?/strong> ความเป็นผู้รู้จักเลือกคบบุคค?คื?รู้จักบุคคลที่ยิ่งหย่อนกว่ากัน รู้ความแตกต่างแห่งบุคคลนั้นๆ ว่?ใค?ผู้ใ?มีอัธยาศัย หรือไม่ด?มีค่ำนิยมอย่างไร เป็นต้?(อง?สตฺต?๒๓/๖๕/๙๑)

? สันโดษ คื?ความยินด?ความพอใจ ความรู้จักเพียงพอด้วยปัจจั??ที่ตนหามาได้ด้วยเรี่ยวแรงความเพียรโดยชอบธรรม เพราะมนุษย์โดยทั่วไปจะเกิดความพึงพอใจในแสวงห?ในการบริโภคอย่างมา?เพราะฉะนั้?ความพอใจดังกล่าวนี?ไม่ใช่หลักการตัดสินอรรถประโยชน?ถ้าความพอใจไม่ได้มากับการพัฒนาคุณภาพชีวิ?ก็อาจจะเป็นตัวการในการทำลายอรรถประโยชน์ได้ เช่น ทำให้หลงมัวเมา เสียคุณภาพชีวิ?เป็นต้??ประการ คื?/p>

??ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้ คือได้สิ่งใดมา หรือเพียรหาสิ่งใดมาได้ และสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ตนปรารถน?ไม่ว่าจะหยาบหรือประณีตเพียงใ?ก็ยินดีพอใจด้วยสิ่งนั้?ไม่ติดใจอยากได้สิ่งอื่?ไม่เดือดร้อนกระวนกระวายในสิ่งที่ตนไม่ได้ ไม่ปรารถนาสิ่งที่ตนได้หรือเกินไปกว่าที่ตนพึงได้โดยถูกต้อ?ไม่เพ่งอยากได้ของที่คนอื่นไม่ได้ให?br>
??ยถาพลสันโด?/strong> ยินดีตามกำลั?คือยินดีแต่พอกำลังร่างกายสุขภาพและวิสัยแห่งการใช้สอยของต?ไม่อยากได้เกินกำลั?หรือเมื่อได้มาแล้วไม่สามารถจะใช้กับกำลังร่างกายหรือสุขภาพได้ ก็ไม่หวงแห?ย่อมจะสละให้กับผู้อื่นได?br>
??ยถาสารุปปสันโด?/strong> ยินดีตามสมคว?คื?ยินดีตามที่เหมาะสมกับต?อันสมควรแก่ภาว?ฐานะ แนวทางการดำเนินชีวิต และจุดมุ่งหมายการบำเพ็ญกิจของต?(???๑๘? อง???๘๑)

***

พุทธจริยธรรมเกี่ยวกับการสร้างศรัทธาต่อความดี

? ศรัทธา คือความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผ?๔ประกา?คื?/p>

??กัมมสัทธ?เชื่อเรื่องกรร?/strong> เชื่อกฎแห่งกรร?เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง คื?เชื่อว่า เมื่อทำอะไรโดยมีเจตน?จงใจทำการกระทำนั้นย่อมเป็นกรรม คือเป็นความชั่?หรือความดี เป็นเหตุปัจจัยก่อให้เกิดผลดีผลร้าย สืบเนื่องต่อไป การกระทำไม่ว่างป่า?และเชื่อว่?ผลจะสำเร็จได้ด้วยการกระท?มิใช่ด้วยอ้อนวอนหรือ เป็นต้?br>
??วิปากสัทธา เชื่อผลของการกระทำ เชื่อว่าผลของการกระทำมีจริ?คือเชื่อว่?กรรมที่ทำแล้วต้องมีผ?และผลของต้องมีเหตุ ผลดีเกิดจากกรรมด?ผลชั่วเกิดจากกรรมชั่?br>
??กัมมัสสกตาสัทธ?เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีกรรมเป็นของตน คือแต่ละคนย่อมเป็นเจ้าของของการกระทำ และจะต้องเสวยวิบากอันเป็นไปตามกรรมของต?br>
??ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คือมีความเชื่อมั่นในพระพุทธเจ้าว่า ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธ?ทรงประกอบด้วยพระคุณทั้??ประการ บัญญัติวินัยไว้ด้วยด?ทรงเป็นผู้นำทางที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์คือเราทุกคนนี้ หากฝึกตนดีแล้ว ก็สามารถเข้าบรรลุภูมิธรรมอันสู?บริสุทธิ?และหลุดพ้นจากกองกิเล?ดังที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญไว้ได?(อง?สตฺต?๒๓/??

