คำถา?- คำตอบเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
 


ที่ม?: คำถา?คำตอ?เกี่ยวกับพุทธศาสนา เล่ม ?
โด?สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์แห่งชาต?สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี. กรุงเทพฯ. (๒๕๓๙).

 

***

พระพุทธศาสนา คืออะไ??

พระพุทธศาสนาอาจมีคำจำกัดความและคำอธิบายจากประเด็นต่า??ดังต่อไปนี?

?พระพุทธศาสนา คื?คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้?(พระพุทธเจ้?คื?ท่านผู้ตรัสรู้ หรือผู้รู้อย่างแจ่มแจ้? ซึ่งแนะนำให้ยกฐานะของมนุษยชาติขึ้นสู่ความบริสุทธิ์ สะอา?(ด้วยศี? ความสงบระงับ (ด้วยสมาธ? และความเข้าใจแจ่มแจ้?(ด้วยปัญญ?

?พระพุทธศาสนา คื?ศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงก่อตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มาก เพื่อความสงบสุขของคนหมู่มา?เพื่อความสุขของคนหมู่มาก และเพื่ออนุเคราะห์โล?บุคคลจากทุกสาขาความเป็นอยู?อาจนำคำสอนไปประพฤติปฏิบัติได้ตามความสามารถ และความพอใจของตน

?พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งการพิจารณาเหตุผลและการปฏิบัติเพื่อช่วยตนเอง พึ่งตนเอ?และขยายความช่วยเหลือไปสู่ผู้อื่นด้วยความปรารถนาด?(เมตต? และความคิดช่วยให้พ้นทุกข?(กรุณ?

? พระพุทธศาสนา เป็นทั้งปรัชญาและการปฏิบัต?แม้จะยอมรับความมีอยู่ของเท?แต่ก็มิได้สอนให้เชื่อในเทพผู้ยิ่งใหญ่ว่าเป็นส่วนสำคัญของศาสน?แต่กลับสอนผู้นับถือให้มีคุณธรร?เช่น ความละอายใจที่จะทำความชั่ว (หิริ) และความเกรงกลัวที่จะทำความชั่ว (โอตตัปปะ) อันเป็นคุณธรรมที่ทำให้คนเป็นเทพแทน พระพุทธศาสนาสอนให้พุทธศาสนิกชนมีคุณสมบัต?คื?ศรัทธา ความเชื่อที่ถู?ศี?ความประพฤติดีงาม สุตต?การหาความรู้ จาคะ การเอื้อเฟื้อให้ปั?และปัญญา ความรู้แจ้งเห็นจริ?(โปรดสังเกตว่?ทุกแห่งที่สอนให้มีศรัทธา จะสอนปัญญาไว้กำกับเป็นข้อสุดท้ายเสมอ) คุณธรรมเหล่านี้ทำให้คนเป็นเทพในชีวิตนี?(โดยไม่ต้องรอให้ตายเสียก่อน) พระพุทธศาสนาสอนว่า เทพโดยความบริสุทธิ?เป็นอิสระจากกิเล?คื?ความโล?ความโกรธ และความหลง นับว่าเป็นผู้ประเสริ?

? พระพุทธศาสนาอาจกล่าวโดยสรุปเพื่อความเข้าใจอย่างกว้าง ?ดังต่อไปนี?

ประเทศที่เกิ?/u>
อินเดี?/font>
   
กาลเวลาที่เกิด
ศตวรรษที??ก่อนคริสตศ?/font>
   
ผู้ก่อตั้ง
พระพุทธเจ้?(ท่านผู้ตรัสรู้) ผู้เป็นเจ้าชายสิทธัตถะมาก่อน ผู้มีพระนามทางพระโคตรว่า "โคตม?quot; แห่งศากยวงศ์
   
หลักคำสอ?/u>
เว้นความชั่วทั้งปว?ทำความดี และชำระจิตใจให้สะอาด
   
ประเภทของศาสนา
เป็นศาสนาสาก?คื?แพร่ออกไปสู่หลายประเทศ เป็นศาสนาอเทวนิย?คื?มิได้ถือว่ามีเทพเจ้าเป็นศูนย์กลางของคำสอ?/font>
   
นิกายที่สำคั?/u>

- เถรวาท (ใช้คำสอนดั้งเดิมเป็นหลัก ไม่เปลี่ยนแปลงหลักคำสอ?

 

- มหายาน (เพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงหลักบางประการไปจากเดิ?

   
การรวมตัวของความแตกต่า?/u>
องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (???) เป็นองค์การระดับโล?เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก มีศูนย์ส่วนภูมิภาค ๑๒?แห่ง ใน ๓๗ ประเทศ (??๒๕๓๙) สำนักงานใหญ่ขององค์การนี้ตั้งอยู่เป็นการถาวรในประเทศไท?
[องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ๖๑?สวนเบญจสิร?ซอยเมธีนิเวศน์ (แยกซอยสุขุมวิท ๒๔) ถนนสุขุมวิ?กรุงเทพฯ ๑๐๑๑?a href="http://www.wfb-hq.org/" target="_blank">
http://www.wfb-hq.org/
พระพุทธศาสนามีพื้นฐานทางประวัติศาสตร?และภูมิศาสตร์อย่างไร

พระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นในประเทศอินเดี?ประมาณ ?๕๐?ปีมาแล้ว เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญา?และเป็นที่รู้จักกันในนามของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

คำสอนของพระองค์รวบรวมไว้ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า "พระไตรปิฎก" ซึ่งตามศัพท์หมายถึ?ตะกร้า ?ใบ คื?พระวินัยปิฎก ซึ่งว่าด้วยวินัยหรือศีลของภิกษุสงฆ?และภิกษุณีสงฆ์ พระสุตตันตปิฎก ซึ่งว่าด้วยพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาว?และพระอภิธรรมปิฎ?ว่าด้วยปรัชญาชั้นสูง

พระพุทธศาสนาเป็นอเทวนิยม ไม่ถือเอาเทพเจ้าเป็นสำคั?พระพุทธศาสนามี ?นิกายหลั?คื?เถรวาท (นิกายดั้งเดิ? และมหายา?(นิกายซึ่งพัฒนาขึ้นในภายหลั? นิกายเถรวาทนับถือกันในประเทศศรีลังกา ไท?พม่า ลา?และเขม?ส่วนมหายาน มีผู้นับถือในประเทศจีน ญี่ปุ่?เกาหลี เวียดนาม ไต้หวั?และธิเบต


จุดมุ่งหมายแห่งการสั่งสอนของพระพุทธเจ้?คืออะไ?

ในพระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงเป็นครั้งแรก คื?“พระธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร” พระสูตรว่าด้วยการหมุนวงล้อ คื?พระธรร?

พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่า “ทางสายกลาง” ซึ่งทำให้เกิดดวงตา ทำให้เกิดปัญญา เป็นไปเพื่อความสงบระงั?เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อการตรัสรู?(คือรู้อย่างแจ่มแจ้? และเพื่อนิพพาน (สภาพที่ดับกิเลสและทุกข์ทั้งปวง) จุดมุ่งหมายแห่งการสอนจึงอยู่ที?“ความสงบระงั?ความรู้ยิ่?การตรัสรู้ และนิพพาน”

ในธรรมเทศนาเรื่องหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงสรปคำสั่งสอนของพระองค์ด้วยคำว่?“วิมุตติ คื?ความหลุดพ้นทางจิดจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง อันไม่กลับมากำเริบอี?เป็นจุดหมายปลายทาง?

เมื่อทรงส่งพระสาวกรุ่นแร?๖๐ รู?ไปประกาศพระศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้ เราพ้นแล้วจากบ่ว?ทั้งที่เป็นของทิพย์และของมนุษย?แม้ท่านทั้งหลายก็พ้นแล้ว จากบ่วงที่เป็นของทิพย์และของมนุษย์ ท่านทั้งหลายจงจาริกไ?เพื่อเกื้อกูลแก่คนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่คนเป็นอันมา?เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน?เพื่อเกื้อกู?และเพื่อความสุขแก่เทพและมนุษย์ทั้งหลาย?
จากพระพุทธวัจนะข้างต้น อาจกล่าวได้ว่า “นิพพา?หรือวิมุตติ” เป็นจุดมุ่งหมายสำคัญแห่งการสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงส่งเสริมพระสาวกให้ปฏิบัติทางสายกลา?หรือมัชฌิมาปฏิปท?เพื่อขจัดกิเลส และกองทุกข์ทั้งปวง แล้วให้ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความกรุณา

โดยย่อ พระพุทธเจ้าทรงสอนประชาชนถึงวิธีที่จะมีความสุ?ความเจริ?ทั้งทางโลกและทางธรรม ผู้ดำเนินตามคำสอนของพระองค์อาจเลือกวิถีชีวิตที่ตนสามารถปฎิบัติได?


