ภูฏา?: วัชรยานใต้ฟ้าป่าหิมพานต์
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร?
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

 

 

ในระหว่างวันที?3-10 กันยาย?พุทธศักราช 2548 กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ภายใต้การนำของท่านฐากุ?พานิ?รองปลัดกระทรวง ได้พาคณะผู้แทนจากประเทศไทย อันประกอบด้วยเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรร?กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสน?ศิลป?วัฒนธรรม สื่อมวลช?รวมทั้งตัวแทนนักศึกษาในฐานะยุวทู?จำนว?28 คน ไปเยือนประเทศเนปาลและภูฏาน ภายใต้โครงกา?"ทำความรู้จักกับประเทศสมาชิกใหม?BIMSTEC" (Getting to Know the New BIMSTEC Members)

BIMSTEC(Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation) เป็นกรอบความร่วมมืออันหลากหลายทางวิชาการและเศรษฐกิจระหว่าง 7 ประเทศในบริเวณอ่าวเบงกอล อันได้แก?บังกลาเท?ภูฏา?อินเดี?พม่า เนปา?ศรีลังกา และไทย นับเป็นกรอบความร่วมมือเดียวที่เชื่อมโยงอนุภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าด้วยกัน นอกเหนือจากความร่วมมือทางด้านการค้?การลงทุน การเกษตร การประมง พลังงา?การท่องเที่ย?คมนาคม และเทคโนโลยีแล้ว ประเทศสมาชิกยังแสวงหาความร่วมมือในด้านการลดความยากจน การต่อต้านการก่อการร้า?การคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้ว?

ระหว่างที่เยือนประเทศเนปาลในวันที่ 3-5 กันยาย?2548 นั้น คณะได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นทั้งจากท่านเอกอัครราชทูตไทยประจำเนปา?รัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ของเนปาลอย่างดียิ่?โดยได้เยี่ยมชมโบราณสถานต่างๆ ที่น่าสนใจ ทั้งในกรุงกาฐมาณฑุและเมืองภักทาพูร?เช่น สถูปสวายัมภูนา?สถูปพุทธนา?ย่านธาเม?ย่านพาทา?และพาชูพาตินาถ เป็นต้?

อารยธรรมอินเดียเป็นอารยธรรมของการแสวงหาความพ้นทุกข?โลกทัศน์ของอินเดียนั้นมองว่าชีวิตของมนุษย์มีความทุกข?โดยเฉพาะอย่างยิ่งความทุกข์ทางจิตใจ) แต่ความพ้นทุกข์และหนทางที่จะเข้าถึงความพ้นทุกข์ก็มีอยู?การประพฤติพรหมจรรย?การครองตนเป็นโสด) และการสละโลกเพื่อบำเพ็ญเพียรทางสมาธิภาวน?โดยการใช้ชีวิตนักบวชหรือการหลีกเร้นตามป่าตามถ้?ถือเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ อินเดียจึงเป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมการออกบว?และเป็นต้นแบบของสถาบันนักบวช ศาสนาทุกศาสนาที่เกิดขึ้นในอินเดียแม้ว่าจะมีปรัชญาและรายละเอียดที่แตกต่างกั?แต่ก็มีโลกทัศน์ดังกล่าวร่วมกัน

เมื่อวัฒนธรรมการออกบวชของอินเดียมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน และดำเนินมาถึงจุดหนึ่งประชาชนลดน้อยถอยลงเพราะพากันไม่ใส่ใจในทางโลก จึงเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับ เกิด "วัฒนธรรมคชุรโห" (Kashuraho) อันเป็นวัฒนธรรมที่สุดโต่งในทางกามคุณขึ้นมา เกิดศิลปะและปฏิมากรรมอันลือเลื่องในทางส่งเสริมกามคุณ และเป็นที่มาขอ?"กามสูต? (Kama Sutra) ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่เกี่ยวกับกามคุณอันโด่งดังของอินเดี?ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อกว่?1,000 ปีที่แล้?

