พุทธศาสนากับสสารนิยม
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร?
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

สสารนิยม (Materialism) เป็นแนวคิดทางปรัชญที่มีมาตั้งแต่สมัยโบรา?เนื่องจากมนุษย์ได้สัมผัสกับสสารวัตถุอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ต่อมาแนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบทั้งในจีน อินเดี?และกรี?โดยปรัชญ?“สสารนิยม” ของจีนเห็นพ้องกับปรัชญ?“สสารนิยม” (จารวาก) ของอินเดีย ที่ว่าโลกแห่งสสสารวัตถุที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้เป็นโลกที่จริงเพียงโลกเดียว

ส่วนปรัชญา “สสารนิยม” ของกรีซนั้?มุ่งแสวงหาสิ่งที่เรียกว่?“ปฐมธาตุ?(First Element) กล่าวคือ ตัวร่วมของสรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวา?ทาเส?(Thales) บิดาแห่งปรัชญากรีกเห็นว่?“น้ำ คือปฐมธาตุ เพราะสามารถดำรงอยู่ได้ทั้งสถานะที่เป็นของแข็?ของเหล?และก๊าซ” นักปรัชญากรีกท่านอื่??เห็นว่?ปฐมธาตุคือ ดินบ้า?ลมบ้าง หรือ ดิ?น้?ลม ไฟ รวมกันบ้าง แต่นักปรัชญากรีกที่สำคัญอีกท่านหนึ่งคื?เดโมคลีตุส (Democretus) เห็นว่?“ปฐมธาตุ คื?อะตอ?(atom)?ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกย่อยต่อไปอีกได้ แต่ทรรศนะเรื่อ?“สสารนิยม” ก็ไม่อาจไปไกลได้มากกว่านี้นานนับสหัสวรรษ เนื่องจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ยังมีอยู่อย่างจำกัด

หลังยุ?“การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ?(Renaissance) แล?“การปฏิวัติอุตสาหกรรม” ในยุโร?นับตั้งแต่การค้นพบ “กฎแห่งแรงโน้มถ่วง?ของนิวตั้น (Newton) เป็นต้นม?วิทยาศาสตร์ได้เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ปรัชญ?“สสารนิยม” เจริญรุ่งเรือง แต่ก็ยังอยู่ในกรอบขอ?“ฟิสิกส์แบบนิวตั้น?(Newtonian Physics) กล่าวคือ เชื่อว่าอะตอมเป็นสิ่งที่แข็งตัวและอยู่นิ่งอยู่กับที่ อะตอมและสิ่งที่ประกอบขึ้นด้วยอะตอมจะเคลื่อนที่ไปก็ต่อเมื่อมีแรงภายนอกมากระทบมันเท่านั้?(Determinism) สรรพสิ่งเคลื่อนไหวไปอย่างเป็นระบบจักรก?(Machanism) และสรรพสิ่งสามารถทอนลงเป็นหน่วยย่อยได้ (Reductionism) ปรัชญาด้าน “สสารนิยม” ดังกล่าวมีอิทธิพลต่อวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่?การแพทย์และสาธารณสุข และต่อวิชาการด้านสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐศาสตร์แม้กระทั่งในปัจจุบัน

“สสารนิยม” ตั้งต้นจากทรรศนะที่ว่า “สิ่งที่เป็นจริงจะต้องสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้??คื?ตา หู จมูก ลิ้น กา?สิ่งที่ต?หู จมูก ลิ้น กา?ไม่สามารถสัมผัสได้เป็นสิ่งที่ไม่จริง?เมื่อเป็นเช่นนี้โลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้จึงเป็นโลกที่จริงแท้เพียงโลกเดียว โลกแห่งนามธรรมมีเพียงในความคิด หรือความฝันของมนุษย์เท่านั้น มันจึงไม่มีอยู่จริ?

ชีวิตของมนุษย์มีเพียงความจริงทางด้านสรีรร่างกายเท่านั้?สิ่งที่เรียกว่?“จิต?ไม่มีอยู่จริ?จิตเป็นเพียงปฏิกิริยาทางชีวเคมีที่เกิดจากความสลับซับซ้อนของร่างกายเท่านั้น สรีรร่างกายของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างทางสมอ?มีความละเอียดอ่อนและสลับซับซ้อนมาก มันซับซ้อนมากจากระทั่งเราคิดว่าเรามี “จิต?แต่จิตก็หามีอยู่ไม?ความจริงของมนุษย์ก็คือความจริงทางด้านร่างกายเท่านั้น ดังนั้ ในแง่นี้มนุษย์จึงเป็นหุ่นยนต์ชนิดหนึ่ง แต่เป็นหุ่นยนต์ทางชีวเคม?ซึ่งอาจผ่าตัดเปลี่ยน “อะไหล่” ได?

แม้ว่าพุทธศาสนาจะมีทฤษฎีความรู?(Epistemology) ที่ใกล้เคียงกับปรัชญ?“สสารนิยม” กล่าวคือ พุทธศาสนายอมรับว่ามนุษย์สัมผัสและรับรู้โลกภายนอกโดยผ่านทางประสาทสัมผัส (หรือ “อายตนะ”) คื?ตา หู จมูก ลิ้น กา?(ที่รับรู้รูป รส กลิ่?เสีย?สัมผัส) แต่พุทธศาสนาก็ยอมรับอีกเช่นกันว่ามนุษย์มีอายตนะที่ ?คื?“ใจ” (ที่รับรู?“ความรู้สึกนึกคิด”) แล?“ใจ” ของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาให้สูงส่งได้จนกระทั่งสามารถพ้นทุกข์ได?

หลัก “ไตรลักษณ์?ของพุทธศาสนาข้อหนึ่ง คื?อนิจจั?(ความไม่เที่ย? นับเป็นการปฏิเสธทฤษฎ?“ฟิสิกส์แบบนิวตั้น?โดยสิ้นเชิ?ในโลกทัศน์ของพุทธศาสนาทุกสิ่งเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่เหมือ?“อะตอม?ของนิวตั้น ซึ่งจะเคลื่อนไหวก็ต่อเมื่อมีแรงผลักจากภายนอกเท่านั้น ตามทรรศนะของพุทธศาสนาทุกสิ่งจึงมิได้เคลื่อนไปอย่างจักรกล (Non-Mechanism) มิได้เคลื่อนไปเมื่อเกิดแรงกระทบจากภายนอกแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น (Non-Determinism) แต่อาจเคลื่อนที่ไปจากการเคลื่อนไหวภายใ?หรือจากแรงจูงใจของ “จิตใจ?ได?ดังนั้?“จิตใจ?จึงไม่สามารถทอนลงเป็นวัตถุหรือร่างกายได้ Non-Reductionism) ดังนั้?พุทธศาสนาจึงแตกต่างไปจากปรัชญา “สสารนิยม” อย่างเด่นชัด.

***

ที่ม?: หนังสือพิมพ์มติชนรายวั? ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๘ กันยาย??? ๒๕๔๖ ปีที?๒๖ ฉบับที?๙๓. คอลัมน์หน้าต่างความจริ? หน้า ?

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Wednesday 4 October, 2006 10:56 PM