พุทธศาสนาไม่ใช่จิตนิยม
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร?
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

“จิตนิยม?(Idealism) เป็นแนวคิดทางปรัชญาที่มีมาแต่โบราณ เชื่อกันว่าเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่มนุษย์ค้นพบไฟ สามารถขับไล่สัตว์ใหญ่ให้ออกจากถ้?และยึดเอาถ้ำเป็นที่อยู่อาศัยโดยก่อไฟไว้ที่ปากถ้ำ ทำให้มนุษย์รู้สึกปลอดภัยและนอนหลับได้สนิ?เมื่อนอนหลับสนิทมนุษย์ก็เห็นความฝันชัดเจ?จึงเข้าใจเอาเองว่า “จิต?หรือ “วิญญาณ” ของตนออกไปท่องเที่ยวขณะที่ตนเองนอนหลับ

แนวคิดเรื่อง “จิตนิยม?ได้รับการพัฒนาต่อมาโดยนักปรัชญาทั้งในกรีซและอินเดี?และต่อมาได้มีอิทธิพลต่อศาสนาทั้งในตะวันตกและตะวันออก “จิตนิยม?เริ่มต้นจากแนวความคิดที่ว่?“สิ่งที่เป็นจริงจะต้องแน่นอนตายตัว เที่ยงแท?นิรันด?ตลอดกา?สิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอนเป็นสิ่งที่ไม่จริง” เมื่อเป็นเช่นนี้โลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้จึงเป็นโลกที่ไม่จริงแท้ เพราะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

โลกที่จริงแท้จะต้องเป็?“โลกแห่งนามธรรม” เท่านั้น เพรา?“นามธรรม?อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวงของวิชาฟิสิกส?ทันทีที่เป็นรูปธรรมทุกสิ่งจะต้องตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของฟิสิกส์ทั้งสิ้?ซึ่งเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวล?

“โลกแห่งนามธรรม” นี?เพลโ?(Plato) นักปรัชญากรีกเรียกว่?“โลกแห่งแบ?(Form)?ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูเรียกว่?“พรหมัน” หรือ “ปารมาตมัน?ส่วนศาสนาที่เชื่อเรื่องพระเจ้าเรียกว่า “อาณาจักรของพระเจ้า”

ตามทรรศนะของ “จิตนิยม?ชีวิตมนุษย์แบ่งออกเป็น ?ส่วนคื?ร่างกายและจิตใ?ร่างกายเป็นสมาชิกของโลกแห่งสสารวัตถุ ส่วนจิตใจเป็นสมาชิกของโลกแห่งนามธรรม

จิตใจทำหน้าที่ควบคุมบังคับบัญชาร่างกายให้แสดงพฤติกรรมต่า??ไปตามที่จิตใจต้องการ ดังคำกล่าวที่ว่า “จิตเป็นนา?กายเป็นบ่าว” เมื่อร่างกายตายลงจิตหาได้ตายตามไม่ จิตซึ่งเป็นตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์จะเป็นอิสระจากร่างกาย และออกจากร่างกายซึ่งเสื่อมสลายไป

ปัญหาต่อมาก็คือว่าเมื่อออกจากร่างกายแล้วจิตจะไปที่ไห?“จิตนิยมตะวันตก”เช่น ศาสนาที่เชื่อพระเจ้าองค์เดีย?(Monotheism) ทั้งหลาย อธิบายว่าจิตจะตรงดิ่งไปยังที่ที่พระเจ้ากำหนดไว?และรออยู่ที่นั้นจนกว่าจะถึ?“วันสิ้นโลก” แล้วพระเจ้าจะทรงลงมาตัดสิน ใครทำดีก็ขึ้นสวรรค?ใครทำชั่วก็ลงนรก

ในทางดาราศาสตร์แล้?ดวงอาทิตย์จะมีเชื้อเพลิงเผาไหม้ตัวเองไปอีกประมาณ ?๐๐?ล้านปีก็จะดั?เมื่อถึงเวลานั้นโลกก็จะถึงกาลอวสาน ถ้าหาก “วันสิ้นโลก” หมายถึงวันดังกล่าวแล้ว จิตของคนตายจะต้องรอแกร่วอยู่นานโขทีเดียวกว่าจะได้รับการพิพากษา

สำหรับ “จิตนิยมตะวันออก?เช่น ศาสนาพราหมณ์หรือฮินด?อธิบายว่?จิตจะล่องลอยไปหาร่างกายใหม?(โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืนที่มีการปฏิสนธ?จิตจะวิ่งตรงเข้าสวมร่างกายใหม่นั้นทันท? พวกพราหมณ์เปรียบร่างกายเหมือนกับเสื้อผ้า เมื่อเราใส่จนเก่าขาดแล้วก็ทิ้งไป และหาเสื้อผ้าใหม่มาสวมใส่แทน แนวคิดเช่นนี้เรียกว่าทฤษฎี “จิตอมตะ?(อาตมัน) และเป็นที่มาของทฤษฎี “การกลับชาติมาเกิดใหม่?(rebirth) โดยต้นตอของทฤษฎีเกิดที่อินเดียก่อน แล้วต่อมาก็แพร่หลายไปยังดินแดนที่ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดีย เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย เป็นต้?

เมื่อพุทธศาสนาเกิดขึ้นในอินเดี?พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธทฤษฎ?“จิตอมตะ?ของพวกพราหมณ?โดยชี้ให้เห็นว่าทฤษฎีดังกล่าวไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในธรรมชาต?และเสนอทฤษฎี “อนัตตา” ขึ้นมาแท?โดยทรงอธิบายว่?ร่างกายไม่สามารถตั้งอยู่ได้โดยปราศจากจิตใจ และจิตใจก็ไม่สามารถตั้งอยู่ได้โดยปราศจากร่างกา?ทั้งร่างกายและจิตใจนั้นสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก

พุทธศาสนายอมรับว่า จิตนั้นมีอยู?แต่มีอยู่อย่างไม่เป็นตัวไม่เป็นต?เป็น “อนัตตา” (ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง) ดังนั้นพุทธศาสนาจึงมิใช่ “จิตนิยม?ในความหมายที่กล่าวมาทั้งหม?

***

ที่ม?: หนังสือพิมพ์มติชนรายวั? ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๓๑ สิงหาค??? ๒๕๔๖ ปีที?๒๖ ฉบับที?๙๓๐๕. คอลัมน์หน้าต่างครอบครั? หน้า ?

 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Monday 2 October, 2006 2:22 PM