สถานภาพของพระพุทธศาสนาในบรรดาศาสนาปัจจุบันของโลก เป็นอย่างไ?

ศาสนาที่ยังมีผู้นับถืออยู่ในโลกอาจจะจัดประเภทได้ ?ประเภท (ตามหลักคำสอน) ดังต่อไปนี?

? ศาสนาประเภทเทวนิยม : เชื่อในความยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าองค์เดียวหรือหลายองค์
? ศาสนาประเภทอเทวนิย?: ไม่เชื่อในความยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าองค์เดียวหรือหลายองค?/p>

พระพุทธศาสนาอยู่ในประเภทอเทวนิยม เน้นในคุณธรร?ซึ่งมนุษย์ทุกคนอาจพัฒนาขึ้นมาได้ พระพุทธศาสนาถือว่าความรู้ด?และความประพฤติดี (วิชา - จรณะ) ทำให้บุคคลประเสริฐในเทพและในมนุษย์ ความรู้ดีและความหลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข?(วิชช?- วิมุตต? เป็นอุดมคติสูงสุดทางพระพุทธศาสนา


จำนวนประชากรที่เป็นชาวพุทธในประเทศไทยมีเท่าไ?เมื่อเปรียบเทียบกับผู้นับถือศาสนาอื่?

กล่าวตามรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตร?ประจำป?๒๕๔๓ ประชาชนชาวไทยจำแนกตามศาสนา ดังต่อไปนี?

จำนวนศาสนิกชนทั่วประเท?
๖๐,๖๑?๒๐?คน
ศาสนาพุท?
๕๗,๓๒?๖๐?คน
ศาสนาอิสลา?
?๘๑?๙๐?คน
ศาสนาคริสต?/div>
๔๓?๖๐?คน
ศาสนาฮินดู
?๙๐?คน
อื่น ?
๑๙,๙๐?คน
ไม่มีศาสนา
?๐๐?คน
ไม่ทรา?br>
?๕๐?คน

*** ที่ม?: สำมะโนประชากรและเคหะ ?? ๒๕๔๓ สำนักงานสถิติแห่งชาต?(รายงานผลล่วงหน้า)
หมายเหตุ เก็บรวบรวมข้อมูล ?เดือนเมษาย?๒๕๔๓

แหล่งข้อมู? หนังสือข้อมูลพื้นฐานด้านการศาสนา ประจำป?๒๕๔๕ กองแผนงา?กรมการศาสน?กระทรวงศึกษาธิกา?(มกราคม ๒๕๔๕)


การปกครองคณะสงฆ์ของไทยมีรูปแบบอย่างไ?

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไท?พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพุทธมามกะ และอัครศาสนูปถัมภก การปกครองคณะสงฆ์ไทยเป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ?? ๒๕๐ค แก้ไขเพิ่มเติม ?? ๒๕๓๕ และบทบัญญัติแห่งกฎมหาเถรสมาค?ซึ่งมีสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินาย?ทรงเป็นประธา?br>
การปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภา?จัดแบ่งเขตดังนี้
? ภา?br> ? จังหวั?br> ? อำเภ?br> ? ตำบล

จำนวนและเขตปกครองดังกล่าวเป็นไปตามที่กำหนดในมหาเถรสมาค?br>
การปกครองคณะสงฆ์ในส่วนภูมิภา?มีพระภิกษุเป็นผู้ปกครองตามลำดับชั้?ดังต่อไนี้
? เจ้าคณะภาค
? เจ้าคณะจังหวัด
? เจ้าคณะอำเภอ
? เจ้าคณะตำบ?

วัดหนึ่งมีเจ้าอาวาสได้ ?รู?แต่ถ้าเห็นสมควรอาจมีรองเจ้าอาวาส หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสได?

องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก คืออะไ?

องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก หรือที่เรียกโดยย่อว่???? เป็นองค์การระหว่างประเทศพุทธศาสน?ตั้งขึ้นเมื่อปีพุทธศักรา?๒๔๙๓ ในประเทศศรีลังกา ซึ่ง ?ที่นั้?ได้มีผู้แทนจาก ๒๗ ประเทศ จากทวีปเอเชี?ยุโร?และอเมริกาเหนื?มาร่วมประชุมพร้อมกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร?br>
ผู้แทนชาวพุทธทั่วโลก ทั้งนิกายเถรวา?มหายาน และวัชรยาน ต่างมารวมกันอยู่ใต้ร่มธงฉัพพรรณรังษี

องค์การระหว่างประเทศของชาวพุทธแห่งนี?ได้ก่อให้เกิดเอกภาพและความเข้าใจกันขึ้นในระหว่างชุมชนชาวพุทธทั่วโล?อาจจะกล่าวได้ว่า ??? ได้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์อันสำคัญที่สุ?คื?เอกภาพระหว่างชาวพุทธทั่วโล?ซึ่งเป็นมูลฐานแห่งความร่วมมื?เพื่อให้เกิดความก้าวหน้า และเสถียรภาพของพระพุทธศาสนาสืบไป

ประเทศไทยมีบทบาทในองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก อย่างไรบ้า?

ประเทศไทยได้เข้าร่วมในการประชุมครั้งเริ่มแรก ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อก่อตั้งองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกขึ้?ในประเทศศรีลังกา ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๓ และในฐานะที่เป็นสมาชิกก่อตั้งขององค์การนี้ ประเทศไทยได้เข้าร่วมประชุมใหญ่ ซึ่งกำหนดให้มีทุกสองปีสม่ำเสมอตลอดมา และได้ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ขององค์การ ซึ่งมีข้อความดังต่อไปนี้

? ส่งเสริมสนับสนุนให้มวลสมาชิกรักษาศีล และปฏิบัติธรรมตามคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

? เสริมสร้างความสามัคค?ความเป็นปึกแผ่?และภราดรภาพในหมู่ศาสนิ?

? เผยแพร่หลักธรรมอันบริสุทธิ์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้?

? ก่อตั้งและดำเนินกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างสันติภาพ และความกลมเกลียวกันในหมู่มนุษย?และความผาสุกให้แก่มวลช?ตลอดจนให้ความร่วมมือกับองค์การอื่น ?ซึ่งประกอบกิจกรรมอันมีวัตถุประสงค์อย่างเดียวกั?

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคื?ประเทศไทยได้รับเลือกจากองค์การ ??? ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานถาวร ในปีพุทธศักราช ๒๕๑๒ โดยมีสำนักงานเลขาธิการระหว่างประเทศทำงานตลอดเวลา เพื่อประโยชน์ของสมาชิกทั่วโล?เหตุผล ซึ่งที่ประชุมใหญ่ขององค์กา???? ตกลงรับข้อมตินี้เป็นเอกฉันท์ก็คื?

? พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของไทย

? พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากจะทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งพระราชอาณาจักรไทยแล้ว ยังทรงเป็นพุทธมามกะด้ว?

? รัฐบาลไทยได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สำนักงานเลขาธิการ ??? ตลอดมา

เกี่ยวกับเรื่องนี้ สมควรจะกล่าวไว้ด้วยว่า รัฐบาลไทยให้เงินอุดหนุนประจำปีเพื่อทำนุบำรุง และเพื่อให้มีบริการอันมีประสิทธิภาพของสำนักงานใหญ่มาจนกระทั่งบัดนี?


ธงสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา มีความหมายอย่างไ?/span>

ธงฉัพพรรณรังษีธงสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา ที่เรียกกันว่า “ธงฉัพพรรณรังษี” (พระรัศมี ?สี) ซึ่งองค์กา???? ได้ประกาศใช้เป็นธงสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาในการประชุมเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๓ นั้น มีหกสี เรียงตามแนวนอนดังนี้ น้ำเงิ?เหลือง แด?ขา?ส้?แล?สีซึ่งเรียกตามภาษาบาลีว่?“ประภัสสร”

ธงหกสีนี้เดิมพันเอ?เฮนร?เอ?ออลคอท พุทธศาสนิกชนชาวอเมริกันเป็นผู้ออกแบบ และชาวพุทธศรีลังกาได้ใช้ต่อม?อย่างไรก็ตาม ธงนี้เริ่มมีผู้นิยมใช้มากขึ้นเมื่อได้ใช้เป็นธงทางการขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโล?เริ่มแรกตั้งแต่ปีพุทธศักรา?๒๕๙๓

การออกแบบธงนี้ได้อาศัยความเชื่อว่า "ไม่ว่าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จ ?แห่งใด พระองค์จะเปล่งพระรัศมี ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นแสงแห่งปัญญา และสันติสุขไปสู่มวลชนทั้งหกทิศ คื?ตะวันออก ตะวันต?เหนื?ใต?เบื้องบนและเบื้องล่า?