? กรรม หมายถึงกระทำที่ประกอบด้วยเจตนาดีหรือชั่ว ในที่นี้หมายถึงกรรมประเภทต่า??พร้อมทั้งหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการให้ผลของกรรม ดังนี้คื?br>

? กรรมที่จำแนกตามเวลาที่ให้ผ?br>           ? ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม คื?กรรมที่ให้ผลในปัจจุบันคือในภพนี้
          ? อุปปัชชเวทนียกรร?คือกรรมที่ให้ผลในภพภูมิชาติหน้?br>           ? อปราปริยเวทนียกรรม คื?กรรมที่ให้ผลในภพต่อๆ ไป
          ? อโหสิกรร?คื?กรรมที่เลิกให้ผล ไม่มีผลอีก

? กรรมที่ให้ผลตามหน้าที่
          ? ชนกกรร?คื?กรรมที่แต่งให้เกิด หรือกรรมที่เป็นตัวนำไปเกิด
          ? อุปัตถัมภกกรรม คื?กรรมสนับสนุน ซ้ำเติมต่อจากชนกกรรม
          ? อุปปีฬกกรร?คื?กรรมบีบคั้นผลแห่งชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรมนั้?ให้แปรเปลี่ยนทุเลาลงไป บั่นทอนวิบากกรรมไม่ให้เป็นไปได้นาน
          ? อุปฆาตกกรร?คื?กรรมตัดรอน กรรมที่แรง เป็นกรรมฝ่ายตรงกันข้ามกับชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรร?เข้าไปตัดรอนการให้ผลของกรรมสองอย่างนั้นให้ขาดไ?เช่น คนเกิดในตระกูลสู?มั่งคั่ง แต่อายุสั้?เป็นต้?br>

? กรรมที่จำแนกตามลำดับความรุนแรงในการให้ผล
          ? ครุกธรรม คื?กรรมหนักที่ให้ผลก่อน ได้แก่ สมาบัต??หรือ อนัตริยกรร?
          ? พหุลกรรม หรือ อาจิณณกรรม คื?กรรมที่ทำมาก หรือกรรมชิ?ซึ่งให้ผลรองจากครุกรรม
          ? อาสันนกรรม คือกรรมจวนเจีย?หรือกรรมที่ให้ผลในเวลาใกล้ตา?
          ? กตัตตากรรม หรือ กตัตตาวาปนกรรม คื?กรรมสักว่าทำ กรรมที่ทำไว้ด้วยเจตนาอันอ่อน หรือมิใช่เจตนาอย่างนั้นโดยตร?กรรมข้อนี้จะให้ผลต่อเมื่อไม่มีกรรมอื่น?ให้ผลให้แล้ว (วิสุทธ? ?๒๒?

***

พุทธจริยธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติตนเพื่อการดำรงชีวิตที่ด?/p>

มนุษย์จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้นั้?จะต้องมีหลักจริยธรรมในการครองชีวิตในปัจจุบัน ในพุทธจริยธรรม ได้สอนหลักเพื่อการดำรงชีวิตที่ดี ประเสริฐ ดี งา?และสงบไว้มาก ดังนั้?ผู้วิจัยจะกล่าวเฉพาะที่มีปรากฏอยู่ในบทเพลงเท่านั้น

? มงคล ๓๘ ประการ หมายถึงหลักการดำเนินชีวิ?หลักความประพฤต?๓๘ ประการ เพื่อก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าอย่างสมบูรณ์แบ?ซึ่งพระพุทธเจ้าได้วางหลักไว้ เริ่มตั้งแต่การดำเนินชีวิตขั้นต้?จนถึงขั้นสูงสุ?คื?ตั้งแต่โลกิยธรรม จนถึงโลกุตรธรร?หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คื?เริ่มจากการดำเนินชีวิตจากสิ่งง่ายๆ ไปสู่สิ่งที่ยากที่สุ?ครอบคลุมหลักจริยธรรม ในการดำเนินชีวิตด้านต่าง ?ซึ่งเป็นพื้นฐานให้เกิดคุณธรรมตั้งแต่เบื้องตนจนถึงขั้นสูงสุ?คื?จิตที่ปราศจากกิเลส มีดังนี้