เมื่อเกิดแนวความคิดที่สุดโต่งทั้งสองนี้ในอินเดียแล้ว ต่อมาวัฒนธรรมสุดโต่งทั้งสองสายนี้ก็ค่อยๆ เข้ามาบรรจบกัน กลายเป็นลัทธ?"ตันตระ" (Tantricism) ในที่สุด ลัทธิตันตระได้เชื่อมโยงเรื่องราวของเทพเจ้าและกามคุณเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าตื่นตาตื่นใ?โดยอธิบายว่าการที่เทพเจ้าทุกพระองค์ล้วนแล้วแต่มี "ทาระ"(Tara) หรือคู่ครองสวมกอดอยู่นั้?เป็นสัญลักษณ์ของการรวมพลังอันยิ่งใหญ่ของเพศชายและเพศหญิงเข้าด้วยกั?กลายเป็นพลังอันสมบูรณ์ของจักรวาล ศิลปกรรมในเนปาลได้สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดนี้อย่างเด่นชั?ลัทธิตันตระได้กลายเป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงศาสนาฮินดูและพุทธศาสนาเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่?ดังปรากฏในศาสนาและวัฒนธรรมของเนปาลปัจจุบัน

ระหว่างวันที?5-10 กันยาย?2548 คณะผู้แทนไทยได้เยือนประเทศภูฏานอย่างเป็นทางการ โดยได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นจากท่านเอกอัครราชทูตไท?และกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำภูฏา?คณะได้เข้าพบทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและวัฒนธรร?รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเท?รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของภูฏาน ได้เห็นถึงศรัทธาอันมั่นคงในพุทธศาสนา ระบบ "เศรษฐกิจแบบพอเพียง" ที่มีเป้าหมายการพัฒนาประเทศคือ "ความสุขประชาชาติ" (Gross National Happiness) อันรวมถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่น การปกครองด้วยสติปัญญ?และการพิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อ?โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าเขาลำเนาไพรและลำธารน้ำใสสะอา?ที่ยังมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ในดินแดนบนเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้ อันเป็นดินแดนแห่งฟ้าใสและป่าหิมพานต์จากอดีตถึงปัจจุบัน

คณะผู้แทนไทยได้เยี่ยมชมสถานที่ รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีอันวิจิตรพิสดารตระการตาของชาวภูฐาน ทั้งที่เมืองธิมภ?Thimphu) อันเป็นเมืองหลวง เมืองวันดิโพแดรง(Wandi Phodrang) เมืองภูนาค?Punakha) และเมืองพาโร(Paro) อันเป็นเมืองหน้าด่าน โดยแต่ละเมืองนั้นได้เยี่ยมชม "ซอ? (Dzong) ที่สำคัญซึ่งเป็นปราสาทและวัดในอาเขตเดียวกั?พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด รวมทั้งระบำหน้ากากทางศาสนาอันเลื่องชื่อในเทศกาลประจำปีของชาวภูฏา?นอกเหนือจากทิวทัศน์อันงดงามทั่วทั้งประเทศบนเทือกเขาหิมาลัย จนได้ชื่อว่า "สวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย"

พุทธศาสนาฝ่า?"วัชรยา? (Vajrayana) หรือ "ตันตระ" (Tantra) ในภูฏา?ได้รับอิทธิพลจากอินเดียสมัยที่ลัทธิตันตระกำลังเฟื่องฟู ในยุคแห่งความรุ่งเรืองนั้นลัทธิตันตระมีอิทธิพลต่อทั้งปรัชญาและศาสนาในอินเดียอย่างใหญ่หลว?จนทำให้เกิดศาสนาฮินดูแบบตันตระ ศาสนาเชนแบบตันตร?และพุทธศาสนาแบบตันตระขึ้?โดยที่ลัทธิตันตระได้ยกย่องและเน้นความสำคัญของเทพเจ้าที่เป็นเพศหญิง "เทพเจ้? ทุกพระองค์ในคติความเชื่อแบบตันตร?(ซึ่งรวมทั้งพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลา? จึงม?"ทาระ" (คู่ครอ? สวมกอดอยู่ ดังที่แสดงออกในศิลปะแบบตันตระในภูฏาน