อย่างไรก็ตาม พุทธศาสนิกชนชาวไทยยังคงใช้ธงธรรมจักร ซึ่งมีรูปพระธรรมจักรบนพื้นสีเหลืองกันโดยทั่วไป ซึ่งคณะสงฆ์ไทยเป็นผู้ประกาศใช้เป็นทางการ ตั้งแต่ปีพุทธศักรา?๒๕๐๑ เป็นต้นม?br>


สัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา มีความหมายอย่างไ?

สัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสน?เป็นรูปพระธรรมจักร คื?กง หรือ วงล้?อันมีแปดกำ หรือแปดซี่ หมายถึ?อริยมรรคมีองค์แป?คื?ทางอันประเสริฐที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์ ประกอบด้วย
    พระธรรมจัก?></font></td>
                                              </tr>
                                              <tr bgcolor= สัมมาทิฏฐิ คื?ความเห็นชอ?/font>
สัมมาสังกัปป?/font> คื?ความดำริชอ?/font>
สัมมาวาจ?/font> คื?การเจรจาชอ?/font>
สัมมากัมมันต?/font> คื?การกระทำชอ?/font>
สัมมาอาชีว?/font> คื?การเลี้ยงชีพชอ?/font>
สัมมาวายาม?/font> คื?ความเพียรชอบ
สัมมาสติ คื?ความระลึกชอบ
สัมมาสมาธิ คื?ความตั้งใจมั่นชอ?/font>

องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ได้เอาสัญลักษณ์พระธรรมจักรนี้เป็นตราประจำองค์การด้วย

นิกายเถรวาทและมหายานนั้น มีความแตกต่างกันอย่างไ?/span>

นิกายเถรวาทซึ่งดำรงคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้า มีประวัติย้อนขึ้นไปตั้งแต่ปฐมสังคายน?ซึ่งมีการประชุมหลังจากที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ไม่นา?ถือกันว่าเป็นนิกายที่เก่าแก่ที่สุด มหายานเกิดภายหลังจากนั้นประมาณ ๖๐?ปี ภายหลังพุทธกาล ต่อมาอีกประมาณ ๔๐?ปี ก็เกิดนิกายวัชรยาน หรือมนัตรยาน พัฒนามาจากมหายาน

หากพิจารณาตามภูมิประเทศปัจจุบันนี้ เถรวาทนับถือแพร่หลายในประเทศศรีลังกา พม่า ไท?เขมรลา?มหายานแพร่หลายในประเทศจี?ญี่ปุ่?เกาหลี เวียดนาม เนปา?และทิเบต

โดยทางทฤษฎีแล้?ทั้งสองนิกายยึดถือแนวคำสอนหลักร่วมกั?เช่น อริยสั??เป็นต้?แต่ฝ่ายมหายานได้พัฒนาพระสูตรเพิ่มเติมออกไปจากคำสอนเดิม พระสูตรของมหายานที่สำคัญ เช่น สัทธรร?ปุณฑรีกยสูตร วิมลกีรตินิรเทศสูต?ไภษํชยคุรุสูตร เป็นต้?อย่างไรก็ตาม พระวินัยของทั้งสองนิกายมีความใกล้เคียงกันมาก ข้อแตกต่างในทางปฏิบัตินั้น ส่วนมาเนื่องจากความแตกต่างในสภาพแวดล้อมทางสังค?และภูมิศาสตร?

ชาวพุทธควรเชื่ออย่างไร และเชื่ออะไร

พระพุทธเจ้?คือท่านผู้ตรัสรู้สัจธรรม พระองค์ทรงค้นพบความจริงอินสูงสุด และมิได้บังคับให้ผู้ใดเชื่ออย่างงมงายในคำสอนของพระองค์ ความมีเหตุผลของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้?อยู่ที่การเปิดโอกาสให้มีการสอบสวนอย่างถี่ถ้วนในทุกขั้นตอนแห่งวิถีทางไปสู่การตรัสรู?เพื่อที่จะเข้าใจสภาพแห่งปรากฏการณ์ทั้งปว?จำเป็นจะต้องอาศัยปัญญาญาณกำกับตลอดสา?br>
สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนชาวกาลามะ ผู้อาศัยอยู่ในเกสปุตตนิค?ในราชอาณาจักรหรือแคว้นดกศล ถึงท่าทีอันเหมาะสมเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา พระองค์ตรัสว่า

อย่าเชื่อหรือถือเอาสิ่งใ??เพียงการฟังตาม ?กันม? อย่าเชื่อเพียงที่ถือสืบกันมา, อย่าเชื่อเพียงข่าวลื? อย่าเชื่อโดยการอ้างตำร? อย่าเชื่อโดยนึกเอา, อย่าเชื่อโดยการคาดคะเน, อย่าเชื่อเพียงตรึกคิดไปตามอากา? อย่าเชื่อเพียงเพราะตรงกับความคิดเห็นของต? อย่าเชื่อเพียงเพราะน่าเชื่อถือ, อย่าเชื่อเพราะว่าสมณะผู้นี้เป็นครูของเรา, และแล้?พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนชาวกาลามะต่อไปว่า ให้พิจารณาทุกสิ่งด้วยตนเองอย่างถี่ถ้วน

"เมื่อท่านรู้ด้วยตนเองว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ด?นักปราชญ์ติเตียน เมื่อรับไว้และปฏิบัติแล้?จะนำไปสู่อันตราย ก็จงสละทิ้งเสี?ในทางตรงกันข้า?เมื่อท่านทราบด้วยตนเองว่?สิ่งเหล่านี้ไม่ถูกติเตีย?นักปราชญ์สรรเสริ?เมื่อรับไว้และปฏิบัติแล้?จะนำไปสู่ประโยชน?ความสุ?ก็จงรับไว้ปฏิบัต?quot;

เป็นความจริงหรือไม่ที่ว่?ชาวพุทธได้รับการสั่งสอนให้มีขันติธรร?หรือความอดทนได้ต่อความเห็น ความเชื่?ขนบธรรมเนียบ และความประพฤติของคนอื่นที่แตกต่างไปจากตน

จริง ชาวพุทธได้รับการสั่งสอนให้มีใจกว้า?แต่ไม่เชื่อในสิ่งใดง่า??ก่อนที่จะสอบสวนหรือพิจารณาอย่างเหมาะสม ยิ่งกว่านั้น ยังได้รับการสั่งสอนให้แผ่พรหมวิหารธรรม หรือคุณธรรมประจำใจของพรห?คื?เมตต?กรุณ?มุทิตา และอุเบกขา แก่ผู้มีความรู้สึกนึกคิดทั้งปวงแม้จะมีชาติ ศาสน?และสิ่งแวดล้อมแตกต่างออกไป

เราจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยไม่มีศาสนาได้หรือไม่

ได?หากความสุขหมายเพียงความเป็นอยู่ดีทางกา?มนุษย์เราก็จะมีความสุขได้โดยไม่ต้องเชื่อถื?หรือปฏิบัติตามคำสอนทางศาสนาใ??แต่มนุษย์เรานั้น ประกอบด้วยกายและใจ ในการมีชีวิตที่พัฒนาและมีความสุขอย่างสมบูรณ์ บุคคลจะต้องพัฒนาทั้งกายและใจ ในกรณีนี้ศาสนาจะให้คำชี้นำและแนวทางที่ดีในการพัฒนาจิ?และวิญญาณเคียงคู่กันไปกับการพัฒนาทางร่างกา?

ในพระพุทธศาสนา มีรูปแบบแห่งการปฏิบัติโดยเฉพาะหรือไม?

กล่าวตามหลักพระพุทธศาสนา ทุกคนเป็นอิสระที่จะพิจารณาและตรวจสอบคำสอนทางพระพุทธศาสนา ก่อนที่จะตัดสินใจนับถื?แม้ภายหลังการนับถือแล้?บุคคลมีอิสระที่จะเลือกส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งคำสอนมาปฏิบัติได้

พระพุทธเจ้าได้ประทานรูปแบบแห่งการปฏิบัติหลายอย่างให้เหมาะสมแก่ประชาชนผู้มีรสนิยม และแนวโน้มต่าง ?กั?br>
อย่างไรก็ตาม มีคำสอนแบบฉบับที่เหมาะสมแก่ชาวพุทธทั่วไป ดังต่อไปนี?br>
? เว้นความชั่วทั้งปว?บำเพ็ญความดี และชำระจิตใจของตนให้ผ่องแผ้ว

? การเอื้อเฟื้อให้ปั?การมีศีล และการพัฒนาทางจิตที่เรียกว่า ภาวน?(อันแบ่งเป็นการเจริญสมาธิ และการเจริญปัญญา ที่เรียกว่?สมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา)

? ศี?สมาธ?และปัญญา (ซึ่งเป็นรูปแบบย่อแห่งอริยมรรคมีองค??ที่นำไปสู่ความดับทุกข์)


การรักษาศีลห้ามีผลดีอย่างไ?