(? ไม่คบคนพาล (? คบบัณฑิต (? บูชาผู้ควรบูชา (? อยู่ในประเทศอันสมควร (? เคยทำบุญไว้ในชาติก่อ?(? ตั้งตนไว้ชอบ (? สดับตรับฟังมาก (? การรู้ศิลป?(? ศึกษาวินัยดี (๑๐) วาจาเป็นสุภาษิ?(๑๑) บำรุงบิดามารดา (๑๒) สงเคราะห์บุต?(๑๓) สงเคราะห์ภรรยาโดยสมควร (๑๔) การงานไม่อากูล (๑๕) ให้ทาน (๑๖) ประพฤติธรร?(๑๗) สงเคราะห์ญาต?(๑๘) การงานไม่มีโทษ (๑๙) การงดเว้นจากบา?(๒๐) สำรวมจากการดื่มน้ำเม?(๒๑) ความไม่ประมาทในธรร?(๒๒) ความเคาร?(๒๓) ความอ่อนน้อมถ่อมตน (๒๔) ความสันโดษ (๒๕) ความกตัญญู (๒๖) การฟังธรรมตาลกาล (๒๗) ความอดทน (๒๘) ความเป็นคนว่านอนสอนง่า?(๒๙) การไดเห็นสมณ?(๓๐)การสนทนาธรรมตามกาล (๓๑) มีตบ ความเพีย?(๓๒) ประพฤติพรหมจรรย์ (๓๓) เห็นอริยสั??(๓๔) การทำแจ้งซึ่งพระนิพพาน (๓๕) จิตไม่หวั่นไหวในกิเล?(๓๖) จิตไม่เศร้าโศก (๓๗) จิตปราศจากธุลีไร้กิเลส (๓๘)จิตเกษ?ปราศจากอกุศลมู?(ขุ.? ๒๕/??

มงคลชีวิ?๓๘ ประการ เป็นหลักจริยธรรมสำหรับการดำรงชีวิตเพื่อการดำเนินชีวิตให้ประสบความเจริญก้าวหน้า ซึ่งค่านิยมด้านต่า??ในมงคล ๓๘ ประการ ได้แก่ เรื่อง ทา?ศี?ความกตัญญู ความมีวินั?เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ระหว่างบุคคลต่างๆ ที่ดำเนินไปด้วยความถูกต้อง จัดว่าเป็นหลักจริยธรรมที่จำเป็นและสำคัญมากที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติจะได้มีกำลังในการปฏิบัติตามมงคลชีวิตจากระดับต้?จนถึงระดับสู?/p>

? การทำบุญถวายทา?/strong> เป็นหลักการดำเนินชีวิตของคนไทยอีกประการหนึ่ง เป็นการสละออกซึ่งความตระหนี่ และเป็นหลักจริยธรรมเบื้องต้นของการดำเนินชีวิ?เช่น การตักบาตร เลี้ยงพร?ทอดกฐิ?ทอดผ้าป่?เป็นต้?อย่างไรก็ตาม ในการทำบุญให้ทานนั้น เจตนาถือว่?เป็นสิ่งสำคั?ผู้ให้จะต้องมีเจตนาทั้??กา?คื?ก่อนให้ทาน ขณะให้ทา?และหลังให้ทา?ดังพุทธพจน์ว่า
ทายากก่อนแต่จะให้ย่อมเป็นผู้มีใจดี กำลังให้ทานอยู่ก็ยังมีจิตใจผ่องใ?ครั้นให้แล้ว ก็ย่อมปลาบปลื้มจิต นี้เป็นความสมบูรณ์ของทาย?(อง?ฉกฺก. ๒๒/๓๐?๓๐?

ส่วนวัตถุที่ควรให้ทานนั้?มี ๑๐ ประการ คื?ทานวัตถุเหล่านี้คื?ข้าว น้?ผ้?ยา?ดอกไม้ ของหอม ของลูบไล?ที่นอน ที่พัก เครื่องตามประทีป (อง?สฺตฺตก. ๒๓/๔๙/๕๔)

ชาวไทยนิยมทำบุญไม่ว่าจะปรารภเหตุใด ?ก็ให้เข้ากับหลักบุญกิริยาวัตถุ ?ประการ คื?(? ทานมัย ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งขอ?(? สีลมัย ทำบุญด้วยการรักษาศีล แล?(? ภาวนามัย ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา คื?ฝึกอบรมจิตใจ โดยหลักการทั้ง ?ประการนี?การทำบุญซึ่งเป็นหลักบำเพ็ญความดีและทำในกรณีต่างๆ กันตามเหตุผลที่ปรารภจึงเกิดพิธีกรรมขึ้นหลายประกา?/p>