ปฏิมากรรมหรือจิตรกรรมแบบตันตระ ซึ่งมีเทพเจ้าเพศหญิงและเพศชายสวมกอดกันอยู่นั้น เรียกว่า "ยั?ยุ? (yab-yum) มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าอย่างอื่?พุทธศาสนาฝ่ายตันตระอธิบายว่า การตรัสรู้เป็นผลรวมของปัญญาและกรุณ?โดยที่เพศหญิงเป็นสัญลักษณ์ขอ?"ปัญญ? ขณะที่เพศชายเป็นสัญลักษณ์ของ "กรุณ? (ซึ่งตรงข้ามกับสามัญสำนึกของคนในปัจจุบั?ตามทรรศนะแบบตันตระ ปัญญาเปรียบเหมือนดวงตา กรุณาเปรียบเหมือนแขนขา หากขาดดวงตาแล้วแขนขาก็กระทำการอย่างมืดบอ?หากขาดแขนขาแล้วดวงตาก็ไม่อาจจะทำอะไรได?ดวงตาและแขนขาจึงต้องทำงานร่วมกันอย่างแยกไม่ได้ ปัญญาและกรุณาต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวจึงจะเป็นการตรัสรู้ที่สมบูรณ?

พุทธศาสนาฝ่ายตันตร?ซึ่งเป็นผลรวมของพุทธศาสนาและลัทธิตันตระนั้?มีทรรศนะในเชิงบวกต่อเรื่องเพ?ตามคำสอนของพุทธศาสนาฝ่ายตันตระ คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนซึ่งรักษาศีลห้า สามารถมีเพศสัมพันธ์กับคู่ครองได้โดยมิได้ละเมิดคำสอนของพระพุทธเจ้าแต่อย่างใ?สำหรับฆราวาสแล้วศีลข้อที่สามห้ามเพียงมิให้มีเพศสัมพันธ์นอกการสมรสเท่านั้?พุทธศาสนาฝ่ายตันตระถือว่าเรื่องเพศเป็น "วิถีทา? หรือ "อุบา? อย่างหนึ่งในการเดินทางไปสู่การตรัสรู?แทนที่จะไม่เอ่ยถึงและปล่อยให้ฆราวาสเกี่ยวข้องกับกามคุณอย่างไร้ทิศทาง พุทธศาสนาฝ่ายตันตระกลับสอนให้สาวกเข้าหากามคุณด้ว?"สต? เพื่อที่จะเรียนรู้ธรรมชาติที่แท้จริงของมัน และเพื่อว่าจะเอาชนะมันได้ในที่สุ?พุทธศาสนาฝ่ายตันตระอุปมาว่าเพื่อที่จะเอาน้ำออกจากห?เราต้องกรอกน้ำเข้าไปในหูอี?หนามยอกก็ต้องเอาหนามบ่?ดังนั้นในการเอาชนะกามคุณ เราต้องรู้จักธรรมชาติที่แท้จริงของมั?ถ้าเราไม่รู้จักธรรมชาติที่แท้จริงของมันแล้?ก็ย่อมไม่อาจอยู่เหนือมันได?

สำหรับบรรพชิตผู้ครองเพศพรหมจรรย์จะต้องใช้วิธีการอีกอย่างหนึ่?เนื่องจากกิเลสทั้งหลายรวมทั้งกามคุณด้วยนั้นเกิดขึ้นจาก "ความคิ? พุทธศาสนาจึงสอนให้สานุศิษย์เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของความคิ?เพื่อที่จะ "เห็น" ความคิดและตัดกระแสของความคิดได้นั้?"ความรู้สึกตั? (สต? เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง ดังนั้?"การเจริญสต? จึงเป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม ในพุทธศาสนาฝ่ายตันตร?การเพ่งภาพสัญลักษณ์ต่างๆ บางครั้งก็ถูกนำมาใช้ในระหว่างการทำสมาธิภาวนา เพื่อการอยู่เหนือกามคุณทั้งปวง ในอดีตนั้นภาพตันตระเป็นสื่อการสอนเฉพาะตัวระหว่างอาจารย์กับศิษย?แต่ปัจจุบันภาพเหล่านี้กลับถูกทำให้กลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมไ?

พุทธศาสนาฝ่ายวัชรยานนั้นรุ่งเรืองอยู่ในภูฏาน ทิเบ?และมองโกเลีย ทุกวันนี้ภูฏานได้กลายเป็นปราการหรือที่มั่นสุดท้ายของพุทธศาสนานิกายที่วิจิตรพิสดารและเร้นลับนี้ในโลกปัจจุบั?

***

ที่ม?: หนังสือพิมพ์มติชนรายวั? ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๑๘ กันยาย??? ๒๕๔๘ ปีที?๒๘ ฉบับที?๑๐๐๕? คอลัมน์หน้าต่างครอบครั? หน้า ?

Google
 
 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Saturday 21 February, 2009 7:50 PM