ศีลห้าไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นหลักของการฝึกฝนตนเอ?เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามธรรมะ คนเรามิได้อยู่โดดเดี่ย?การดำเนินชีวิตในสังค?ต้องมีความสำนึกต?ควบคุมตนเอ?ปรับตน ไม่นิยมความรุนแร?และมีความปรารถนาดีต่อกัน

ศีลห้า คื?เว้นจากการฆ่?เว้นจากการลักทรัพย?เว้นจากการประพฤติผิดในกา?เว้นจากการพูดเท็?เว้นจากการเสพสิ่งมึนเม?อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เราควรมีความเมตต?ซื่อสัตย?และมีสติ สังคมก็จะบรรลุจุดหมายที่ทำให้บุคคลอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และไว้วางใจซึ่งกันและกัน


บุคคลอาจดำรงชีวิตแบบชาวพุทธได้อย่างไ?/span>

การดำรงชีวิตแบบชาวพุทธ บุคคลควรละเว้นการทำความชั่?บำเพ็ญคุณงามความดี และชำระจิตใจของตนให้สะอา?

"การเว้นและการบำเพ็?quot; ตามหลักศีลธรรมแห่งการดำรงชีวิตแบบชาวพุทธ มีดังต่อไปนี?

? เว้นการฆ่า : แผ่เมตตา (คิดจะให้เป็นสุ? กับกรุณา (คิดจะช่วยให้พ้นทุกข์) แห่ทุกชีวิ?

? เว้นการลักขโมยหรือฉ้อโกง และประกอบอาชีพสุจริต

? เว้นการประพฤติผิดในกาม และสำรวมระวังในกาม

? เว้นการพูดปด และพดความจริ?

? เว้นสิ่งเสตพติดมึนเม?และสำรวมระวั?มีสต?

บุคคลบำเพ็ญศีล ?และธรร??ดังกล่าวข้างต้นมากเพียงใ?ก็จะประสบความสุข ความสงบแห่งชีวิตมากเพียงนั้น

อนึ่?การพยายามทำจิตใจของตนเองให้บริสุทธิ์สะอาดจากความโล?ความโกรธ และความหลง ไปทีละเล็กละน้อย ในชีวิตประจำวั?ก็นับเป็นแนวทางอันเป็นอุดมคติของชาวพุท?


มีคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ที่ว่า พระสงฆ์ควรมีบทบาทในการช่วยเหลือสังคมเพิ่มขึ้นจากการสอนธรรม?/span>

เราได้ทราบจากประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนาว่?เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเรียกประชุมกลุ่มพระสาวกรุ่นแร?๖๐ รู?ก่อนส่งไปทำงานประกาศพระพุทธศาสนา พระองค์ได้ทรงแนะให้แยกย้ายกันเดินทางไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มา?เพื่อความสุขแก่คนหมู่มาก และเพื่ออนุเคราะห์โล?นี้แสดงว่า พระพุทธเจ้าทรงแนะนำพระสาวกของพระองค์ให้ช่วยสังคม การช่วยเหลือควรกระทำโดยเหมาะสมแก่สถานภาพของพระสงฆ์ การปฏิบัติตามคำสอนก็ดี การทำตนเองให้เป็นแบบอย่างก็ด?การสั่งสอนประชาชนก็ด?เป็นภารกิจหลักของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา โดยปกต?วัดเป็นศูนย์กลางแห่งชุมชนและงานสังคมสงเคราะห์ในกรณีที่มีอุบัติกัยเกิดขึ้?พระสงฆ์จ?ช่วยเหลือประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะช่วยได้ การช่วยสังคมในรูปแห่งการบริจาคทานและกิจกรรมทางสังคมอื่??พระสงฆ์ก็ได้รับอนุญาตให้ทำได้ในกรณีที่ไม่ขัดกับพระวินั?

เหมาะสมหรือไม่ที่จะเชื่อว่?การเป็นชาวพุทธที่แท้จริงนั้น จะต้องปฏิบัติกรรมฐาน หรือบำเพ็ญสมาธิและปัญญาเท่านั้?และไม่เกี่ยวข้องกับการรับใช้สังคมเลย

การเป็นชาวพุทธนั้น ก็เพียงถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณ?กล่าวคือ ถ้าผู้ใดตั้งศรัทธาไว้ในพระพุทธ พระธรร?และพระสงฆ์ ผู้นั้นก็นับได้ว่าเป็นชาวพุท?นี้เป็นไปตามคำตอบของพระพุทธเจ้?ต่อคำถามของเจ้าชายมหานาม?เรื่องการเป็ชาวพุท?

อย่างไรก็ด?มีคำแนะนำเพื่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติหน้าที่เรียกว่?"บุญกิริยาวัตถุ" หรือ ที่ตั้งแห่งการทำบุญที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ดังต่อไปนี้

? การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ปั?

? การมีศีล แล?

? การพัฒนาสมาธิและปัญญ??ประการ คื?การทำใจให้สง?(สมาธิหรือสมถ? และหารทำปัญญาให้เกิดขึ้น (วิปัสสนา) ทั้งสองอย่างนี?รวมเรียกว่?ภาวน?หรือการอบรมจิตและปัญญา

จากคำแนะนำที่กล่าวข้างต้นก็เป็นที่ชัดเจนว่?การเอื้อเฟื้อให้ปั?และการรับใช้สังคมในรูปแห่งการยื่นมือเข้าช่วยเหลื?และการปฏิบัติทางจิตใจอื่??นับว่าเป็นข้อปฏิบัติเพิ่มเติมของพุทธศาสนิกชน


ทำไมพระสงฆ์จึงต้องครองจีวรที่ทำจากผ้าซึ่งนำมาตัดต่อกัน แล้วพระที่ครองจีวรสีคล้ำเคร่งกว่าพระทั่วไปหรืออย่างไ?/span>

พระสงฆ์เป็นผู้ที่ละทิ้งบ้านเรือน และไม่มีทรัพย์สมบัติส่วนตั?แต่เดิมนั้นท่านต้องรวบรว?เศษผ้าทิ้งแล้วมาซักให้สะอา?นำมาตัดเย็บต่อกันเป็นผืน จากนั้นจึงนำไปย้อมด้วยสีที่ได้จากธรรมชาต?ได้แก่ เปลือกหรือแก่นไม?ผ้าจีวรส่วนมากจะค่อนไปทางสีน้ำตา?สีจีวรอ่อนแก่ทั้งในสมัยพุทธกาลและในสมัยนี้ ไม่ได้หมายถึงความเคร่งครัดของพระสงฆ์ผู้นุ่งห่ม

พระอานนท์เถร?ผู้ทรงเป็นพระอนุชา และพุทธอุปัฏฐากเป็นผู้ออกแบบการตัดเย็บจีวร โดยใช้แบบคันนาในแคว้นมคธเป็นแม่แบบตามพระบัญชาของพระพุทธองค?ซึ่งได้สรรเสริ?และให้ใช้เป็นมาตรฐานสืบม?

ในประเทศไท?พระสงฆ์ที่ครองจีวจสำคล้ำ มักเป็นพระที่อยู่ในป่า แต่ในปัจจุบันพระที่อยู่ในเมืองบางรูปก็นิยมใช้จีวรสีคล้ำเช่นกัน สาเหตุที่ทรงมีพระบัญญัติให้ใช้ผ้าตัอต่?เพราะต้องการให้แตกต่างจากผ้าของคฤหัสถ์ และเพื่อไม่จูงใจโจ?


ทำไมพระสงฆ์จึงต้องออกบิณฑบาตรในตอนเช้า

ในการที่เราจะเห็นความหมายของกิจวัตรข้อนี้ได้ เราต้องมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับสังคมชาวพุทธเสียก่อ?สังคมชาวพุทธนั้น ประกอบด้วยพุทธบริษัท ?ได้แก่ ภิกษ?ภิกษุณ?อุบาสก และอุบาสิก?ทั้งภิกษุและภิกษุณีนั้นเป็นผู้ที่ได้ละบ้านเรือนออกบว?เพื่อใช้ชีวิตในการศึกษาและปฏิบัต?แล้วก็ควรนำคำสอนมาเผยแผ่อบรมสั่งสอนคฤหัสถ์เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใ?br>
สำหรับอุบาสก อุบาสิกา ซึ่งเป็นคฤหัสถ์นั้?ยังคงดำเนินชีวิตตามโลกียวิสั?จึงมีความรับผิดชอบในการที่จะจัดหาปัจจั??ที่จำเป็นแก่การยังชีวิตของ เพศสมณะให้แก่พระสงฆ์ ได้แก่ จีวร อาหา?ที่อยู่อาศัย และเภสัช สังคมพุทธจึงอยู่กันด้วยความเอื้ออาทร และมีความรับผิดชอบต่อกันและกันเช่นนี?br>
เมื่อพระออกบิณฑบาต พิจารณาจากแง่มุมของพระท่านออกมาโปรดสัตว์ ให้โอกาสแก่คฤหัสถ์ที่จะได้ทำบุ?โดยการจัดหาอาหารถวายพระภิกษุสงฆ์ เพราะถือว่าเป็?"นาบุ?quot; เป็นบุคคลที่ควรรับของที่คฤหัสถ์ถวา?นอกจากนั้นการที่คฤหัสถ์ดูแลความเป็นอยู่ของพร?ก็ย่อมเป็นการสร้างความมั่นคงถาวรให้เกิดแก่พระพุทธศาสนาและสถาบันศาสนาโสตหนึ่ง และนับได้ว่า เป็นการยกระดับการปฏิบัติของคฤหัสถ์ไปพร้อ??กั?