กล่าวโดยสรุป คื?การพัฒนาชีวิตและการแก้ปัญหาชีวิตตามหลักของพุทธจริยธรรม เป็นหลักการปฏิบัติตนเพื่อการดำรงที่ด?และการอยู่ร่วมกันด้วยดีของสังค?พุทธจริยธรรมที่ควรนำมาใช?ได้แก่การปฏิบัติตนตามพุทธโอวาท ?คื?การไม่ทำความชั่วทั้งปว?การทำแต่ความดี และการทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว ซึ่งมีพื้นฐานมาจากพุทธจริยธรรม ?ระดั?คื?br>           ? พุทธจริยธรรมขั้นพื้นฐา?ได้แก่เบญจศี?และเบญจธรร?br>           ? พุทธจริยธรรมขั้นกลาง ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐
          ? พุทธจริยธรรมขั้นสู?ได้แก่ มรรคมีองค์ ?

***

พุทธจริยธรรมกลุ่มสัจการแห่งต?/p>

พุทธจริยธรรมในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ช่วยให้มนุษย์ได้มองเห็นตนเองอย่างมีหลักเกณฑ์ และทำให้มีความเคารพต่อตนเองและผู้อื่?สามารถปฏิบัติตนต่อเหตุการณ์ที่ได้พบและต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ตามความเหมาะสม เช่น มีความซื่อสัตย?ความเสียสล?เป็นต้?พุทธจริยธรรมในกลุ่มนี้ ได้แก่

? คารวธรรม หมายถึ?ความเคาร?/strong> การถือเป็นสิ่งสำคัญใส่ใจและปฏิบัติตนด้วยความเอื้อเฟื้อ หรือโดยหนักแน่นจริงจัง การมองเห็นคุณค่าและความสำคัญแล้วปฏิบัติตนต่อบุคค?หรือสิ่งนั้นโดยถูกต้อง ด้วยความจริงใจ ลักษณะของความเคารพมีดังนี้ ? ความสุภาพอ่อนโยน หมายถึงการแสดงออกซึ่งกิริยาวาจาสุภาพอ่อนโยนต่อบุคคลทั่วไ?? ความอ่อนน้อม หมายถึงการไม่ทำตัวให้แข็งกระด้าง ไม่ประพฤติผิดในสิ่งที่หยาบคายต่อบุคคลอื่??ทั้งทางกาย วาจา และทางใจ ? ความเชื่อฟัง หมายถึงการไม่ดื้อรั้?รับฟังด้วยเหตุผล ยอมรับปฏิบัติตามด้วยความจริงใจและเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง ? ความรู้จักสถานที?หมายถึงรู้จักวางตัวได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับกาลเวลา คือเลือกประพฤติตัวได้อย่างพอเหมาะพอควรทั้งต่อบุคคลและสถานที่ มี ?ประการ คื?(อง?ฉกฺก.๒๒/๓๐?๓๐?

??พุทธคารวตา ความเคารพในพระพุทธเจ้า หรือบางแห่งเรียกว่?"สัตถุคารวต?quot; ข้อนี้นับเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่จะต้องแสดงออกด้วยความเคารพอย่างจริงจังและด้วยศรัทธา เพราะถ้าขาดความศรัทธาแล้?คุณธรรมข้ออื่น ?ก็จะไม่เกิดขึ้?ถึงแม้ว่าพระพุทธเจ้าจะปรินิพพานไปนานแล้ว แต่สัญลักษณ์หรือสิ่งที่ทำให้ระลึกถึงพระพุทธองค์ยังปรากฏอยู?เช่น พระบรมสารีริกธาต?สังเวชนียสถานทั้??และพระพุทธรู?เป็นต้?br>
??ธัมมคารวตา ความเคารพในพระธรรม อันหมายถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสน?ทั้งที่เป็นส่วนพระธรรม และพระวินั?ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงและบัญญัติไว้แล้ว รวมทั้งการเคารพต่อคัมภีร์พระธรรมวินั?โดยไม่แสดงอาการดูหมิ่น

??สังฆคารวตา ความเคารพในพระสงฆ์ทั้งที่เป็นพระอริยสงฆ์ และสมมติสงฆ์ โดยแสดงความเคารพดังนี้ คื?ไม่แสดงกริยาวาจารที่ดูหมิ่นเหยียดหยา?ไม่ปลอมแปลงเป็นเพศพระสงฆ?และหมั่นเข้าไปหาท่านเพื่อสนทนาธรรม และฟังธรรมะจากท่านบ่อย?br>
??สิกขาคารวต?ความเคารพในสิกขา หมายถึ?ความเคารพต่อการศึกษาเล่าเรีย?ในที่นี้ หมายถึ?ความเคารพในไตรสิกข?คื?ศี?สมาธ?และปัญญา เพื่อให้เกิดความตั้งมั่น และให้เกิดปัญญ?คือความรู้ในกองสังขารทั้??อันจะเป็นแนวทางให้บรรลุถึงพระนิพพานได้