เมตตาสาก?หรือการแผ่ความปรารถนาดีไมตรีจิตไปทั่วสาก?มีการสอนในพระพุทธศาสนาอย่างไ?/span>

เมตต?หมายถึ?การแผ่ความปรารถนาด?หรือการบำเพ็ญคุณประโยชน์ซึ่งตรงกันข้ามกับความพยาบาทหรือปองร้าย พระพุทธศาสนาสอนให้แผ่เมตตาไปยังผู้มีชีวิตทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือมิใช่มนุษย?ถ้าโลกปฏิบัติตามคำสอนเรื่องการแผ่เมตตาสากลได?ความขัดแย้งทั้งหลายก็อาจแก้ไขได้โดยไม่ต้องใช้วิธีเผชิญหน้ากั?แต่อาจแก้ไขได้โดยสันติวิธี
คำสอนของพระพุทธเจ้าว่าด้วยเรื่องชาติ ชั้นวรรณ?มีว่าอย่างไร

ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะในพระพุทธศาสน?ในบางประเทศระบบชั้นวรรณะเป็นโครงสร้างสำคัญยิ่งทางสังคม อย่างไรก็ตาม พระพุทธศาสนา ไม่มีอคติทางชาติ ชั้นวรรณ?และเพศ ทุกคนมีความเสมอภาคในศักยภาพทางจิตวิญญาณที่จะบรรลุธรร?

พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่?ความดีหรือความชั่วของค?มิได้ขึ้นอยู่กับชาติกำเนิด หรือทรัพย์สมบัติ แต่ขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา ผู้ที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนามีสิทธิเท่าเทียมกัน เช่น สิทธิในการออกเสียงในการประชุ?ความแตกต่างกันมีอยู่เพียงลำดับอาวุโส ซึ่ง เป็นไปตามการบวชก่อนหรือหลั?

พระพุทธศาสนาเน้นเรื่องความเสมอภาคของมนุษย์ โดยชี้ไปที่ความรู้ดี และความประพฤติดีว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุด พะพุทธองค์ตรัสสอนว่า บุคคลผู้มีความรู้ด?และความประพฤติดีเป็นผู้ประเสริฐสุดในเทพและมนุษย์ทั้งหลาย


พระพุทธศาสนามีทรรศนะต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างไร

เป็นที่รู้กันดีว่าพรพุทธเจ้าได้ทรงวางก?และระเบียบไว้แก่สาวกของพระองค์ เพื่อให้เอาใจใส่ดูแลสิ่งแวดล้อมมากว่??๕๐?ปีแล้ว ดังตัวอย่างต่อไปนี?

? ไม่พึงเทน้ำล้างบาตรที่มีข้าวสุกลงในละแวกบ้าน
?ไม่พึงถ่ายอุจจาร?ปัสสาว?หรือบ้วนเสลดน้ำลายลงบนต้อไม้ใบหญ้า
? ไม่พึงถ่ายอุจจาร?ปัสสาว?หรือน้ำลายลงในน้?br> ? ไม่พึงตั?หรือทำลายพืชพันธุ์ไม้ที่มีชีวิ?br> ? ไม่พึงผ่าป่า
? ไม่พึงทิ้งขยะทางหน้าต่าง
? ไม่พึงปล่อยให้ห้องสุขาสกปร?โดยมิได้ทำความสะอาดเอง หรือขอให้ผู้อื่นทำความสะอา?br>
พุทธศาสนิกชนได้รับการส่งเสริมให้รักษาดุลยภาพระหว่างธรรมชาติกับการพัฒนาทางวัตถุ และการหมุนเวียนนำวัสดุที่ใช้แล้วมาแปรรูปใหม่ ก็มีการกล่าวถึงมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว พระพุทธศาสนาสอนว่า ชีวิตเป็นส่วหนึ่งของธรรมชาติ ทุกสิ่งต่างอาศัยกันและกั?ดังนั้?แนวคิดต่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ และความตระหนักในปัญหาของระบบนิเว?จึงมีปรากฏเป็นคำสอนของพระพุทธศาสนามานานแล้?br>
ถ้าเราเข้าไปหมู่บ้านชนบท เราจะได้เห็นวัดวาอารามที่ร่มรื่นสงบเย็?อากาศบริสุทธิ์ ธรรมชาติสวยงามด้วยต้นไม้ ดอกไม้ ตลอดจนได้เห็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่กับชาวบ้านอย่างเป็นสุ?พึ่งพาอาศัยกัน

เป็นความจริงหรือไม่ที่ว่าพระพุทธศาสนาเป็นทุนิย?คือมองโลกในแง่ร้าย

ความเชื่อที่ว่าพระพุทธศาสนาเป็นทุนิย?คือมองโลกในแง่ร้าย เกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดในอริยสัจข้อแรกที่สอนว่า สัตว์มีชีวิตทั้งปวงจะต้องได้รับความทุกข์อันเกิดจากจา?ความเกิด ความแก?และความตาย เมื่อบุคคลยอมรับความจริง คือทุกข์ ข้อนี้ ก็จะพิจารณาสอบสวนถึงสาเหตุแห่งความทุกข?และปฏิบัติตามมรรคา ซึ่งนำไปสู่ความดับทุกข?

ในความหมายนี?เราย่อมเห็นได้ว่าพระพุทธศาสนามิใช่ทั้งทุนิยม หรือสุนิยม (มองโลกในแง่ด? หากแต่น่าจะเป็นสัจนิยม คือนิยมความจริงมากกว่า พระพุทธเจ้าอาจเปรียบได้กับนายแพทย์ผู้ค้นหาสมุฏฐานได้ว่?มนุษย์มีโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรง แต่มิได้ทรงหยุดเพียงนั้น พระองค์ทรงชี้ว่า โรคภัยไข้เจ็บนั้นอาจจะแก้ไขได้ และทรงบอกถึงตัวยาที่จะรักษ?พระพุทธศาสนาแสวงหาการเอาชนะความทุกข์ของมนุษยชาติ ปัจเจกบุคคลพึงพัฒนาศีล สมาธ?และปัญญา เพื่อที่จะคลี่คลายปัญหาชีวิต ชาวพุทธได้รับการสอนให้เผชิญหน้ากับโลกตามความเป็นจริง และพยายามเอาชนะพลังผูกมัดของโล?ในที่สุดก็จะบรรลุถึงความหลุดพ้นทางจิตใจที่เรียกว่า "นิรวาณ" หรือ "นิพพาน"


เหตุไฉนชาวพุทธจึงสร้าง และบูชาพระพุทธรู?/span>

ชาวพุทธสร้างพระพุทธรูปขึ้น เพื่อเตือนให้ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ประชาชนในประเทศทั้งหลายสร้างธงชาติขึ้นในรูปลักษณ?และสีต่า??เพื่อแทนชาติของต?ซึ่งถือว่ามีความสำคัญสูงสุ?ควรแก่การเคารพ การปฏิบัติเช่นนั้น มิได้หมายความเพียงการเคารพผ้?หรือสีของผ้าเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นการเคารพสถาบันสูงสุดของชาติฉันใ?การสร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งพระพุทธเจ้?และเป็นที่เคารพบูช?ก็เป็นฉันนั้?

ความเคารพมิได้มุ่งอยู่เพียงแต่ไม้หรือโลห?ซึ่งสร้างจำลองขึ้น แต่ทำให้นึกน้อมไปถึงพระคุณ ?ประการ คื?พระปัญญาคุ?พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณของพระพุทธเจ้?

การที่ชาวพุทธเคารพบูชาพระพุทธรูป ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเตือนใจว่า จะต้องพัฒนาปัญญา ความบริสุทธิ?และความกรุณา (คิดจะช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข? ให้เกิดขึ้นในตนเอง เพื่อเป็นการดำเนินตามพระคุณทั้??ประการ ของพระพุทธเจ้าไปในขณะเดียวกันด้ว?


การทำบุญ หมายความว่าอย่างไร

ถ้าแปลตามศัพท์แล้ว คำว่?"บุ?quot; หมายถึ?"การชำร?การทำให้บริสุทธิ์สะอาด" การทำบุญ จึงหมายความว่า "การชำระใจให้บริสุทธิ์จากความโล?ความโกรธ และความหลง" สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้?ทรงสอนศาสนิกชนให้ทำบุญด้วยการบริจาคทาน การรักษาศี?และภาวนา (การทำความสงบและปัญญาให้เกิดขึ้? เมื่อเรารู้ความหมายที่แท้จริงของการทำบุญ ดังกล่าวข้างต้นแล้?เราจึงตัดสินใจได้ด้วยตนเองว่?การทำบุญนั้นมีหลายวิธี เมื่อไรก็ได้ในชีวิตประจำวั?เช่น แม้ขณะที่เราอาจจะนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างสบา?และพยายามที่จะขัดเกลาความโลถ ความโกรธ ความหล?และกิเลสต่าง ?ก็นับเป็นการทำบุญได้เหมือนกั?

การทำทาน มีความหมายว่าอย่างไร

ทา?การให้ เป็นการแสดงออกซึ่งความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อันเป็?ข้อปฏิบัติอย่างหนึ่งในวิธีการบำเพ็ญบุญ ?ประการ คื?ทา?ศี?และภาวนา หรือการทำคุณธรรมให้เกิดให้มีขึ้น ภาวนานั้นม??อย่า?คื?สมถภาวนา การทำความสงงบให้เกิดขึ้น กั?วิปัสสนาภาวน?การทำปัญญาความรู้แจ้งเห็นจริงให้เกิดขึ้น

ทา?หรือการให้นั้นมี ?แบ?ดังนี้
? การอนุเคราะห?เป็นการให้แก่ผู้ที่ยากจน ผู้ที่เดือดร้อ?เช่น เด็กกำพร้า เป็นต้?
? การสงเคราะห์ เป็นการให้แก่เพื่อนหรือมิตรสหา?เพื่อเป็นการผูกมิต?br> ? การให้เพื่อบูชาคุณ เช่น การให้แก่บุคคลเพื่อความกตัญญ?ได้แก่ มห้แก่บิดา มารด?หรือการถวายทานแก่บุคคลที่เคราพ เช่น พระภิกษุสงฆ์

ในความหมายของการให้อย่างแท้จริ?ชาวพุทธควรให?หรือบริจาคโดยไม่หวังผลตอบแทน กล่าวอีกอย่างหนึ่ง การให้เพื่อการลดความเห็นแก่ตัว ฉะนั้น การให้จึงเป็นวิธีหนึ่งแห่งการทำให้ความทะยานอยา?และความยึดมั่นถือมั่นให้ลดน้อยลง

การที่ชาวพุทธรับไตรสรณคมณ์นั้น หมายความว่าอย่างไร

ขั้นตอนของการเป็นชาวพุทธ คื?การรับไตรสรณคมณ์ ขอถื?พระพุท?พระธรร?และพระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่?ที่ระลึกถึ?

ในการรับพระพุทธเจ้าเป็นสรณะนั้?อาจมีระดับความเข้าใจที่แตกต่างกั?ความหมายของพุทธะในขั้นต้นนั้?หมายถึ?พระพุทธรูป ซึ่งเป็นเครื่องเตือนให้ระลึกถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ ทรงชี้ทางเพื่อให้ชาวพุทธทั้งหลายได้ปฏิบัติตา?เพื่อบรรลุความหลุดพ้?พุทธะในความหมายขั้นสูงขึ้นหมายถึ?ความเป็นพุทธ?ซึ่งเป็นคุณสมบัติทางจิตวิญญาณอันสูงสุด ที่พวกเราชาวพุทธอาจเข้าถึงได?หากปฏิบัติตามแนวทางคำสอนของพระพุทธองค์

ในการทำความเข้าใจกับธรรมะก็เช่นกัน ในขั้นต้นอาจหมายถึ?พระไตรปิฎก ซึ่งเป็นคัมภีร์คำสอนในพระพุทธศาสนา ในระดับสูงหมายถึ?คำสอนของพระพุทธองค?ซึ่งเมื่อเข้าถึงก็ย่อมทำให้บุคคลนั้นรู้แจ้งในพระธรรมอันประเสริ?สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยรับสั่งว่า "ผู้ใดเห็นธรร?ผู้นั้นเห็นตถาคต, ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรร?quot; นั้น หมายความว่?เมื่อผู้นั้นปฏิบัต?ก็ย่อมเข้าถึงการตรัสรู้ด้วยตนเอง

คำว่?"สงฆ์" ก็อาจจะเข้าใจได้หลายระดั?ขั้นต้นหมายถึง พระภิกษุและภิกษุณีสงฆ์ แต่ในระดับสูงหมายถึง พระอริยสงฆ?ซึ่งเป็นบุคคลในอุคมคติ โปรดสัตว์ในการเทศน์สอนและชี้นำสรรพสัตว?

ในการรับไตรสรณคมน์ จึงเป็นการน้อมรับเอาคุณสมบัติที่ปรากฏในพระพุทธ พระธรร?พระสงฆ?มาปรับให้เข้ากับการดำเนินชีวิตของเรานั่นเอ?br>


พระพุท?พระธรร?พระสงฆ?คืออะไ?

พุทธศาสนิกชนต้องนับถือพระรัตนตรั?คื?พระพุท?พระธรร?และพระสงฆ์ เป็นสมณะ (ที่พึ่?ที่ระลึก)

พระพุท?หมายถึ?พระผู้ตรัสรู?คือรู้อย่างจำรัส หรือแจ่มแจ้ง

พระธรร?หมายถึ?ความจริง หรือสัจธรร?ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และนำมาสั่งสอน

พระสงฆ?หมายถึ?พระพุทธสาว?ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ พระสงฆ?ในระดับสูงได้แก่ ท่านผู้บรรลุความเป็นพระอริยบุคคล ?ประเภท

ความหมายของพระรัตนตรัย หรือ พระพุท?พระธรร?พระสงฆ?จัดได้ ?ระดั?ดังต่อไปนี?

ระดับที่ ?/u>
พระพุท?คื?ท่านผู้ตรัสรู้ ซึ่งมีพระพุทธรูปเป็นองค์แท?br> พระธรร?คื?ความจริงหรือสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู?และนำมาสั่งสอนซึ่งมีพระไตรปิฎก หรือคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเป็นองค์แท?br> พระสงฆ?คื?พระอริยสาวกของพระพุทธเจ้?ซึ่งมีภิกษ?ภิกษุณ?โดยทั่วไปเป็นองค์แทน ผู้ซึ่งยังไม่เป็นพระอริยบุคค??พระสงฆ์ในระดับนี?เรียกว่า สมมติสงฆ?

ระดับที่ ?/u>
พระพุท?หมายถึ?พระผู้ตรัสรู้เอง พระองค์คือ เจ้าชายสิทธัตถ?แห่งวงศ์ศากย?ผู้สละละทิ้งชีวิตแบบชาวโลกเพื่อแสวงหาสัจธรรม หลังจากที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว ก็ได้ประดิษฐานพระพุทธศาสนาขึ้น
พระธรร?หมายถึ?ความจริง หรือสัจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงค้นพ?และเผยแผ่ให้พุทธศาสนิกชนทั้งบรรพชิ?และคฤหะสถ์ได้เรียนรู้และปฏิบัต?br> พระสงฆ?หมายถึ?สาวกของพระพุทธองค์ผู้เป็นพระอริยบุคคลแล้?

ระดับที่ ?/u>
พระพุท?พระธรร?พระสงฆ?รวมเป็นหนึ่งเดียวในระดับนี?br> พระพุท?ก็คื?พระธรรมคำสั่งสอน ดังพระพุทธวัจนะที่ว่?"ผู้ใดเห็นธรร?ผู้นั้นเห็นเรา" แสดงว่?พระพุทธภาว?คื?พระธรร?และพระธรรมก็คือพุทธภาวะนั่นเอง พระสงฆ์ในอุดมคติก็คือพระธรรมที่ปรากฏในตัวท่านั้นเอ?br>


การไปวัดหมายถึงอะไ?/span>

มีวัดอยู??ประเภท คื?วัดภภายนอก กับวัดภายใ?

วัดภายนอ?หมายถึ?สถานที่พระสงฆ์อาศัยอยู่ร่วมกัน ภายใต้ปฏิญญา หรือการประกาศเจตนาทางศาสนา และที่ประชาชนฝ่ายคฤหัสถ์ไปเพื่อสดับพระธรรมเทศน?หรือปฏิบัติเกี่ยวกับศาสน?