??อัปปมาทคารวต?ความเคารพในความไม่ประมาท หมายถึ?เคารพในความเพียรพยายามเพื่อละอกุศลทุจริต และประพฤติปฏิบัติในกุศลสุจริ?หรือเคารพในการพยายามเพื่อละความชั่?และประกอบคุณงามความดีอยู่เสม?หรือ หมายถึงการแสดงเคารพในการประกอบกิจการงานทุกอย่างทั้งโดยส่วนและส่วนตนด้วยสติสัมปชัญญ?br>
??ปฏิสันถารคารวต?ความเคารพในการปฏิสันถา?/strong> หมายถึ?ความเคารพในการต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยอัธยาศัยไม่ตรีที่ดีต่อกั?อันแสดงออกถึงความมีน้ำใจ ความโอบอ้อมอารีต่อกั?ซึ่งการปฏิสันถาร มี ?ประการคื?? อามิสปฏิสันถาร คื?การต้อนรับด้วยอามิสสิ่งของ ? ธัมมปฏิสันถา?คือการต้อนรับด้วยการกล่าวธรร?หรือสนทนาปราศรัยด้วยธรรม?/p>

? ฆราวาสธรรม คื?ธรรมสำหรับผู้ครองเรือน หรือคฤหัสถ?เป็นธรรมที่จะนำความสุข และเป็นสามัคคีธรรม ช่วยให้บุคคลในตระกูลมีความสมานสามัคค?ทำให้ชีวิตในการมีความสุข ความสง?อันสมควรแก่ฆราวาสวิสัย มี ?ประการ คื?(สํ.? ๑๕/๘๔?๒๕?

??สัจจ?ความซื่อสัตย์ต่อกั?/strong> ความจริงใจ ความซื่อตร?เป็นพุทธจริยธรรมที่สำคัญในการคบหากับทุกชนชั้นจนถึงผู้อยู่ครองเรือนเดียวกัน เช่น สามี ภรรย?บิดามารดากับบุตร เป็นต้?

??ทม?ความข่มใ?/strong> การฝึกฝน เป็นข้อปฏิบัติเพื่อไม่ให้ตนเองตกไปอยู่ในอำนาจกิเลส หรือถูกอารมณ์ต่า??ครอบงำจิตใ?ให้มีสติระวังทวารภายนอ?คื?ตา หู จมูก ลิ้น กา?และทวารภายใน คื?ใจ เมื่อถูก รู?เสีย?กลิ่?รส โผฏฐัพพะ มาปรากฏในทวารภายนอกก็ด?อย่าให้อารมณ์เหล่านี้ครอบงำได้ ให้รู้จักควบคุมและแก้ไขข้อบกพร่อ?ปรับปรุงตนให้เจริญก้าวหน้าด้วยสติปัญญา

??ขันต?ความอดทน ตั้งมั่นในการทำหน้าการงานด้วยความขยันหมั่นเพีย?เข้มแข็ง ทนทา?ไม่หวั่นไห?มั่นใจในจุดหมา?ไม่ท้อถอ?อดกลั้นต่ออารมณ์อันเกิดจากอำนาจโทส?

??จาคะ การให้ปันสิ่งของของต?/strong> เสียสละความสุขสบายและผลประโยชน์ส่วนตนได้ ใจกว้า?พร้อมที่จะรับฟังความทุกข?ความคิดเห็?และความต้องการของผู้อื่น พร้อมที่จะร่วมมื?ช่วยเหลื?เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่คับแคบเห็นแก่ตนหรือเอาแต่ใจตัวเอง พร้อมกันนั้น นอกจากนี?จาคะ ยังหมายถึงการสละกิเลสอีกด้วย

***

ที่ม?: สาคร ศรีดีุ? (๒๕๔๕). วิเคราะห์หลักพุทธจริยธรรมที่ปรากฏในเพลงพื้นบ้านจังหวัดสุพรรณบุรี: ศึกษาเฉพาะกรณีเพลงอีแซ? วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต, สาขาวิชาจริยศาสตร์ศึกษ?บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Monday 2 October, 2006 3:03 PM