วัดภายใน หมายถึ?ใจอันสงบของบุคคล ถ้าบุคคลพยายามทำจิตใจของตนให้สะอาด สง?และสว่าง ด้วยศี?สมาธ?ปัญญ?บุคคลนั้นก็นับได้ว่าไปวัดเป็นประจำ

ชาวพุทธควรมุ่งทั้งวัดภายในและวัดภายนอกตามโอกาสอันเหมาะสมของต?br>


เป็นการบังคับหรือไม่ ที่จะให้ชาวพุทธผู้เป็นคฤหัสถ์ไปวัดเป็นประจ?/span>

ไม่มีกฎหรือข้อบังคับเข้มงวดให้ชาวพุทธที่เป็นคฤหัสถ์ต้องไปวัดเป็นประจ?ถ้าต้องการความก้าวหน้าทางจิตใจ ก็มีข้อเสนอให้ชาวพุทธไปวัดภายในแม้ชั่วระยะเวลาสั้น ?

ถ้าชาวพุทธผู้ใดพยายามแผ่เมตต?(ไมตรีจิต คิดจะให้เป็นสุ? กรุณ?(ความเอ็นดู หรือสงสารคิดจะช่วยให้พ้นทุกข? และความปรารถนาดีอื่น ?ไปยังผู้มีชีวิตทั้งหลา?หรือพยายามทำจิตใจของตนให้สะอาด สง?และสว่าง เขาผู้นั้นก็ถือว่าเป็นชาวพุทธที่ดี และได้ชื่อว่าไปวัดเป็นประจ?br>


ในพระพุทธศาสนา สตรีสามารถจะบรรลุธรรมได้หรือไม่่

พระพุทธองค์ทรงเป็นศาสดาพระองค์แรกที่ทรงยอมรับความทัดเทียมกันในการบรรลุธรรมของหญิงและชา?โดยทั่วไปแล้?สังคมมักจำกัดบทบาทของสตร?แต่การตรัสรู้ธรรมนั้?ไม่มีการจำกัดทางเพ?ด้วยเหตุนี?ผู้หญิงจึงได้รับอนุญาตให้บวชเป็นภิกษุณีได้ และได้พิสูจน์ตนเองว่ามีค่า สมกับที่พระพุทธองค์ทรงให้การยกย่องว่าเป็นเอตทัคค?ภิกษุณีบางรู?เช่น พระปฎาจาราภิกษุณ?ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางปัญญา เป็นต้?ในฝ่ายอุบาสิกานั้น นางสิสาข?ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในการให้ทา?พระนางสามาวต?ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางเมตตา เป็นต้?กล่าวโดยย่?ผู้หญิงได้แสดงให้เห็นว่า มีความสามารถทัดเทียมกับผู้ชายในการปฏิบัต?และสืบพระศาสนา ในปัจจุบันผู้หญิงที่ปฏิบัติธรรมตามคำสอนในพระพุทธศาสนาก็สามารถบรรลุธรรมได?br>

ในบางประเทศผู้หญิงสามารถบวชเป็นภิกษุณีได้จริงหรือไม่

พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ผู้หญิงบวชได้ตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล ผู้หญิงที่บวชเรียกว่?ภิกษุณ?สายการบวชภิกษุณีนับแต่ครั้งพุทธกาล มีความเป็นมาต่อเนื่องกันนานกว่??๐๐?ปี และสูญไปพร้อมกับภิกษุสงฆ?เมื่อประเทศอินเดียถูกรุกรานในพุทธศตวรรษที่ ๑๗

คณะภิกษุณีโดยการนำของพระนางสังฆมิตตาเถรี พระธิดาในพระเจ้าอโศกมหาราช ได้รับการนิมนต์จากพระเจ้าเทวารัมปิยติสสะ ให้ไปประดิษฐานภิกษุณีสงฆ์ในลังกา เมื่???๒๔?ภิกษุณีสงฆ์ในลังกามีความเป็นอยู่ต่อเนื่องกันมานานกว่าพันปี ก่อนที่จะถูกชาวต่างชาติรุกรา?

ต่อม?ใน ?? ๙๗?คณะภิกษุณีสงฆ์จากลังกา?ได้รับนิมนต์ไปบวชให้แก่สตรีชาวจี?ทำให้เกิดภิกษุณีสงฆ์จีนสืบสายมาจนทุกวันนี้

ภิกษุณีสงฆ์สายจีนนั้นได้แพร่หลายไปสู่ญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศใกล้เคียง ศูนย์ที่สำคัญของภิกษุณีสงฆ์ปัจจุบันอยู่ที่ไต้หวั?และเกาหล?

ใน ?? ๒๕๓๑ วัดซีไหล ซึ่งเป็นวัดจีนในลอสแองเจลิ?ได้จัดการบวชภิกษุณีถึง ๒๐?รู?เพื่อเป็นการสร้างเสริมภิกษุณีสงฆ์ให้กล้าแข็งขึ้น

ในช่วง ??ทศวรรษที่ผ่านม?สตรีชาวพุทธได้แสดงความประสงค์ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในพระพุทธศาสนาทุกระดับ เมื่อพิจารณาว่าผู้หญิงมีจำนวนถึงกึ่งหนึ่งของประชากรโลก เรื่องนี้จึงเป็นแนวโน้มที่น่าจะเป็นไปได้ในการพัฒนาพระพุทธศาสนาโดยส่วนรวม


พระพุทธศาสนามีท่าทีอย่างไรต่อการเป็นโสเภณี

เนื่องจากพุทธศาสนิกชนได้รับการสอนให้แผ่ความปรารถนาดี ไมตรีจิตไปยังเพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลา?ชาวพุทธจึงควรเห็นใจและไม่เหยียดหยามโสเภณ?ไม่ว่าจะเป็นโดยถูกบังคับ หรือสมัครใ?และหากจะช่วยให้พวกเขาได้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ดีขึ้?เราก็ควรทำ

ปัญหาโสเภณีน่าจะแก้ไขได้โดยทางระบบการศึกษา การจัดระบบเศรษฐกิจ และสังคมสงเคราะห?ฯล?ตามควรแก่กรณ?br>


คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นพลวัต?หรือพลังทางศีลธรรมที่ก่อให้เกิดการกระท?หรือความเปลี่ยนแปลงหรือไม่

พระพุทธวจนะในทสกนิบา?อังคุตตรนิกา?(หมวดพระสูตรว่าด้วยธรรมะเป็นข้อ ?หมวด ๑๐?เฉลยคำถามนี้ได?ดังต่อไปนี?

“เราไม่กล่าวสรรเสริญการหยุดในกุศลธรร?จึงไม่ต้องกล่าวถึงว่?จะสรรเสริญความเสื่อม ดูก่อนภิกษุทั้งหลา?เราสรรเสริญความเจริญ ไม่สรรเสริญการหยุดอยู่ ไม่สรรเสริญความเสื่อมในกุศลธรรม”

จากข้ออ้างที่กล่าวมานี?เราจึงอาจกล่าวได้ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นพลวัต หรือพลังทางศีลธรรม ที่ก่อให้เกิดการกระทำหรือควมเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้?br>



พระพุทธศาสนาสรรเสริญความกตัญญูกตเวทีอย่างไ?

ผู้ใดกตัญญูรู้คุณและกตเวที คือตอบแทนคุณท่านผู้เคยทำอุปการะมาก่อ?เช่น มารดาบิด?ครูอาจารย์ และท่านผู้มีพระคุณอื่น ?ผู้กตัญญูกตเวทีนั้?พระพุทธศาสนาสรรเสริญว่?เป็นบุคคลผู้มีีคุณค่?และหาได้ยากในโลก

คำสอนนี้ ช่วยเสริมสร้างความสามัคคีกลมเกลียวในครอบครัวและสังคมอย่างมาก


อนัตตา คืออะไ?เราจะนำแนวความคิดนี้มาใช้กับชีวิตประจำวันได้อย่างไ?

อนัตตา หรือ มิใช่ตัวตน เป็นคำสอนหลักในพระพุทธศาสน?การที่จะเข้าใจหลักอนัตตา ได้อย่างชัดเจนจะต้องมีปัญญารู้แจ้ง แนวคิดเรื่องอนัตตา อาจอธิบายได้ ?ระดั?ดังนี้

ในชั้นต้?อนัตตา อาจเข้าใจได้โดยผ่านกระบวนการของเหตุผ?และอาจใช้ความเข้าใจเช่นนั้นได้ในการพัฒนาจริยธรรม ถ้าเราตระัหนักถึงเรื่องอนัตต?ก็จะช่วยให้เราเป็นอิสระจากความทะยานอยา?หลงผิด และความเห็นผิดที่ว่า เรามีตัวตนที่แท้จริง ด้วยวิธีการนี้ เราจึงสามารถขจัดความยึดมั่นถือมั่น และเป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตั?

ในชั้นสู?อนัตตา เป็นสัจธรรมของสรรพสิ่งที่เป็นอยู?และมีอยู?ความจริงแท้ของสรรพสิ่งนั้น มิใช่สิ่งที่เราสามารถสัมผัสได้ด้วยความรู้ธรรมดาสามัญ เว้นเสียแต่เราจะได้ตรัสรู้

ทันทีที่ตรัสรู?ความยึดมั่นในตัวตน และความทะยานอยากก็จะสิ้นสุ?

หลักต่อไปนี้ เป็นสาระสำคัญในการประยุกต์แนวคิดเรื่องอนัตตา กับชีวิตประจำวันของเรา
?ไม่ทำการใด ?เพียงเพื่อประโยชน์ตน หรือเพื่อตอบสนองความต้องการของตนโดนส่วนเดียว
? จงทำทุกอย่างเพื่อล?ละ การให้ความสำคัญแก่ตนเองเพียงฝ่ายเดีย?br> ? ไม่ถือความคิดของตนว่าสำคัญเหนือความคิดของผู้อื่น

ในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นนั้?เราควรเป็นคนใจกว้างพิจารณาเรื่องราวไปตามหลักเหตุผล มากกว่าความต้องการเฉพาะของตนเอ?อย่างไรก็ตาม ความยึดมั่นในความไม่ยึดมั่?ก็ยังเป็นความยึดมั่นอย่างหนึ่ง จะต้องละเสียด้วย ความไม่ยึดมั่นตามหลักมัชฌิมาปฏิปทานั้นจะต้องมีปัญญากำกับด้วย


ถ้าไม่มีอัตต?หรือตัวตนที่ถาวร กรรมคือการกระทำดีหรือชั่?จะให้ผลแก่ผู้ทำได้อย่างไ?

พระพุทธศาสนาปฏิเสธอัตต?หรือตัวตนที่ถาวร อันจะพึงยึดมั่นถือมั่น แต่ยอมรับความสืบต่อแห่งชีวิตจากชาติหนึ่งไปสู่อีกชาติหนึ่?ตราบเท่าที่บุคคลยังไม่บรรลุนิพพา?คือความดับสนิทแห่งเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข?

เมื่อใดมนุษย์และสัตว์ยังเวียนว่ายตายเกิด กรรมก็จะยังคงให้ผลของตนแก่ผู้กระทำต่อไ?br>


บุคคลเป็นเทพในชาตินี้ได้อย่างไ?

การเป็นเทพในชีวิตนี้ หรือชาตินี?(โดยไม่ต้องรอให้ตายเสียก่อน) คือการมีคุณสมบัติที่เหมาะสมหมวดใดหมวดหนึ่ง ดังต่อไปนี?

? ประกอบด้วย
- ความละอายต่อความชั่ว(หิริ)
- ความเกรงกลัวต่อความชั่?(โอตตัปปะ)

? ประกอบด้วย
- ความเชื่ออย่างมีเหตุผล (ศรัทธา)
- ความประพฤติดีงาม
- การสดับตรับฟัง หรือการเรียนรู?(สุตะ)
- การเอื้อเฟื้อให้ปั?(จาคะ) แล?br> - ความฉลาด (ปัญญ?

? ประกอบด้วย
- ไมตรีจิตคิดจะช่วยให้เป็นสุ?(เมตต? ตรงข้ามกับพยาบาท หรือคิดปองร้าย
- เอ็นดูหรือสงสารคิดจะช่วยให้พ้นทุกข?(กรุณ? ตรงข้ามกับวิหิงส?หรือการเบียดเบีย?br> - พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี (มุทิตา) ตรงข้ามกับความริษย?แล?br> - วางใจเป็นกลา?(อุเบกข? ตรงข้ามกับความลำเอีย?br>

เทพที่กล่าวถึงในพระพุทธศาสนามีกี่ประเภ?

มี ?ประเภท ดังต่อไปนี?

? เทพโดยสมมต?โดยการนัดหมายกันรับรู้ หรือสมมติเทพ หมายถึงพระมหากษัตริย?

? เทพโดยกำเนิด หรืออุปปัตติเท?(อ่านว่?อุ-ปะ-ปั?ติ-เท? หมายถึ?ผู้ที่เกิดเป็นเท?

? เทพโดยความบริสุทธิ์อย่างสมบูรณ?หรือวิสุทธิเทพ หมายถึ?พระพุทธเจ้?และพระอรหันต์ผู้ดับกิเลส (ความโล?ความโกรธ ความหล? ที่ทำให้ใจเศร้าหมองได้อย่างสิ้นเชิ?เทพประเภทนี้จัดว่าสูงสุด

มีพระพุทธวจนะว่า (ผู้ที่สมบูรณ์ด้วยความรู้ดี และความประพฤติดี เป็นผู้ประเสริฐสุดในบรรดาเทพและมนุษย?

ควมว่า “รู้”ในที่นี้หมายถึง ปัญญาที่ทำให้กิเลสและความทุกข์หมดสิ้นไ?ส่วนคำว่?“ความประพฤติ?หมายถึ?มาตรฐานขั้นสูงแห่งการปฏิบัติทางศีลธรรมและจิตใจ


พระพุทธเจ้าสอนวิธีเพื่อบรรลุประโยชน์อย่างไ?

มีประโยชน์อยู่ ?ระดั?รวมทั้งวิธีปฏิบัติเพื่อบรรลุประโยชนืเหล่านั้?ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน คื?

? ประโยชน์ปัจจุบัน หรือทิฏฐธัมมิกัตถะ (ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังค?
- ความขยันหมั่นเพียรในการเลี้ยงชีพ
- การรู้จักรักษาทรัพย์ที่หามาได้
- การคบเพื่อนที่ดี
- การดำรงชีวิตโดยเหมาะสม (ไม่ฟุ่มเฟือย หรือฝืดเคืองเกินไป)

? ประโยชน์อนาค?หรือ สัมปรายิกัตถ?(ประโยชน์แห่งศีลธรร?และคุณธรรม)
- ศรัทธา ความเชื่?br> - ศี?ความประพฤติดีงาม
- จาคะ การเอื้อเฟื้อให้ปั?br> - ปัญญ?ความรู้ความฉลา?

? ประโยชน์อย่างยิ่?หรือปรมัตถ?(ประโยชน์สูงสุดด้วยการเป็นอิสระจากกิเลส และกองทุกข?
- ศี?ความประพฤติดีงาม
- สมาธ?การทำจิตใจให้ตั้งมั่?br> - ปัญญ?ความรู้ความฉลา?

โดยพิสดารวิธีปฏิบัติทั้ง ?เพื่อประโยชน์อย่างยิ่งนี?อธิบายในรูปอริยมรร?หรือมรรคอันประเสริ?มีองค์ ?คื?br>
? ความเห็นชอ?br> ? ความดำริชอ?br> ? การเจรจาชอ?br> ? การกระทำชอ?br> ? การเลี้ยงชีพชอ?br> ? ความเพียรชอบ
? ความระลึกชอบ
? การทำจิตให้ตั้งมั่นชอบ

การศึกษา ?ประการ หรือไตรสิกขา ที่พระพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนคืออะไร

กล่าวตามหลักพระพุทธศาสนา การศึกษา ?ประการ คื?

? การศึกษาเรื่องศี?หรือความประพฤติดีงาม (สีลสิกขา)

? การศึกษาเรื่องจิ?หรือสมาธ?หรือความสงบแห่งจิต (จิตตสิกข?

? การศึกษาเรื่องปัญญ?หรือญา?หรือการรู้เห็นตามเป็นจริ?(ปัญญาสิกขา)

การปฏิบัติไตรสิกขานี?นำบุคคลไปสู่วิมุตต?หรือความหลุดพ้?br>


หลักสำคัญของพระพุทธศาสนา คืออะไ?

หลักสำคัญของพระพุทธศาสนา สรุปได้ดังนี?

? ไม่ทำชั่วทั้งปวง ทำแต่ความด?ทำจิตของตนให้บริสุทธิ์สะอา?

? ทุกข?เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข?

? ศี?สมาธ?และปัญญา นำไปสู่วิมุตติ หรือความหลุดพ้?

? สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถือมั่?

? นิพพาน คื?ภาวะที่ไร้กิเล?ไร้ทุกข์ทั้งปว?


เราอาจจบรรลุนิพพานในชีวิตนี้ได้หรือไม่

ได้แน่นอ?มีข้อความหลายแห่งในพระไตรปิฎ?ซึ่งเป็นคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา กล่าวถึง นิพพานในชีวิตนี้ตอนหนึ่งว่?ธรรมะซึ่งอาจเห็นได้ด้วยตนเองนั้นทันสมัยอยู่ตลอดเวล?เชิญชวนให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในต?และผู้ฉลาดพึงทราบได้เฉพาะต?ผู้ใดก็ตามอาจทำตนให้เป็นอิสระได้จากการยึดติดในตัวตนและของตนเอง (อหังกา?มนังกา? เราก็อาจบรรลุนิพพานในชีวิตนี้ได้
 
 
 
© Webpage Designed by dUANGdEN nUREMRUm. Last Updated. Monday 9 October, 2006 1:36 PM